Ecotive

Ecotive

แชร์

นิเวศสร้างสรรค์ปัตตานีโมเดล

Photos from Ecotive's post 15/05/2026

+ จัดอบรม
Workshop Brand Up
วันที่สอง

วิทยากรช่วยโค้ชแปลงตัวตนแบรนด์ เป็นแผนคอนเทนต์ และแผนปฏิบัติการจริง

14 พฤษภาคม 2569
ณ คณะวิทยาการสื่อสาร ม.อ.ปัตตานี

Photos from Ecotive's post 13/05/2026

+ จัดอบรม
Workshop Brand Up
พัฒนาผู้ประกอบการเพื่อยกระดับแบรนด์และการตลาดสู่ตลาดจริง

📍ช่วยผู้ประกอบการค้นหา DNA ของแบรนด์
📍เข้าใจลูกค้า และวินิจฉัยปัญหาธุรกิจอย่างตรงจุด

13 พฤษภาคม 2569
คณะวิทยาการสื่อสาร ม.อ.ปัตตานี

11/05/2026

ประกาศรายชื่อผู้ปนะกอบการที่ได้เข้าร่วมworkshop กับทางโครงการค่ะ

https://www.facebook.com/share/p/1BhGjvfRpa/?mibextid=wwXIfr

🎉🎉ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วม
BRAND UP เวิร์กชอปพัฒนาแบรนด์และการตลาดแบบเข้มข้น
ที่ไม่ได้มีแค่ความรู้ แต่ได้ “ลงมือทำจริง”
ดังนี้
1.นายณัฐพงศ์ จันทรุพันธ์
2.อัยนาร์ อาแด
3.อิลยาส ดอเลาะ
4.Muslim Kode
5.ฮุสนีย์ สาแม
6.นาย มูฮำหมัด ปูเตะ
7.นายไซยิดฮัสซาน อัลอิดรุส
8.โรสมารีนา อุมาร์
9.นูรซีฟาห์ อุมาร์
10.มะบัดรี มะแซ
11.อับดุลฮาลีม เต๊ะเอะ
12.อามีน กะลูแป
13.ฟัรฮาน แวบูละ
14.นางสาวจินตนา ล่ากูด
15.นางสาวนินาวาลย์ ปานากาเซ็ง
16.แวซารีปะห์ หะยีหะมะ
17.อิซซาฮ แวอูมา
18.อันวาร์ ล่านุ้ย
19.ซาอินดะห์ ดือราโอะ
20.มัสตีร่า สารทอง
21.อัซฮา อับดุลเลาะ
22.รอวียะ หะยียามา
23.ไซฟูอาลาวี มะลี
24.เพ็ญแข พิมลเศรษฐพันธ์
25.นิสรีน อูแล
26.อายีซัน เจะอีแต
27.อับดุลเราะมัน บาเหะ

📌หากผู้ได้รับการคัดเลือกไม่สามารถเข้าร่วมการอบรมในวันเวลาที่แจ้งไว้ได้ รบกวนแจ้งให้ทางทีมงานทราบทาง inbox page ภายในวันนี้นะคะ

📅 13 - 14 พ.ค. 2569
เวลา 09.00 - 16.30 น.
📍สถานที่ : คณะวิทยาการสื่อสาร ชั้น 3 ห้อง 310
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จังหวัดปัตตานี

เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาลงมือทำด้วยกันนะคะ 🎉

21/04/2026

ขอเชิญผู้ประกอบการที่สนใจ Re-Branding สินค้าหรือบริการ สมัครกันได้เลยค่ะ

EcotivePlus ร่วมกับโครงการพัฒนาต้นแบบ Local BDS
ผู้ประกอบการเข้าร่วม BRAND UP
เวิร์กชอปพัฒนาแบรนด์และการตลาดแบบเข้มข้น
ที่ไม่ได้มีแค่ความรู้ แต่ได้ “ลงมือทำจริง”

https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSdDmf3qLsOoqJrQzuIc_9eU7z5ozf0T2Rkc6KcPmiKjfyg-Pg/viewform

EcotivePlus ร่วมกับโครงการพัฒนาต้นแบบ Local BDS
ชวนผู้ประกอบการเข้าร่วม BRAND UP
เวิร์กชอปพัฒนาแบรนด์และการตลาดแบบเข้มข้น
ที่ไม่ได้มีแค่ความรู้ แต่ได้ “ลงมือทำจริง”

🔹เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่
• มีสินค้า/บริการอยู่แล้ว
• ต้องการพัฒนา รีแบรนด์ หรือเพิ่มยอดขาย
• พร้อมเรียนรู้และเข้าร่วมครบตลอด 2 วัน

🔹ลงทะเบียนฟรี!!ไม่มีค่าใช้จ่าย🔹
พร้อมอาหารตลอดการอบรม
(*ไม่รวมค่าเดินทางและที่พัก)

🔖ผู้ที่ผ่านการอบรมและมีศักยภาพ
มีโอกาสได้รับการคัดเลือกเพื่อพัฒนาสินค้าต่อยอดกับโครงการ

นี่ไม่ใช่แค่เวิร์กชอป
แต่คือโอกาสในการ “ยกระดับธุรกิจของคุณอย่างจริงจัง”
🔥 สิ่งที่คุณจะได้รับ:
✅ พัฒนา Branding และ Marketing แบบเข้าใจและใช้ได้จริง
✅ เพิ่มโอกาสในการเติบโตและยอดขาย
✅ ได้ลงมือปรับธุรกิจของตัวเองจริง
✅ มีโอกาสได้รับการสนับสนุนต่อยอดจากโครงการ

📅 13 - 14 พ.ค. 2569
เวลา 09.00 - 16.30 น.

📍สถานที่ : จังหวัดปัตตานี

📣สมัครได้แล้ววันนี้ - 8 พ.ค. 2569
https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSdDmf3qLsOoqJrQzuIc_9eU7z5ozf0T2Rkc6KcPmiKjfyg-Pg/viewform

08/01/2026

ขอบคุณ The Cloud และ สอวช. ที่เห็นความตั้งใจของทุกคนในทีมงาน Ecotive
https://www.facebook.com/share/p/16o45BeXQt/?mibextid=wwXIfr

เราจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในชุมชนอย่างไร คอลัมน์ Little Big People ชวนคุยกับ ดร.ศริยา บิลแสละ อดีตอาจารย์ด้านเทคโนโลยี ผู้ก่อตั้ง ‘Ecotive นิเวศสร้างสรรค์ปัตตานีโมเดล’ ส่งเสริมคนในชุมชนให้เป็นผู้ประกอบการ เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ให้ชุมชนมีรายได้และยืนได้ด้วยตัวเอง

เธอใช้คำสอนในศาสนาอิสลามมาประยุกต์ให้เข้ากับการทำธุรกิจ เริ่มต้นจากการเป็นพี่เลี้ยงชุมชน บ่มเพาะผู้คนจนกลายเป็นผู้ประกอบการ จูงใจให้อยากพัฒนาตัวเองและธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนสถานะให้กลายเป็นผู้ให้อย่างแท้จริงตามหลักคำสอน ซึ่งตลอด 3 ปี Ecotive ไม่ได้สร้างเพียงธุรกิจ แต่ยังสร้างโอกาสและความฝันให้กับคนในปัตตานีจนนำไปสู่ Ecotive Nine Plus วิสาหกิจเพื่อสังคมที่ตั้งใจให้เมืองปัตตานีให้น่าอยู่ขึ้น

เธอใช้วิธีคิดอย่างไร ตามไปอ่านเรื่องราวเต็ม ๆ ได้ที่ https://readthecloud.com/ecotive-pattani-model/

#บริษัทเพื่อสังคม #ผู้ประกอบการ #ปัตตานี #ชุมชน #ซะกาต

Photos from Ecotive's post 18/12/2025

17 ธันวาคม 2568

นำโดย ดร.ศริยา บิลแสละ หัวหน้าโครงการฯ
ประชุมหารือทีมงาน เพื่อร่วมพัฒนาแผนและธุรกิจ SE เพื่อความยั่งยืน


+
#บริษัทเพื่อสังคม

Photos from คณะวิทยาการสื่อสาร ม.อ.ปัตตานี - Communication Sciences PSU's post 17/11/2025

มอบทุนสนับสนุนมัสยิดรายอฟาตอนี
หลังจากจัดกิจกรรม Al-Arabi: Arab Street Festival

14/10/2025

เรียนรู้ AI Algorithm ผ่านกรณีของเจนนี่ได้หมดถ้าสดชื่น
https://www.facebook.com/share/p/17BkRubwDU/

# # เบื้องหลังความสำเร็จของเจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น: #ปิดยอดไลฟ์หลักร้อยล้านในวันเดียว # #



หลายคนอาจคิดว่าความปังนี้มาจากชื่อเสียงหรือกระแสดราม่าเพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้ว เคล็ดลับอยู่ที่การเข้าใจระบบของ TikTok และการเล่นกับ #อัลกอริทึมอย่างชาญฉลาด นี่คือ #บทเรียนการตลาดสำคัญที่คนทำแบรนด์ คนไลฟ์ขายของ และครีเอเตอร์ทุกคน #ควรรู้



1. TikTok ไม่ได้จำชื่อ…แต่มันจำหน้าและเสียงของคุณ

ระบบ AI ของ TikTok ไม่ได้วัดความดังจากจำนวนผู้ติดตาม แต่จะวิเคราะห์จาก ใบหน้า เสียง พลังการสื่อสาร และพฤติกรรมผู้ชม เป็นหลัก เมื่อเราเป็นคนเดิมที่ผู้ชมเห็นบ่อย ๆ และมีเอกลักษณ์การนำเสนอเหมือนเดิมในทุกไลฟ์ ระบบก็จะจดจำเราได้ และมักจะแนะนำไลฟ์ของเราให้ผู้ชมกลุ่มเดิมที่เคยดูกลับมาเจอเราซ้ำ ๆ เสมอ

💡 ดังนั้น ความสม่ำเสมอ = โอกาสถูกมองเห็น (Consistency = Visibility) ออกไลฟ์บ่อย ๆ ให้ผู้ชมเห็นหน้าคุณซ้ำ ๆ เพื่อให้ระบบจดจำคุณและดันคอนเทนต์ของคุณมากขึ้น



2. สร้างโมเมนตัมผู้ชมให้ต่อเนื่อง

เจนนี่ไม่เคยหายหน้าไปจากแพลตฟอร์มเลย
เธอไลฟ์สดแทบทุกวัน อัลกอริทึมจึงมองว่า “คนนี้คือครีเอเตอร์ที่ทำคอนเทนต์อย่างต่อเนื่อง” แม้ว่ายอดผู้ชมจะมีขึ้น ๆ ลง ๆ บ้าง แต่ระบบก็ยังคงช่วยดันไลฟ์ของเธอเสมอ เพราะรู้ว่า เธอยังอยู่ในเกมและไม่ทิ้งการไลฟ์ไปไหน



3. กลยุทธ์ทอง: การชนกลุ่มผู้ชม (Audience Collision)

เมื่อเจนนี่ไลฟ์ร่วมกับคนดังหรือครีเอเตอร์คนอื่น ระบบ TikTok จะนำผู้ชมของทั้งสองฝั่งมารวมกัน (เกิดเป็นปรากฏการณ์ Audience Collision) ส่งผลให้ยอดเข้าถึง (Reach) พุ่งสูงขึ้นแบบทวีคูณในทันที


นี่คือเหตุผลว่าทำไมเวลาที่มี “หนุ่ม กรรชัย” หรือ “บอสณวัฒน์ “เข้ามาร่วมในไลฟ์ของเจนนี่ ยอดผู้ชมจะพุ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะระบบได้ผสานกลุ่มผู้ชมของทั้ง2 เข้าด้วยกัน ทำให้มีผู้ชมรวมมากขึ้นกว่าปกติหลายเท่า



4. เจนนี่ไม่ได้ขายของ…แต่ขาย “ความสนุก”

ผู้ชมส่วนใหญ่เข้ามาดูไลฟ์สดไม่ใช่เพราะอยากซื้อของทันที แต่เพราะต้องการดูอะไรที่สนุกและเพลิดเพลิน TikTok เรียกแนวคิดนี้ว่า “Shoppertainment”

การมอบความบันเทิงที่อาจนำไปสู่ #การซื้อโดยไม่รู้ตัว เจนนี่เข้าใจข้อนี้ดี จึงเน้นสร้างบรรยากาศให้คนดูหัวเราะ ยิ้ม และสนุกสนานไปกับไลฟ์ก่อน เมื่อผู้ชมเพลิดเพลินแล้วค่อยสอดแทรกการขายสินค้า ผลลัพธ์คือ คนดูอยู่กับไลฟ์นานขึ้น TikTok เห็นว่าเนื้อหามีคุณค่าและจะช่วยดันไลฟ์ต่อเองโดยอัตโนมัติ


5. เวลาการรับชม คือหัวใจสำคัญของการเติบโต

ยิ่งผู้ชมดูนานเท่าไร ระบบยิ่งมองว่า “คอนเทนต์นี้มีคุณค่า” มากเท่านั้น เจนนี่เข้าใจหลักการนี้ดี มักเริ่มไลฟ์ด้วยความบันเทิงเต็มรูปแบบก่อนจะเริ่มขายของจริงจัง โดย ดึงความสนใจตั้งแต่วินาทีแรก ผ่านจังหวะการพูดที่สนุกสนาน เสียงหัวเราะ และการมีแขกรับเชิญเซอร์ไพรส์ #ผู้ชมจึงติดตามไลฟ์ต่อเนื่อง เทคนิคเหล่านี้ล้วนเป็นวิธีเพิ่มเวลาในการรับชม อย่างชาญฉลาด ซึ่งนำไปสู่การเติบโตของยอดผู้ชมและยอดขายในที่สุด

6. อย่าปิดไลฟ์แม้ยอดผู้ชมจะตก

หากจำนวนผู้ชมลดลง ก็อย่าเพิ่งหยุดไลฟ์ทันที เพราะถ้าคุณยอมแพ้ง่าย ๆ ระบบจะถือว่าคุณหลุดออกจากเกมไปแล้ว! อัลกอริทึมของ TikTok ให้รางวัลกับ “ความสม่ำเสมอ” มากกว่าความดังชั่วคราว ครีเอเตอร์ที่ยังคงไลฟ์ต่อเนื่อง แม้บางช่วงคนดูจะเหลือเพียงไม่กี่สิบคน ระบบก็ยังคงส่งผู้ชมใหม่ ๆ เข้ามาให้เรื่อย ๆ เพราะมันเห็นว่า “คุณยังไม่ยอมแพ้” และแน่นอนว่า AI ก็จะไม่ยอมแพ้คุณเช่นกัน

7. ใบหน้าและเสียงที่เป็นเอกลักษณ์คืออาวุธลับ

AI ของ TikTok สามารถแยกวิเคราะห์เสียงออกจากใบหน้าได้ ดังนั้นครีเอเตอร์ที่มีเอกลักษณ์ด้านเสียงเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเสียงหัวเราะที่เป็นเอกลักษณ์ โทนเสียงการพูด หรือสำเนียงเฉพาะตัว จะยิ่งดึงดูดกลุ่มผู้ชมเฉพาะกลุ่มของตัวเองได้มากขึ้นทันที เพราะระบบจะจดจำลักษณะเด่นเหล่านี้และส่งต่อไปยังผู้ใช้ที่น่าจะชอบสไตล์นั้น ๆ

8. แบรนด์จะได้อะไรจากไลฟ์สดของเจนนี่?

เมื่อเจนนี่ไลฟ์ขายของจนดังเปรี้ยง ข้อดีไม่ได้ตกอยู่ที่ตัวเธอคนเดียวเท่านั้น แบรนด์สินค้าต่าง ๆ ก็ได้ประโยชน์มหาศาล ด้วย เช่น:


• เจนนี่เปรียบเสมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดผู้ชมจำนวนมหาศาล และผู้ชมเหล่านั้นก็จะจดจำแบรนด์สินค้าที่เธอนำมาไลฟ์ได้โดยอัตโนมัติ แบรนด์จึงเป็นที่รู้จักมากขึ้นทันที คือการทำ ซึ่ง จะอยู่ส่วนบนสุดของการทำการตลาดซึ่งเค้าเรียกว่า TOF = Top of Funnel


• ทุกครั้งที่มีคนเข้ามาชมไลฟ์ สื่อสารข้อมูลสินค้าได้โดยตรง และปิดคำถามในหัวลูกค้าได้ทั้งหมด ตรงนี้จะเรียกว่า Consideration  คือทำให้ลูกค้าสนใจตรงนี้เค้าจะเรียกว่า M*F = Middle of Funnel


 และมีการพูดคุยทุกครั้งจนกระทั่งสามารถปิดการขายสั่งซื้อได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาที่คุ้มค่าที่สุด เรื่องเวลาที่เร่งเร้า  มีเฉพาะในไลฟ์สดนี้เท่านั้นในช่วงเวลานี้เท่านั้น  อันนี้คือการทำ การตลาดที่เรียกว่า Conversion  หรือปิดการขายในส่วนของ BOF = Bottom Of Funnel


ข้อมูลผู้ชมเหล่านี้สามารถนำไปใช้ทำการตลาดซ้ำ (Retargeting) ได้ในภายหลัง แบรนด์สามารถยิงโฆษณากลับไปหาคนที่เคยดูไลฟ์เพื่อกระตุ้นการซื้อซ้ำหรือความสนใจเพิ่มเติม


• ถ้าแบรนด์เลือกครีเอเตอร์ที่ ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของสินค้า อย่างถูกต้อง TikTok จะช่วยส่งผู้ชมที่ “มีแนวโน้มจะซื้อจริง” เข้ามาดูไลฟ์เองโดยอัตโนมัติ เพราะระบบรู้ว่าคนกลุ่มนั้นสนใจสินค้าประเภทเดียวกัน


• เมื่อไลฟ์มีความสนุกสนานมาก ๆ ผู้ชมก็เต็มใจที่จะแชร์ออกไปเอง กลายเป็นการบอกต่อแบบปากต่อปากในโลกออนไลน์ ทำให้แบรนด์ได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นจากกระแสไวรัลไปพร้อมกัน


Mindset สำคัญ: อย่ามัวแต่ขายสินค้า จงขาย “พลัง” และความรู้สึกดี ๆ ให้กับผู้ชมควบคู่ไปด้วย เพราะสุดท้ายแล้ว ความประทับใจคือสิ่งที่ขายได้ดีที่สุด


ยอดผู้ชมที่ตกลงไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือบททดสอบของความสม่ำเสมอ – อัลกอริทึมไม่ได้สนใจว่าใครโด่งดังที่สุด แต่มันสนใจว่า “ใครที่ไม่หยุดทำ” ต่างหาก คนที่เข้าใจระบบคือคนที่ทำเงินได้ยาว แต่คนที่เข้าใจ “คนดู” จะอยู่ในใจผู้ชมไปตลอดกาล

#ไลฟ์สร้างอาชีพ #เจนนี่ได้หมดถ้าสดชื่น #แรงบันดาลใจ #เจนนี่ไลฟ์สดขายของ #เจนนี่รัชนก #เจนนี่

19/09/2025

https://www.facebook.com/share/19Ue1T9YQg/?mibextid=wwXIfr

วิธีจัด Live สด ขายของ 100 ล้าน และเทคนิคตัด TikTok ให้สมองคนอยากดู จาก LA GLACE | BrandCase
-เรื่องนี้ถูกแชร์ ภายในงาน MARKETING CONFERENCE 2025 โดย คุณธีระฑัต หนูดำ COO ของแบรนด์ LA GLACE และเจ้าของเพจ ใดๆในโลกล้วนการตลาด

เรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ ใน Session นี้ คือการแชร์เทคนิคเบื้องหลังการไลฟ์ของ LA GLACE ที่สร้างรายได้หลัก 100 ล้าน ในไลฟ์เดียว รวดเดียว 25 ชั่วโมง
ซึ่ง Live นั้น ถือเป็นความสำเร็จที่ถูกพูดถึงมาก ของ LA GLACE ในช่วงแคมเปญ 8.8 เมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา

และยังมีอีกเรื่อง คือเทคนิคการตัด TikTok ให้สมองคนอยากดู สไตล์ LA GLACE

BrandCase สรุปมาให้ใน 6 ข้อ แบบเข้าใจง่าย ๆ

1.ใช้คอนเทนต์เป็นตัว Leads Traffic ก่อนขึ้น Live สด

เบื้องต้นแบรนด์จะประเมินตัวเลขและข้อมูลต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อน Live สด ด้วยการคำนวณแบบย้อนกลับ จากเป้าหมายยอดขายที่ต้องการ

แล้วทำอย่างไร ? คุณธีระฑัต เล่าผ่านสมการ

Traffic (จำนวนคนเข้าดูร้านเฉลี่ย) x Conversion (% ลูกค้าที่ซื้อ) x Price (ยอดซื้อต่อคน) = Revenue (ยอดซื้อ)

ด้วยการใช้ข้อมูลจำนวนคนเข้าร้านเฉลี่ย จำนวนคนที่ซื้อจริง และยอดขายต่อออเดอร์ ซึ่งจะทำให้แบรนด์สามารถประมาณได้ว่า
ถ้าต้องการยอดซื้อเท่านี้ จะต้องการคนเท่าไรในการเข้ามาดูในไลฟ์

ตัวอย่างเช่น ถ้าอยากได้ 20 ล้านบาทจะต้องใช้ข้อมูล Conversion Rate (จากสถิติเดิมว่าคนเข้ามาดูเท่าไร เปลี่ยนเป็นลูกค้าได้กี่คน) และใช้ข้อมูล ยอดซื้อต่อออเดอร์ (Price per Order เฉลี่ยต่อคน)

เมื่อนำสองตัวแปรนี้มาคูณ ก็จะรู้ทันทีว่า ต้องการ Traffic กี่คน เข้ามาดูในไลฟ์เพื่อปิดยอดขายตามเป้า

แล้วก็เอามาคิดต่อ ว่าจะทำอย่างไร ให้คนเข้ามาดู Live สด ได้ตามเป้า

2. ทำอย่างไรให้ได้ Traffic ที่ต้องการ ? คำตอบคือ “คอนเทนต์”

ยกตัวอย่างเช่น ก่อนขึ้นไลฟ์ 8.8 ทาง LA GLACE ลงทุนทำคอนเทนต์ล่วงหน้า 15 วัน เพื่อดึงคนเข้าสู่แบรนด์ให้ได้มากที่สุด
ซึ่งทำให้แบรนด์สามารถเพิ่ม Traffic ได้มากถึง 400 ล้าน Leads

โจทย์คือ ทำอย่างไรก็ได้ ให้คนดูนานที่สุด และดูจบให้เยอะที่สุด เพื่อให้แพลตฟอร์มนำส่ง (lead) คอนเทนต์อย่างมีประสิทธิภาพ
เพราะนี่คือเงื่อนไขที่ทำให้แพลตฟอร์ม TikTok ดันคอนเทนต์ไปสู่ผู้ชมในจำนวนมาก

นอกจากนี้ยังมีการใส่ ดีเทลเล็ก ๆ เชิงจิตวิทยาเข้ามาช่วยเพื่อเพิ่ม Conversion ตั้งแต่ก่อนขึ้น Live สด

เช่น การเลือกชุดที่ใช้ในคอนเทนต์กับชุดวันไลฟ์ให้ใกล้เคียงกัน เพื่อสร้างความคุ้นเคย คนที่เห็นซ้ำบ่อย ๆ จะหยุดนิ้วและกดเข้ามาดูไลฟ์ง่ายขึ้น

3. เฟรมเวิร์กสำหรับทำคอนเทนต์ให้คนรู้จัก ก่อนขึ้น Live สด ของ LA GLACE ประกอบด้วยคอนเทนต์ 5 มิติ ได้แก่
-Awareness (เห็นบ่อย) เน้นการทำให้ลูกค้าเห็นแบรนด์บ่อยครั้ง

-Image (ภาพลักษณ์ที่แตกต่าง) เน้นการสร้างภาพลักษณ์ที่โดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่ง

-Quality (คุณภาพที่แตกต่าง) เน้นการนำเสนอคุณภาพของสินค้าในรูปแบบที่แตกต่าง

-Identity (ตัวตนที่แตกต่าง) เน้นการสร้างตัวตนที่ชัดเจนและแตกต่างของแบรนด์

-Storytelling (สร้างศรัทธา) เน้นการสร้างเรื่องราวเบื้องหลังเพื่อสร้างความศรัทธาและความผูกพัน

ซึ่งคอนเทนต์แนว Storytelling นี้จะช่วยสร้างความภักดี (Loyalty) ให้กับลูกค้าได้ค่อนข้างมาก
โดยแบรนด์จะต้องมีการสร้างเรื่องราวให้กับตัวละคร เพื่อดึงดูดความสนใจและความอินกับเรื่องราวของแบรนด์

โดยที่คอนเทนต์ทั้ง 5 มิตินี้มีเป้าหมายร่วมกันคือการทำให้คนดู ดูนาน ดูจบ, รักแบรนด์ รักตัวละคร, และจำแบรนด์ จำเรื่องราวได้

4. เทคนิคการตัดต่อคอนเทนต์ TikTok ฉบับ LA GLACE

หนึ่งในกุญแจสำคัญของ LA GLACE คือการทำให้คน ดูนาน ดูจบ และผูกพัน กับคอนเทนต์ ซึ่งเกิดจากการใส่เทคนิคทางจิตวิทยาและการตัดต่อที่ออกแบบมาอย่างละเอียด ให้ทุกวินาทีถูกออกแบบมาให้ควบคุมอารมณ์ของผู้ชมได้อย่างแยบยล

โดยเทคนิคการตัดต่อคอนเทนต์ TikTok ฉบับ LA GLACE แบ่งออกมาได้ 3 เทคนิคหลัก ๆ

-การกระตุ้น Dopamine (โดพามีน)

เทคนิคหลักคือการกระตุ้น Dopamine ผ่านการตัดต่อแบบ Jump Cut ทุก ๆ 2–3 วินาที

ทำให้คอนเทนต์มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สมองจึงถูกกระตุ้นอย่างต่อเนื่องและทำให้ผู้ชมดูจนจบ แม้คลิปจะยาวถึง 5-10 นาที ก็ตาม

-การสร้าง Oxytocin (ออกซิทอซิน)

นอกจากนั้น LA GLACE ยังสร้างความผูกพันด้วยการใส่ Oxytocin ผ่านตัวละครที่มีบุคลิกน่ารักและเข้าถึงง่าย
เมื่อลูกค้ารู้สึกใกล้ชิดกับคนในคลิป ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชมกับแบรนด์ก็จะลึกขึ้น กลายเป็นความรู้สึกหลงใหลและอยากติดตามต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ

-การใส่ Conflict (ความขัดแย้ง / ตึงเครียด)

และเพื่อให้คอนเทนต์น่าจดจำ แบรนด์ยังเลือกใช้ Conflict หรือความตึงเครียด ความขัดแย้งบางอย่างแทรกเข้าไปในเรื่องราว

เพราะสมองของคนเรามักจำเหตุการณ์ที่มีอารมณ์เข้มข้นได้ดีกว่า
เช่น เรื่องราวการถูกแกล้งในวัยเด็กหรือเหตุการณ์กดดันเล็ก ๆ ซึ่งกลายเป็นจุดที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าเรื่องราวนี้น่าสนใจและฝังอยู่ในความทรงจำ

5. กฎ 3 องค์ประกอบของการไลฟ์ TikTok

โดย AI ของแพลตฟอร์ม TikTok จะพิจารณาจาก 3 คีย์เวิร์ดหลัก ได้แก่
-คน (Person) ตัวผู้ขายหรือพรีเซนเตอร์
-สินค้า (Product) สิ่งที่นำเสนอ
-สถานที่ (Place) บริบทและสภาพแวดล้อมที่ใช้เล่าเรื่อง

ยิ่งทั้งสามองค์ประกอบสัมพันธ์กันมากเท่าไร โอกาสที่ไลฟ์จะถูกดันและเข้าถึงผู้ชมมากขึ้นก็สูงตามไปด้วย

ตัวอย่างเช่น การไลฟ์ขายอาหารทะเลที่ตลาดปลา ผลลัพธ์มีแนวโน้มดีกว่า การไลฟ์ที่ขายอาหารทะเลในบ้าน

เพราะตลาดปลาคือบริบทที่เชื่อมโยงกับสินค้าโดยตรง และถ้าอยากไปไกลกว่าคู่แข่งที่ไลฟ์ขายอยู่ในตลาดปลา วิธีที่เหนือชั้นกว่าคือ การไลฟ์ขายอาหารทะเลบนเรือประมง เพื่อสร้างบรรยากาศที่สมจริงและแตกต่างยิ่งขึ้น

แต่การไลฟ์ให้สำเร็จ ไม่ได้มีเพียงเรื่องฉากหรือการนำเสนอเท่านั้น แบรนด์ต้องมองไปถึง ศักยภาพตลาดและความต้องการจริง ๆ ของลูกค้าด้วย

เช่น LA GLACE ก่อนขึ้นไลฟ์จะศึกษามูลค่าตลาดของสินค้านั้น ๆ อย่างละเอียด อย่างกรณี Toner Pad ที่มีมูลค่าตลาดกว่า 2,400 ล้านบาท

และเมื่อวิเคราะห์คอนเทนต์ย้อนหลัง ก็พบว่าตนเองครองส่วนแบ่งการเข้าถึง (Lead Share) ไปถึง 97% ข้อมูลเหล่านี้ทำให้สามารถวางแผนสต๊อกสินค้าและหลังบ้านได้พอดี ไม่ขาดและไม่ล้น

อีกกลยุทธ์สำคัญคือการติดตามทุกการเคลื่อนไหวของตลาด LA GLACE แท็กคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์เครื่องสำอางและสินค้าบิวตี้กว่า 6,000 คำ

เพื่อเก็บ Insight ทั้งคำชม คำด่า และกระแสใหม่ ๆ อยู่เสมอ นั่นทำให้แบรนด์สามารถปรับตัวได้แบบเรียลไทม์ และอยู่ในทุกจังหวะที่ผู้บริโภคสนใจ

6. Customer Journey ที่ซับซ้อนของสินค้าความงาม

แม้ว่า LA GLACE จะสามารถสร้าง Traffic ได้มากถึง 400 ล้าน Leads ใน TikTok แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ยอดขายจริงกว่า 55% กลับมาจาก Shopee

สาเหตุเพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มบิวตี้ ไม่ได้เป็นเส้นทางตรงแบบเห็นแล้วซื้อทันที แต่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและหลายขั้นตอน

โดยเส้นทางของลูกค้า LA GLACE ส่วนใหญ่เริ่มจากการ เห็นคอนเทนต์บน TikTok แล้วตามไป Test สีจริงที่หน้าร้าน

ก่อนจะกลับมาหาข้อมูลเพิ่มจากรีวิวบน Lemon8 หรือพูดคุยในกลุ่ม Facebook และสุดท้ายจึงปิดการซื้อโดยใช้โคดคูปองใน Shopee อย่างนี้เป็นต้น

พฤติกรรมนี้สะท้อนว่า Beauty Customer Journey ไม่ได้ผูกติดกับแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง แต่กระจายตัวอยู่ในทุกที่ที่ผู้บริโภคใช้เวลา

ดังนั้น แบรนด์ที่ต้องการปิดการขายในหมวดบิวตี้ จำเป็นต้องวางตัวเองให้ปรากฏในทุกจุดสัมผัส (Touchpoint)
ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มโซเชียล ร้านค้าหน้าสาขา หรือมาร์เก็ตเพลสออนไลน์

รวมถึงการให้ Value-Added Service อย่างการแชร์เทคนิคการแต่งหน้า เพื่อดึงลูกค้าให้อยู่กับแบรนด์และสร้างโอกาสปิดการขายได้จริง

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Pattani?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่

Pattani