23/05/2026
💡 กล้ามเนื้อ Type I & II ต่างกันยังไง? ทำไมฝึก CFEx อย่างเดียวได้ครบ!
(เลื่อนดูรูปอินโฟกราฟิกสรุปเข้าใจง่ายๆ ในโพสต์ได้เลยค่ะ)
ร่างกายเรามีเส้นใยกล้ามเนื้อ 2 แบบที่ทำหน้าที่ต่างกัน
🐎 1. Type I (Slow-Twitch) – สายอึด
คุณสมบัติ: เน้นความอึด ถึก ทน แรงน้อยแต่เหนื่อยยาก
พบใน: สายโยคะ, พิลาทีส, วิ่งมาราธอน และกล้ามเนื้อแกนกลางที่ช่วยประคองข้อต่อ
🐆 2. Type II (Fast-Twitch) – สายพุ่ง
คุณสมบัติ: เน้นระเบิดพลังตู้มเดียว แรงเยอะ ความเร็วสูง แต่หมดแรงไว
พบใน: สายยกเวทหนักๆ, วิ่งสปรินต์ และการฝึกแนว Plyometric (แรงสะท้อน/การกระโดด)
🔥 ทำไมต้องเลือก? ในเมื่อร่างกายที่สมบูรณ์ต้องการ "ทั้งคู่"
การเคลื่อนไหวตามธรรมชาติที่ดี (Functional Movement) ร่างกายต้องเริ่มจาก Type I มารับหน้าที่จัดระเบียบและประคองข้อต่อให้มั่นคงก่อน จากนั้นเมื่อต้องเร่งความเร็วหรือรับแรงกระแทก Type II ถึงจะระเบิดพลังออกมาได้อย่างปลอดภัย
✨ เราดีไซน์โปรแกรม CFEx (Corrective Functional Exercise) มาให้คุณได้ทำงานครบในคลาสเดียว!
เราผสมผสานการจัดระเบียบร่างกายและแกนกลาง (Type I) เข้ากับเทคนิค Plyometric (Type II) เพื่อกระตุ้นระบบประสาทและ Elastic Recoil
✅ ฝึก CFEx แล้วได้อะไร?
แกนกลางแข็งแรง ข้อต่อมั่นคงในตำแหน่งธรรมชาติ (Type I)
ร่างกายปราดเปรียว มีแรงสะท้อนที่ทรงพลัง (Type II)
เคลื่อนไหวสนุก สมดุล และปลอดภัยจากการบาดเจ็บ
อยากสัมผัสความฟิตแบบ Total Function? มาเจอกันในคลาส CFEx นะคะ! 🧘♂️💨
20/05/2026
ความมหัศจรรย์ของการทำงานร่วมกันระหว่าง สะบัก (Scapula) และ ข้อไหล่ (Humerus) เวลาที่เรายกแขนขึ้น
1. กฎ 2:1 (Scapulohumeral Rhythm)
เวลาเรายกแขนขึ้นจนสุด 180 องศา ร่างกายเราไม่ได้ใช้แค่ข้อไหล่อย่างเดียว แต่มันแบ่งหน้าที่กันตามสัดส่วน คือ 2:1
• 120 องศาแรก ➡️ มาจากการขยับของกระดูกต้นแขนที่ข้อไหล่
• 60 องศาที่เหลือ ➡️ มาจากการหมุนขึ้นของกระดูกสะบัก
เปรียบเทียบ เหมือนการทำงานเป็นทีม ถ้าสะบักไม่ช่วยหมุน แขนจะยกได้ไม่สุดและจะไปติดกระดูกด้านบน ทำให้เจ็บไหล่ได้
2. ทีมหมุนสะบัก (Force-Couple)
การที่สะบักจะหมุนขึ้นได้สวยงาม ต้องอาศัยกล้ามเนื้อ 3 มัดที่ดึงไปคนละทิศละทางแต่พร้อมเพรียงกัน
• Upper Trapezius (UT) ช่วยดึงขึ้น
• Lower Trapezius (LT) ช่วยดึงลงและประคอง
• Serratus Anterior (SA) ตัวเอกที่ช่วยดึงสะบักให้แนบไปกับซี่โครงและหมุนออกด้านข้าง
หัวใจสำคัญ ถ้าทีมนี้คนใดคนหนึ่งอ่อนแรง (โดยเฉพาะ SA หรือ LT) สะบักจะหมุนไม่พ้นทาง ทำให้เกิด "การเบียดทับของเส้นเอ็นไหล่" (Impingement) ได้
3. กล้ามเนื้อ "พี่เลี้ยง" (Stabilizers)
• Middle Trapezius (MT) ทำหน้าที่ดึงสะบักเข้าหาแนวกระดูกสันหลัง ไม่ให้สะบักโก่งหรือกางออกมากเกินไปเวลาขยับแขน
• Rotator Cuff กลุ่มกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่ที่ช่วย "กด" หัวกระดูกต้นแขนให้จมอยู่ในเบ้าตลอดเวลา ไม่ให้มันกระดอนขึ้นไปกระแทกข้างบน
4. กระดูกสันหลังส่วนอก (Thoracic Extension)
เน้นว่า "หลังส่วนอก" เพราะสำคัญมาก เวลาเรายกแขนขึ้นสุด หลังส่วนอกต้องยืดตัวและแอ่นเล็กน้อยเพื่อให้สะบักหมุนได้เต็มที่
• ถ้าหลังค่อม พื้นที่ในการหมุนสะบักจะหายไปทันที ทำให้ยกแขนได้น้อยลง และร่างกายจะไปฝืนใช้ "หลังล่าง" แอ่นแทนจนปวดหลังได้
หากสะบักหมุนได้ไม่ดี หรือกล้ามเนื้อทำงานไม่สมดุล จะนำไปสู่ปัญหาเหล่านี้
1. Impingement Syndrome เอ็นไหล่ถูกเบียดจนอักเสบ
2. Shoulder Instability ไหล่หลวมหรือไม่มั่นคง
3. Scapular Dyskinesis สะบักลอย (Winging) หรือเคลื่อนไหวผิดรูป
4. Performance Drop แรงในการเหวี่ยงหรือยกแขนลดลงอย่างเห็นได้ชัด
การยกแขนไม่ใช่แค่เรื่องของไหล่ แต่คือการประสานงานกันของ "สะบัก-ซี่โครง-ไหปลาร้า-ต้นแขน" อย่างเป็นระบบ
#สะบัก #ปวดไหล่ #หลังค่อม #ไหล่ห่อ
18/05/2026
พอพูดถึง "กระดูกสันหลังคด" หลายคนคิดว่ากระดูกเบี้ยวไปเอง แต่ในเชิงกลไก (Biomechanics) ส่วนใหญ่มันเริ่มมาจากความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อ (Muscle Imbalance) ที่เรื้อรังมานาน…เพราะสาเหตุการเกิดมีหลากหลาย
ลองนึกภาพตามง่ายๆ...
⚡️กระดูกสันหลัง ➡️ "บล็อกไม้" ที่วางต่อกันขึ้นไป ลำพังตัวมันเองตั้งตรงไม่ได้
⚡️กล้ามเนื้อรอบตัว ➡️ "สายสลิง" ที่ขึงยึดไว้ทุกทิศทาง เพื่อประคองบล็อกไม้ให้อยู่ในแนวธรรมชาติ (Neutral Position)
เมื่อสลิงทำงานไม่เท่ากัน บล็อกไม้จึงเริ่มเอียง…หากเราใช้ชีวิตด้วยท่าทางซ้ำๆ สลิงฝั่งหนึ่งจะถูกใช้งานหนักจน "หดเกร็งและล็อคตัว" ส่วนอีกฝั่งกลับ "ย้วยและอ่อนแอ" พอแรงดึงสองฝั่งไม่สมมาตร สลิงฝั่งที่ตึงกว่าจะ "กระชากและรั้ง" ข้อต่อกระดูกสันหลังให้บิดคดออกจากแนวเซนเตอร์ นานวันเข้า ร่างกายก็จำฝังใจว่านี่คือ "ฐานที่มั่นใหม่" จนคดถาวร
ดังนั้น…เราจึงต้องแก้ที่ "สลิง" ไม่ใช่แก้ที่ "กระดูก" ถ้าเป็นการคดจากพฤติกรรมหรือกล้ามเนื้อไม่สมดุล (Functional Scoliosis) ไม่ใช่กระดูกผิดรูปมาแต่กำเนิด (Structural) เราสามารถลดอาการปวดกล้ามเนื้อ และดึงแนวกระดูกกลับมาได้บ้างด้วยการปรับการทำงานของกล้ามเนื้อค่ะ
หน้าที่ของ Corrective Functional Exercise (CFEx) คือการเข้าไปทำ 2 สิ่งนี้
1. ปลดล็อค (Release) คลายสายสลิงฝั่งที่ตึงรั้ง
2. ปลุกพลัง (Activate) ฝึกสลิงฝั่งที่ย้วยให้กลับมาทำงาน
เมื่อกล้ามเนื้อทั้งสองฝั่งกลับมาทำงานได้ดีขึ้น ก็มีโอกาสที่กระดูกสันหลังจะคืนตัวกลับเข้าใกล้แนวแกนกลางตามธรรมชาติได้
#กระดูกสันหลังคด #กระดูกสันหลังคด