Code to Learn

Code to Learn

แชร์

เรียนรู้การเขียนโค้ดเพื่ออนาคต

24/12/2025

ทำไม “กรุงเทพฯ” ถึงไม่ค่อยหนาว แม้จะเป็นฤดูหนาว?

คุณครูชวนคุยในห้องเรียน เพราะคำตอบไม่ได้มีแค่เหตุผลเดียว แต่ต้องใช้ STEM Thinking มองแบบ “เชื่อมโยงหลายศาสตร์”

🔬 S – Science (วิทยาศาสตร์)
กรุงเทพฯ อยู่ในเขตร้อน
อุณหภูมิพื้นฐานจึงสูงกว่าภาคเหนืออยู่แล้ว
🌟 นอกจากนี้…
ฤดูหนาวของไทยคือช่วงลมเย็นจากจีนแผ่ลงมา
เมื่อมาถึงกรุงเทพฯ ลมเย็นจะอ่อนกำลังลง
ความชื้นในอากาศสูง ทำให้รู้สึกไม่หนาวจัด

💻 T – Technology (เทคโนโลยี)
ข้อมูลจากสถานีตรวจอากาศและดาวเทียมแสดงให้เห็นว่า
กรุงเทพฯ มีอุณหภูมิกลางคืนสูงกว่าพื้นที่สีเขียว
เมืองปล่อยความร้อนสะสมตลอดทั้งวัน
🌟 เทคโนโลยีช่วยให้เรา “เห็น” ปัญหา แบบจับต้องได้

🏗️ E – Engineering (วิศวกรรม)
กรุงเทพฯ เต็มไปด้วย:
ตึกคอนกรีต
ถนนยางมะตอย
อาคารสูงหนาแน่น
🌟 วัสดุเหล่านี้ดูดซับความร้อนตอนกลางวัน และคายความร้อนตอนกลางคืนเกิดสิ่งที่เรียกว่า Urban Heat Island หรือ “เกาะความร้อนในเมือง”

📊 M – Mathematics (คณิตศาสตร์)
เมื่อวัดอุณหภูมิเปรียบเทียบ:
กรุงเทพฯ กับ พื้นที่ชนบท
พื้นที่สีเขียว กับ พื้นที่คอนกรีต
🌟 จะพบว่า:
อุณหภูมิในเมืองสูงกว่า 2–5 องศาเซลเซียส
กลางคืนอุณหภูมิลดลงช้ากว่า
ตัวเลขช่วยยืนยันว่า “กรุงเทพไม่หนาว” ไม่ใช่ความรู้สึก แต่เป็นข้อมูลจริง

นี่แหละคือหัวใจของ STEM Education ไม่ใช่เรียนแยกวิชา แต่ใช้ความรู้หลายด้าน อธิบายโลกจริงรอบตัว

#ชีวิตประจำวัน #อากาศหนาว #หนาว

22/12/2025

"จาก micro:bit ที่นับก้าว...สู่คำถามที่ทำให้เด็กคิดลึกกว่า"
คุณครูลองเปลี่ยนมุมมองการสอน STEM/STEAM กันไหมคะ?
การนับก้าวด้วย micro:bit อาจดูเหมือนเป็นแค่ "กิจกรรมเบื้องต้น" ใช้ Block ไม่กี่คำสั่ง เพื่อให้เด็กเรียนรู้การใช้เซนเซอร์ accelerometer และการเขียนโค้ดพื้นฐาน

แต่ถ้าเราเปลี่ยนวิธีสอน จาก "ทำตามขั้นตอน" เป็น "ตั้งคำถามและออกแบบแก้ปัญหา" กิจกรรมง่ายๆ นี้จะกลายเป็น โครงงาน STEM/STEAM แบบบูรณาการ ที่พัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงได้

เริ่มจากพื้นฐาน: ทำความเข้าใจ "การนับก้าว"
ขั้นที่ 1: ให้เด็กลองใช้ micro:bit นับก้าวก่อ
ใช้ฟังก์ชัน on shake หรือ acceleration เพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหว
แสดงผลจำนวนก้าวบนหน้าจอ LED
ทดสอบว่าการนับถูกต้องไหม เปรียบเทียบกับการนับจริง

นี่คือทักษะพื้นฐาน:
T (Technology): การใช้เซนเซอร์และบอร์ดไมโครคอนโทรลเลอร
E (Engineering): การออกแบบการทำงานของระบบ
M (Mathematics): การนับและบันทึกข้อมูล

ขั้นที่ 2 ให้เด็กได้คิดต่อด้วยคำถามเปิด
แต่อย่าหยุดแค่นี้! ให้เด็กคิดต่อ...

คำถามเปิด 1: "Smartwatch ทำอะไรได้บ้างนอกจากนับก้าว?"
ให้เด็กๆ สำรวจและแชร์ประสบการณ์กับ Smartwatch หรือแอปนับก้าวในมือถือ:

นับก้าวได้
วัดระยะทางที่เดิน/วิ่ง
คำนวณแคลอรี่ที่เผาผลาญ
วัดอัตราการเต้นของหัวใจ
ตรวจจับการนอนหลับ
🔗 เชื่อมโยง S (Science): ร่างกายมีกลไกการทำงานอย่างไร? ทำไมการเดินถึงเผาผลาญแคลอรี่? ทำไมแต่ละคนเผาผลาญแคลอรี่ไม่เท่ากัน?

คำถามเปิด 2: "แล้วมันคำนวณยังไง?"
ให้เด็กคิดวิเคราะห์:
การนับก้าว:
ใช้เซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว (accelerometer)
ตรวจจับการสั่นสะเทือนแบบเป็นจังหวะ
กรองเสียงรบกวน (เช่น การสั่นไหวจากรถ)

การคำนวณระยะทาง:
จำนวนก้าว × ความยาวก้าวเฉลี่ย
แต่ความยาวก้าวของแต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นกับส่วนสูง อายุ ความเร็วในการเดิน

การคำนวณแคลอรี่:
ต้องรู้: น้ำหนักตัว + ระยะทาง + ความเร็ว
วิ่งเผาผลาญมากกว่าเดิน
คนหนักเผาผลาญมากกว่าคนเบา (เมื่อเดินระยะทางเท่ากัน)
🔗 เชื่อมโยง M (Mathematics): สูตรคำนวณ, การแปลงหน่วย, การหาค่าเฉลี่ย, การวิเคราะห์ข้อมูล

คำถามเปิด 3: "ถ้าเราจะทำให้ micro:bit ทำงานเหมือน Smartwatch เราต้องทำอะไรบ้าง?"
ให้เด็กออกแบบเป็นขั้นตอน:
ระดับ 1: นับก้าว (พื้นฐาน)
ตรวจจับการเคลื่อนไหว
นับและแสดงผล
ทดสอบความแม่นยำ

ระดับ 2: คำนวณระยะทาง (ต่อยอด)
วัดความยาวก้าวของตัวเอง
ใส่ค่าความยาวก้าวในโค้ด
คำนวณระยะทาง = จำนวนก้าว × ความยาวก้าว
แสดงผลเป็นเมตร หรือกิโลเมตร

ระดับ 3: คำนวณแคลอรี่ (ท้าทาย)
รวบรวมข้อมูล: น้ำหนัก, ส่วนสูง, อายุ
ค้นคว้าสูตรคำนวณแคลอรี่ (MET values)
นำสูตรมาใช้ในโค้ด
ทดสอบและปรับปรุง

ระดับ 4: เพิ่มฟีเจอร์พิเศษ (สร้างสรรค์)
ตั้งเป้าหมายรายวัน
ส่งเสียงเตือนเมื่อถึงเป้าหมาย
บันทึกข้อมูลหลายวัน
สร้างกราฟแสดงผล
🔗 เชื่อมโยง E (Engineering): การออกแบบระบบ, การแก้ปัญหาเมื่อโค้ดไม่ทำงาน, การปรับปรุงและพัฒนา

เพิ่มมิติ A (Arts) เข้าไปใน STEAM
ให้เด็กออกแบบและสร้างสรรค์:
ออกแบบตัวเรือนสวมใส่ (wearable case) ให้ micro:bit
สร้าง infographic แสดงข้อมูลการเดินของกลุ่ม
ออกแบบ user interface บนหน้าจอ LED ให้อ่านง่าย
สร้างโปสเตอร์รณรงค์ให้คนเดินมากขึ้น โดยใช้ข้อมูลจากโครงงาน
ออกแบบแอนิเมชั่นเมื่อถึงเป้าหมาย
🔗 เชื่อมโยง A (Arts): การสื่อสารด้วยภาพ, การออกแบบ, ความคิดสร้างสรรค์

คำถามที่ครูใช้กระตุ้นในชั้นเรียน
ระดับพื้นฐาน:
"ทำไม micro:bit บางครั้งนับก้าวไม่ถูกต้อง?"
"ถ้าเราเดิน 100 ก้าว แต่บอร์ดนับได้ 95 จะแก้ปัญหาอย่างไร?"

ระดับวิเคราะห์:
"ความยาวก้าวของนักเรียนในห้องเหมือนกันไหม? ต่างกันเพราะอะไร?"
"ถ้าเดินเร็วกับเดินช้า ความยาวก้าวเปลี่ยนไหม?"
"Smartwatch รู้ได้ยังไงว่าเราวิ่งหรือเดิน?"

ระดับสังเคราะห์:
"ถ้าคนหนัก 40 กก. กับ 60 กก. เดินระยะทางเท่ากัน แคลอรี่ที่ใช้ต่างกันไหม? ต่างกันเท่าไหร่?"
"จะออกแบบให้ micro:bit แยกแยะระหว่างเดิน-วิ่ง-กระโดดได้ยังไง?"
ระดับประยุกต์ใช้:
"นอกจากนับก้าว เราจะใช้ micro:bit แก้ปัญหาอะไรในโรงเรียนหรือบ้านได้อีก?"
"ถ้าจะรณรงค์ให้คนในโรงเรียนเดินมากขึ้น จะใช้ข้อมูลจากโครงงานนี้ได้อย่างไร?"

ตัวอย่างโครงงานที่ต่อยอดจากการนับก้าว
โครงงาน STEM แบบบูรณาการ:
"เปรียบเทียบพลังงานที่ใช้ในกิจกรรมต่างๆ" เดิน, วิ่ง, ขึ้นบันได, เล่นกีฬา เก็บข้อมูล วิเคราะห์ และนำเสนอด้วยกราฟ
"แผนที่สุขภาพในโรงเรียน" สำรวจว่านักเรียนเดินกี่ก้าวต่อวัน
"หาความสัมพันธ์กับพื้นที่โรงเรียน" เสนอแนะการออกแบบพื้นที่ที่ส่งเสริมการเคลื่อนไหว

ทำไมวิธีนี้ดีกว่าการสอนแบบเดิม?
จากเดิม: "วันนี้เราจะเรียนนับก้าวด้วย micro:bit"
เด็กทำตามขั้นตอน ได้โค้ดที่ทำงาน จบแค่นั้น

เปลี่ยนเป็น: "Smartwatch ทำงานยังไง? เราจะทำเองได้ไหม?"
เด็กต้องคิดวิเคราะห์ เด็กต้องค้นคว้าหาข้อมูล
เด็กต้องออกแบบและทดสอบ
เด็กต้องแก้ปัญหาเมื่อไม่ได้ผลตามที่คิด
เด็กเห็นการเชื่อมโยงกับโลกจริง
เด็กสามารถต่อยอดไปแก้ปัญหาอื่นๆ ได้

สรุป: จาก "กิจกรรมเบื้องต้น" สู่ "โครงงาน STEM/STEAM แบบบูรณาการ"
S (Science): เข้าใจกลไกการทำงานของร่างกาย การเผาผลาญพลังงาน
T (Technology): ใช้เซนเซอร์ microcontroller และการเขียนโปรแกรม
E (Engineering): ออกแบบระบบ แก้ปัญหา ปรับปรุงพัฒนา
A (Arts): สร้างสรรค์การนำเสนอ ออกแบบ user interface
M (Mathematics): คำนวณ วิเคราะห์ข้อมูล สร้างกราฟ
และที่สำคัญ: เด็กได้เรียนรู้ว่า "เทคโนโลยี" ไม่ใช่เวทมนตร์ แต่เป็นสิ่งที่ "คิดได้ ออกแบบได้ สร้างได้"

เริ่มต้นได้เลยวันนี้
ครูไม่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยี
แค่เป็น "ผู้ตั้งคำถามที่ดี" และ "เปิดพื้นที่ให้เด็กได้คิด"
เด็กจะพาเราไปไกลกว่าที่คิด
การนับก้าวด้วย micro:bit ไม่ใช่แค่กิจกรรมเบื้องต้น
แต่เป็น "จุดเริ่มต้น" ของการเรียนรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด

Photos from Code to Learn's post 17/12/2025

สื่อส่งเสริมนวัตกร Imagination Kit
สะพานที่พาผู้เรียนจาก “แนวคิดเชิงกลไก” ➜ “สู่การสร้างนวัตกรรมจริง” ✨

ผ่านกิจกรรมออกแบบแขนกลแบบข้อต่อกรรไกร (Mini Mechanical Arm) ที่ผู้เรียนได้
🔧 สร้างโครงสร้างพื้นฐานแบบพีระมิด
🤖 ประกอบลิงก์และจุดหมุนให้ทำงานร่วมกัน
🤝 ทดลองต่อกรงเล็บเพื่อให้หยิบจับสิ่งของได้
🔍 ทดสอบ–สังเกต–วิเคราะห์ ว่าตำแหน่งใดใช้แรงน้อยที่สุด
🛠️ และปรับปรุงชิ้นงานตามหลักการออกแบบทางวิศวกรรม

กิจกรรมหนึ่งชุด… แต่พาผู้เรียนเรียนรู้ครบทั้ง
Science • Engineering • Creativity • Problem Solving • Innovation 🚀

เพราะ ไอเดียง่าย ๆ เมื่อได้ลงมือทำจริง
ก็สามารถต่อยอดสู่ “ต้นแบบนวัตกรรม” ที่ผู้เรียนสร้างขึ้นเองได้อย่างภาคภูมิใจ

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
สอบถามรายละเอียด
📱 Line:
📱 Line link: https://lin.ee/qvSDpZJ

#สร้างสรรค์นวัตกรรม

BitCar (บิต คาร์) ชุดสื่อต่อขยายไมโครบิตเพื่อทำโครงงานดิจิทัล 12/12/2025

คุณครูและนักเรียนที่สนใจการสร้างหุ่นยนต์และการเขียนโค้ดต้องไม่พลาด!
BitCar ชุดสื่อต่อขยายไมโครบิตเพื่อทำโครงงานดิจิทัล หุ่นยนต์ DIY ขนาดเล็กที่ออกแบบมาเพื่อการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education โดยเฉพาะ!

BitCar (บิต คาร์) ชุดสื่อต่อขยายไมโครบิตเพื่อทำโครงงานดิจิทัล ชุดอุปกรณ์ต่อขยายบอร์ดไมโครคอนโทรลเลอร์ เพื่อสร้างสรรค์โครงงานดิจิทัล รูปแบบหุ่นยนต์ที่สามารถเคลื่อนท....

09/12/2025

🚶♀️ ทำไมคนถึงเดินในร้านสะดวกซื้อเป็นเส้นทางเดียวกันนะ?

คอนเซปต์: พฤติกรรมมนุษย์ = วิทยาศาสตร์ + การออกแบบพื้นที่

แล้วเกี่ยวข้องกับ STEAM ยังไง
S: การรับรู้ของสมองเวลาเดิน
T: ระบบจัดเรียงสินค้าแบบ data-driven
E: ออกแบบชั้นวางให้ไหลลื่น
A: การจัดสีและป้ายเพื่อดึงสายตา
M: heatmap เส้นทางคนในร้าน

#ชีวิตประจำวัน

Turtle Coding | ชุดสื่อหุ่นยนต์เพื่อการเรียนรู้วิทยาการคำนวณ 05/12/2025

เริ่มต้นเรียนโค้ดดิ้ง…ง่าย สนุก และจับต้องได้! 🐢✨
เพราะ Coding ไม่ได้เป็นเรื่องยากอย่างที่คิด และเด็ก ๆ สามารถลงมือเรียนรู้ได้ตั้งแต่ระดับปฐมวัย–ประถมต้น ผ่านสื่อหุ่นยนต์แสนน่ารัก Turtle Coding

สื่อนี้ออกแบบตามกระบวนการเรียนรู้เชิงรหัส (Computational Thinking) ที่ช่วยให้ผู้เรียน
✔ ฝึกคิดเชิงตรรกะอย่างเป็นขั้นตอน
✔ แก้ปัญหาอย่างมีระบบ
✔ ทดลอง–ตรวจสอบ–ปรับปรุงด้วยตัวเอง
✔ วางรากฐานสู่การเขียนโปรแกรมจริง

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นผ่านเส้นทางการเรียนรู้ 4 ขั้นที่ต่อยอดอย่างเป็นระบบ
👉 Unplugged Coding ฝึกคิดจากภาพจำลอง ไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์
👉 Card Coding เรียนรู้คำสั่งพื้นฐานแบบจับต้องได้
👉 Line Coding ให้หุ่นยนต์อ่านเส้นทางจริง ตื่นเต้น สนุก และลงมือทำ
👉 Block-Based Coding บน Scratch เชื่อมต่อโลกจริงสู่โลกดิจิทัล ฝึกเขียนโปรแกรมอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

Turtle Coding = โค้ดดิ้งที่เด็ก ๆ เข้าใจได้จริง และครูใช้ได้ง่ายในทุกห้องเรียน 💡💛

#วิทยาการคำนวณ

ชมคลิปแนะนำการใช้งาน 👇

Turtle Coding | ชุดสื่อหุ่นยนต์เพื่อการเรียนรู้วิทยาการคำนวณ Enjoy the videos and music you love, upload original content, and share it all with friends, family, and the world on YouTube.

Photos from Code to Learn's post 02/12/2025

🧠🔍 สำรวจ ทดลอง สนุกไปกับ STEM ปฐมวัย ชุด 3!

มาร่วมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ “มากกว่าความรู้”
เพราะกิจกรรมในชุดนี้ออกแบบมาเพื่อให้เด็ก ๆ
ได้คิด–ได้ทำ–ได้เรียนรู้ผ่านมือของตัวเอง!

✨ สาระสำคัญที่เด็กได้รับจากกิจกรรมนี้
📌 พัฒนาอย่างรอบด้าน ผ่านการสำรวจ ทดลอง และลงมือทำจริง
📌 ฝึกทักษะสำคัญแห่งศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าจะเป็น

การคิดเชิงเหตุผลและการตั้งคำถาม
🧐 การสังเกต ทดลอง และเปรียบเทียบผลลัพธ์
🎨 การคิดอย่างสร้างสรรค์และการออกแบบวิธีแก้ปัญหา
💪 การทำงานด้วยตนเองอย่างมั่นใจ
💬 การสื่อสารความคิด และการสะท้อนสิ่งที่ได้เรียนรู้

📚 ทั้งหมดนี้ตรงกับแนวทาง “พัฒนาสมรรถนะผู้เรียน”
และส่งเสริม Active Learning อย่างแท้จริง
ทำให้เด็ก “คิดเป็น ทำเป็น และเชื่อมโยงกับชีวิตจริงได้จริง”

ัย
#เรียนรู้ด้วยมือ #คิดวิเคราะห์ #สร้างสรรค์

28/11/2025

🌿✨ “ทำสวน” ก็เป็น STEM ได้นะ!
หลายคนอาจคิดว่า STEM ต้องยาก ต้องมีอุปกรณ์วิทยาศาสตร์เยอะ ๆ
แต่จริง ๆ แล้ว… การปลูกผัก–ดูแลสวน ก็เป็น STEM ใกล้ตัวเด็กที่สุดแล้วค่ะ 🌈

🔬 S – Science (วิทยาศาสตร์)
การทำสวนทำให้เด็กได้เรียนรู้
ส่วนต่าง ๆ ของพืช
เงื่อนไขที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต (น้ำ–แสง–อากาศ–ดิน)
การสังเคราะห์ด้วยแสง
วัฏจักรชีวิตของพืช
เด็กสังเกต ทดลอง เปรียบเทียบ และตั้งสมมติฐานได้แบบเป็นธรรมชาติมาก ๆ

💻 T – Technology (เทคโนโลยี)
เด็กสามารถใช้เครื่องมือช่วยในการปลูก เช่น
เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิ
กล้องถ่ายรูปบันทึกการเจริญเติบโต
แอปบันทึกข้อมูลพืช
ระบบรดน้ำอัตโนมัติแบบง่าย ๆ
ทำให้เด็กเห็นว่าเทคโนโลยีช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น

🛠️ E – Engineering (วิศวกรรม)
เด็กได้ “ออกแบบและแก้ปัญหา” เช่น
ออกแบบกระถาง
ทำแปลงปลูก
แก้ปัญหาดินไม่ระบายน้ำ
ทำโครงไม้ไต่สำหรับต้นไม้เลื้อย
สร้างระบบชลประทานแบบง่าย
เด็กจะได้ทดลองปรับปรุง จนได้แบบที่เหมาะสมที่สุด — นี่แหละ “Engineering Design Process” ตัวจริง!

📊 M – Mathematics (คณิตศาสตร์)
การทำสวนใช้คณิตศาสตร์ในชีวิตจริง เช่น
วัดความสูงของต้นไม้
คำนวณปริมาณน้ำที่ต้องรด
จัดตารางรดน้ำ
นับจำนวนใบ/ดอก/ผล
กราฟแสดงการเติบโต
เด็กเห็นประโยชน์ของคณิตศาสตร์แบบจับต้องได้จริง 🎯

#ชีวิตประจำวัน #วิทยาศาสตร์ #สร้างสรรค์นวัตกรรม

เล่นคิด (Play Thinking Blocks) 26/11/2025

🧠✨ "เล่นคิด" = พัฒนาทักษะคิดอย่างสร้างสรรค์ตั้งแต่ยังเล็ก!
🎲 ชุด “Play Thinking Blocks” คือ สื่อเกมฝึกทักษะคิด
สื่อสร้างสรรค์ที่ช่วยปลุกพลังการเรียนรู้ผ่าน "การเล่นอย่างมีเป้าหมาย"
เพื่อฝึกกระบวนการคิดวิเคราะห์ สร้างนวัตกรรม และพัฒนาทักษะชีวิต

🔹 พัฒนาเด็กผ่าน 4 โมดูลการคิด:
จินตนาการ (Imagination)
เชื่อมโยงความสัมพันธ์ (Connection)
คิดอย่างมีเหตุผล (Logic)
ถ่ายโยงประสบการณ์ (Transfer)

👶 เหมาะกับเด็กระดับปฐมวัยและประถมต้น
✅ ฝึกคิดผ่านการสร้าง-ประกอบ-เล่นตามโจทย์
✅ ส่งเสริม EF และ Social Emotional Intelligence
✅ ใช้ได้กับกิจกรรม STEM / STEAM / Maker Space

📦 มี 3 ระดับให้เลือก: Beginner / Intermediate / Advanced
พร้อมคู่มือการเล่น

#เล่นคิด
ัย #นวัตกรรมการเรียนรู้
#คิดวิเคราะห์ #สร้างนวัตกรรม

เล่นคิด (Play Thinking Blocks) Enjoy the videos and music you love, upload original content, and share it all with friends, family, and the world on YouTube.

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Nonthaburi?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่

497 ถนน บอนด์สตรีท ตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด
Nonthaburi
11120