21/03/2026
การยกพาน สำรับอาหารเลี้ยงทำบุญเนื่องในเทศกาลเฉลิมฉลอง #วันรายาออกบวช
ของคนแขก(มุสลิม)สงขลา บ้านดอนขี้เหล็ก (บ้านนอก) ตำบลพะวง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา
ภาพถ่ายบัง สะมะเเอ สายสลำ
เรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนในบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียง
21/03/2026
การยกพาน สำรับอาหารเลี้ยงทำบุญเนื่องในเทศกาลเฉลิมฉลอง #วันรายาออกบวช
ของคนแขก(มุสลิม)สงขลา บ้านดอนขี้เหล็ก (บ้านนอก) ตำบลพะวง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา
ภาพถ่ายบัง สะมะเเอ สายสลำ
04/03/2026
พระโพธิมณเฑียร คือชื่ออย่างเป็นทางการของวิหารโพธิลังกา
อ่านว่า โพด-มน-เทียน ในกระบวนที่เลณฑุบาตพระศรีรัตนมหาธาตุ อันเป็นพระตำรากระบวนที่พระกัลปนาแด่พระบรมธาตุ พระพุทธรูป และวิหารทั้งปวงในเขตพระบรมธาตุเมืองนคร นิยมเขียนชื่อวิหารนี้ด้วยรูป "โภชมลเฑียร" ทำสะท้อนถึงวิธีอ่านออกเสียงชื่อวิหารแบบดั้งเดิมได้
การสร้างวิหารนี้ปรากฏในตำนานพระบรมธาตุหลายฉบับเนื้อความไม่ต่างกันนัก ความว่า
"...จึงมหามงคลเอามหาโพธิ์ แลรื้อญาติประงวนมาด้วยเรือมาแต่ลังกา พระศรีมหาโพธิ์ใส่อ่างทองมา สร้างวัดชื่อวัดพลับ พระศรีมหาโพธิ์ปลูกฝ่ายอุดรพระมหาธาตุ ปลูกทั้งอ่างทองนั้น แล้วก่ออาสน์ขึ้นล้อมรอบทั้งสี่ด้าน ตระก่อพระพุทธรูปสามด้าน ปัจฉิมก่อพระบรรทมองค์หนึ่ง พระระเบียงรอบ ๒๘ ห้อง จึ่งมหามงคลขึ้นชื่อว่า พระโพธิมณเฑียร..."
พงศาวดารเมืองนครศรีธรรมราช เลขที่ ๒ มัดที่ ๒๔ เก็บรักษาอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติ (เอกสารตัวเขียนยังไม่ได้ปริวรรตเผยแพร่)
"...จึ่งมหามงคลเอามหาโพธิ์ รื้อญาติประงวนมาด้วยเรือมาแต่ลังกา พระศรีมหาโพธิ์ใส่อ่างทองมา สร้างวัดชื่อวัดพลับ พระศรีมหาโพธิ์ปลูกฝ่ายอุดรพระมหาธาตุ ปลูกทั้งอ่างทองนั้น แล้วก่ออาสน์ขึ้นล้อมรอบทั้งสี่ด้าน ตระก่อพระพุทธรูปสามด้าน ปัจฉิมก่อพระบรรทมองค์หนึ่ง พระระเบียงรอบ ๒๘ ห้อง จึ่งมหามงคงขึ้นชื่อว่า พระโพธิมณเฑียร..."
ตำนานพระธาตุนครศรีธรรมราช เลขที่ ๗๔ มัดที่ ๘ เก็บรักษาอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติ (เอกสารตัวเขียนยังไม่ได้ปริวรรตเผยแพร่)
"...จึ่งพระมหาเถรมงคลเอาไม้ศรีมหาโพธิ์ใส่อ่างทองลงสำเภารื้อญาติโยมมาแต่เมืองลังกา สร้างวัศพลับพลาปลูกพระศรีมหาโพธิ ฝ่ายอุดรพระมหาธาตุปลูกทั้งอ่างทอง แล้วก่ออาศน์ล้อมรอบก่อพระพุทธรูปสามด้าน ฝ่ายปัจฉิมก่อพระบรรธมองค์หนึ่ง พระระเบียงรอบ ๒๘ ห้อง ชื่อว่าพระโพธิมณเฑียร..."
ตำนานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ต้นฉบับสมุดฝรั่ง กรมศิลปากรเผยแพร่หลายคราว
ในอดีตเคยมีคำอธิบายว่าวิหารโพธิมณเฑียร หรือโพธิ์ลังกามีชื่อว่าวัดพลับ เนื่องมาจากตำนานเขียนเหตุการณ์ต่อเนื่องกัน ในความเป็นจริงคือสร้างวัดพลับแล้ว จึงมาปลูกพระศรีมหาโพธิ์ขึ้นเป็นอีกเหตุการณ์หนึ่ง
ในวิหารโพธิมณเฑียร มีพระนอนใหญ่ทางทิศตะวันตก มีชื่อในกระบวนที่เลณฑุบาตพระศรีรัตนมหาธาตุ ว่า "พระธรรมราชมุณีบรรทม"
สมัยหนึ่งมีการสร้างพระทรงเครื่องสำริดขนาดกลางองค์หนึ่งเบื้องพระเศียรของพระธรรมราชมุนีบรรทม คนนครในอดีตสมมติเป็นรูปแทนพระองค์พระเจ้าศรีธรรมาโศกผู้สร้างพระบรมธาตุ
ต่อมาพระยาสุขุมนัยวินิต ได้ย้ายพระพุทธรูปองค์นี้ไปยังวิหารสามจอม วิหารสามจอมจึงนิยมเรียกเป็นวิหารศรีธรรมาโศกด้วย
08/02/2026
บรรยายการเตรียมบายศรีทำขวัญสมโภชพระวิธุรบัณฑิต
ต่อจากตอนเตรียมโรงทำขวัญเมื่อวันก่อน
----------------------------
๏ จักรพงษ์ได้ทรงฟัง จึงตรัสสั่งข้างฝ่ายใน
ให้ทำบายศรีใหญ่ ได้เก้าชั้นอันโสภา
๏ ห้าชั้นนั้นตั้งซ้าย เจ็ดชั้นไว้ข้างเบื้องขวา
ให้แกะพรหมสี่หน้า รูปกินราแลนารี
๏ [ชั้น]ยอดสอดด้วยแก้ว ทำให้แล้วในวันนี้
ฝ่ายพระราชเทวี รับวาทีลีลาผัน
๏ [ถึง]นั่งสั่งให้หา นางโขลนจ่ามาพร้อมกัน
แสนสุรางค์นางกำมนัล เคยชำนาญการบายศรี
๏ [ไม่เลือก]กันว่าใคร ทั้งเข็ญใจแลผู้ดี
ช่วยกันทำบายศรี ให้แล้วพลันวันนี้หนา
๏ [สาวใช้ครั้น]ใดฟัง วิ่งละลังออกไปหา
ใบตองกล้วยพังคลา บ้างเรียกว่ากล้วยตาหนี
๏ ได้มาสี่ห้ามัด ทั้งไม้กลัดเลี่ยมเหลาดี
บ้างหาดอกกรนี ทั้งจำปามหาหงส์
๏ พุดตานกระดานงา ได้แล้วพาเข้าไปส่ง
จัดสรรค์ว่ากันลง ทำค(น)ละสิ่งจิงได้การ
๏ แม่ครัวมั่วเป็นกบ ทำสบครบของคาวหวาน
จัดแจงแต่งใส่พาน ไว้เสร็จสรรพยับยั้งอยู่
๏ เหล่าช่างข้างบายศรี ล้วนคนดีศิษย์มีครู
ปากว่าตาไม่ดู มือทำได้ไม่ขัดขืน
๏ บายศรีสามสำรับ ทำเสร็จสรรพในกลางคืน
แล้วนอนหลับค(น)ละตื่น พอรุ่งแจ้งแสงสุรียง
ฉบับนี้แม้จะลายมือไทยย่องดงามก็จริง แต่เรามีพระเนมิราชกลอนสวดที่เขียนขึ้นในปลายรัชกาลที่ ๓ ซึ่งมีลายมือใกล้เคียงกันมากจนอาจเรียกไว้ว่าผู้คัดเป็นคนเดียวกัน จึงมีอายุในรุ่นรัตนโกสินทร์แล้ว แสดงให้เห็นการสืบทอดรูปแบบอักษรไทยย่อในเมืองนครศรีธรรมราชซึ่งยังคงมีบางสำนักที่มีมาตรฐานสูงมาก
ส่วนสำนวนภาษาตลอดเล่มมีคำใต้อยู่เป็นพื้นจึงน่าจะแต่งขึ้นในภาคใต้นี้ครับ เล่มนี้เป็นสำนวนเดียวกันกับ วิทูรชาดกกลอดสวด ฉบับสมุดฝรั่งในหอสมุดแห่งชาติ มีปริวรรตใน ราชวัสดี : คำสอนของวิธุรบัณฑิตสำหรับข้าราชการที่สืบทอดอยู่ในวรรณกรรมคำสอนของไทย - พอพล สุขใส
เผื่อใครอยากอ่านเต็ม ๆ ครับ
https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/1887?src=%2Fxmlui%2Fbrowse%3Ftype%3Dsubject%26value%3D%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2593%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%2598%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B2%26locale-attribute%3Dth&browseOffset=9&browseTotal=12
03/02/2026
ในบุดที่มีชื่อตามทะเบียนของหอสมุดแห่งชาติว่าพงศาวดารเมืองนครศรีธรรมราช เลขที่ ๓ มีเรื่องรายการแบ่งหน้าที่ดูแลพระห้องในวัดพระโคะตาม ๔ ทิศเอาไว้
ลงศักราชระบุว่าเป็นเหตุการณ์ในปี ๒๑๕๖ เมื่อพระครูเทพราชเมาฬีศรีปรมาจารย์ราชประชา มาเป็นเจ้าคณะเมืองพะโคะคณะลังกาชาติ ปีนั้นได้อาราธนาพระพุทธคัมภีร์มาครองเขาพะโคะ แล้วมีการสอบทานปันแบ่งหน้าที่ดูแลพระห้องให้คณะบุคคลต่าง ๆ
พระห้องนี้ หมายถึงระเบียงที่มีพระ ถ้าเป็นเมืองนคร พระห้อง คือระเบียงคด หรือวิหารพระดัานเดี๋ยวนี้ มีบาญชีแจกหน้าที่ดูแลพระห้องเกือบสองร้อยห้องไว้เป็นทำเนียบหางว่าวยาว
ของวัดพะโคะก็เคยมีบาญชีแบ่งหน้าที่ดูแลพระห้องเหมือนกัน แต่วัดพะโคะนั้นไม่มีระเบียงคด ดูที่เป็นเขาแล้วไม่เห็นการปราบพื้นสำหรับจะวางแนวระเบียงคดสี่ด้านล้อมพระเจดีย์ได้เลย
ดังนั้นพระห้องที่กล่าวถึงนี้อาจจะหมายถึงพระห้องที่วิหารคลุมฐานพระเจดีย์พระศรีรัตนมหาธาตุวัดพะโคะ แต่จำนวนพระห้องตามระบุในบุดนี้ก็มากกว่าจำนวนห้องปัจจุบัน ซึ่งก็คงสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของสถาปัตยกรรมบนเขาพะโคะรวมทั้งพระเจดีย์ประธานในตลอดระยะเวลาหลายร้อยปีมานี้ได้
หลักฐานที่เห็นได้ชัดคือแนวฐานทับเกษตรนั้นไปคนละทิศละทางกับเจดีย์ประธาน ซึ่งไม่ควรเกิดจากความผิดพลาดขณะแรกสร้างแต่คงเป็นผลมาจากการต่อเติมและก่อพอกหลายยุคหลายสมัย
——————-
ตำนานวัดพะโคะ รายการแบ่งพระห้อง
——————-
ศุภมัสดุ ๑๕๓๕ ศก อุสุภสังวัจฉรผัคคุณมาสสุกรปักเข ปัณณรสมีดิถีพุทธวาเร พระครูเทพราชเมาฬีศรีปรมาจารย์ราชประชา ปลัดนั่ง ณ หัวจัง แลให้นิมนต์มหาพุทธคัมภีร์ขึ้นมาครองกุฎี ณ บนเขาพะโคะ แลถามเจ้าห้องทั้งปวงมหาพุทธคัมเภียรให้การว่า
เมื่อพระศรีรักนักเรียนมาแต่หัวแพ เป็นหัวเมืองพะโคะให้พนายจ่าหาเจ้าห้องทั้งปวง แลมีกฎหมายไว้ในข้าพระเจ้าว่าดังนี้
ในตำบลด้านทักษิณ พระครูธรรมเมธากรหัวเมืองพะโคะ ๔ องค์
แลได้ห้องนั้นสืบไปแก่พระครูรองผู้หลานพระเทพราชองค์ ๑
พระครูสมุหองค์ ๑
นายศุขประเพณีเชิงแสองค์ ๑
พระครูธรรมรังสีองค์ ๑
ออกศุขออกญาติบุตรองค์ ๑
พระครูเมธากรองค์ ๑
ออกเทศองค์ ๑
ด้านบุรพ์ออกนางจอมองค์ ๑
หมื่นเทพราชองค์ ๑
หมื่นไชยภูธรองค์ ๑
อำแดงเงาะองค์ ๑
ออกนางอามทององค์ ๑
ออกพระเศรษฐีองค์ ๑
พันอินทร์องค์ ๑
ด้านข้างปัจฉิมนั้น ออกยี่องค์ ๑
นายศรีทององค์ ๑
หมื่นเทพภักดีองค์ ๑
ตาชีสีองค์ ๑
นายบุญยศองค์ ๑
หมื่นเทพรักษาองค์ ๑
อำแดงสองพระองค์ ๑
ขุนศรีองค์ ๑
นายแก้วน้อยเพชรดี ๒ พระองค์
ออกน้อยขุนศรีองค์ ๑
ประขาวพรหมแจองค์ ๑
อำแดงอุนวัดประดู่องค์ ๑
มหาราชไมตรีองค์ ๑
ด้านอุดร ประแดงสมยาองค์ ๑
นายไหมเพณีองค์ ๑
หมอน้อยองค์ ๑ ตราไว้ทั้งนี้
——————-
พระครูเทพราชเมาฬีศรีปรมาจารย์ราชประชา ที่มาเป็นเจ้าคณะเมืองพะโคะคณะลังกาชาติ คือผู้เดียวกับที่ขึ้นไปขอพระเจ้าทรงธรรมให้ชำระเพลาพระตำรากัลปนาวัดพะโคะครั้งแรกที่ทำในยุคสมเด็จเจ้าพะโคะ ซึ่งระบบต่าง ๆ สาปสูญไปจากการโจมตีของโจรสลัด
น่าจะเป็นหลักฐานสำคัญที่ชวนให้เราทบทวนเวลาและยุคสมัยการมีอยู่ของสมเด็จเจ้าพะโคะ หรือหลวงปู่ทวด ว่าไม่ใช่ผู้มีอายุอยู่ในช่วงทรงธรรม - สมเด็จพระนารายณ์ แต่มีอายุอยู่ในช่วงเวลาที่เก่ากว่านั้น และการกัลปนาวัดพะโคะครั้งแรกเกิดก่อนหน้ายุคพระเจ้าทรงธรรมมาก ซึ่งในเพลาพระตำรากัลปนาสมัยพระเจ้าทรงธรรมก็ปรารภถึงการกัลปนาในยุคก่อนหน้าอยู่แล้ว
*การที่เอกสารไม่เรียกวิหารที่คลุมฐานพระเจดีย์พระศรีรัตนมหาธาตุว่าทับเกษตรแต่ใช้ว่าพระห้องก็อาจไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะคำว่าวิหารทับเกษตรนั้นที่จริงแล้วเป็นคำเฉพาะของเมืองนคร เหตุที่เรียกวิหารคลุมฐานพระเจดีย์ว่าวิหารทับเกษตรเพราะวิหารนี้สร้างคลุมฐานทับเกษตร ซึ่งเป็นชื่อที่ชาวนครสมัยโบราณเรียกฐานชุดล่างสุดของพระบรมธาตุ