04/09/2023
"อยากเก่งภาษาอย่าทิ้งไวยากรณ์"
Syntax By ครูอ๊อด
FB: Syntax By ครูอ๊อด
เปิดรับสอนภาษาอังกฤษ ตั้งแต่ระดับชั้น ประถม 3 ถึง มัธยม 3
เน้นการออกเสียง (pronunciation) และ ไวยากรณ์ (grammar)
เปิดสอน วันเสาร์ และ วันอาทิตย์
โทรสอบถามครูอ๊อดได้โดยตรงที่ 081-559-2250
ถนนแจ้งวัฒนะ ซอยเลียบคลองประปาใกล้เมืองทอง
https://maps.app.goo.gl/jWRnLNMUzwSGzzbe8
Syntax By ครูอ๊อด
School
04/03/2023
"อยากเก่งภาษาอย่าทิ้งไวยากรณ์"
ครูจะขอพูดต่อถึงโครงสร้างที่ประกอบขึ้นโดยมีคำนามเกี่ยวข้องกับคำนามอีกชุดหนึ่ง ได้แก่โครงสร้างการแสดงความเป็นเจ้าของ (Possessive Form)
- singular noun + ‘s : my friend's name.
- plural noun + s' : my friends’ names
- other plurals + ‘s : the children's names
โครงสร้างแสดงความเป็นเจ้าของมีความหมายคือ someone owns something หรือ something belongs to someone.
- Sam's cat = the cat that belongs to Sam.
บางครั้งเราสามารถตัดคำนามหลัง -s’, -‘s ออกได้ ถ้าความหมายชัดเจนเช่น
- Is this your pen?
- No, I think it is's Sam's (pen).
เราสามารถใช้รูป possessive โดยไม่มีคำนามตามหลังได้อีกเช่นกัน เมื่อเราหมายถึงบ้าน ที่ทำงาน ร้านค้า ที่เราต่างเข้าใจกันอยู่แล้วเช่น
- We are meeting at Tom’s (house, flat).
- Is there a baker's (shop) near here?
- He was at the dentist’s (office)
รูป -’s -s’ สามารถนำไปใช้กับ
1. time (เวลา)
- Do you still have YESTERDAY'S NEWSPAPER?
แต่จะไม่ใช้กับเวลาในช่วงของแต่ละวัน
- The THREE OCLOCK NEWS. ไม่ใช่ The THREE OCLOCK'S NEWS.
**
- Sunday's newspaper = a newspaper on one specific Sunday.
- Sunday newspaper= a type of newspaper, one that appears on Sundays.
2. Length of time (แสดงระยะเวลา)
- I would like a FIVE MINUTES’ REST
- We have got THREE WEEKS" HOLIDAY a year
- The coast is HALF AN HOUR'S DRIVE away.
การแสดงความเป็นเจ้าของของคำนามทำได้ 2 แบบ
1. Possessive form: my friend's name.
2. of structure: the name of my friend.
POSSESSIVE FORM ใช้กับสิ่งมีชีวิต
- My friend’s address.
- The dog’s ears.
- The Smiths’ car.
และเราสามารถใช้ of structure แสดงความเป็นเจ้าของระหว่างบุคคลได้เช่นกัน
- The young man's mother = The mother of the young man.
OF STRUCTURE ใช้กับสิ่งไม่มีชีวิต
- The middle of the night.
- The color of the car.
เราสามารถใช้โครงสร้างความเป็นเจ้าของได้ทั้งสองแบบ ถ้าเป็นการกล่าวถึงกิจกรรมหรือองค์กร แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลโดยตรง เช่นคำนามที่อ้างถึงสถานที่ บริษัท หรือหนังสือพิมพ์ เช่น
- SCOTLAND'S rivers = the rivers of Scotland.
- THE COMPANY's head office = the head office of the company.
- THE MAGAZINE'S political views = the political views of the magazine.
แต่ยังไม่มีกฎตายตัวว่าเมื่อไหร่ เลือกใช้โครงสร้างใด บางครั้งเราจะพบรูปการแสดงความเป็นเจ้าของ ของสิ่งของโดยไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลเลย มาในรูป possesive form เช่น
- The water’s temperature = the temperature of the water.
**
ควรใช้ possessive form กับบุคคลและ of structure กับสิ่งของ
- My friend’s address.
- The address of my website.
“NOUN SUFFIXES”
ยังมีความจำเป็นที่จะต้องรู้จักรูปคำที่เรียกว่าคำนาม เนื่องจากรูปของคำในภาษาอังกฤษมีความเกี่ยวข้องกันได้เสมอ จึงต้องรู้จักเลือกใช้รูปของคำให้ถูกต้องตามโครงสร้าง และจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการเปลี่ยนแปลงรูปคำ
"AFFIXES" คือการเพิ่มพยางค์ (bound morpheme) ที่คำ พยางค์ที่นำมาเติมหน้าคำเรียกว่า "Prefix" และ พยางค์ที่ต่อท้ายคำเรียกว่า "Suffix"
"Preffixes" พยางค์ที่เติมหน้าคำ ทำให้ความหมายเปลี่ยน แต่ไม่เปลี่ยนชนิดของคำ (parts of speech, word classes)
- possible - IMpossible (adj)
- open - REopen (verb)
- lock - Unlock (verb)
"Suffixes" พยางค์ที่เติมท้ายคำ เปลี่ยนชนิดของคำ (parts of speech, word classes) และยังมีความหมายในทำนองเดิม
คำคุณศัพท์ - คำนาม: hopeless -hope
คำกริยา - คำนาม: circulate - circulation
การเลือกใช้ suffix ในรูปต่างๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรู้จักใช้ชนิดคำให้ถูกต้อง เวลาเราสร้างประโยค การสังเกต ending ของคำจะช่วยให้เราทราบได้ว่าคำคำนั้นเป็นคำชนิดใด
ครูจะให้ตัวอย่าง suffix บางตัวสำหรับทำให้เป็นคำนาม
- acy: democracy, literacy
- age: edge, mileage, knowledge
- al: denial, survival
- dom: wisdom, freedom
- ess (คำนามเพศหญิง): princess, duchess
- ian (มักจะเกี่ยวกับบุคคล): historian, electrician
- ion, - tion: solution, promotion
- ist (มักจะเกี่ยวกับบุคคล): pianist, idealist
- er, or (มักจะเกี่ยวกับบุคคล): boxer, actor
- ment: development, judgment
- nce: reliance, ignorance
- ness: goodness, happiness
- t: height, sight
- th: health, path
การเปลี่ยนรูปของคำจากชนิดหนึ่งไปอีกชนิดหนึ่งเราเรียกว่า "word formation" รูปของคำในภาษาอังกฤษสามารถเปลี่ยนได้เสมอ ตามจุดประสงค์ ของการนำไปใช้ในโครงสร้างของประโยค ครูเน้นคำว่าโครงสร้างของประโยค เพราะการใช้คำแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับโครงสร้างของประโยคที่กำหนดไว้ และเป็นลักษณะของภาษาที่เป็นระบบ (system)
การจดจำ suffix ของคำประเภทต่างๆจึงจำเป็นเพื่อการใช้รูปคำและการพูดอย่างถูกต้อง
Choose the correct alternative, a or b. In some cases, both options are correct.
1. What did you do .....
a. at the course’s end?
b. at the end of the course?
2. Have you met .....
a. Sam's new girl friend?
b. the new girlfriend of Sam?
3. I need to visit .....
a. the doctor's surgery.
b. the surgery of the doctor.
4. Our organization strives towards .....
a. proverty’s elimination.
b. the elimination of poverty.
5. He's taking ….. from his job at the university.
a. a year's sabbatical
b. a sabbitical of a year
6. We are going to held the party at ......
a. Michaels's place.
b. the place of Michael.
7. ….. was an important turning point in French history
a. 1789’s revolution
b. The revolution of 1789
8. the vet wasn't very pleased with .….
a. Fido’s progress.
b. the progress of Fido.
9. The blessing will take place at .....
a. the Twelve apostle’s church.
b. the Church of the Twelve apostle.
10. Why can't you just hand in your notice .....
a. for heaven's sake!
b. for the sake of heaven!
11. ..… is the search for personnel fulfillment in hostile world.
a. The novel’s theme
b. The theme of the novel
12. ….. is a constant source of inspiration.
a. Becelona’s architecture
b. The architecture of Bacelona
05/02/2023
"อยากเก่งภาษาอย่างทิ้งไวยกรณ์"
โพสต์ที่แล้วครูจบเรื่องคำนามไว้ที่ compound noun บอกวิธีสร้าง compound noun ว่า เกิดจาก การรวมคำประเภทใดเข้าด้วยกัน compound noun ที่เกิดจากการรวมคำประเภทต่างๆที่กล่าวไว้ ทำให้เกิดเป็นคำนามคำใหม่ นอกจากนี้คำนามยังสามารถทำหน้าที่ขยายคำนามด้วยกัน (modifiers)
1. คำนามทำหน้าที่เหมือนคำคุณศัพท์ จะอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ
- It is VAGETABLE soup.
- It is an OFFICE building.
คำนามตัวแรกจะขยายคำนามที่ตามหลัง
- a TENNIS Club = a club where you can play tennis.
- a TRAIN journey = a journey by train .
อย่างที่ครูเคยบอกไว้ว่าภาษามีลักษณะที่ไม่สามารถคาดเดาและหาเหตุผล จึงอาจมีข้อยกเว้นอีกเช่นกัน เช่น the SALES office, a SPORTS shop.
ในกรณีที่คำนามบางคำใช้ในรูปพหูพจน์เสมอเมื่อเอามาทำหน้าที่ขยายคำ ก็จะยังคงอยู่ในรูปพหูพจน์เช่นเดิม
- an ARMS dealer, a CLOTHES brush.
- a GOODS train.
2. เมื่อคำนามเป็นคำขยายที่มีจำนวน (Number) คำนามจะเป็นรูปเอกพจน์และมี Hyphen ประกอบการใช้เสมอ
- It was a TWO-HOUR test.
- She has a FIVE-YEAR-OLD son.
3. มีโครงสร้างที่ซับซ้อนเกี่ยวกับคำนามได้อีก คือเราสามารถใช้คำนามขยายได้มากกว่า 2 คำ
- CREDIT CARD charges
- a MOTORWAY SERVICE station
ในกรณีนี้เราสามารถมีโครงสร้างที่ใช้ขยายเป็นวลี (phrase) หรือเป็นประโยคย่อย (clause) ได้เช่นกัน
- an AIR accident = an accident IN THE AIR.
- an INVESTIGATION team = a team THAT INVENTIGATES.
- an AIR ACCIDENT INVESTIGATION team = a team THAT INVENTIGATES ACCIDENT IN THE AIR.
หรือเราอาจใช้คำคุณศัพท์ขยายคำนามซ้อนคำนาม
- a COMPREHENSIVE ROAD Atlas
- a HANDY KEYBOARD shortcuts
สังเกตความหมายของการใช้คำนามต่อไปนี้
- a milk bottle = a bottle for putting milk in (purpose)
- a bottle of milk = a bottle full of milk. (ขวดนี้มีน้ำนมเต็มอยู่แล้ว)
- an old strawberry jam jar = an old jar of strawberry jam
- a teapot = a pot of tea
ตัวอย่างการใช้วลีที่อาจถูกนำมาใช้ในรูปต่างๆเพื่อขยายคำนามได้
- The police found parcels FULL OF CO***NE.
- The idea OF SPACE TRAVEL has always fascinated me.
- I saw two men CUTTING DOWN A TREE.
- The decision TO RAISE TAXES has proved unpopular.
**ข้อควรระวังการใช้ compound noun ที่มีจำนวน
- The brain uses as much power as a TEN-WATT LIGHTBULB. (ใช้คำนามเป็นคำขยาย)
- The brain uses as much power as a lightbulb of ten WATTS. (ใช้เป็นคำนามแท้)
- He recited a 16,000 - PAGE book from memory. (ใช้คำนามเป็นคำขยาย)
- He recited a book of 16,000 PAGES from memory. (ใช้เป็นคำนามแท้)
**คำบอกจำนวนเป็น hundred, thousand, million และ trillion
จะใช้เป็นรูปพหูพจน์เสมอ ถ้าไม่มีจำนวน (number) นำหน้า
- The brain receives 100 MILLION messages a second.
- The brain stores TRILLIONS of messages.
คำตอบของแบบทดลองของโพสต์ที่แล้ว
1.
- Eskimo เป็นประธาน
- kayak เป็นกรรมของ กริยา paddled
- water เป็นกรรมหลังคำบุพบท through
2.
- town เป็นกรรมหลังคำบุพบท to
- a gift เป็นกรรมตรงของ pick up
3.
- family เป็นประธาน
- Yellowstone National Park เป็นกรรมตรงของกริยา visited
4.
- gaysors เป็นคำนามตามหลัง There + to be pattern
- water และ steam เป็นประธานของกริยา shoot out
- ground เป็นกรรมหลังทำบุพบท of
5.
- Ship เป็นประธานของกริยา is
- boat เป็น complement ของกริยา is
- oceans เป็นกรรมหลังคำบุพบท on
6.
- years เป็นกรรมหลังคำบุพบท during
- scientists เป็นประธานของกริยา have relied
- mathematics เป็นกรรมหลังคำบุพบท on
- development เป็นกรรมหลังคำบุพบท in
- invention และ discovaries เป็นกรรมหลังคำบุพบท of
- Scientists เป็นประธานของคำกริยา did not make use
- Michael Faraday เป็น proper noun ขยาย scientist บอกว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ชื่อนี้
- mathematics เป็นกรรมหลังคำบุพบท of
- Faraday เป็นประธานของคำกริยา was born
- son เป็นคำนามอธิบายคำนาม Faraday
- blacksmith เป็นกรรมหลังคำบุพบท of
- London เป็น proper noun กรรมหลังคำบุพทบท in
- education เป็นกรรมของคำกริยา had
- reading, writing เป็นกรรมของคำบุพบท beyond คือการเปลี่ยนจากคำกริยามาทำหน้าที่เหมือนคำนามโดยเติม -ing
จากแบบทดลองนี้เราจะพบว่าประโยคทุกประโยค จะมีคำกริยาและคำนามเป็นส่วนสำคัญ และมีใช้อยู่เสมอเวลาที่เราเขียนประโยค พอจะบอกเห็นภาพหรือยังค่ะ ว่าการใช้ประโยคพื้นฐานของภาษาอังกฤษไม่ยากเกินกว่าที่เราจะพยายามเข้าใจมัน และถ้าเราจะสังเกตดูคำนามทุกคำที่ถูกนำมาใช้ จะเป็นไปตามบทสรุป หน้าที่ของคำนามที่ครูเขียนบอกไว้ตอนต้นโพสต์ (2 มค 2566) และก็อย่างที่เคยกล่าวไว้ภาษาเป็นระบบ (System) ที่เราเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าไวยากรณ์ (Structure) เราจึงสามารถกำหนดโครงสร้างพื้นฐานได้ เพื่อรู้จักวิธีใช้คำกริยาและคำนาม ครูอยากจะเปรียบเหมือนเรารู้จักสูตรพื้นฐานในการสร้างประโยคที่ สั้นที่สุดและถูกต้อง เพื่อรู้จักเลือกคำมาใช้ให้เหมาะสมตามความหมายที่เราต้องการสื่อสารกับผู้อ่านและผู้ฟัง เท่าที่ครูพอจำได้คณิตศาสตร์ก็เริ่มต้นด้วยการรู้จักสูตรพื้นฐานเช่นกัน มีการแทนค่าของสูตรนั้นๆ ต่างกันที่ภาษาใช้คำแต่ละประเภทแทนตัวเลขในวิชาคณิตศาสตร์ การเพิ่มข้อความหรือขยายความให้มากขึ้น (enlargement) เราจำเป็นต้องเรียนรู้มากขึ้นไปอีก ในขณะนี้ครูจะสรุปแบบกว้างๆ ก่อนว่า ไม่ว่าประโยคจะซับซ้อนหรือมีความยาวมากเท่าไร ความรู้ความเข้าใจคำว่าระบบของภาษาแต่ละภาษาจะทำให้เรามองดูรูปประโยคและ ความเกี่ยวข้องของแต่ละส่วนได้โดยไม่ยากเกินไป
โพสต์นิยาวไปสักนิดแต่ครูจำเป็นต้องพูดถึงเนื้อหาที่ต้องการอธิบายให้จบเป็นส่วนๆไป
02/01/2023
"อยากเก่งภาษาอย่าทิ้งไวยากรณ์"
ครูได้พูดถึงเรื่องของคำกริยาไปแล้วแต่ยังจะไม่ลงในรายละเอียดต่อไปอีก เพราะเรื่องของคำกริยาจะต้องอธิบายไปตามวิธีการใช้ในโครงสร้างประโยคตลอดจนการเรียกชื่อตามหน้าที่ (function) รูป (form) และจากการใช้ไน Tense ต่างๆ
วันนี้จะพูดถึงชนิดของคำที่มีความสำคัญอย่างที่ 2 ต่อคือคำนาม หน้าที่ของคำนาม ที่เราเอามาใช้ในโครงสร้างประโยคพื้นฐานและเราสามารถมองเห็นภาพได้ชัดเจน
1. Subject of a sentence เป็นประธานของประโยค
The man is walking along the street.
2. Object of a sentence เป็นกรรมของกริยา แบ่งเป็นกรรมตรง (direct object) และกรรมรอง (indirect object)
- I saw THE MAN (direct object).
- I gave THE MAN (indirect object) AN APPLE (direct object).
หรือ
- I gave AN APPLE (direct object) to THE MAN (indirect object).
เราสามารถเขียนประโยคได้ 2 แบบ ถ้าประโยคประกอบด้วยกรรมตรงและกรรมรอง
3. Object after a preposition เป็นกรรมหลังคำบุพบท
- I met my friend at HOME.
*จำไว้เสมอว่าหลังคำบุพบทจะจบด้วยคำนาม
4. Complement คือคำที่ทำให้ประโยคสมบูรณ์ มาจากคำว่า “complete” ไม่ใช่กรรม ใช้กับคำกริยาประเภท linking verb (copulative)
- He is A TEACHER. คำนามนี้ทำให้ประโยคสมบูรณ์ และทำให้ความหมายของประธานสมบูรณ์ เราเรียกว่า Subjective complement
- He is A TEACHER. = He becomes A TEACHER.
คำนามแบ่งเป็น
1. Proper noun คือคำนามที่เป็นชื่อเฉพาะ อาจหมายถึงบุคคลสถานที่และสิ่งของ และต้องขึ้นต้นคำด้วยอักษรตัวใหญ่ (capital letters) เช่น Mrs. Brown, George Washington, Lake Michigan, Chiang Mai, December
2. Common noun คือคำนามทั่วไปไม่ต้องขึ้นต้นคำด้วยอักษรตัวใหญ่ ซึ่งเราจะจำแนกออกเป็นแต่ละชนิดตามความหมายและวิธีการใช้
ก. concrete noun คือคำนามที่หมายถึงสิ่งของที่มีรูปร่าง (physical objects) เราสัมผัสและมองเห็นได้มักเป็นคำนามประเภทนับได้
ข. abstract noun คือคำนามที่แสดงคุณภาพคุณสมบัติ (quality) และความคิด (idea) เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถจับต้อง สัมผัสหรือมองเห็นได้ มักเป็นคำนามประเภทนับไม่ได้
ค. เรายังแบ่งคำนามทั่วไปออกเป็นประเภทนับได้ (countable noun)และนับไม่ได้ (uncountable noun) และเราจำเป็นต้องทราบ ด้วยว่านามใดนับได้หรือนับไม่ได้ เพราะภาษาอังกฤษยังมีเรื่องราวของจำนวน (number) เอกพจน์ - พหูพจน์ (singular - plural) เข้ามาเกี่ยวกับคำนามทั่วไปเสมอ มีผลกับการเลือกคำสรรพนาม (pronoun) เข้ามาใช้แทนที่ให้ถูกพจน์และถูกรูป (form) ของคำนามเดิม อย่างไรก็ตามภาษามีลักษณะอย่างหนึ่ง ที่ครูเคยกล่าวไว้ คือไม่สามารถคาดเดาหรือใช้เหตุผล ตอบได้ คำนามบางคำที่เราสามารถจับต้องได้ มองเห็นได้ แต่กลับถูกจัดเข้ากลุ่มคำนามที่นับไม่ได้ก็มี เช่น
คำนามที่มีความหมายทั่วไปบางคำ: furniture, money, traffic, equipment, food
ภาษา: English, Chinese, Thai
วิชาที่เรียน: chemistry, physics, mathematics, psychology
คำนามที่ไม่มีรูปร่าง เช่นของเหลว: water, blood, milk
ง. รูปเอกพจน์ - พหูพจน์มีการเปลี่ยนแปลงรูปของคำนามตามพจน์ของคำนามที่นับได้ และเกี่ยวข้องกับการใช้รูปคำกริยาแท้ในประโยคที่เรียกว่า subject - verb agreement
จ. เพศ (gender) คำนามแบ่งออกเป็น 3 เพศ
จ. (1) เพศชาย (masculine)
a man men, a boy boys
จ. (2) เพศหญิง (feminine)
a woman women, a girl girls
จ. (3) ไม่แบ่งเพศ (neutor)
คือสิ่งไม่มีชีวิต สิ่งของ สัตว์ที่ไม่ทราบเพศ
คำเหล่านี้เกี่ยวกับการเลือกใช้รูปคำสรรพนาม (pronoun) เพื่อใช้แทนที่คำนามนั้นๆ อีกเช่นกัน
3. Collective noun เป็นคำนามที่อาจเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ตามแต่ความหมายที่ใช้ในประโยค
Our TEAM is the best.
- Team มีความหมายเป็นเอกพจน์เพราะหมายถึง 1 กลุ่ม สรรพนามที่สามารถใช้แทนคือ "it"
Our TEAM are wearing their new coats.
- Team เป็นพหูพจน์หมายถึงแต่ละคนใน 1 กลุ่ม ที่มีอยู่หลายคน ใช้สรรพนาม "they" แทนที่
Collective noun จะไม่เติมส่วนที่แสดงพหูพจน์คือไม่มีการเติม -s, -es แต่อาจ สังเกตได้จากการผันรูปคำกริยาแท้ ตามกำหนดการใช้ subject - verb agreement
4. Compound noun เกิดจาก
ก. noun+ noun: school + bus = school bus
ข. noun+ verb: Thanks + give = Thanksgiving, wind + surf = windsurfing
ค. verb+ noun: cook + book = cookbook, rock + chair = rocking chair, fit + cabinet = fitting cabinet, swin + suit = swimsuit
ง. adjective+ none: high + way = highway, black + bird = Blackbird, real + estate = real estate, easy + chair = easy chair
Compound noun อาจเขียนต่อกันเป็น 1 คำ หรือแยกจากกันเป็น 2 คำ หรือเชื่อมระหว่างคำด้วย hyphem วิธีการใช้ไม่มีกฎเกณฑ์แน่นอนจึงมักให้คำแนะนำว่าควรใช้ dictionary ช่วยจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด
*noun + noun จะเปลี่ยนรูปเป็นพหูพจน์ที่คำนามตัวท้าย
ครูจะอธิบายเรื่องคำนามต่อไปในโพสต์หน้าค่ะ
"Circle the noun in each sentence."
1. The Eskimo paddled his kayak through the icy water. (3)
2. They were going to town to pick up a gift. (2)
3. My family visited Yellowstone National Park. (2)
4. These are qeysors, where hot water and steam shoot out of the ground (4)
5. A ship is a large boat made to travel on oceans (3)
6. During the last 400 years, most scientists have relied on mathematics in their development of their inventions and discoveries. However, one great British scientist, Michael Faraday, did not make use of mathematics. Faraday, the son of a poor blacksmith, was born in London in 1791, and had no education beyond reading and writing. (14 คำเป็นคำนามแท้ 2 คำมาจากคำกริยา เรียกว่า gerund)
ตัวเลขตอนท้ายบอกจำนวนคำนามในแต่ละกลุ่มลองหาดูค่ะและดูว่าแต่ละคำนามทำหน้าที่อะไร
“Wish you all the best on this coming new year.” ค่ะ
28/10/2022
"อยากเก่งภาษาอย่าทิ้งไวยกรณ์"
ครูเริ่มต้นชนิดของคำด้วยคำกริยา (verbs) ซึ่งเป็นตัวสำคัญที่สุดในการใช้ประโยค เราจะเรียกชื่อของมันได้หลายอย่าง ตามแต่วิธีของการนำเอาไปใช้ในประโยค ครั้งที่แล้วครูพูดถึงกริยา 3 ประเภทแบ่งตามวิธีการใช้และทำให้เกิดโครงสร้างประโยคพื้นฐาน เราจะเรียกว่าเป็นกริยาแท้ (main verbs) กริยา 3 ประเภทดังกล่าวจะถูกผันให้เป็น tense ต่างๆ เพื่อแสดงการกระทำที่ต่างเวลาต่างความหมายและต่างรูป (forms) แม้จะเป็นการกระทำแบบเดียวกัน เช่น
- She WALKS home.
- She WALKED home.
- She IS WALKING home.
- She WAS WALKING home.
- She HAS WALKED home.
- She WILL WALK home.
6 ประโยคนี้ ทำอาการเดียวกันคือ "เดิน" แต่ความหมายต่างกัน เพราะความหมายของแต่ละ tense ที่ใช้ไม่เหมือนกันการเลือกใช้ tense ต่างๆในประโยค แสดงถึงการกระทำที่เราต้องเข้าใจความหมายลึกๆ ที่ซ่อนอยู่ด้วย
tense จึงเป็นปัญหาสำหรับนักเรียนไทยในการเลือกใช้ให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ เพราะภาษาไทยเราไม่ได้แยกรายละเอียดเรื่องเวลาและความหมายที่ซ่อนอยู่ด้วยจากรูปของคำกริยา คือภาษาไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปของคำกริยาและแน่นอนความเข้าใจเรื่อง tense ทำให้การอ่านสนุกมากขึ้น เข้าใจเหตุการณ์ที่ดำเนินอยู่ได้ดีขึ้น รวมทั้งการรู้จักเลือก tense เอาไปใช้ในการเขียนด้วยเช่นกัน นอกจากกริยาแท้ยังมีกริยาช่วย (auxiliaries, modals) ที่ถูกนำมาใช้เพื่อประกอบ และเพิ่มความหมายให้หลากหลายมากขึ้นไปได้อีก (เพื่อทบทวนความเข้าใจเรื่องคำกริยา รายละเอียดมีอยู่ใน โพสต์วันที่ 28 กันยายน 2565)
โพสนี้ครูกำลังจะพูดถึงการเรียนคำกริยาที่ต้องรู้จักเพื่อนำไปใช้ในประโยคอีกชุดหนึ่ง คือ finite, non-finite verbs ครูอยากจะเรียกว่าเป็นกริยาหลักและกริยารอง โครงสร้างของประโยคภาษาอังกฤษบางครั้งเราจะพบว่ามีคำที่แสดงการกระทำมากกว่า 1 อย่าง นั่นแปลว่าประโยคนั้นประกอบด้วยกริยาหลัก (finite verb) หรือ ถ้า ประโยคนั้นมีกริยาหลักเพียง 1 ตัวเราอาจเรียกกริยานั้นว่า "กริยาแท้" (main verb) ก็ได้ และกริยารอง (non-finite verbs)
- She WANTS a book (main verb).
กริยาแท้ที่ผันตามประธานและเป็นคำที่แสดงการกระทำเพียงตัวเดียว
- She WANTS TO GO home.
"wants" เป็นกริยาแท้ (main verb) หรือ กรณีนี้เราอาจพูดได้ว่าเป็นกริยาหลัก (finite verb) เพราะเรายังมีการกระทำอีกอย่างหนึ่งคือ "go" มาในรูปกริยาที่ไม่ได้ผัน และมาพร้อมกับ "to" เราจะเรียกว่า กริยารอง (non-finite verb)
โดยสรุปแสดงว่าประโยคนี้มีการกระทำสองอย่าง กริยาหลักคือ "ต้องการ" กริยารองคือ "ไป"
non-finite verb อาจมาในรูป
1. infinitive (กริยาที่ไม่ผัน) with "to" or without "to"
2. verb+ing เรียกว่า present participle, verb+ed (V3) เรียกว่า past participle (P.P)
3. verb+ing เรียกว่า gerund
ทั้ง 3 รูปนี้เกี่ยวข้องและแปลงมาจากคำกริยาที่เรานำมาใช้ในรูปต่างๆ ตามโครงสร้างที่ถูกกำหนดไว้แล้วตามหลักการใช้ของไวยากรณ์ และถูกเรียกชื่อต่างกันไปตามวิธีการที่นำมาใช้ในประโยค
- She intends TO SWIM.
- She lets me SWIM.
- TO SWIM is fun.
- SWIMMING is fun.
- SPEAKING is not DOING.
- I like her SMILING face.
- I helped the bird with a BROKEN wing.
เหล่านี้คือตัวอย่างของการใช้ non-finite verbs ในประโยคในโครงสร้างต่างๆที่เราจำเป็นต้องเข้าใจ
ตัวอย่างประโยคของการใช้ finite, non-finite verbs ที่ยาวขึ้นค่ะ
It would be far easier to tune the climate models if scientists were able to look through centuries of records. "But we just don't have hundreds of data." Leetma explains, "Analysing the data in combination with computer-simulated experiments is where we are going to make progress."
ดังนั้นนคำกริยาในรูปแบบต่างๆ และเรียกชื่อต่างๆ ไปตามวิธีการใช้จึงเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการ อ่านเพื่อความเข้าใจ และการเขียนอย่างถูกต้องเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องเช่นกัน ครูคิดว่านี่เป็นเหตุผลอย่างหนึ่งสำหรับการเรียนภาษาที่ 2 ว่า ไวยากรณ์คือสิ่งสำคัญที่เราต้องเรียน (must part) โดยเฉพาะเรื่องคำกริยา ที่เราจะถือว่าเป็น must part ของเรียนภาษาเช่นกัน เพื่อการใช้ประโยคและ ภาษาให้ถูกต้อง
28/09/2022
“อยากเก่งภาษาอย่าทิ้งไวยากรณ์”
ครูเริ่มทำโพสต์นี้วันที่ 25 พฤษภาคม 2564 จุดประสงค์เพื่ออยากเล่าถึงการเรียนรู้ภาษาที่สองของตัวเอง ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เป็นประสบการณ์ที่ได้ประโยชน์กับตัวเอง และก็จบด้วยการได้เรียนเกี่ยวกับเรื่องของภาษาที่เป็นหลักวิชาการที่ช่วยให้เข้าใจคำว่าภาษา ได้ใช้ประสบการณ์ การเรียนของตนเอง และการได้ศึกษาเพิ่มเติมมาประกอบกันทำอาชีพครูสอนภาษาอังกฤษ จึงหวังว่าบทความที่นำมาเสนอ อาจเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่เข้ามาติดตามไม่มากก็น้อยค่ะ
ครูยังอยากให้คำแนะนำความพร้อมของการเรียนภาษาอังกฤษต่อไป ครูไม่สามารถทำเป็นลักษณะการสอนภาษาได้ เพราะอย่างที่ครูเคยเขียนไว้การเรียนภาษาโดยวิธีของครูจำเป็นต้องถึงตัวผู้เรียนและผู้สอน นั่นหมายถึงจะต้องมีการโต้ตอบและฝึกฝนทักษะได้ด้วย อย่างที่ครูเคยกล่าวไว้ การเรียนรู้การใช้ภาษาที่สองไม่ได้เกิดโดยการท่องจำแต่เกิดจากความเข้าใจด้วย
ย้อนถึงโพสต์ที่แล้ว ครูอธิบายว่า คำที่ใช้ในการสร้างประโยคของภาษาอังกฤษ แบ่งเป็น 8 ชนิดใหญ่ๆ จะมีอยู่ 4 ชนิดที่เป็นประเภทที่สำคัญมาก ได้แก่ verb (คำกริยา) noun (คำนาม) adjective (คำคุณศัพท์) และ adverb (กริยาวิเศษณ์) เราจะมีคำ 4 ชนิดนี้อยู่เสมอในโครงสร้างประโยค (sentence pattern) เราจะไม่เรียกคำกลุ่มนั้นๆว่าเป็นประโยคถ้าคำกลุ่มดังกล่าวไม่มีคำกริยาแท้
เรามารู้จักคำที่สำคัญและขาดไม่ได้ในการสร้างประโยค โดยปกติคำกริยาหมายถึง
1. คำที่แสดงการกระทำ (doing words)
2. นำมาใช้ได้หลายรูป: to do, do, did, done, doing
3. เปลี่ยนแปลงรูปตาม tense (เวลา)
- find, found (single verb)
- has found, will find, is finding (compound verb)
ความหมายของคำกริยาจะเปลี่ยนไปตามรูปของ tense (deep meaning)
4. คำกริยาอาจเป็นกริยาแท้โดยตัวมันเองเช่น walk, sleep, wake
อาจมาจากการเปลี่ยนแปลงรูปโดยเติม suffix (พยางค์ต่อท้ายคำ)
(- en) short = shorten (verb)
(- ify) electric = electrify (verb)
(- ize) real = realize (verb)
และจากการเปลี่ยนรูปด้วยการเติม prefix (พยางค์เติมหน้าคำ)
(en -) close = enclose (verb)
(em -) bark = embark (verb)
5. คำกริยาทำหน้าที่แสดงการกระทำ (action)
- She SCORED a goal.
คำกริยาแสดงสภาพ (state)
- He WAS tired.
นอกจากทำหน้าที่แสดงการกระทำและสภาพของประธานแล้วคำกริยาอาจนำมาใช้ในหน้าที่เหมือนคำนามและคำคุณศัพท์ได้ด้วย
- She SWIMS every day. (single verb)
- She likes SWIMMING. (noun)
- She swims in the SWIMMING pool. (adjective)
6. กริยาใช้ในลักษณะ active voice (ประธานทำกริยาเอง) หรือ passive voice (ประธานถูกกระทำ)
7. กริยาบอกชนิดของประโยค
- She SAYS “good morning”. ประโยคบอกเล่า (statement)
- She DOES NOT SAY “good morning”. ประโยคปฏิเสธ (negative)
- DOES she SAY “good morning”? ประโยคคำถาม (interrogative)
- SAY “good morning”! ประโยคคำสั่ง (command)
เราแบ่งกริยาออกเป็น 3 ชนิดตามโครงสร้างพื้นฐาน (Basic patterns)
1. กริยาแท้ (main verb) คือคำกริยาที่บอกการกระทำของประธาน แบ่งเป็น
ก. กริยาที่ไม่ต้องการกรรม (intransitive verbs)
- She smiles. (Subj+V)
ข. กริยาที่ต้องการกรรม (transitive verbs)
- She drinks water. (Subj+V+Obj)
ค. กริยาเชื่อมความหมาย (linking verb)
- She is a teacher (Subj+V+complement)
ก,ข,ค เป็นประโยคพื้นฐานที่สั้นที่สุด เราสามารถเพิ่มข้อความในประโยคทำให้ประโยคมีเนื้อหามากขึ้นโดยการขยายคำ
2. กริยาช่วย (helping, auxilary verb) ได้แก่ tobe, to do, to have นำมาใช้ประกอบกับกริยาแท้เพื่อเปลี่ยนให้เป็น tense ต่างๆ
- She learns English.
- She IS LEARNING English.
- She HAS LEARNED English.
- She DOES NOT LEARN English.
3. กริยาช่วย (helping, model verbs) เป็นคำกริยาที่ใช้นำหน้ากริยาแท้ เพื่อเพิ่มความหมายของคำกริยาแท้ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปของกริยาแท้เลย (infinitive form) กริยาที่ไม่มีการผัน
- She learns English.
- She WILL LEARN English.
- She CAN LEARN English.
- She MUST LEARN English.
ทั้ง 4 ประโยคมีคำกริยาแท้ตัวเดียวกันแต่ความหมายต่างกันไปเพราะเกิดจากความหมายของ Model Verb ที่นำมาเสริม
เรื่องเกี่ยวกับคำกริยายังไม่จบนะคะ ยังมีส่วนที่ต้องพูดถึงอีก เพราะคำชนิดนี้ เขาบอกเอาไว้ว่า
“It is the engine of the sentence.”
28/08/2022
"อยากเก่งภาษาอย่าทิ้ง ไวยากรณ์"
ในโพสต์ของวันที่ 28 มิ.ย. ครูเคยกล่าวไว้ว่า ไวยากรณ์มีความเกี่ยวข้องกับพยางค์และคำ (syllables and words) ครั้งนี้ครูจะขอย้อนกลับไปพูดถึงส่วนประกอบของประโยคที่เล็กที่สุด แต่มีความสำคัญมากที่เดียว ประโยคจะต้องประกอบด้วยคำหลายชนิด แต่ละคำที่ใช้อาจมีเพียงหนึ่งพยางด์หรือมากกว่าหนึ่งพยางค์ขึ้นไป ดังนั้นการออกเสียงที่ถูกต้องมีผลกับความเข้าใจภาษา นั่นคือถ้าเราออกเสียงผิดผู้ฟังจะไม่เข้าใจ ในขณะเดียวกัน เราเองก็จะไม่เข้าใจเสียงของคู่สนทนาเช่นกัน คือเกิดการไม่เข้าใจจากการออกเสียง และจากโครงสร้างประโยคนั้นๆไปพร้อมๆกัน
ครูจึงขอกลับมาเรื่องการ "stress" คำ หรือบางครั้งเราใช้คำว่า "accent" ครูจะสรุปว่า "stress" คือการออกเสียงหนักลง บนพยางค์ของคำที่มีมากกว่าสองพยางค์ขึ้นไป เราจะให้ความสำคัญกับพยางค์ที่ออกเสียงหนักที่สุด (primary stress) เพราะเป็นตำแหน่งที่กำหนดความหมายของคำและกำหนดชนิดของคำด้วย ตัวอย่างเช่น CONduct (ลงเสียงหนักที่พยางค์แรก) จะเป็นคำนามแปลว่า behavior แต่ถ้าออกเสียง conDUCT (ลงเสียงหนักที่พยางค์ที่สอง) จะเป็นคำกริยา แปลว่า to lead หรือ manage ตัวอย่างเพิ่มเติมของการ stress พยางค์แรกเป็นคำนาม stress พยางค์ที่สองเป็นคำกริยา
ACcept acCEPT
COMment comMENT
DEcrease deCREASE
OBject obJECT
PREsent preSENT
TRANsfer transFER
บางครั้งคำนามและคำกริยาแตกต่างจาก กันเพราะตัวอักษรสุดท้ายของคำ และมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องของการออกเสียงบ้างเล็กน้อย
Nouns Verb
AdviCE /s/ AdviSE/z/
liFE /aY/ /f/ liVE /i,iY/ /v/
ในการพูดประโยคเราจะต้องสามารถ จำแนกเสียงหนักเบาให้ถูกที่และเห็นความเกี่ยวข้องของคำที่ใช้ทั้งด้านการออกเสียงและความเกี่ยวข้องระหว่างคำที่ใช้ หลายคนที่ได้เรียนภาษาที่สอง (ภาษาต่างประเทศ) อาจเคยมีประสบการณ์ว่าเขารู้จักคำทุกคำในประโยค แต่ไม่เข้าใจความหมาย โดยรวมที่แท้จริง ครูจะขอยกข้อความต่อไปนี้เป็นบทสรุป ความสำคัญ ของการออกเสียง stress ในประโยค (Intonation Contour)
"Emphasis or Stress laid upon a word in a sentesce is often of great importance in determining the meaning of the sentence."
ดังนั้นการเน้นเสียงจะมีอยู่ทั้งในคำที่มีตั้งแต่สองพยางค์ขึ้นไปและมีการเน้นคำในประโยคด้วย
- DO you walk to Surat today?
เน้นออกเสียงว่า "DO" จะมีความหมายว่า
= Do you walk to Surat today or do you not ?
- Do YOU walk to Surat today?
เน้นออกเสียงว่า "YOU" จะมีความหมายว่า
= Is it you or someone else that walk?
- Do you WALK to Surat today?
เน้นออกเสียงว่า "WALK" จะมีความหมายว่า
= Is it by walking or in some other way that you go?
- Do you walk to SURAT today?
เน้นออกเสียงว่า "SURAT" จะมีความหมายว่า
= Is it to Surat or some other place you are going ?
- Do you walk to Surat TODAY?
เน้นออกเสียงว่า "TODAY" จะมีความหมายว่า
= Do you go today, or do you wait till some other day?
ดังนั้นจากประโยคเดียวกันเราจะได้ความหมายของประโยคที่แตกต่างกันด้วยการเน้นคำในประโยคผู้พูดจะใช้เสียงเน้นถึงคำตอบที่เขาต้องการทราบ
เราจะเห็นว่า การใช้ภาษามีส่วนที่เราต้องคำนึงถึงมากกว่าการท่องจำคำศัพท์ ได้เพียงอย่างเดียว
ครูจะขอสรุปโดยรวมเกี่ยวกับภาษาด้วยข้อความของนักภาษาศาตร์ท่านหนึ่ง
"Human language is a signalling system which uses sounds."
"To summerize: Language is a pattern of system of arbitrary sound signals, characterized by structure dependance, displacement, duality and cultural transmission."
ครูได้อธิบายถึงการจำแนกประโยคออกเป็นสองส่วนหลักๆที่ทุกท่านควรต้องเข้าใจเป็นสิ่งแรก คราวนี้ครูจะพูดถึงส่วนประกอบที่แคบลงมาอีกคือ "Word classes" หรือบางทีเรียกว่า "Parts of speech" คำแต่ละประเภทจะมี หน้าที่และตำแหน่งในการวางไว้ในประโยคตาม Pattern ที่ถูกกำหนดไว้ โดยปกติเขาจัดไว้เป็น 8 ชนิด สำหรับครูจะพูดถึง 4 ชนิดแรกที่สำคัญก่อนที่เราเรียกว่า "Four major word types (classes)"
1. Verb (คำกริยา) แสดงการกระทำ เป็นส่วนที่ต้องมีในประโยค
2. Noun (คำนาม) ต้องการใช้ในประโยคเพื่อทำหน้าที่ ประธาน-กรรม-Complement (เป็นส่วนที่ทำให้ประโยคสมบูรณ์)
3. Adjective (คำคุณศัพท์) ทำหน้าที่ขยายคำนาม (modifier) และ Complement
4. Adverb (คำกริยาวิเศษณ์) ทำหน้าที่ขยายคำกริยา คำคุณศัพท์ และคำกริยาวิเศษณ์ด้วยกัน (modifier)
ครูจะอธิบายถึงคำแต่ละชนิดในครั้งต่อไปค่ะ
28/07/2022
“อยากเก่งภาษาอย่าทิ้ง ไวยากรณ์”
"Words from the same word class are likely to fit into the same slot in a sentence, and to be inflected in similar way."
เป็นการสรุปลักษณะธรรมชาติของภาษาอย่างที่ 4 โดย Jean Aitchison, Senior Lecturer in Linguistics คำกล่าวนี้หมายความว่า “ภาษาคือการแทนที่” (Displacement, Subsitution) เครื่องมือสำคัญสำหรับการใช้ภาษาอังกฤษคือการใช้คำให้ถูกตำแหน่ง (word order)
The big dog frightened Tom.
Tom frightened the big dog
ประโยคสองประโยคนี้มีโครงสร้างเดียวกันคือการใช้ Basic pattern: Subj+V+Obj แต่การวางคำทำให้ความหมายของสองประโยคต่างกัน เราสามารถสร้างประโยคโครงสร้างเดียวกันแต่ได้ความหมายต่างกันโดยการแทนที่คำประเภทเดียวกันลงในตำแหน่งเดียวกัน จากโครงสร้างพื้นฐานนี้ครูอาจพูดว่า
The elephant frightened Tom.
The elephant looked at Tom.
The elephant looked at me.
I looked at the little girl.
โดยการใช้คำประเภทเดียวกัน (same part of speech) แทนที่ เราจะสามารถสร้างประโยคได้อีกมากมายตามความต้องการ ภาษามนุษย์สามารถกล่าวถึงสิ่งที่เรามองไม่เห็นได้ดีเท่ากับสิ่งที่เรามองเห็น เช่น เราพูดถึงหลายๆ อย่างที่อาจเป็นไปไม่ได้ พูดถึงความคิดฝัน การสร้างจินตนาการ แต่เราก็เข้าใจกันได้ โดยการเลือกใช้คำลงในโครงสร้างต่างๆ ด้วยวิธีการแทนที่คำ (Displacement, Subsitution) เช่น ในระหว่างอาหารเช้าวันนี้อาจจะใช้ประโยคว่า "This is good coffee" อีกวันอาจพูดว่า "Is this coffee or tea?" หรือวันต่อมาอาจพูดว่า "It would be good to drink juice." ดังนั้นส่วนหนึ่งของการใช้ภาษา คือการรู้จักแทนที่คำลงในโครงสร้างของภาษาที่ถูกกำหนดไว้ตามระบบ (Well-defined patterns) ภาษาอังกฤษมีข้อจำกัดในการวางคำ คือต้องรู้จักว่าคำใดแทนที่ลงตรงไหนได้บ้างเช่น
The burglar sneezed loudly.
That cat sneezed lovely.
It sneezed loudly. แต่ไม่ใช่
The into sneezed loudly.
The imazingly sneezed loudly.
แบบฝึกหัดการจำแนก (Analyze) ประโยคของโพสต์ที่แล้วครูอยากจะอธิบายว่าเมื่อเราทราบถึงตัวหลักของประโยคต่างๆ เราจะเห็นภาพของเรื่องราวที่เป็นส่วนสำคัญของประโยคได้ก่อนว่าใครทำและทำอะไร ส่วนอื่นๆที่เหลือในประโยคคือการเพิ่มรายละเอียด ครูอยากให้ใช้คำว่าส่วนขยายความที่จะมาใช้ในรูปแบบใดก็ต้องเรียนรู้ต่อไป
1] The Peace Corps is an idea________. It is a kind________, ________countries that want to help________.
2] ________, the weather is very changeable,_______this fact plays a part________. They like to know________. Space scientists and airplane pilots need this kind________.
3] Benjamin Franklin was an American________. He was born________set to work ________. He disliked work________. He went to work________. He become a printer, ________. He became a politician________helped The United states________. His inventions included smokeless stove________.
ถ้าเราย้อนกลับไปดูประโยคทุกประโยคเราจะพบว่าข้อมูลหลักๆ มาจากส่วนของภาคประธาน และภาคเเสดง (ในส่วนที่เป็น head words) ส่วนที่เหลือในประโยคจะเป็นส่วนที่เพิ่มรายละเอียดของเรื่องราว โดยดูจากความเกี่ยวข้องกับส่วนที่เราจำแนกไว้ก่อน ว่าส่วนได้ประกอบอยู่กับส่วนใด และวิธีนี้คือประโยชน์ที่ได้จากวิชาไวยากรณ์ ที่สามารถ ช่วยให้เราเข้าใจการอ่านเพื่อความเข้าใจ ตลอดจนประโยชน์ในการเขียน เพื่อได้ประโยคที่ กระชับและมีใจความสมบูรณ์ การรู้จักจำแนกประโยคจึงต้องเริ่มจากการ เรียนวิชาไวยากรณ์มาตั้งแต่เริ่ม ตามวิธีเป็นขั้นเป็นตอน เมื่อเราทราบว่าภาษาคือระบบ เราจะมองภาพของโครงสร้างประโยคได้ชัดเจนด้วยความเข้าใจและมีเหตุผลว่าทำไม แม้ว่าในบางครั้งเราจำเป็นต้องเริ่มด้วยการท่องจำ (ในบางกรณี) แต่การได้ฝึกบ่อยๆ ก็จะกลายเป็นความเคยชินและเป็นการใช้โดยอัตโนมัติต่อไป
มีคำพูดของนักภาษาศาตร์ท่านหนึ่ง ที่ชาวภาษาศาสตร์รู้จักเขาดี คือ Chomsky เขากล่าวไว้ว่า "Learning a language is forming a new habit."
ประโยคนี้ประโยคเดียวทำให้เราเข้าใจได้ว่าการเรียนรู้ภาษานั้น คงไม่ใช่เพียงการท่องจำหรือเรียนรู้ในเวลาสั้นๆ เพราะการสร้างนิสัยและความคุ้นเคยใหม่ๆ จำเป็นต้องใช้เวลา