เรื่องดีๆๆ

เรื่องดีๆๆ เพจนี้มีเรื่องดีๆๆ ที่น่าสนใจ ใครก?

28/11/2013

7 วิธีดูแลตัวเองให้สวย โดยไม่ต้องพึ่งเมคอัพ
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

เครื่องสำอางถือเป็นสิ่งที่สาว ๆ หลายคนขาดไม่ได้ เพราะเวลาจะออกไปข้างนอก ไม่ว่าอย่างไรเราก็ต้องแต่งหน้าเพื่อเสริมความมั่นใจในทุก ๆ วันกันอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้น บางครั้งผู้หญิงเราก็อยากมีวันสบาย ๆ ที่ไม่ต้องแต่งหน้าหรือแต่งตัวมากให้ยุ่งยากเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม สาว ๆ หลายคนกลับขาดความมั่นใจที่จะออกจากบ้านโดยไม่แต่งหน้า จนทำให้เราต้องคอยพึ่งเครื่องสำอางอยู่ตลอดเวลา แต่เชื่อเถอะว่า หากคุณรู้วิธีการดูแลตัวเองดี ๆ คุณก็ยังสามารถดูสวยใสโดยไม่ต้องแต่งหน้าได้แน่นอน ด้วยการทำตามวิธีดูแลตัวเอง 7 ข้อนี้

1. พักผ่อนให้เพียงพอ

สังเกตไหมว่าหากช่วงไหนที่คุณนอนหลับพักผ่อนเพียงพอ ช่วงนั้นผิวของคุณจะดูเปล่งปลั่งสดใสเป็นพิเศษ แถมรอยคล้ำใต้ตายังดูจางลงอีกด้วย ทั้งนี้เป็นเพราะช่วงเวลานอนเป็นช่วงที่ร่างกายทำงานน้อยที่สุด และเป็นเวลาที่ร่างการผลิตเซลล์ผิวใหม่นั่นเอง จึงเป็นการพักผ่อนฟื้นฟูสภาพผิวของคุณไปในตัว ดังนั้นคุณจึงควรนอนหลับให้สนิทโดยปราศจากสิ่งรบกวนใด ๆ อย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมงนะคะ

2. น้ำเย็นช่วยคุณได้

นอกจากการล้างหน้าด้วยน้ำเย็น ๆ ในตอนเช้าจะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่นพร้อมรับวันใหม่มากขึ้นแล้ว การล้างหน้าด้วยน้ำเย็นยังช่วยลดความบวมของหน้าในช่วงเพิ่งตื่นนอนได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นควรล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดเย็น ๆ ทุกเช้าก่อนออกจากบ้านทุกวันนะคะ

3. หมั่นดูแลผิวเป็นประจำ

หากผิวพรรณของคุณดูเปล่งปลั่งสดใสอยู่เสมอ คุณก็จะสวยเด่น และเด็กกว่าอายุจริงได้อีกหลายปี โดยไม่ต้องพึ่งการแต่งหน้าอะไรเลย ทั้งนี้ เพื่อให้ผิวของคุณดูสวยใสอยู่ตลอดเวลา คุณควรดูแลตัวเองด้วยการขัดผิวเป็นประจำ อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง และในส่วนของการดูแลบริเวณผิวหน้าแต่ละครั้งนั้น คุณควรทำความสะอาดใบหน้าด้วยคลีนเซอร์ ก่อนจะนวดเบา ๆ ด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อให้ผิวดูสดชื่นอยู่เสมอ

4. ดื่มน้ำให้มาก ๆ

การดื่มน้ำนั้นมีประโยชน์กับคุณมากมายหลายอย่าง เพราะนอกจากจะช่วยให้คุณมีผิวที่ดูสดใสขึ้นแล้ว ยังดีต่อสุขภาพเพราะเป็นการช่วยล้างพิษในร่างกายอีกด้วย ทั้งนี้ สาว ๆ ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 9 แก้ว ในขณะที่หนุ่ม ๆ ควรดื่มวันละ 13 แก้ว ทุกวันเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเอง

5. ปกป้องผิวของคุณจากแสงแดด

ก่อนออกจากบ้านควรทาครีมกันแดดทุกครั้งไม่ว่าจะไปที่ไหน เพราะแสงแดดแรง ๆ นั้นส่งผลเสียกับผิวของคุณมากกว่าที่คิด เนื่องจากแดดแรง ๆ ที่สาดเข้ากระทบกับผิว จะทำให้ผิวคล้ำเสียไม่สม่ำเสมอ แถมยังทำให้ผิวดูแก่ก่อนวัยอีกด้วย เพราะฉะนั้น ควรทาครีมกันแดดเวลาออกจากบ้าน ยิ่งไปกว่านั้น หากวันไหนที่แดดแรงจัด ก็ควรสวมแว่นกันแดดป้องกันอีกชั้นด้วย

6. แต่งคิ้วให้สวยเด่น

คิ้วของคุณมีผลกับรูปหน้ามาก ฉะนั้นถ้าอยากให้ใบหน้าดูโดดเด่นขึ้น ก็ควรจัดแต่ทรงคิ้วให้เข้ากับรูปหน้าของคุณ ด้วยการศึกษาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตหรือปรึกษากับช่างผู้เชี่ยวชาญตามร้านตกแต่งคิ้วดู อย่างไรก็ตาม นอกจากรูปทรงของคิ้วแล้ว สีของคิ้วนั้นก็สำคัญเช่นกัน ดังนั้นควรย้อม หรือปัดสีคิ้วด้วยดินสอเขียนคิ้วให้เข้ากับสีผมของคุณด้วย

7. อย่าปล่อยให้ผมยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง

ผมที่ชี้ฟูพันกันจะทำให้คุณดูแก่และโทรมลง เพราะฉะนั้น ควรดูแลผมของตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอ ด้วยการสระผมเป็นประจำอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง เพื่อให้ผมของคุณดูนุ่มสลวยตลอดเวลา นอกจากนี้ ก็ควรจัดแต่งทรงผมของคุณให้ดูดี ด้วยการไดร์ผมให้เป็นทรง หรือเกล้าผมทำเป็นทรงสวย ๆ ต่าง ๆ ตามแต่โอกาสที่เหมาะสม

17/07/2013

ช่วงนี้แอดมิน หายหมดเลย >.

เคล็ดลับวิธีคลายเครียด - วิธีคลายเครียด ฟังเพลง ( วิธีคลายเครียดด้วยการฟังเพลง )	คำค้น : เคล็ดลับวิธีคลายเครียด	  เคล็ดล...
18/02/2013

เคล็ดลับวิธีคลายเครียด - วิธีคลายเครียด ฟังเพลง ( วิธีคลายเครียดด้วยการฟังเพลง )
คำค้น : เคล็ดลับวิธีคลายเครียด








เคล็ดลับวิธีคลายเครียด - วิธีคลายเครียด ฟังเพลง ( วิธีคลายเครียดด้วยการฟังเพลง )



ขับกล่อมจิตใจให้ผ่อนคลาย







ใคร ต่อใครที่ชื่นชอบเสียงเพลงมักใจตรงกันว่า ดนตรี นี่แหละช่วยปรุงจิตใจให้กลมกล่อมขึ้นได้ เริ่มสร้างบรรยากาศยามเช้าให้สดใสด้วยเสียงเพลงเบาๆ ภายในบ้าน



ดนตรี คุณค่าทางจิตใจ ระหว่าง ขับรถไปทำงานเปิดวิทยุฟังดีเจเลือกสรรเพลงเพราะๆให้ฟัง หรือเหนื่อยๆกลับมา บ้านก็ฟังเพลงโปรดคลายอารมณ์เสียหน่อย หากมีฝีไม้ลายมือเล่นดนตรีกล่อมตัวเอง ก็เกิดสุนทรีทางอารมณ์ได้เช่นกัน นี่คือการหาทางออกเพื่อผ่อนคลายอย่างง่ายๆที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องร่ำเรียนวิชาใดๆมา เพราะดนตรีมีคุณค่าทางจิตใจนั่นเอง แค่ได้ยินเสียงดนตรีเพราะๆ ก็ทำให้ผู้ฟังเกิด ความสบายใจเพลิดเพลินไปกับเสียงดนตรีได้เช่นนี้แล้ว จึงมีการนำดนตรีมาใช้บำบัดจิตใจในระดับลึกซึ้งไปกว่าการฟังเพลงธรรมดาทั่วๆ ไป เราจึงต้องพบปะพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญค่ะ ว่าเขาคิดค้นหาวิธีการนำดนตรีมาคลายเครียดอย่างไรกันบ้าง



คลาย เครียด ต้องเลือกฟังดนตรีที่มีคุณภาพ เพราะดนตรีเปรียบเหมือนอาหาร มีทั้งที่มีคุณภาพและเป็นขยะ การฟังดนตรีไม่มีคุณภาพจะไม่เกิดประโยชน์ต่อการบำบัดจิตใจ



"ดนตรี ที่มีคุณภาพนั้นจะต้องมีท่วงทำนองสูงต่ำไพเราะ จังหวะของดนตรีจะช้าก็ต้องช้าให้สม่ำเสมอ หรือเร็วก็ต้องเร็วสม่ำเสมอ ไม่ใช่เดี๋ยวช้าเดี๋ยวเร็ว เพราะหัวใจของเราจะตามจังหวะของเสียงดนตรี เนื้อร้องต้องสร้างสรรค์ ไม่ส่งเสริมไปในทางผิด หรือทำให้ท้อแท้สิ้นหวัง และต้องมีการประสานเสียงที่กลมกลืนถ้ามีดนตรีมากกว่าหนึ่งเสียง และระดับเสียงที่ช่วยให้ผ่อนคลายก็คือไม่ดังมากเกินไป ราวๆ 40-50 เดซิเบลก็เพียงพอแล้ว



"การ ฟังดนตรีแบบผ่านๆ ไม่ได้ใช้สมาธิหรือกระบวนการเข้าช่วย เป็นเพียงการเบี่ยงเบนความเครียด รากเหง้าของมันยังไม่ได้รับการรักษา การผ่อนคลายอย่างแท้จริง คือการให้ความสุขมาแทนที่ความเครียด เราเลือกสรรเพลงและการปฏิบัติประกอบ ในหลักสูตร ลมหายใจ ดนตรี ชีวิต มี 4 ขั้นตอนในการปฏิบัติ ซึ่งการฝึกตามขั้นตอนดังกล่าว จะช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ในระดับที่สูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง"



เคล็ดลับวิธีคลายเครียด - วิธีคลายเครียด ฟังเพลง ( วิธีคลายเครียดด้วยการฟังเพลง )

ดนตรีเพื่อการผ่อนคลาย



ปฏิบัติตามขั้นตอนทั้ง 4 ขั้นตอนแรกคือฝึกหายใจ ต่อมาก็การเคลื่อนไหวร่างกาย ฝึกร้องเพลง และฟังดนตรีเพื่อให้เกิดจินตนาการ



1.ฝึก หายใจ ที่ถูกต้องลึกซึ้ง จะนำไปสู่การสร้างสมาธิ ที่นำความสงบนิ่งมาสู่จิตใจ เริ่มฝึกด้วยการหายใจเข้าออกลึกๆโดยอกไม่กระเพื่อม ไหล่ไม่ยก หายใจเข้าพุงป่อง หายใจออกพุงยุบ ประมาณ 20-30 ครั้ง เปิดดนตรีบรรเลงคลอเบาๆ



2. ฝึกเคลื่อนไหวร่างกาย เพื่อให้เกิดความพร้อมในการทำงาน ผ่อนคลายกล้ามเนื้อส่วนต่างๆของร่างกาย ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เช่นการฝึกเหวี่ยงแขนไปมาตามจังหวะเสียงลูกตุ้มนาฬิกา



3. ฝึกร้องเพลง เป็นการฝึกเพื่อให้พละกำลังที่สะสมอยู่ในร่างกายโดยไม่ได้ใช้ ประโยชน์ แปรเปลี่ยนเป็นกระแสเสียง ด้วยการฝึกหายใจเข้าเต็มปอดแล้วเปล่งเสียงออกมาฝึกร้องโน้ตดนตรี ฝึกจังหวะหายใจในการร้องเพลง และระหว่างร้องเพลงหน้าตาต้องยิ้มแย้มแจ่มใส



4.สร้าง จินตนาการ เพื่อให้ร่างกายจิตใจผ่อนคลายเต็มที่ นึกถึงแต่เรื่องสบายใจ เช่นให้นอนราบกับพื้น ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกาย ไม่แข็งเกร็ง แล้วเริ่มจินตนาการถึงสิ่งสวยงาม ตามเสียง

เพลง ที่มีเสียงธรรมชาติอย่างน้ำตก เสียงฝนหรือเสียงนกประกอบ เมื่อรู้วิธีแล้ว ผู้ผ่านการอบรมกลับไปทำเองที่บ้านได้ เพื่อช่วยให้ตัวเองคลายความเครียด จิตใจผ่อนคลายและรู้สึกเป็นสุขได้ง่าย



ลมหายใจ ดนตรี ชีวิต คืออีกวิธีหนึ่งที่นำดนตรีมาใช้ให้ประโยชน์ต่อจิตใจ เพื่อการผ่อนคลายที่ลึกล้ำกว่าการฟังเพลงตามธรรมดาทั่วไป
http://truepanya.muslimthaipost.com/main/index.php?page=sub&category=13&id=19107

เคล็ดลับวิธีคลายเครียด - วิธีคลายเครียด ฟังเพลง ( วิธีคลายเครียดด้วยการฟังเพลง ), เคล็ดลับวิธีคลายเครียด

ตอนนี้ถ้าใครไม่รู้จัก “เฟอร์บี้” ถือว่าคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่องแน่ๆ จริงๆ เจ้าเฟอร์บี้นี้ที่จริงมันเคยออกมาเมื่อ 14 ปีก่...
14/02/2013

ตอนนี้ถ้าใครไม่รู้จัก “เฟอร์บี้” ถือว่าคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่องแน่ๆ จริงๆ เจ้าเฟอร์บี้นี้ที่จริงมันเคยออกมาเมื่อ 14 ปีก่อน ทำยอดขายทั่วโลกไปกว่า 40 ล้านตัว จนกระแสค่อยๆ จางหายลงไป มาปลายปีที่แล้วมันถูกอัพเกรดให้ฉลาดขึ้น ดวงตาเปลี่ยนไปใช้จอ LED แสดงอารมณ์ได้มากขึ้น รวมถึงใช้งานร่วมกับแอพบนสมาร์ทโฟน...

กระแส เฟอร์บี้เริ่มฮิตขึ้นมาเพียงข้ามคืนหลังจากดาราและเซเลบของไทย ต่างพากันโพสต์รูปแสดงความน่ารักของมันลงในเฟซบุ๊กและ Instagram จนคนทั่วไปอดใจไม่ไหว ต้องหามาเป็นเจ้าของบ้าง แต่ที่หลายคนยังไม่ อาจไม่รู้ก็คือครั้งหนึ่งเจ้าเฟอร์บี้เคยถูกแบนจาก สภาความมั่นคงแห่งชาติของอเมริกา (National Security Agency: NSA) ถึงกับแจกจดหมายเวียนเตือนทั่วองค์กร

พนักงาน คนไหนมีเฟอร์บี้ที่บ้านต้องรีบติดต่อเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยเพื่อขอคำ แนะนำเป็นการด่วน เพราะกลัวว่ามันจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสอดแนมทำลายความมั่งคงของ ชาติ!!!!

ทาง NSA เองมีกฎห้ามพนักงานนำอุปกรณ์ที่บันทึกเสียง, ภาพนิ่ง และวิดีโอ เข้ามาในองค์กรเพราะกลัวความลับที่เกี่ยวกับความมั่นคงรั่วไหล

กฎนี้ยังรวมถึงของเล่นอย่างเฟอร์บี้ด้วย

ที่ เค้ากลัวก็เพราะว่าภายในของเฟอร์บี้ประกอบด้วยชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มากมาย มีชิพคอมพิวเตอร์และไมโครโฟนบันทึกเสียงที่ช่วยให้จดจำคำพูดภาษาอังกฤษได้ 100 คำและภาษาเฟอร์บี้อีก 100 คำ

(ภาษาเฟอร์บี้ก็คือภาษาที่เฟอร์บี้ ใช้ สื่อสารด้วยกันเอง มนุษย์ฟังไม่เข้าใจ ถ้าคุณอยากรู้ความหมายของคำเหล่านั้นก็ต้องไปเปิดพจนานุกรมของเฟอร์บี้ค่ะ)

นอกจากนี้เฟอร์บี้ยังมีความสามารถพูดซ้ำในสิ่งที่มันได้ยิน ซึ่ง NSA กลัวว่าข้อมูลที่อ่อนไหวอาจจะหลุดรอดออกไปได้

หลัง จากที่สื่อต่างๆ ได้เผยแพร่ข่าวจดหมายเวียนฉบับนี้ คนทั่วไปต่างๆ ก็พากันตื่นตัวเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก จนเกิดเรื่องข่าวลือต่อๆ กันไปว่าเฟอร์บี้เป็นของเล่นจากประเทศจีนที่ทำขึ้นเพื่อเป็นสปายสอดแนม

ร้อน ถึงผู้ผลิตต้องออกมาพิสูจน์ให้เห็นว่าข่าวลือไม่เป็นความจริง ไม่มีอุปกรณ์สอดแนมใดๆ ทั้งสิ้น ไมโครโฟนที่มีบันทึกเสียงไม่ได้ มีไว้เพื่อรับคลื่นเสียงเพื่อให้เคลื่อนไหวเท่านั้น แต่ก็ไม่ปฏิเสธถ้าใครเอาไปดัดแปลงก็จะใช้เป็นอุปกรณ์สอดแนมได้

ข่าว ลือก็คือข่าวลือวันยังค่ำ ไม่ทำอันตรายคนที่เชื่อ แต่ภัยเฟอร์บี้สุดยี้...ที่คุณคาดไม่ถึงก็มาจากความอยากได้อยากมีนี่แหละ เห็นคนอื่นมีก็อยากมีบ้าง

แม้จะแพงแค่ไหนก็ตามก็ยอมควักเงินจ่าย ผลคือหลายคนถูกหลอกจ่ายเงินไม่ได้ของ จนกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งขึ้นมา

เฟอร์ บี้ก็เป็นอีกกระแส พัดมาชั่ววูบก็หายไป เช่นเดียวกับ ทามาก็อตจิ ตุ๊กตาบลายธ์ เดี๋ยวก็มีของใหม่ออกมายั่วกิเลสอีกไม่จบสิ้น...เอาชั่งน้ำหนักความอยากได้ ให้ดี

ปิดท้ายวาเลนไทน์ปีนี้... ด้วยคลิปเพลงที่ซีแต่ง featuring Furby เลยละกัน สุขสันต์วันวาเลนไทน์ค่ะ.

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/tech/326623
(นางสาว นันทพร ปะณะมัง ม.4.3)

ตอนนี้ถ้าใครไม่รู้จัก “เฟอร์บี้” ถือว่าคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่องแน่ๆ จริงๆ เจ้าเฟอร์บี้นี้ที่จริงมันเคยออกมาเมื่อ 14 ปีก่อน ทำยอดขายทั่วโลกไปกว่า 40 ล้านตัว จนกระแสค่อยๆ จางหายลงไป มาปลายปีที่แล้วมันถูกอัพเกรดให้ฉลาดขึ้น ดวงตาเปลี่ยนไปใช้จอ LED แสดงอารมณ์ได้มากขึ้น รวมถึงใช้งานร่วมกับแอพบนสมาร์ทโฟน.....

07/02/2013

เคล็ดลับ 10 ข้อในการจำศัพท์ภาษาอังกฤษ

รู้สึกเหนื่อยใจกับการท่องศัพท์แบบเดิมๆ ใช่มั้ยคะ วันนี้เรามีวิธีเด็ด ช่วยจำมาฝากค่ะ ช่วยมำให้การท่องศัพท์ เป็นเรื่องง่าย และน่าสนุกขึ้นทันที

1. ความเกี่ยวเนื่อง ถ้าน้องๆ จัดคำศัพท์ออกเป็นหมวดหมู่ ขึ้นอยู่กับความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันระหว่างคำศัพท์ แล้วเขียนออกมาเป็นแผนผัง จะทำให้น้องๆ จำคำศัพท์ได้ง่ายขึ้น

2. เขียน การนำคำศัพท์นั้นๆ มาใช้ จะทำให้น้องๆ จำได้ฝังใจยิ่งขึ้น ลองแต่งประโยค โดยนำคำศัพท์ใหม่ที่เรียนมาใช้ดูสิคะ แต่งเป็นเรื่องราวๆ ง่ายในชีวิตประจำวัน หรือเขียนเป็นไดอารี่ภาษาอังกฤษเลยได้ยิ่งดีค่ะ

3. วาดรูป ดึงวิญญาณศิลปินในตัวออกมาใช้ โดยการวาดรูปที่แสดงถึงคำศัพท์ที่เราเรียนอยู่ ภาพที่วาดจะช่วยกระตุ้นความทรงจำถึงศัพท์นั้นในอนาคต (วิธีนี้ใช้สอนภาษาจีนให้กับเด็ก ได้ผลดีมากเลยค่ะ)

4. แสดง ท่าทางประกอบคำศัพท์ หรือสำนวนที่กำลังเรียนอยู่ หรือจินตนาการว่าจะแสดงออกอย่างไร ในสถานการณ์ที่ต้องใช้ศัพท์คำนั้น

5. สร้าง ลองออกแบบสมุดศัพท์ภาษาอังกฤษ พร้อมความหมาย แล้วเปิดอ่าน หรือท่องในยามว่าง ทำเล่มใหม่ทุกอาทิตย์ น้องๆ จะได้คลังคำศัพท์ในหัวเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัวเลยล่ะค่ะ

6. ความสัมพันธ์ กำหนดแต่ละสี ให้แต่ละคำศัพท์ ความสัมพันธ์ของแต่ละคู่ จะช่วยให้จำศัพท์นั้นได้แม่นยำขึ้น เมื่อนึกถึงคำนั้นในคราวต่อไป

7. ฟัง นึกถึงศัพท์คำอื่นที่ออกเสียงคล้ายๆ กับศัพท์ใหม่ที่กำลังเรียนอยู่ ใช้ความสัมพันธ์ตรงจุดนี้ในการช่วยให้น้องๆ จำการออกเสียงของคำใหม่นั้นได้ง่ายขึ้น

8. เลือก จำไว้ว่า การเรียนในหัวข้อที่น้องๆ ชอบ จะทำให้รู้สึกว่ามันง่ายขึ้น ดังนั้นควรใส่ใจในการเลือกคำศัพท์ที่คิดว่ามีประโยชน์ หรือน่าสนใจ เพราะแม้แต่การเลือกคำที่จะเรียน ก็มีผลให้จำได้แม่นและเร็วขึ้นเช่นกัน

9. ข้อจำกัด มันเป็นไปไม่ได้ที่คนเราจะจำศัพท์ในดิกชันนารี่ได้หมดในวันเดียว ดังนั้นจำกัดการเรียนศัพท์ใหม่แค่วันละ 10-15 คำ ก็พอแล้ว อย่าพยายามยัดเยียดให้สมองตัวเองเยอะเกิน เพราะจะทำให้สมองตื้อ และเบื่อหน่ายแทนค่ะ

10. สังเกต พยายามสังเกตคำศัพท์แปลกใหม่จากสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะจากเพลง หรือนสพ. ภาษาอังกฤษ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า น้องๆ ต้องรู้จักฟังเพลงและอ่านนสพ. ภาษาอังกฤษบ้างนั่นเอง นอกจากจะได้เจอศัพท์ใหม่ แล้ว ยังเพิ่มทักษะการฟัง และการอ่านไปในตัวด้วยค่ะ

(นางสาว นันทพร ปะณะมัง ม.4.3)

เป็นที่ทราบกันดีว่า ความเครียดที่น้อยเกินอาจทำให้คนเราเรื่อยเปื่อยเฉื่อยแฉะ ความเครียดที่มากเกินอาจทำให้คนเราป่วยทั้งทาง...
03/02/2013

เป็นที่ทราบกันดีว่า ความเครียดที่น้อยเกินอาจทำให้คนเราเรื่อยเปื่อยเฉื่อยแฉะ ความเครียดที่มากเกินอาจทำให้คนเราป่วยทั้งทางกายและทางใจ

เว็บไซต์ "ฮาร์ท แอนด์ สโตรค ฟาวเดเชิน (Heart & Stroke Foundation / มูลนิธิโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง)" สหรัฐฯ แนะนำ 7 วิธีคลายเครียดแบบง่ายๆ สบายๆ... ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟัง และเสริมเคล็ดไม่ลับเข้าไป เพื่อให้คำแนะนำนี้นำไปใช้ได้จริง
..



ภาพจากวิกิพีเดีย > [ Wikipedia ]
..

(1). หาตัวกระตุ้น

ควรสังเกตว่า สถานการณ์ใดทำให้เราเครียดได้ง่าย เพื่อหาทาง "หลีกเลี่ยงดีกว่าต้านทาน"... ทีนี้ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรฝึกเทคนิคผ่อนคลาย ซึ่งเทคนิคที่นิยมกันมากๆ ได้แก่ การฝึกลมหายใจช้าๆ และการเกร็ง-ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ..

การฝึกหายใจให้ช้าลง ไม่เกิน 10 ครั้งต่อนาที ฝึกอย่างนี้ทุกวัน วันละ 10 นาที มีส่วนช่วยลดความเครียด และลดความดันเลือดได้ในคนหลายๆ คน
เมื่อมีเหตุการณ์ที่ทำให้เราเครียด... ให้รีบหายใจช้าลง จับเวลาดูว่า ตอนนี้หายใจกี่ครั้งต่อนาที แล้วหายใจให้ช้าลง ไม่เกิน 10 ครั้งต่อนาที ทำต่อเนื่องให้ได้อย่างน้อยคราวละ 5 นาที เพื่ออะไรๆ จะได้เย็นลง..

การฝึกเกร็ง-คลายกล้ามเนื้อนั้น... ให้ฝึกเกร็งกล้ามเนื้อทีละส่วน แล้วผ่อนคลายทีละส่วน (เลิกเกร็ง) สังเกตความแตกต่างระหว่างเวลาเกร็งกับไม่เกร็ง โดยเน้นที่ใบหน้า ลำคอ ไหล่ทีละข้าง และแขนทีละข้าง คนบางคนอาจจะฝึกได้ดีขึ้นถ้าฟังเพลงบรรเลงหรือเสียงสวดมนต์ไปด้วย
เมื่อมีเหตุการณ์ที่ทำให้เราเครียด... ให้รีบตรวจสอบทันทีว่า ตอนนี้เรากำลังเกร็งกล้ามเนื้อส่วนใด ให้คลายกล้ามเนื้อส่วนนั้นทันที และไล่ไปทีละส่วน เน้นที่ใบหน้า ลำคอ ไหล่ทีละข้าง และแขนทีละข้าง..

(2). ระบายออกไป

การระบายความในใจให้คนที่รู้ใจ หรือคนที่ไว้ใจได้ฟัง มีส่วนช่วยให้ความเครียดลดลง เปรียบคล้ายการ "ยกภูเขาออกจากอก"..

จุดสำคัญมากๆ คือ อย่าระบายคราวละหลายๆ เรื่องจนดูคล้ายบ่นทั้งวัน เช่น บางคนบ่นเรื่องปวดก็จะบ่นว่า ปวดตรงโน้น ปวดตรงนี้ เริ่มจากหัวจรดเท้า บ่นอยู่เป็นชั่วโมงๆ ฯลฯ
ถ้าบ่นแบบนี้รับรองคนรอบข้างจะ "หายแซ็บ (คำเมืองเหนือ = หายไปหมด)" ยกเว้นรวยหรือมีมรดกมาก อาจจะมีคนรับฟัง เพื่อเตรียมรับมรดก..

ควรระบายความในใจออกไปคราวละเรื่อง และอย่าระบายนานเกิน 20-40 นาที เพื่อไม่ให้คนรับฟังทนไม่ไหว
และที่สำคัญคือ ระบายแล้ว อย่าลืมขอบคุณ ขอบใจ และหาทางตอบแทนคนรับฟัง เช่น หาของขวัญที่คนรับฟังชอบให้ ฯลฯ วันหลังจะได้มีคนรับฟังต่อ เพราะถ้าบ่นๆๆๆๆ ลูกเดียว ไม่แสดงความขอบคุณขอบใจ หรือไม่ให้ของขวัญ วันหลังอาจจะไม่มีคนรับฟังอีก..



ภาพป้อมปราสาทภูฏานหรือ "ซอง" > [ Wikipedia ]
..

(3). ออกแรง-ออกกำลัง

การออกแรง-ออกกำลังมีส่วนช่วยละลายความเครียดได้ พระรูปหนึ่งกล่าวว่า "ถ้าเหงื่อออกมาก-น้ำตาจะออกน้อย ถ้าเหงื่ออออกน้อย-น้ำตาจะออกมาก" คำกล่าวนี้ยังคงใช้การได้ดีเสมอ..

การออกแรง-ออกกำลังที่ควรทำให้ได้ทุกวัน คือ การเดินและเดินขึ้นลงบันไดตามโอกาส นอกจากนั้นถ้าเสริมการออกแรงแบบตะวันออก เช่น ไทเกก-ไทชิ โยคะ รำกระบองชีวจิต รำกระบองคุณป้าบุญมี ฯลฯ ได้... แบบนี้จะดีมากๆ เลย..

(4). ให้เวลากับตัวเองบ้าง

อย่าไปใส่ใจคนรอบข้างมากจนไม่มีเวลาให้ตัวเอง... คนเราควรมีเวลาให้ตัวเอง เก็บไว้ทำอะไรที่เราชอบ เช่น เล่นกับน้องหมา เล่นกับน้องแมว ฟังเพลง ทำสวน สวดมนต์ ฯลฯ อย่างน้อยวันละ 30 นาที..

การมีเวลาให้กับตัวเองจะทำให้ตัวเราเครียดน้อยลง มีความสุขมากขึ้น ทำให้เราใส่ใจคนรอบข้างได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น (มากกว่าไปใส่ใจคนอื่นตอนเราเครียดสุดๆ)..



ภาพป้อมปราสาทภูฏานหรือ "ซอง" > [ Wikipedia ]
..

(5). หัวเราะหรือยิ้ม

การฝึกหัวเราะให้เป็นมีส่วนช่วยคลายเครียดได้... ถ้าหัวเราะไม่เป็นจริงๆ การฝึกนึกถึงคนที่เรารัก หรือสัตว์ที่เรารัก แล้ว "แช่ยิ้ม" ไว้สักวันละ 10 นาทีก็ช่วยได้มาก..

คนที่เป็นเสือยิ้มยากจริงๆ... ถ้าฝึกร้องเพลงแบบคาราโอเกะคนเดียวได้ ไม่จำเป็นต้องร้องดังๆ หรือฝึกสวดมนต์ได้ แบบนี้ก็ยังดีกว่าตีหน้าบึ้งทั้งวัน..

(6). กินให้ดี

การกินอาหารที่ดีกับสุขภาพพอประมาณ ไม่กินจนอิ่มเกิน มีส่วนช่วยป้องกันอาการโมโหหิวได้ โดยเฉพาะถ้ามีอายุ 40 ปีขึ้นไป... ควรพิจารณาปรับเปลี่ยนมื้ออาหารเป็นมื้อเล็กๆ หน่อย กินวันละ 4 มื้อได้แก่ เช้า สาย เที่ยง และเย็น แทน 3 มื้อ ลดข้าวลงสัก 1 ใน 3 เพิ่มผักเพิ่มถั่วเข้าไปแทน..

ผักและถั่วช่วยชะลอการย่อยอาหาร และการดูดซึมอาหาร ทำให้อิ่มได้นานขึ้น โมโหหิวน้อยลง
พวกเราที่ทำงานหรือเรียนหนังสือ... อย่าลืมกินอาหารมื้อเช้าและมื้อเที่ยง เนื่องจากเป็นมื้อที่มีส่วนช่วยป้องกันอาการโมโหหิวได้มากกว่ามื้ออื่นๆ..



ภาพป้อมปราสาทภูฏานหรือ "ซอง" > [ Wikipedia ]
..

(7). อย่าลืมลาพักผ่อน

ตอนผู้เขียนเรียนหนังสือ... อาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่า ท่านไม่เคยลาพักร้อนเลย 8 ปี ฟังดูเหมือนดี ทว่า... นี่ไม่ใช่แบบอย่างที่ "พอดี" ซึ่งก็ไม่แปลกอะไรที่ท่านเป็นคนมีธาตุน้ำมากไป (ได้แก่ ธาตุ "น้ำโห" หรือขี้โมโห)..

อาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวว่า ความคิดดีๆ มักจะเกิดตอนคนเรามี '3B' ได้แก่ 'Bath, Bed & Bus (bath = อาบน้ำ; bed = นอน; bus = ไปที่ที่ไม่เคยไป)
นั่นคือ คนเรามักจะมีความคิดดีๆ หรือความคิดสร้างสรรค์ตอนทำอะไรสบายๆ เช่น เวลาอาบน้ำ เวลานอน (บางคนได้ไอเดียดีๆ ตอนฝัน หรือตื่นขึ้นมาใหม่ๆ จึงควรเตรียมกระดาษ ปากกาหรือดินสอไว้ใกล้ตัวเสมอ) ฯลฯ
...

ช่วงเวลาพักผ่อนประจำปีเป็นช่วงเวลาของ 'bus' หรือการมีโอกาสไปเที่ยวในที่ที่ไม่เคยไป หรือพักผ่อนต่อเนื่อง ทำให้เราสดชื่น และมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น
คนเราทำงานมาทั้งปี จึงควรหาเวลาลาพักผ่อนบ้าง จะได้ไม่สะสมความเครียดข้ามปีข้ามชาติมากเกินไป

โทษและพิษภัยของสารเสพย์ติด....เนื่องด้วยพิษภัยหรือโทษของสารเสพติดที่เกิดแก่ผู้หลงผิดไปเสพสารเหล่านี้เข้า ซึ่งเป็นโทษที่ม...
24/01/2013

โทษและพิษภัยของสารเสพย์ติด....เนื่องด้วยพิษภัยหรือโทษของสารเสพติดที่เกิดแก่ผู้หลงผิดไปเสพสารเหล่านี้เข้า ซึ่งเป็นโทษที่มองไม่เห็นชัด เปรียบเสมือนเป็นฆาตกรเงียบ ที่ทำลายชีวิตบุคคลเหล่านั้นลงไปทุกวัน ก่อปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสุขภาพ ก่อความเสื่อมโทรมให้แก่สังคมและบ้านเมืองอย่างร้ายแรง เพราะสารเสพย์ติดทุกประเภทที่มีฤทธิ์เป็นอันตรายต่อร่างกายในระบบประสาท สมอง ซึ่งเปรียบเสมือนศูนย์บัญชาการของร่างกายและชีวิตมนุษย์ การติดสารเสพติดเหล่านั้นจึงไม่มีประโยชน์อะไรเกิดขึ้นแก่ร่างกายเลย แต่กลับจะเกิดโรคและพิษร้ายต่างๆ จนอาจทำให้เสียชีวิต หรือ เกิดโทษและอันตรายต่อครอบครัว เพื่อนบ้าน สังคม และชุมชนต่างๆ ต่อไปได้อีกมาก....โทษทางร่างกาย และจิตใจ
1. สารเสพติดจะให้โทษโดยทำให้การปฏิบัติหน้าที่ ของอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายเสื่อมโทรม พิษภัยของสารเสพย์ติดจะทำลายประสาท สมอง ทำให้สมรรถภาพเสื่อมลง มีอารมณ์ จิตใจไม่ปกติ เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ง่าย เช่น วิตกกังวล เลื่อนลอยหรือฟุ้งซ่าน ทำงานไม่ได้ อยู่ในภาวะมึนเมาตลอดเวลา อาจเป็นโรคจิตได้ง่าย
2. ด้านบุคลิกภาพจะเสียหมด ขาดความสนใจในตนเองทั้งความประพฤติความสะอาดและสติสัมปชัญญะ มีอากัปกิริยาแปลกๆ เปลี่ยนไปจากเดิม
3. สภาพร่างกายของผู้เสพจะอ่อนเพลีย ซูบซีด หมดเรี่ยวแรง ขาดความกระปรี้กระเปร่าและเกียจคร้าน เฉื่อยชา เพราะกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ปล่อยเนื้อ ปล่อยตัวสกปรก ความเคลื่อนไหวของร่างกายและกล้ามเนื้อต่างๆ ผิดปกติ
4. ทำลายสุขภาพของผู้ติดสารเสพติดให้ทรุดโทรมทุกขณะ เพราะระบบอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายถูกพิษยาทำให้เสื่อมลง น้ำหนักตัวลด ผิวคล้ำซีด เลือดจางผอมลงทุกวัน
5. เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย เพราะความต้านทานโรคน้อยกว่าปกติ ทำให้เกิดโรคหรือเจ็บไข้ได้ง่าย และเมื่อเกิดแล้วจะมีความรุนแรงมาก รักษาหายได้ยาก
6. อาจประสบอุบัติเหตุได้ง่าย สาเหตุเพราะระบบการควบคุมกล้ามเนื้อและประสาทบกพร่อง
ใจลอย ทำงานด้วยความประมาท และเสี่ยงต่ออุบัติเหตุตลอดเวลา
7. เกิดโทษที่รุนแรงมาก คือ จะเกิดอาการคลุ้มคลั่ง ถึงขั้นอาละวาด เมื่อหิวยาเสพติดและหายาไม่ทัน เริ่มด้วยอาการนอนไม่หลับ น้ำตาไหล เหงื่อออก ท้องเดิน อาเจียน กล้ามเนื้อกระตุก กระวนกระวาย และในที่สุดจะมีอาการเหมือนคนบ้า เป็นบ่อเกิดแห่งอาชญากรรม....โทษพิษภัยต่อครอบครัว
1. ความรับผิดชอบต่อครอบครัว และญาติพี่น้องจะหมดสิ้นไป ไม่สนใจที่จะดูแลครอบครัว
2. ทำให้สูญเสียทรัพย์สิน เงินทอง ที่จะต้องหามาซื้อสารเสพติด จนจะไม่มีใช้จ่ายอย่างอื่น และต้องเสียเงินรักษาตัวเอง
3. ทำงานไม่ได้ขาดหลักประกันของครอบครัว และนายจ้างหมดความไว้วางใจ
4. สูญเสียสมรรถภาพในการหาเลี้ยงครอบครัว นำความหายนะมาสู่ครอบครัวและญาติพี่น้อง
ที่มาhttp://www.nmt.ac.th/product/web/1/d5.html

ฟันสะอาดสวย ด้วยการดูแลรักษาฟันสะอาดสวย ด้วยการดูแลรักษา (ไทยรัฐ)          ฟันผุและโรคเหงือกดูจะเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้น...
24/01/2013

ฟันสะอาดสวย ด้วยการดูแลรักษา

ฟันสะอาดสวย ด้วยการดูแลรักษา (ไทยรัฐ)

ฟันผุและโรคเหงือกดูจะเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นกับคนที่รักษาฟันไม่ดี สาเหตุโดยมากก็มาจากคราบแบคทีเรียที่เกาะผิวหน้าฟัน คราบแบคทีเรียพวกนี้เริ่มสะสมตามฟันได้ภายใน 20 นาที หลังจากกินอาหาร ถ้าไม่ขจัดคราบเหล่านี้ออกไปในแต่ละวัน มันก็จะเป็นตัวเร่งให้ฟันผุเร็วขึ้น ทีนี้ยิ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้นานเข้าก็จะยิ่งแข็งมากขึ้นและกลายเป็นคราบหินปูน

ทั้งคราบแบคทีเรียและคราบหินปูนนั้น นำไปสู่ปัญหานานาประการ ได้แก่ ฟันผุเป็นรู บวมเป็นหนอง เหงือกอักเสบ เยื่อหุ้มฟันอักเสบ ลมหายใจเหม็นมีกลิ่นปาก และอาจนำไปสู่ปัญหาอื่นนอกช่องปาก อย่างโรคหัวใจ เป็นต้น

ถ้าไม่อยากให้ฟันมีปัญหาก็จะต้องรักษาความสะอาดสุขภาพช่องปากกันเสียแต่ เนิ่นๆ เพื่อให้ฟันและเหงือกแข็งแรง โดยปฏิบัติตามขั้นตอนรักษาความสะอาดของเหงือกและฟันให้สะอาดใสปิ๊ง ดังต่อไปนี้

ควรแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง หรือถ้าจะเพิ่มหลังอาหารด้วยก็ได้

ใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวันละครั้ง

ไปพบทันตแพทย์ เพื่อตรวจฟันตามกำหนดนัดทุก 6 เดือน

สำหรับ คนที่ใส่ฟันปลอม หรือมีการใช้อุปกรณ์ดัดฟันควรจะต้องมีการตรวจสอบและทำความสะอาดเป็นประจำ ตรงนี้หมายรวมถึงการแปรงฟันเป็นประจำ และอาจจะต้องแช่อุปกรณ์ดังกล่าวเพื่อทำความสะอาดเป็นพิเศษด้วย

ถ้าคุณมีปัญหาเกี่ยวกับฟันเฉพาะที่ ลองถามทันตแพทย์ดูว่าจะแนะนำแปรงสีฟันแบบใดเป็นพิเศษหรือไม่

หรือ แม้แต่การใช้ไหมขัดฟันนั้น ก็ควรจะถามทันตแพทย์ว่าต้องใช้มันอย่างไรจึงจะถูกวิธี เพราะหากใช้ไม่ถูกวิธี ออกแรงมากไปก็จะทำให้เจ็บเหงือกได้

(นางสาว นันทพร ปะณะมัง ม.4.3)

ต้องยอมรับว่าคนไทยเราโดยปกติไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ 2 มาตั้งแต่เกิดดังนั้นการที่จะเรียนรู้ เพื่อให้พูด อ่าน หรือ...
20/01/2013

ต้องยอมรับว่าคนไทยเราโดยปกติไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ 2 มาตั้งแต่เกิดดังนั้นการที่จะเรียนรู้ เพื่อให้พูด อ่าน หรือเขียน ได้นั้นมันเป็นที่ต้องใช้เวลา และความพยายามมาก ดังนั้นวันนี้โปร แลงเกวจ จึงขอเสนอ 10 วิธีที่จะทำให้เรียนเรียนภาษาอังกฤษเก่งขึ้น ตามนี้เลยค่ะ

1. ความเกี่ยวเนื่อง : คุณจัดสัมพันธ์ระหว่างศัพท์แล้วเขียนออกมาเป็นผังจะทำให้คุณจำคำศัพท์ได้ง่ายขึ้น

2. เขียน : การนำคำศัพท์นั้นมาใช้จะทำให้คุณจำได้ฝังใจยิ่งขึ้น

3. วาดรูป : วาดรูปที่แสดงถึงศัพท์ที่คุณเรียนอยู่ ภาพที่คุณวาดจะช่วยกระตุ้นความทรงจำถึงศัพท์นั้น

4. แสดง : แสดงท่าทางประกอบคำศัพท์หรือสำนวนที่คุณกำลังเรียนอยู่

5. สร้าง : ออก แบบ flashcards ศัพท์ภาษาอังกฤษพร้อมความหมายแล้วเปิดอ่านหรือท่องในยามว่าง

6. ความสัมพันธ์: กำหนดความสัมพันธ์ของแต่ละคู่จะช่วยให้คุณจำศัพท์นั้นได้แม่นขึ้น

7. ฟัง : นึกถึงศัพท์คำอื่นที่ออกเสียงคล้ายๆ กับคำศัพท์ใหม่ที่พยายามเรียนอยู่

8. เลือก : จำไว้ว่าการเรียนในหัวข้อที่คุณชอบ หรือสนใจจะทำให้คุณรู้สึกว่ามันง่ายขึ้น

9. ข้อจำกัด : คุณก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอกที่คนเราจะจำศัพท์ที่มีอยู่ในดิกชันนารี่ ทั้ง หมดได้ในวันเดียว เพราะฉะนั้นจำกัดการเรียนศัพท์ใหม่แค่วันละ 15 คำ

10. สังเกต : พยายามสังเกตหาคำศัพท์ที่คุณกำลังเรียนอยู่เมื่ออ่านหรือฟังภาษาอังกฤษ

06/01/2013

1. ถ้ารู้ว่าตัวเองต้องเข้าเรียนแต่เช้า :
ก็อย่าดูหนังดูละครจนดึกเกินสี่หรือห้าทุ่ม เพราะเวลานอนที่ขาดไปมันมักจะเอาคืนช่วงเรียนพิเศษที่มี่อาจารย์ในดีวีดีมากล่อมเสมอ ข้อนี้สำคัญมาก เพราะหากนอนดึกแล้วก็ไม่มีวิธีไหนที่จะมาทำให้เราหายง่วงได้ นอกจากไปกินกระทิงแดง (แต่ก็ไม่แนะนำ เพราะว่าไม่ดีต่อสุขภาพ)
2. พกขนมหรือน้ำเข้าไปด้วย :
แต่!!! ห้ามกินตั้งแต่เริ่มเรียน เพราะจะทำให้ง่วงง่ายมาก ให้กินเมื่อเริ่มง่วงเท่านั้น บางทีลองซื้อขนมที่เวลาแกะแล้วเสียงดังๆ เพราะเวาแกะขนมนั้นจะทำให้เราตื่นเ้ต้นและกลัวว่าคนข้างๆจะด่า (มันมีวิธีอย่างนี้ด้วยเรอะ) ทำให้ตาสว่าง แต่ถึงอย่างไร ถ้าคิดว่าจะรบกวนคนข้างๆละก็ ก็ให้ซื้อชนมจุกจิกเล็กๆน้อยๆ ไปแทน เมื่อหายง่วงแล้ว ก็ให้หยุดกินแล้วตั้งใจเรียนต่อไปซะ
3. อุปกรณ์สำหรับเรียนกวดวิชา :
สำคัญนะครับ เพราะเวลาเราง่วงๆ ก็หยิบปากกาสี หรือพวกไฮไลท์มาวาดๆ เขียนในหนังสือให้มันคัลเลอร์ฟูลไปเลย แต่อย่าทำให้เลอะเทอะไป เพราะเวลาทบทวนหนังสืออาจจะทำให้เรามึนได้ ให้วาดๆเขียนๆด้านหลังหนังสือก็ได้ หรือไม่ก็เวลาอาจารย์ให้เน้นอะไรก็ใส่ใีให้พอสวยงามก็ทำให้เราหายง่วงได้เช่นกันครับ แต่ถึงยังไงก็ต้องตั้งใจฟังอาจารย์อย่ามัวแต่วาดเพลินนะครับ
4.ฝึกจินตนาการผ่านกวดวิชา :
ลองมองดูอาจารย์สอนกวดวิชาสิครับ ท่านจะมีอะไรให้เราได้จินตนาการไปเรื่อยเปื่อยอยู่เสมอ ตั้งแต่คำพูดติดปากของอาจารย์ สีเสื้อผ้า ทรงผม เสียงหัวเราะของอาจารย์ บางที..มุขฝืดๆของอาจารย์ก็ช่วยพวกเราจากความง่วงงันได้เหมือนกันนะ
5.สำหรับคนที่ชอลหลับคาโต๊ะกวดวิชา :
เราขอแนะนำให้ลองก้มลงไปนอนโต๊ะคนอื่นดูครับ(หา!!!) แล้วจะไม่ง่วงอีกเลย (แต่จะได้เบ้าตาาหมีแพนด้ามาแทน …อ้าว)
6. ตั้งใจฟังอาจารย์ :
เรียนให้เต็มที่ คำนวณอะไรก็ได้คิดๆๆๆๆ คิดผิดก็คิดมันไป อาจารย์เฉลยว่าผิดแล้วก็ลบแอบๆหน่อย(อายคนข้างๆ) พอเวลาคำนวณถูกก็เปิดมันเลย! ดูเส่ะๆพวกเธอ ฉันคิดถูกว่ะ๋ฮ่าๆๆๆ
7. สำหรับคนที่กินขนมแล้วชอบหลับ:
แนะนำครับ ลูกอมรสเปรี้ยวๆกินแล้วตื่นเต็มตาเลยครับ (แต่ถ้ากินบ่อยๆอาจทำให้คุณชิน และหลับได้แม้กระทั่งในปากเปรี้ยวจี๊ด) หรือไม่ก็ลูกอมมิ้นท์เย็นๆ แบบว่าเย็นสุดขั้ว กินแล้วเย็นไปถึงรูขุมขนได้ยิ่งดี นั่นจะทำใให้คุณตื่น (แต่บางคนอาจจะหลับ) เรื่องลูกอมต้องค่อยๆลองไปสลับไปได้เรื่อยๆ ยิ่งดี วันนึงก็รสนึง อีกวันก็รสใหม่ จะทำให้เราไม่คุ้นและไม่ง่วง
8. หากไปเรียนไปแล้วเริ่มจะเข้าเฝ้าเทวดา :
ให้นึกถึงเวลาที่ใกล้จะหมดสิคระบ นั่นอาจจะทำให้รู้สึกลัลล้าและตื่นเต็มตาได้ แต่ถ้าหากเพิ่งจะเริ่มเรียนแล้วง่วงละก็ ลองไปล้างหน้าล้างตาดูนะครับ
9.บรรยากาศในห้องเรียน :
เป็นส่วนหนึ่งทำให้เคลิ้มได้ บางทีก็เย็นจนปอดจะแข็งตาย บางทีก็ร้อนจนตับจะออกมานอกร่าง ขอแนะนำว่าให้ลองใจกล้าเดินไปบอกพี่ที่คุมเลยค่ะ ว่าร้อนหรือหนาว จะได้ไม่รู้สึกเคลิ้มหรือไม่เครียดขณะเรียน

เพื่อนๆลองเอาไปใช้กันดูนะครับ

คนไหนมีวิธีเด็ดๆอีกก็บอกเพื่อนๆกันได้เลยครับ

นางสาว วนิดา ศรีบุญเทียม ม.4.3
เลขที่37

03/01/2013

ควรดูแลสุขภาพในช่วงฤดูหนาวอย่างไร

การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะถ้าสุขภาพดีจะลดโอกาสการเจ็บป่วยลง โดยทั่วไปควรปฏิบัติ ดังนี้
1. รักษา สุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพียงพอและครบหมู่ ดื่มน้ำมาก ๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอไม่ตรากตรำทำงานหนักจนเกินไป
2. อยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท ไม่เข้าไปในที่แออัดโดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่
3. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และยาเสพติดต่าง ๆ เนื่องจากอาจทำให้สุขภาพร่างกายเสื่อมโทรม มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย
4. หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัดอยู่ และไม่ควรใช้ของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ จาน ชาม ช้อน
5. ล้างมือบ่อย ๆ เนื่องจากอาจไปสัมผัสเชื้อโรคที่อยู่ตามสิ่งของต่าง ๆ เช่น ราวบันได ลูกบิดประตู แก้วน้ำ เป็นต้น แล้วเผลอไปสัมผัสบริเวณหน้าได้ โดยล้างมือด้วยสบู่ธรรมดา 15-20 วินาที หรือใช้น้ำยาล้างมืออื่น ๆ
6. รักษาร่างกายให้อบอุ่นในช่วงฤดูหนาวหรือช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง ในที่ที่หนาวมากควรสวมหมวกเพื่อลดการถ่ายเทความร้อนออกจากร่างกาย
7. หากเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ควรมีผ้าปิดปากและจมูกเวลาไอจาม ไม่คลุกคลีกับผู้อื่นและหมั่นล้างมือบ่อย ๆ
8. สำหรับปัญหาเรื่องผิวหนัง เราควรให้ร่างกายอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา ใส่เสื้อผ้าหนา ๆ ถ้าอากาศหนาวมาก ไม่อาบน้ำนาน ๆ ในที่ที่หนาวมาก อาจไม่ต้องอาบน้ำวันละสองครั้งเหมือนฤดูอื่น หลังอาบน้ำควรทาโลชั่นหรือน้ำมันทาผิว หลังจากเช็ดตัวหมาด ๆ ในกรณีที่มีปัญหาริมฝีปากแตก ควรทาด้วยลิปสติกมันและไม่ควรเลียริมฝีปากบ่อย ๆ

ที่มา : http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=115

(นางสาว นันทพร ปะณะมัง ม.4.3 เลขที่ 27)

ผศ.นพ.วีระศักดิ์ เมืองไพศาลFaculty of คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ที่อยู่

Phisanulauk
65300

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เรื่องดีๆๆผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท