ชมรมวิชาชีพการจัดการโลจิสติกส์ โดย ครูเหลียง

ชมรมวิชาชีพการจัดการโลจิสติกส์  โดย ครูเหลียง ครูเหลียง สอน โลจิสติกส์และโซ่อุปทาน ระดับ ปวส. อยากให้หลายคนทราบว่าโลจิสติกส์คือกิจกรรม ต้นน้ำ - ปลายน้ำ

วิวัฒนาการตั้งแต่ 1PL to 5PLขอให้สนุกกับการโลจิสติกส์นะครับ #ครูเหลียง  #ครูโลจิสติกส์  #อาชีวะ
24/08/2026

วิวัฒนาการตั้งแต่ 1PL to 5PL

ขอให้สนุกกับการโลจิสติกส์นะครับ

#ครูเหลียง #ครูโลจิสติกส์ #อาชีวะ

20/08/2026

Seafarer Dies After Attack On Greek-Owned Bulk Carrier In Strait Of Hormuz

👇Read Full News Here
🔗Link In Comments

19/08/2026
ข่าวใหญ่วงการวันนี้ ‼️‼️
06/08/2026

ข่าวใหญ่วงการวันนี้ ‼️‼️

Energy News : บางจาก เปิดบริษัทเดินเรือในสิงคโปร์

นางสาววรรณสิริ ตรงตระกูลวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกำกับองค์กร และเลขานุการ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า BCP Trading Pte. Ltd. (BCPT) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้น 100% ได้ดำเนินการจัดตั้งบริษัทย่อยใหม่ ชื่อ Mobius Maritime Pte. Ltd. ในประเทศสิงคโปร์ เพื่อประกอบธุรกิจการเดินเรือ และการให้เช่าเหมาเรือพร้อมลูกเรือ เพื่อการขนส่งสินค้าและการขนส่งทางน้ำ ณ ประเทศสิงคโปร์ โดยได้จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 มีทุนจดทะเบียนบริษัท 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย BCPT ถือหุ้น 100%กรกฎาคม 2569



อ่านรายละเอียดในคอมเมนต์ 👇👇👇

30/07/2026

🚛 รู้จักประเภทรถพ่วงกึ่งพ่วง (Semi Trailer Vocabulary) ที่คนโลจิสติกส์ต้องรู้

ในโลกของการขนส่งสินค้า "รถพ่วงกึ่งพ่วง (Semi Trailer)" ไม่ได้มีเพียงแค่ตู้ทึบธรรมดา แต่มีรถพ่วงหลากหลายประเภทที่ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับลักษณะสินค้าที่แตกต่างกัน การเลือกใช้รถพ่วงให้ถูกประเภท ไม่เพียงช่วยลดต้นทุน แต่ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการขนส่งอีกด้วย

วันนี้ Logistics Man จะพาไปรู้จักรถพ่วงกึ่งพ่วงทั้ง 16 ประเภท ที่พบได้บ่อยในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ทั่วโลก

---

1. Dry Van (ตู้ทึบ)

รถพ่วงแบบมาตรฐานที่นิยมมากที่สุด เหมาะสำหรับสินค้าทั่วไปที่ไม่ต้องควบคุมอุณหภูมิ เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอุตสาหกรรม

2. Re**er (ตู้ควบคุมอุณหภูมิ)

ใช้สำหรับสินค้าที่ต้องรักษาอุณหภูมิ เช่น อาหารสด อาหารแช่แข็ง ยา วัคซีน และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์

3. Flatbed (พื้นเรียบ)

ไม่มีผนังและหลังคา เหมาะสำหรับเครื่องจักร เหล็ก โครงสร้างขนาดใหญ่ และสินค้าที่สามารถยกขึ้นจากด้านบนหรือด้านข้างได้

4. Step Deck (พื้นต่ำ)

พื้นรถแบ่งเป็นสองระดับ ช่วยให้สามารถขนส่งสินค้าที่มีความสูงมากกว่ารถพื้นเรียบทั่วไปได้

5. Dry Van with Liftgate (ตู้ทึบพร้อมลิฟต์ท้าย)

ติดตั้งลิฟต์ยกสินค้าที่ท้ายรถ เหมาะสำหรับสถานที่ที่ไม่มีท่าโหลดสินค้า (Loading Dock)

6. Side Dump (ดัมพ์เทด้านข้าง)

ใช้สำหรับขนวัสดุก่อสร้าง ดิน ทราย หิน หรือสินค้าที่เป็นวัสดุเทกอง โดยสามารถเทออกทางด้านข้างได้

7. Hopper Trailer (ฮอปเปอร์)

รถพ่วงสำหรับขนส่งสินค้าเทกอง เช่น เมล็ดพืช ปุ๋ย อาหารสัตว์ และวัตถุดิบอุตสาหกรรม โดยปล่อยสินค้าทางช่องด้านล่าง

8. Tanker (รถแทงก์)

ใช้ขนส่งของเหลว ก๊าซ หรือสารเคมี เช่น น้ำมัน นม กรด และสารเคมีอุตสาหกรรม

9. Pneumatic Bulk (รถบรรทุกผง)

เหมาะสำหรับปูนซีเมนต์ แป้ง น้ำตาล ผงพลาสติก และวัตถุดิบที่เป็นผง โดยใช้แรงดันลมในการขนถ่ายสินค้า

10. Curtain Side (ผ้าใบเปิดข้าง)

สามารถเปิดผ้าใบด้านข้างเพื่อโหลดสินค้าได้อย่างรวดเร็ว เหมาะกับสินค้าที่ใช้รถ Forklift ยกจากด้านข้าง

11. Double Drop (Lowboy)

ออกแบบสำหรับสินค้าที่มีน้ำหนักมากและมีความสูงเป็นพิเศษ เช่น เครื่องจักรอุตสาหกรรม หม้อแปลง และอุปกรณ์ก่อสร้าง

12. RGN Trailer (Removable Gooseneck)

สามารถถอดส่วนหัวของรถออกได้ ทำให้เครื่องจักรหนักสามารถขับขึ้นรถได้โดยตรง เช่น รถขุด รถเครน และรถแทรกเตอร์

13. Logging Trailer (รถพ่วงขนไม้)

ออกแบบเฉพาะสำหรับการขนส่งท่อนไม้และไม้ซุงในพื้นที่ป่าและเส้นทางทุรกันดาร

14. Car Hauler (รถขนรถยนต์)

ใช้สำหรับขนส่งรถยนต์ใหม่ รถมือสอง หรือรถแข่ง สามารถบรรทุกรถได้หลายคันในเที่ยวเดียว

15. Live Bottom Trailer (พื้นเลื่อน)

ใช้ระบบสายพานหรือพื้นเลื่อนในการขนถ่ายสินค้า จึงไม่จำเป็นต้องยกกระบะ ลดความเสี่ยงในการพลิกคว่ำ

16. Dump Trailer (รถดัมพ์)

ใช้สำหรับขนวัสดุก่อสร้าง ดิน หิน ทราย และสามารถยกกระบะเพื่อเทสินค้าออกด้านท้ายได้อย่างรวดเร็ว

---

ทำไมการเลือกประเภทรถพ่วงจึงสำคัญ?

✅ ลดต้นทุนการขนส่ง
✅ เพิ่มความปลอดภัยของสินค้า
✅ ลดความเสียหายระหว่างขนส่ง
✅ เพิ่มประสิทธิภาพในการโหลดและขนถ่าย
✅ ปฏิบัติตามข้อกำหนดของลูกค้าและกฎหมายการขนส่ง

การเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสม คือหัวใจสำคัญของการบริหารโลจิสติกส์ เพราะรถพ่วงแต่ละประเภทถูกออกแบบมาเพื่อรองรับสินค้าที่แตกต่างกัน หากเลือกใช้อย่างถูกต้อง จะช่วยให้การขนส่งมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

🚛 Logistics Man
"เข้าใจอุปกรณ์ เข้าใจโลจิสติกส์"
Understand the Equipment. Master the Logistics.

#โลจิสติกส์ #รถบรรทุก #ขนส่งสินค้า

23/07/2026

ถ้าย้าย “ท่าเรือกรุงเทพ” ไปแหลมฉบังทั้งหมด จะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง?

กรุงเทพฯ อาจได้พื้นที่เมืองใหม่ แต่ใครจะเป็นคนจ่ายต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น?

แนวคิดลดบทบาทหรือย้ายการขนส่งสินค้าจาก ท่าเรือกรุงเทพ (คลองเตย) ไปยังท่าเรือแหลมฉบัง กำลังถูกพูดถึงอีกครั้ง

ภาพที่หลายคนเห็นคือ การนำพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ใจกลางกรุงเทพฯ ไปพัฒนาเป็น Smart City, Cruise Terminal พื้นที่ท่องเที่ยว และโครงการเชิงพาณิชย์

แต่เมื่อมองจากมุมของคนทำงานนำเข้า–ส่งออก เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่คำว่า “ย้ายท่าเรือ”

เพราะสิ่งที่กำลังจะถูกย้ายตามไปด้วย คือ ตู้สินค้ากว่า 1.27 ล้าน TEU ต่อปี รถบรรทุก ระบบราง ต้นทุนขนส่ง และความเสี่ยงของ Supply Chain ทั้งประเทศ

มีประเด็นที่น่าสนใจอย่างไรบ้าง หากพร้อมแล้วไปติดตามกันเลย

===================
🚢✈️ งานขนส่งระหว่างประเทศ ไม่ควรต้องไล่ตามเองทุกวัน

เปรียบเทียบราคา ติดตามสถานะเรือ ดู Route / Vessel / ETD / ETA และรับการแจ้งเตือนเมื่อ Shipment มีการเปลี่ยนแปลง
จัดการได้ง่ายขึ้นในที่เดียวด้วย ZUPPORTS

สำหรับ ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก และ Forwarder
SMEs รับสิทธิ์ใช้งานฟรี ภายใต้การสนับสนุนของ depa

ZUPPORTS Cargo Tracking
ติดตามสถานะขนส่ง พร้อมแจ้งเตือน ETD / ETA, Pre-alert และครอบคลุม 120+ สายเรือทั่วโลก

สนใจลงทะเบียนใช้ฟรีได้ที่
📌 https://forms.gle/usJoZCCj3f9Lr1t16
===================

1. ท่าเรือกรุงเทพเล็กกว่าแหลมฉบังมาก แต่ยังไม่ได้หมดความสำคัญ
ในปีงบประมาณ 2567 ท่าเรือกรุงเทพมีปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าประมาณ 1.274 ล้าน TEU ขณะที่ท่าเรือแหลมฉบังรองรับประมาณ 9.391 ล้าน TEU
ตัวเลขต่างกันกว่า 7 เท่า

แต่บทบาทของทั้งสองท่าเรือไม่เหมือนกัน

ท่าเรือแหลมฉบังคือ Gateway Port สำหรับภาคการผลิตและการค้าระหว่างประเทศ ส่วนท่าเรือกรุงเทพทำหน้าที่คล้าย In-City Port เชื่อมสินค้าเข้ากับกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้ใกล้กว่า

2) เหตุผลของการย้าย ไม่ได้มีแค่เรื่องมูลค่าที่ดิน
ท่าเรือกรุงเทพมีข้อจำกัดจากร่องน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ไม่สามารถรองรับ Mega Vessel ได้เหมือนท่าเรือน้ำลึก

ขณะเดียวกัน รถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์จำนวนมากต้องวิ่งผ่านพื้นที่เมือง สร้างทั้งปัญหาการจราจร ควันดำ และ PM2.5

ข้อมูลในรายงานระบุว่า มีรถบรรทุกผ่านเข้า–ออกท่าเรือกรุงเทพประมาณ 229,345 คันต่อปี หรือเฉลี่ย 628 คันต่อวัน หากนับการเดินทางทั้งขาเข้าและขาออก จะเกิดการเคลื่อนตัวของรถบรรทุกขนาดใหญ่ประมาณ 1,257 เที่ยววิ่งต่อวัน

3. กรุงเทพฯ อาจได้พื้นที่ใหม่กว่า 2,353 ไร่
แนวทางที่อยู่ระหว่างการศึกษาคือ การนำพื้นที่เดิมของท่าเรือกรุงเทพประมาณ 2,353.2 ไร่ ไปพัฒนาเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ เมืองอัจฉริยะ ท่าเรือสำราญ ท่าเรือท่องเที่ยว และ Entertainment Complex ที่ระบุว่าไม่มีคาสิโน

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดจัดสรรพื้นที่ประมาณ 500–600 ไร่ เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวตั้งรองรับชุมชนคลองเตยเดิมประมาณ 12,600 ครัวเรือน

นี่คือโอกาสในการคืนพื้นที่ริมน้ำให้เมือง ลดมลพิษ และพัฒนาคุณภาพชีวิต
แต่คำถามคือ ระบบขนส่งปลายทางพร้อมรับตู้สินค้าที่ถูกย้ายออกไปแล้วหรือยัง?

4. แหลมฉบังอาจไม่มีพื้นที่เหลือพอ หากย้ายทันที
ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 1 และ 2 มีขีดความสามารถสูงสุดประมาณ 10.1 ล้าน TEU ต่อปี

แต่ปี 2567 มีปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าแล้วกว่า 9.39 ล้าน TEU หมายความว่าแหลมฉบังกำลังใช้งานใกล้เต็มขีดความสามารถ
หากต้องรับตู้จากท่าเรือกรุงเทพเพิ่มอีก 1.27 ล้าน TEU ปริมาณรวมอาจเกินความสามารถของระบบปัจจุบัน

การย้ายจึงต้องผูกกับความสำเร็จของ ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งมีเป้าหมายขยายความสามารถไปถึง 18 ล้าน TEU ต่อปี
พูดง่าย ๆ คือ จะย้ายของออกจากบ้านเดิมได้ บ้านใหม่ต้องสร้างเสร็จก่อน

5. ICD ลาดกระบังคือคอขวดที่น่ากังวลที่สุด
ICD ลาดกระบังถูกออกแบบให้รองรับประมาณ 600,000 TEU ต่อปี

แต่ปริมาณใช้งานจริงในช่วงปี 2560–2566 เฉลี่ยสูงถึง 1.30 ล้าน TEU ต่อปี หรือมากกว่าขีดความสามารถที่ออกแบบไว้เกินสองเท่า

ที่สำคัญ สินค้าที่ผ่าน ICD ยังพึ่งพารถบรรทุกถึง 67% ขณะที่ระบบรางมีสัดส่วนเพียง 33%

ดังนั้น การย้ายท่าเรือไม่ได้แปลว่าสินค้าจะเปลี่ยนจากรถบรรทุกไปขึ้นรถไฟโดยอัตโนมัติ

หากระบบรางไม่พร้อม รถบรรทุกอาจไม่ได้หายไป เพียงแต่ย้ายจากถนนในกรุงเทพฯ ไปติดอยู่บนทางหลวงและมอเตอร์เวย์มุ่งหน้าชลบุรีแทน

6. หากส่งตู้ครึ่งหนึ่งขึ้นรถไฟ อาจต้องเพิ่มขบวนอีกประมาณ 65 ขบวนต่อวัน

รายงานจำลองว่า หากย้ายตู้จากท่าเรือกรุงเทพเข้าสู่ระบบรางเพียง 50% หรือประมาณ 637,000 TEU ต่อปี อาจต้องเพิ่มการเดินรถไฟอีกประมาณ 65 ขบวนต่อวันแบบไป–กลับ

หากย้ายเข้าสู่ระบบรางทั้งหมด อาจต้องเพิ่มถึงประมาณ 129 ขบวนต่อวันแบบไป–กลับ
ขณะที่ระบบ ICD ลาดกระบัง–แหลมฉบังในปัจจุบันเดินรถอยู่ประมาณ 24 ขบวนต่อวัน และมีเป้าหมายเพิ่มเป็น 30 ขบวนต่อวันเท่านั้น

ช่องว่างระหว่าง “สิ่งที่ต้องการ” กับ “สิ่งที่ระบบทำได้” จึงยังห่างกันมาก

7. ผู้ประกอบการกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก อาจเป็นกลุ่มที่รับต้นทุนเพิ่มมากที่สุด

ต้นทุนขนส่งเฉลี่ยตามข้อมูลในรายงานอยู่ที่
ทางน้ำประมาณ 0.65 บาทต่อตัน–กิโลเมตร
ทางรางประมาณ 0.95 บาทต่อตัน–กิโลเมตร
ทางถนนประมาณ 2.12 บาทต่อตัน–กิโลเมตร

การย้ายสินค้าไปแหลมฉบังจึงอาจกระทบผู้ประกอบการที่มีโรงงานหรือคลังสินค้าอยู่ในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันตก พระราม 2 สมุทรสาคร และพื้นที่ใกล้เคียง

จากเดิมที่สามารถรับ–ส่งตู้ผ่านท่าเรือกรุงเทพ อาจต้องลากตู้ไปถึงชลบุรี ทำให้ต้นทุนรถหัวลาก ค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน เวลารอ และความเสี่ยงจากรถติดเพิ่มขึ้น

8. บทเรียนต่างประเทศบอกว่า การย้ายท่าเรือต้องใช้เวลาเป็นสิบปี

สิงคโปร์ไม่ได้ย้ายท่าเรือในเมืองไป Tuas Port ภายในไม่กี่ปี แต่ดำเนินแผนระยะยาวกว่า 30 ปี พร้อมสร้างท่าเรือใหม่ ระบบอัตโนมัติ โครงข่ายถนน และระบบขนส่งรองรับก่อน

โยโกฮาม่าใช้โมเดลความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ท้องถิ่น และเอกชน ในการย้ายกิจกรรมอุตสาหกรรมและพัฒนาพื้นที่ Minato Mirai 21

ส่วน London Docklands แม้ภายหลังกลายเป็น Canary Wharf แต่การปิดท่าเรืออย่างรวดเร็วเคยทำให้แรงงานท่าเรือจำนวนมากตกงาน และเกิดพื้นที่รกร้างอยู่เป็นเวลานาน

บทเรียนคือ การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อาจสร้างมูลค่ามหาศาล แต่ถ้าไม่วางแผนเรื่องแรงงาน ชุมชน และโครงสร้างพื้นฐานพร้อมกัน ผลประโยชน์อาจไม่ได้ตกถึงคนในพื้นที่เดิม

9. สิ่งที่ควรทำอาจไม่ใช่ “ปิดหรือไม่ปิด” แต่คือ “จะเปลี่ยนผ่านอย่างไร”
ประเทศไทยอาจต้องพิจารณาการดำเนินงานเป็นระยะ เช่น

รักษาบางภารกิจของท่าเรือกรุงเทพในช่วงเปลี่ยนผ่าน

เร่งแหลมฉบังเฟส 3 ให้พร้อมก่อนรับตู้เพิ่ม

แก้ Overcapacity ของ ICD ลาดกระบัง

เพิ่มรถไฟทางคู่และขบวนขนส่งสินค้า

พัฒนา Dry Port หรือ Inland Port รอบกรุงเทพฯ

จัดกลุ่มตู้ตาม B/L ตั้งแต่ต้นทาง

และสร้างแผนรองรับแรงงานกับชุมชนคลองเตยอย่างชัดเจน

10. บทสรุป: กรุงเทพฯ อาจได้เมืองใหม่ แต่ประเทศไทยต้องไม่เสียประสิทธิภาพโลจิสติกส์
การย้ายท่าเรือกรุงเทพอาจช่วยลดรถบรรทุก ลด PM2.5 และปลดล็อกพื้นที่ริมน้ำมูลค่าสูง

แต่หากแหลมฉบัง ระบบราง ICD และโครงข่ายถนนยังไม่พร้อม ต้นทุนที่หายไปจากกรุงเทพฯ อาจไม่ได้หายไปจริง

มันอาจเพียงถูกย้ายไปอยู่ในรูปของ
ค่ารถที่สูงขึ้น
ระยะเวลาขนส่งที่นานขึ้น
ตู้ค้างที่ ICD
รถติดบนเส้นทางตะวันออก
และต้นทุนสินค้าที่ผู้บริโภคต้องเป็นคนจ่ายในท้ายที่สุด

การย้ายท่าเรือจึงไม่ใช่แค่โครงการอสังหาริมทรัพย์

แต่มันคือการผ่าตัดระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทยทั้งระบบ

และการผ่าตัดครั้งใหญ่ ไม่ควรเริ่มต้น จนกว่าจะมั่นใจว่าระบบใหม่พร้อมทำงานแทนระบบเดิมจริง ๆ...

===================
🚢✈️ จัดการงานขนส่งระหว่างประเทศให้ง่ายขึ้น ด้วย ZUPPORTS

สำหรับ ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก และ Forwarder
สามารถใช้งานได้ฟรี ทั้งในส่วนของ

Online Freight – Spot Bidding เปรียบเทียบราคาได้ง่าย
Online Freight Management – Cargo Tracking ติดตามสถานะขนส่งได้แบบสะดวก

สนใจลงทะเบียนฟรีผ่านแบบฟอร์มนี้
📌 https://forms.gle/usJoZCCj3f9Lr1t16

#ท่าเรือกรุงเทพ #ท่าเรือคลองเตย #ท่าเรือแหลมฉบัง #นำเข้าส่งออกสุดขอบฟ้า

19/07/2026

🚢 Container Color Guide: แค่เห็น "สีตู้" ก็พอเดาได้ว่าเป็นสายเรือไหน!

สำหรับคนทำงานโลจิสติกส์ การมองเห็น "สีของตู้คอนเทนเนอร์" เป็นอีกหนึ่งทักษะที่ช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้น เพราะแต่ละสายเรือมักมีสีประจำแบรนด์ที่เป็นเอกลักษณ์

ตัวอย่างที่หลายคนคุ้นตา ⚪ Maersk = สีขาว 🟡 MSC = สีเหลือง 🔵 COSCO = สีน้ำเงิน 🟢 Evergreen = สีเขียว 🩷 ONE = สีชมพู 🟠 Hapag-Lloyd = สีส้ม ⚪ Yang Ming = สีขาว 🔴 HMM = สีแดง 🔴 ZIM = สีแดงเข้ม

แม้ว่าสีจะช่วยให้จดจำสายเรือได้ง่าย แต่ในความเป็นจริง สายเรือสามารถนำตู้ของบริษัทอื่น (Leased Container) มาใช้งานได้เช่นกัน ดังนั้นการยืนยันที่ถูกต้องที่สุดคือการดู Container Prefix (เช่น MSCU, MAEU, CMAU, TGHU ฯลฯ) และตรวจสอบจาก Container Number ควบคู่กัน

📦 ความรู้เล็ก ๆ ที่ช่วยให้ ✅ แยกสายเรือได้เร็วขึ้น ✅ สื่อสารกับทีมปฏิบัติการได้ง่ายขึ้น ✅ เพิ่มความเข้าใจในงานขนส่งระหว่างประเทศ

คุณเคยเจอตู้สีไหนบ่อยที่สุด? คอมเมนต์บอกกันได้เลย 👇

---

📘 Logistics Man เปลี่ยนเรื่องโลจิสติกส์ที่ซับซ้อน ให้เข้าใจง่ายในไม่กี่นาที

19/07/2026

🚢 รู้จัก “5 ประเภทของเรือพาณิชย์” ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

เคยสงสัยไหมว่า สินค้าที่เราใช้ในชีวิตประจำวันเดินทางมาถึงประเทศไทยได้อย่างไร?

คำตอบคือ “เรือพาณิชย์” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการค้าระหว่างประเทศ โดยกว่า 80% ของสินค้าทั่วโลก ขนส่งผ่านทางทะเล

ในอินโฟกราฟิกนี้ คุณจะได้รู้จักเรือพาณิชย์ 5 ประเภทหลัก ได้แก่
⚓ เรือคอนเทนเนอร์ (Container Ship)
🛢️ เรือบรรทุกน้ำมัน (Tanker)
⛏️ เรือบรรทุกสินค้าเทกอง (Bulk Carrier)
🔥 เรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Carrier)
🚗 เรือโร-โร (Ro-Ro Ship)

แต่ละประเภทมีหน้าที่แตกต่างกัน และล้วนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

💬 คุณเคยเห็นเรือประเภทไหนมาก่อน?
คอมเมนต์บอกกันได้เลย

#พาณิชย์นาวีมีงาน #เรือพาณิชย์ #โลจิสติกส์ #การขนส่งทางทะเล #ความรู้ทางทะเล #พาณิชย์นาวีไทย

วันนี้ แผนกวิชาเรามีกิจกรรมด้วยครับ
12/07/2026

วันนี้ แผนกวิชาเรามีกิจกรรมด้วยครับ

ภาพบรรยากาศกิจกรรมโครงการอบรมเชิง ปฏิบัติการ “ เก้าทันพิธีการศุลกากร ยกระดับโลจิสติกส์ไทยสู่ยุค EEC”โดยจัดกิจกรรม ณ ห้อง...
12/07/2026

ภาพบรรยากาศกิจกรรมโครงการอบรมเชิง ปฏิบัติการ “ เก้าทันพิธีการศุลกากร ยกระดับโลจิสติกส์ไทยสู่ยุค EEC”

โดยจัดกิจกรรม ณ ห้องประชุมพนัสบดี วิทยาลัยอาชีวศึกษาชลบุรี
วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2569
เวลา 14:00 น. ถึง 17:30 น.

#โลจิสติกส์ #ชลบุรี #อาชีวะ #อาชีวศึกษาชลบุรี #ชมรมวิชาชีพ

ที่อยู่

388 หมู่ 5 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี
Amphoe Muang Chon Buri
20000

เวลาทำการ

จันทร์ 06:00 - 16:00
อังคาร 06:00 - 16:00
พุธ 06:00 - 16:00
พฤหัสบดี 06:00 - 16:00
ศุกร์ 06:00 - 16:00
เสาร์ 06:00 - 16:00

เบอร์โทรศัพท์

+66859962500

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ชมรมวิชาชีพการจัดการโลจิสติกส์ โดย ครูเหลียงผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท