หนูรู้ - เกมการศึกษาสำหรับเด็กประถม

หนูรู้ - เกมการศึกษาสำหรับเด็กประถม เกมการศึกษาสำหรับเด็กอนุบาลและประถม · ทอยเต๋า ตอบคำถาม ผจญภัย เลี้ยงมังกร · เล่นฟรี ไม่มีโฆษณา

ผลสอบ ASMOPSS ออกแล้ว เป็นอย่างไรบ้างคะขอแสดงความยินดีกับทุกบ้านที่เด็ก ๆ ยอมเข้าร่วมการสอบนะคะหน้าบ้านเราเอาแบบนี้นะคะ ...
14/09/2026

ผลสอบ ASMOPSS ออกแล้ว เป็นอย่างไรบ้างคะ

ขอแสดงความยินดีกับทุกบ้านที่เด็ก ๆ ยอมเข้าร่วมการสอบนะคะ

หน้าบ้านเราเอาแบบนี้นะคะ

ไม่ว่าผลจะเป็นเช่นไร

ไปสอบก็เก่งมากแล้ว.....

คะแนนดีกว่าปีที่แล้วอีก....

หรืออะไรก็ได้ที่เป็นเรื่องทีดี

มาบอกเด็ก ๆ แบบนี้กันค่ะ
........

ส่วนหลังบ้าน

ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีกับทุกรางวัลที่ทั้งเด็ก ๆ และผู้ปกครองช่วยกันพยายามมานะคะ

สำหรับคนที่เสียดายอะไรบางอย่างอยู่ ระบายมาได้เต็มที่เลยค่ะ

ปีนี้ผิดคาดหลายอย่าง แอดก็แอบผิดหวังเล็กน้อยค่ะ แต่ทำใจยอมรับได้ ผิดคาด เพราะคาดหวัง เป็นเรื่องธรรมดาค่ะ

เด็กเรายังเตรียมตัวไม่ดีพอ
........

เดี๋ยวเราลองเอาใบประเมินมาดูด้วยกันค่ะ

เป็นไปตามเป้าหมายหรือยัง

ใกล้เคียงหรือยัง

วิชาไหนทำได้ดีแล้ว

วิชาไหนซ้อมน้อยไป

เราจะแก้ไขตรงไหนได้อีก

แล้ว
แอบพูดกับเด็ก ๆ เบา ๆ ว่า
.....

ปีหน้าเรามาลองกันใหม่นะคะ

คราวนี้เตรียมตัวล่วงหน้าให้นานกว่าเดิม

ฝึกกันให้ดีกว่าเดิม

เดี๋ยวแม่ช่วยหนูเอง ☺️

เพจหนูรู้
เป็นกำลังใจให้เพื่อนร่วมทางทุกคนค่ะ

สอบแข่งขัน ควรลง ? ไม่ลง ?      ยิ่งลูกโตขึ้น เมื่อมองไปรอบ ๆ ตัว ก็ยิ่งพบผู้ปกครองที่โพสต์เกี่ยวกับผลสอบของลูกจากสนามแข...
10/09/2026

สอบแข่งขัน ควรลง ? ไม่ลง ?


ยิ่งลูกโตขึ้น เมื่อมองไปรอบ ๆ ตัว ก็ยิ่งพบผู้ปกครองที่โพสต์เกี่ยวกับผลสอบของลูกจากสนามแข่งต่าง ๆ

เหมือนกับว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องไปสอบกัน

บ้านที่ไม่เคยส่งลูกลงสนามแข่งนอกโรงเรียนเลยก็อาจจะสับสนว่าตัวเองจะเอาอย่างไรดี

บ้างก็ไม่เข้าใจในเหตุผลที่คนอื่นส่งลูกไปแข่ง


เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจส่งลูกลงแข่งสนามสอบวิชาการ

วันนี้แอดตั้งใจมาเสนอข้อมูลที่เป็นกลางที่สุด จะนำเสนอเหตุผลทั้ง 2 ฝั่ง ทั้งควรสอบ และไม่จำเป็นต้องสอบค่ะ

……………….

ลงสนามแข่ง ดีไหม ?

แอดอยากให้ผู้ปกครองเริ่มต้นที่การพิจารณา

1. แผน

คุณพ่อคุณแม่อาจลองสร้างแผน สร้างเป้าหมายให้ลูกไว้คร่าว ๆ แล้วพาลูกดำเนินตามแผนนั้นไปก่อน จนกว่าลูกจะตัดสินใจเองได้ในภายหลังค่ะ ตอนนี้เราจะพอทราบแล้วว่า สนามสอบแข่งขันเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของแผนหรือไม่


2. ตัวลูก

เด็กแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ มีลักษณะความถนัดในการเรียนรู้ที่ต่างกัน มีความคิด การตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน มีความอยากหรือไม่อยากทำสิ่งต่าง ๆ คุณพ่อคุณแม่จะเข้าใจในส่วนนี้ดีที่สุดค่ะ

เมื่อพิจารณา 2 สิ่งนี้ไว้แล้ว ค่อย ๆ อ่านเรื่องนี้ในมุมอื่น ๆ ต่อดูนะคะ

………………….


ลงสนามสอบแข่งขัน เพื่ออะไร ?

อย่างที่ทราบกันดี
ข้อสอบในสนามสอบ.....

ยาก

ไม่เหมือนกับข้อสอบที่โรงเรียน

แต่เท่าที่มีประสบการณ์มา ข้อสอบแข่งขันในประเทศไทยออกเกินหลักสูตร น้อยกว่าที่แอดเคยจินตนาการไว้ค่ะ

ข้อสอบในสนามสอบ.....

ยากก็จริง

แต่ถ้านั่งหมุนไปหมุนมา บิดไปบิดมา คั้นไปคั้นมา
เด็ก ๆ น่าจะทำโจทย์นั้นได้
แต่จะใช้เวลานานแค่ไหน ทำทันหรือเปล่าเป็นอีกประเด็นหนึ่ง

ข้อสอบส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาให้สามารถแก้ได้ด้วยพื้นฐานความรู้ที่เด็ก ๆ มีค่ะ


เช่น โจทย์เด็ก ป.3 ข้อหนึ่ง

มีไก่กับแมวรวมกัน 12 ตัว นับขารวมกันได้ 32 ขา มีแมวกี่ตัว

ข้อนี้มองเผิน ๆ ก็จะคิดว่าต้องเอาสมการเข้ามาช่วย

แต่ที่จริงเด็ก ๆ สามารถแก้โจทย์โดยการวาดรูป กลม ๆ 12 รูป ใส่ขา 2 ขาลงไปทุกรูปให้เป็นไก่ก่อน แล้วเพิ่มขาให้ครบ 32 ขา ก็จะทราบจำนวนของแมว

หรืออีกวิธีก็ตีตาราง สมมุติว่าถ้ามีแมว 1 ตัวที่เหลือเป็นไก่ ขารวมจะมี 32 ขาจริงไหม ถ้าไม่ใช่ก็สมมุติแมวเป็น 2 ตัว....ไปเรื่อย ๆ

…………..

ทำไมเด็กส่วนใหญ่บอกว่าข้อสอบแข่งขันยาก ทำไม่ได้ เกินหลักสูตร


เพราะไม่เคยมีประสบการณ์เจอโจทย์แปลก ๆ แบบที่ต้องคิดหลาย ๆ ชั้นค่ะ

……………

ในเมื่อข้อสอบแข่งขัน ยาก ไม่เหมือนข้อสอบในโรงเรียน

เด็กที่เข้าร่วมสอบ เยอะกว่าจำนวนเพื่อนร่วมชั้นที่โรงเรียนหลายเท่า


นี่ก็คือข้อสอบในโลกแห่งความเป็นจริงค่ะ

………….

ฉะนั้นเหตุผลของทุกบ้านที่ส่งลูกลงสนามสอบแข่งขันที่เหมือน ๆ กันคือ

ต้องการให้ลูกเจอข้อสอบที่ยาก และวัดผลได้ดีกว่าการสอบในโรงเรียน
……………

เด็กที่บอกว่า เทียบกันในโรงเรียน ตัวเองนั้นถือว่าเก่ง

ออกมาเจอข้อสอบแข่งขันโดยที่ไม่งัดความมุ่งมั่นออกมาเลย

ล้วนต้องชะงัก เก็บความมั่นใจนั้นไว้.....แล้วกลับไปเตรียมตัวมาใหม่


นี่คือแรงผลักดันที่ทรงพลังมากนะคะ


ล้มครั้งแรกในสนามสอบแข่งขัน ดีกว่าไปล้มในสนามสอบเข้าโรงเรียนหรือสอบเข้ามหาวิทยาลัย

…………..

แล้วเด็ก ๆ จะได้เห็นว่า

เหตุแห่งความขยัน ทุ่มเท สร้างผลอย่างไรให้ตัวเค้าเอง

เด็ก ๆ จะได้เห็นว่าไม่มีความสำเร็จใดเกิดขึ้นถ้าไม่ลงมือทำ

เด็ก ๆ จะได้เห็นว่าบางครั้งความพยายามของเค้าอาจไม่เพียงพอ เมื่อเจอคนที่พยายามที่มากกว่า

เค้าจะค่อย ๆ เรียนรู้ว่า

”การทำวันนี้ให้ดีที่สุด“ คือคำที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว

เมื่อทำดีที่สุดแล้ว ผลจะเป็นอย่างไรก็ไม่ต้องเสียดายอีกต่อไป

ใช้ได้กับทุกเรื่องในชีวิต

…………
…………


ขอย้อนกลับมาที่เหตุผลในการลงสนามแข่งของแต่ละบ้าน

นอกจากการอยากเจอโลกความจริง ก็อาจมีรายละเอียดที่แตกต่างกันอีกค่ะ

อาจเพื่อเช็คความถนัดของลูก สนามแข่งมีหลายวิชา คณิต วิทย์ อังกฤษ หลัง ๆ เริ่มมี ไทย สังคม ภาษาจีน

ถนัดวิชาไหน คะแนนบอกได้คร่าว ๆ

เพื่อเช็คพัฒนาการของลูกที่ร่ำเรียนทั้งที่โรงเรียน ที่บ้าน หรือที่สถาบันติวกันมาในแต่ละปี ถ้าคะแนนดีพอใช้ได้ก็แสดงว่ามาถูกทางแล้ว แต่ถ้าไม่...ก็จะได้ทราบและปรับปรุงแก้ไขกันไป

เพื่อเช็คความสามารถในการแข่งขันของลูก กรณีที่วางแผนให้ลูกสอบแข่งขันเข้า ม.1 หรือ ม.4

หรือน้อง ๆ ที่โตหน่อย อาจตัดสินใจสอบเอง เพื่อท้าทายตัวเองและผลักดันตัวเองสู่เป้าหมายที่สูงขึ้น

ทั้งนี้ทั้งนั้นจุดเริ่มต้นก็คือ “แผน”


บางบ้านบอกว่า…

ไม่มีแผน ทุกอย่างแล้วแต่ลูก

อย่าลืมนะคะ


ในตอนเริ่มต้น....ลูกไม่รู้จัก สนามสอบ

ลูกไม่รู้ว่าหากอยากเก่งขึ้น ต้องเอาหนังสือมานั่งอ่านเพิ่มเติมที่บ้าน นอกจากในห้องเรียนด้วย

ลูกไม่รู้ว่าในวันข้างหน้าจะต้องพบกับการแข่งขันในชีวิตจริง ๆ อีกหลายต่อหลายครั้ง

และลูกอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อแม่พร้อมจะสนับสนุนเค้าเสมอ


การสร้างแผนไว้จะช่วยลูกได้

……………..

แต่ก็มีบางบ้านที่แม้จะทราบข้อดีของสนามสอบแข่งขันอย่างนี้แล้ว ก็เลือกที่จะไม่พาลูกเข้าสนามแข่งอยู่ดีค่ะ

เพราะเค้ามีแผนที่มั่นคงมากพอ

มีเป้าหมายที่อาจเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับสายวิชาการก็ได้

แล้วก็มีวินัยในการทำตามแผนนั้นด้วย

ดังนั้นจิตใจของพ่อแม่ก็จะมั่นคงตามไปด้วย
…………..

บางบ้านเห็นบ้านอื่นสอบ ก็เฮกันไปสอบตาม

พอคะแนนออกมาไม่ดี ก็เครียด กดดันกันไป

นั่นก็เพราะไม่มีแผน จึงไม่ได้มีการปูพื้นฐานลูกมาตั้งแต่ต้นนั่นเองค่ะ

…………..

บางบ้านสอบตามคนอื่น แต่คะแนนออกมาดี

อันนี้น่าสนับสนุนเด็กต่อนะคะ

แต่(พ่อแม่)ก็อาจหลงเข้าสู่วังวนความหอมหวานของ ”คะแนนสอบ“ ได้ง่าย ๆ ค่ะ

……………….

ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้สอบตามคนอื่นนะคะ

สอบได้ค่ะ ดีด้วย

แต่ต้องมั่นคงในเหตุผลก่อนว่า

เราส่งลูกไปสอบ เพื่ออะไร ?

ต้องการเห็นอะไรจากการสอบครั้งนี้

…………

ถ้าสอบเพื่อเอาผลสอบนั้นมาเทียบกับของลูกบ้านอื่น

หรือสอบเพื่ออยากเห็นลูกได้คะแนนเยอะ ๆ

อันนี้ผิดทาง

…………..


สอบเสร็จ

เปิดข้อสอบที่ได้รับกลับมา

มานั่งทบทวนตัวเองด้วยกันกับลูก

พอใจไหม

เพราะอะไร

จุดแข็งจุดอ่อนอยู่ตรงไหน

ทำอย่างไรที่จะพัฒนาขึ้นได้อีก

แก้ปัญหาที่มีด้วยสติปัญญา เดินหน้าต่ออย่างมั่นคง ไปให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้

สนามสอบช่วยเราได้

………..


แอดเชียร์ให้ลองสอบดูสักครั้งค่ะ

แต่หากถามว่าจำเป็นต้องสอบไหม ?

อาจจะไม่จำเป็นค่ะ


ไม่ว่าจะ ประถมต้น ประถมปลาย มัธยมต้น มัธยมปลาย สนามแข่งไม่ใช่เรื่องสำคัญค่ะ

………


ผลสอบแข่งขันที่ได้ ใช้ใส่พอร์ตไหม ?


ใช้ใส่พอร์ตได้ค่ะ และถ้าอยากจะให้พอร์ตน่าสนใจ การแข่งขันในระดับที่ยิ่งสูงจะยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้พอร์ตค่ะ
คล้ายการเข้าโรงเรียนด้วยโควต้า ดนตรี กีฬา ความสามารถพิเศษ
ต้องมีความสามารถเป็นที่ประจักษ์ ก็คือต้องอยู่ในการแข่งขันระดับที่สูงกว่าในโรงเรียนค่ะ

แต่ที่จริงเด็กที่มีความมุ่งมั่นถึงขนาดที่จะสร้างพอร์ตที่น่าสนใจได้ ก็คงจะมุ่งมั่นมากพอที่จะสอบให้ได้ตามเส้นทางปกติอยู่แล้วค่ะ


………….


ไม่ลงสนามเลย ผิดไหม ลูกจะไม่พัฒนาขึ้นหรือเปล่า ?

ต้องยอมรับว่าการทำข้อสอบและคะแนนสอบจากสนามแข่งมาเป็นตัวกระตุ้น สามารถพัฒนาเด็กได้ดี

แต่อาจไม่เหมาะกับเด็กบางคน

เด็กที่ไม่ชอบการเรียนรู้จากกระดาษ จากข้อสอบ

แต่ชอบเรียนรู้จากของจริง

เด็กที่มองว่าโต๊ะสำหรับทำโจทย์ไม่ใช่เซฟโซนสำหรับเขา

เด็กที่ไม่ชอบการติวแบบเข้มข้น ไม่ชอบความกดดันจากข้อสอบที่ยาก

โดยเฉพาะในเด็ก ประถมต้น การสอบแข่งขันไม่จำเป็นเลยค่ะ

หากจะสอบก็เลือกสนามสอบที่โจทย์ดี พัฒนาทักษะความคิดอย่างเป็นระบบ แค่ปีละ 1 - 2 สนามก็พอค่ะ

แล้ว ม.1 ม.4 อยากสอบเข้าที่ไหน ค่อยไปติวเข้มกันอีกที

………….


เด็กบางคนมีศักยภาพ ชอบสอบ สอบเยอะ สอบบ่อย สอบล่าเหรียญ ล่าถ้วยรางวัล

สอบเพื่อทำลายขีดจำกัดของตัวเอง

เด็กแบบนี้ก็มีอยู่จริงนะคะ

เค้าก็ดูสอบได้ สบาย ๆ ไม่มีดราม่าอะไร พื้นฐานในหลาย ๆ ด้านของเค้าน่าจะพร้อมจริง ๆ

……….

แต่ก็มีเด็กบางคน เจอข้อสอบแข่งขันที่ยากในครั้งแรก ก็ขอผู้ปกครองไม่เข้าร่วมการสอบนั้นอีกเลย

ซ่อมแซมกันไปอยู่นาน


……….


คำตอบไม่ตายตัว ขึ้นกับตัวเด็กเป็นหลัก


……….
……….

ในครอบครัวที่มีคิดว่ามีแผนอยู่ในสายวิชาการ

พร้อมสนับสนุนลูกในการติวช่วงก่อนสอบ และพร้อมช่วยวิเคราะห์ปรับปรุงแก้ไขปัญหาร่วมกันช่วงหลังสอบ

ถ้าดูเชิงเด็กที่บ้านแล้วสนใจ…ลุยเลยค่ะ

ถ้าน้องรู้สึกกลาง ๆ ไม่บวกไม่ลบ เชียร์ให้ลองสอบดูสักครั้งค่ะ

เลือกสนามดี ๆ

โดยอาจเอาข้อสอบให้น้องดูก่อน
ดูความยากง่าย ดูจำนวนข้อ ดูเวลาที่ให้ ดูฟีดแบ็คจากบ้านที่สอบมา ค่อยตัดสินใจเลือกด้วยกัน

…………..

สำคัญคือไม่กดดัน ไม่เอาคะแนนเป็นตัวตั้ง

แค่ลองดู

…………..

ผู้ปกครองทุกท่านมีความคิดเห็นกับการลงสนามสอบวิชาการอย่างไรบ้างคะ แนะนำ พูดคุยกันได้เลยนะคะ

หากอยากให้แอดมินรีวิวสนามสอบไหนสำหรับน้องๆ ประถมเป็นแนวทางคร่าวๆ คอมเมนต์ และกดติดตามไว้ได้เลยค่ะ

ลูกสาวแอดทำเกมมาให้เล่นครับ ลองตอบกันดูนะครับ สนุกดี น่าจะจำมาจากที่โรงเรียน
09/09/2026

ลูกสาวแอดทำเกมมาให้เล่นครับ ลองตอบกันดูนะครับ สนุกดี น่าจะจำมาจากที่โรงเรียน

🏆 แนวทางค้นหาความถนัดของลูก  ฉบับเริ่มต้น..พ่อแม่ทุกคนย่อมอยากสนับสนุนลูกอย่างเต็มที่ เพื่อจะได้ไม่พลาดโอกาสทองไป..แต่กา...
07/09/2026

🏆 แนวทางค้นหาความถนัดของลูก ฉบับเริ่มต้น
..

พ่อแม่ทุกคนย่อมอยากสนับสนุนลูกอย่างเต็มที่ เพื่อจะได้ไม่พลาดโอกาสทองไป
..

แต่การเลี้ยงลูกเป็นเรื่องยาก เพราะไม่มีคู่มือ และไม่อาจทราบได้ว่าเลี้ยงลูกแบบนี้จะได้ผลออกมาอย่างไร ถึงแม่พี่น้องที่ถูกเลี้ยงมาคล้ายๆกัน ก็อาจได้ผลที่ต่างกัน
..

ตึงไปก็ไม่ดี หย่อนไปก็ไม่ได้ ทางสายกลางช่างหายากนัก
..

เราซึ่งเป็นพ่อแม่จึงได้แต่ คิด วางแผน และเตรียมพร้อมอย่างรอบด้านตามบริบทของครอบครัว โดยไม่อาจตัดสินได้ชัดเจนว่าการเลี้ยงลูกแบบไหนดีที่สุด แบบไหนถูก แบบไหนผิด
..

แอดมิน(คุณแม่)เพิ่งได้รับคำถามมาจากเพื่อนซึ่งเป็นคุณแม่ท่านหนึ่ง เป็นคำถามที่แอดมินก็เคยสงสัย และพยายามหาคำตอบที่ดีที่สุดอยู่ช่วงหนึ่ง
..

📍คนเป็นพ่อแม่จะค้นพบว่าลูกชอบหรือเก่งด้านไหน หรือวิชาอะไรเป็นพิเศษ จนเราสามารถผลักดันเค้าได้อย่างไร ?



ก่อนอื่นขอชื่นชมคุณแม่ที่ถามคำถามนี้ บ่งบอกถึงความใส่ใจของคุณแม่ที่พยายามเลือกทางที่ดีและเหมาะสมให้กับลูกค่ะ
..

แต่ละครอบครัวก็มีวิธีหาคำตอบให้กับคำถามนี้แตกต่างกัน แต่วันนี้ในฐานะคุณแม่ แอดมินจะขอตอบในมุมของแอดมินค่ะ



คุณแม่เคยเป็นคนหนึ่งค่ะที่พยายามหาข้อมูลในการเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด พอเริ่มตั้งครรภ์ก็เริ่มอ่านตำราหลายเล่ม ตำรากองสูงมากยิ่งกว่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัย



เมื่อส่งลูกเข้าเรียนก็เลือกส่งเข้าโรงเรียนที่คิดว่าดีและเหมาะสมกับ “แผน” ที่คิดไว้คร่าว ๆ ที่สุด



ด้วยพื้นฐานครอบครัวเรามาจากสายวิชาการ

📝 1. วิชาการ

🎼 2. ดนตรี

🏓 3. กีฬา

เราตั้งใจว่าจะส่งเสริมให้ลูกมีความถนัดทั้ง 3 ด้านนี้
และต้องไม่ลืม ศิลปะ งานDIY ความรู้ด้านการเงินและการลงทุน

เยอะแยะไปหมด

ด้วยเชื่อว่าความถนัดช่วยสร้าง Self Esteem ความยอมรับนับถือในตัวเอง
..

โรงเรียนที่ตอบโจทย์ด้านที่ 1 อยู่ไม่ไกลบ้านนัก เป็นความโชคดีที่โรงเรียนนี้มีคอร์สพิเศษหลังเลิกเรียนให้เลือกมากมาย ครบทุกด้าน



นอกจากการเรียนในห้องเรียนแล้ว เราลองให้ลูกได้เรียนหลาย ๆ คอร์ส บางคอร์สลูกเป็นคนเลือกเอง แต่ส่วนใหญ่พ่อแม่เลือกให้
..

ในช่วงอายุ 3-8 ปีในช่วงอนุบาลและประถมต้น
..

สิ่งที่เด่นชัดคือ ลูกสาวมีความรักเรียนมาก ชอบเรียนถึงขนาดที่ว่าเห็นชีทแล้วจะต้องทำให้ได้ จึงมักสอบได้คะแนนดี คะแนนเต็มอยู่บ่อยๆ
..

ในด้านอื่น ๆ ลูกสาวได้มี “โอกาส” เรียนเต้นcover เลโก้ ฟุตบอล ไวโอลิน เปียโน อูคุเลเล่ ร้องเพลง ว่ายน้ำ เต้นบัลเล่ต์ เต้นแจ๊ส เรียนภาษาจีน ทำขนม งานศิลปะอื่น ๆ รวมถึงลงประกวดบนเวทีแสดงความสามารถต่าง ๆ ด้วย



คุณแม่มักจะถามลูกอยู่เสมอ ๆ ว่าเมื่อเทียบวิชานี้ วิชานั้น กิจกรรมนี้ กิจกรรมนั้น ลูกชอบอะไรมากที่สุด…ให้เรียงลำดับ
..

ตอนอนุบาล ลูกมักจะตอบว่าชอบทุกอย่าง อยากทำทุกอย่าง อยากลงแข่งทุกอย่าง อยากเข้าร่วมทุกอย่าง
..

นั่นเป็นเพราะเด็กบางคนมีพลังเยอะ มีความชอบที่จะทำอะไรหลาย ๆ อย่าง แต่ยังไม่ชัดเจนกับความต้องการของตัวเอง
..

เราจึงเปิดโอกาสให้ลูกได้ทำทุกอย่างตามที่ลูกขอ
..

มากเสียจนบางช่วงก็เหนื่อยเกินไป
..

ช่วงนี้ถ้าลูกไหว ปล่อยให้ทำไปเลยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คอยกำกับดูให้พักผ่อนเพียงพอ มีเวลาเล่นอยู่บ้านเฉยๆบ้าง
..

ถ้ามากเกิน ควรเลือกตัดบางอย่างบ้าง
..

ต่อมาในวัยประถม….
อาจจะเป็นเพราะเราเป็นครอบครัวที่สร้างสภาพแวดล้อมให้เป็นไปในทางวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์หรืออย่างไรไม่ทราบ
..

นอกจากงานศิลปะที่ลูกจัดไว้บนหิ้งแล้ว กิจกรรมด้านดนตรี กีฬา หรือภาษา มักจะถูกลูกสาวพูดว่า ชอบน้อยที่สุด ไม่อยากเรียนแล้ว อยากเปลี่ยนไปเรียนอย่างอื่นแล้ว



ในช่วงแรกหลังจากที่ลูกสาวพูดว่าจะเลิกเรียน คุณพ่อคุณแม่จะยังไม่ให้เลิกเรียนทันที แต่จะต้องเรียนไปจนจบคอร์สเช่น 3 เดือน 6 เดือนหรือ 1 ปี เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความเข้าใจตัวเองว่าสาเหตุที่อยากเลิกไม่ใช่เพราะทำไม่ได้แต่เพราะไม่ชอบทำจริงๆ



มาถึงจุดสำคัญ
..

สิ่งที่คุณแม่สังเกตได้อย่างหนึ่ง
ในการเรียนหรือทำกิจกรรมทุกอย่าง เมื่อเราใส่ INPUT (ทั้งเวลา และความตั้งใจ) เข้าไปค่าหนึ่ง ลูกก็จะมี OUTPUT ออกมาค่าหนึ่งให้เห็น ทั้งในด้านของความสุขและความก้าวหน้าที่เกิดขึ้น
..

คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์คือสองอย่างที่ “รู้สึก“ว่า INPUT และ OUTPUT ของลูกสาวไม่ได้ต่างกันมากนัก (อาจพูดได้ว่าเรียนได้ สบาย ๆ)
..

ต่างกับดนตรี กีฬา และภาษา ที่กว่าจะทำให้ลูกสาวทำได้ดีก็ต้องทุ่มเทเวลามาก (เรียกว่า เข็นครกฯ กันเลยทีเดียว)
..

นี่อาจเป็น “สัญญาณ” ที่บ่งบอกถึง…
..

“ความชอบ“ และ “ความถนัด”
..

การทุ่มเทเวลาให้สิ่งที่ชอบ หรือถนัด เค้าจะมีความมั่นใจ แม้จะทำไม่ดีนัก ก็คงไม่เสียหายอะไร
..

แต่การทุ่มเทเวลาให้สิ่งที่ไม่ชอบ แม้จะทำได้ดี อาจไม่มีประโยชน์
(แต่ส่วนใหญ่ถ้าไม่ชอบ ก็มักจะทำได้ไม่ดีไปด้วย)
..

หากเริ่มต้นด้วยความชอบ ไปต่อได้ด้วยความพยายาม ก็จะกลายเป็นความถนัด
..

เมื่อความถนัดถูกขับเคลื่อนต่อด้วยความทุ่มเท ความมีวินัย ความไม่ย่อท้อ ความสำเร็จก็จะรออยู่ข้างหน้า



แต่อยากให้เข้าใจนิดนึงว่า
ทำได้ดีหรือเก่งของลูกเรา อาจจะยังไม่ดีเท่ากับเด็กคนอื่น
และไม่เก่งของเรา เมื่อลองทำดูอาจจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าของลูกคนอื่นก็ได้ด้วย
..

อันนี้ต้องไม่ไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เราต้องวิ่งในเลนของเรา



ก่อนหน้านี้มีบางคอร์สที่ลูกสาวขอเลิกเรียน ส่งผลให้คุณแม่...
คิดหนักเพราะเป็นคอร์สที่ดี
คิดหนักว่าการที่เลิกเรียนนั้นเพราะลูกสาวทำได้ไม่ดีก็เลยไม่อยากทำต่อ
คิดหนักว่าเรายังไม่พยายามมากพอหรือเปล่า
..

แต่คุณแม่เพิ่งได้เรียนรู้ตอนลูกสาวอายุ 8 ขวบ
ความถนัด 3 ด้านที่ตั้งใจไว้ เป็นแค่แผน แต่ไม่ใช่ตะขอที่เราจะต้องยึดถือไว้ให้เจ็บปวด
..

แผนต้อง “ยืดหยุ่น” ได้
ความถนัด 3 ด้าน อาจไม่จำเป็น
ขอเพียงแค่ 1 อย่าง
ที่ลูกได้พบ
ที่ลูกได้ชอบ
ที่ลูกได้ลองลงมือ
ที่ลูกได้ใส่ความพยายาม
อาจไม่ได้ลงท้ายที่ความสำเร็จหรือคำว่า ”เก่ง“
..

ได้เจอความชอบแค่อย่างเดียวก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว
..

ไม่จำเป็นต้องพยายาม หรือ อดทนกับทุก ๆ อย่างก็ได้
..

ความถนัดอย่างเดียว อาจสร้าง Self Esteem ที่มั่นคง ยิ่งกว่าความถนัดหลายอย่าง ที่อาจพังทลายในภายหลัง
..

สรุป
..

📍คนเป็นพ่อแม่จะค้นพบว่าลูกชอบหรือเก่งด้านไหน หรือวิชาอะไรเป็นพิเศษ จนเราสามารถผลักดันเค้าได้อย่างไร ?
..

1. แผน
สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องมีในใจไว้เสมอ เปรียบเหมือนการตั้งหางเสือไว้ก่อน ข้อนี้พ่อแม่คิดเอาเองได้เลย
..

เป็นหน้าที่ของเราที่จะเลือกสิ่งต่าง ๆ ให้ลูก ในวันที่ลูกยังบอกเองไม่ได้ว่าเค้าจะเลือกอะไร
..

2. โอกาส
ให้ลูกได้ลองเรียนรู้หลาย ๆ อย่าง ให้คัดสรรสิ่งที่ชอบด้วยตัวเอง
..

ในขณะที่ลูกเรียนรู้พ่อแม่ก็จะได้เรียนรู้ไปด้วย
..

แต่อย่าลืมว่ากิจกรรมยิ่งมากลูกยิ่งเหนื่อย ข้อเสียอาจมีมากกว่าข้อดี
..

เทคนิคคือ ก่อนจะให้เขาทำอะไรอะไรซักอย่าง ควรขอความเห็นต่อลูกก่อน เพราะบางอย่างเขาก็ไม่ได้อยากทำ
..

หรือเด็กบางคนอาจจะชอบอยู่เฉย ๆ (ลูกชายคนเล็กของแอดก็เป็นแบบนั้นค่ะ)
..

เมื่อขอความคิดเห็นแล้วลูกเห็นด้วย ลูกจะเต็มใจเรียนรู้มากขึ้น
..

3. สังเกต
ความชอบ ความถนัด ความสุข
ถ้าไม่นับการเล่นแล้ว กิจกรรมอะไรที่ลูกอยู่กับมันได้นานที่สุด กิจกรรมอะไรที่แม้ลูกล้ม ไม่เป็นดังใจ แต่ลูกก็ยังอยากพยายามต่อ
..

4. รู้จักยืดหยุ่น และ รู้จักถอย
ลดได้ ถอยได้ เลิกได้ เปลี่ยนได้ เมื่อคิดว่าพาลูกมาผิดทาง เริ่มใหม่ได้ ไม่ต้องยึดติด บางทีทางเลือกที่เข้ามาทีหลังอาจจะดีกว่าก็ได้ หรือบางทีสิ่งที่เคยเลิกไปแล้วก็อาจจะวนกลับมาในสักวันหนึ่งที่ลูกพร้อมกว่านี้ ก็ได้
..

สำหรับแอดมิน…..
คำว่า “ดีที่สุด” ไม่มีจริง มีแต่ “ทำให้เต็มที่”
..

หากได้พยายามทำในสิ่งที่ชอบแล้ว ลูกไม่จำเป็นต้องเก่งอะไรเลยสักอย่างก็ยังได้
..

เราให้ค่าที่ความพยายาม
..

เมื่อเจอเรื่องที่ไม่เป็นไปดั่งใจ แอดมินมักย้อนคิดถึงเป้าหมายในการเลี้ยงลูกที่ตั้งใจไว้ ในวันที่ได้เห็นใบหน้าเล็ก ๆ แดง ๆ ที่กำลังแผดเสียงร้องครั้งแรก
..

หากลูกยังสุขภาพแข็งแรงดีอยู่ เรื่องอื่นก็ไม่สำคัญ
..

คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ล่ะคะ
จำได้ไหมว่าวันที่เจอเค้าครั้งแรก…เราบอกอะไรกับตัวเองเอาไว้ ?
..

ท้ายนี้…ขอให้กำลังใจคุณแม่ทุกคนที่พยายามเลี้ยงลูกให้ดีที่สุดในแบบของตัวเองค่ะ
เก่งมากค่ะ ที่ผ่านมา…เก่งมากแล้วค่ะ 😊
..

หากมีคำถาม ต้องการคำแนะนำ หรือพื้นที่ฮีลใจ คอมเมนต์ไว้ได้เลยนะคะ

เด็กติดจอไม่ได้แปลว่าเด็กไม่ฉลาด—แต่สิ่งที่จอแย่งไปจากชีวิตลูกต่างหากที่น่ากังวล…หลายคนบอกว่าไม่ควรเลี้ยงลูกด้วยจอ แอดเช...
06/09/2026

เด็กติดจอไม่ได้แปลว่าเด็กไม่ฉลาด—แต่สิ่งที่จอแย่งไปจากชีวิตลูกต่างหากที่น่ากังวล



หลายคนบอกว่าไม่ควรเลี้ยงลูกด้วยจอ แอดเชื่อมา 8 ปี



จนได้ไปเห็นเด็กติดจอรับเหรียญทองในรายการแข่งขันคณิตศาสตร์นานาชาติที่อินโดนีเซีย เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา



ให้ลูกดูจอดีมั้ย?



บ้านผมห้ามลูกดูจอมาได้ 8 ปีจนถึงวันที่พาลูกไปแข่งคณิตศาสตร์ครั้งนั้น
เมื่อเดินเข้าห้องไป ก็พบว่าเด็กส่วนใหญ่ก้มหน้าดูจอตัวเอง



แล้วพอประกาศผล เด็กที่ก้มดูจอเยอะๆๆๆ นั่นแหละที่ได้เหรียญทองเหรียญเงินกลับบ้าน



ผมกลับมาไล่อ่านงานวิจัยอยู่หลายวัน ไม่ใช่เพื่อหาคำตอบว่าจอดีไม่ดี แต่เพราะอยากรู้ว่าที่ห้ามมา 8 ปีนี่ ห้ามถูกหรือเปล่า



ต่ำกว่า 2 ขวบ - WHO กุมารแพทย์อเมริกัน กุมารแพทย์ไทย และสิงคโปร์ พูดตรงกันหมดว่า ไม่ควรมีจอเลย ยกเว้นวิดีโอคอลกับคนจริงที่โต้ตอบกลับ เหตุผลไม่ใช่ "จอมีรังสี" แต่เป็นเรื่องที่เรียกว่า transfer deficit คือเด็กวัยนี้เรียนจากจอไม่ได้จริง ไม่ว่าคอนเทนต์จะดีแค่ไหน พูดง่าย ๆ คือวัยนี้ยังแยกไม่ออกว่าของในจอกับของตรงหน้าเป็นสิ่งเดียวกัน



2–5 ขวบ: 1 ชั่วโมง และผู้ใหญ่ต้องอยู่ด้วย
ตัวเลข 1 ชั่วโมงมาจาก WHO ปี 2019 และกุมารแพทย์ไทยใช้ตัวเลขเดียวกัน แต่คำว่า "และผู้ใหญ่ดูด้วย" สำคัญพอ ๆ กับตัวเลข — เด็กที่มีคนนั่งดูด้วยและคุยด้วย มีความเสี่ยงพัฒนาการทางภาษาล่าช้าต่ำกว่าเด็กที่ดูคนเดียวในเวลาเท่ากัน แปลว่าชั่วโมงเดียวกันเป๊ะ ๆ ให้ผลไม่เท่ากัน ขึ้นกับว่ามีใครนั่งอยู่ข้าง ๆ หรือเปล่าและคนนั่งข้างๆ ทำอะไรอยู่



มีงานทดลองที่จับพ่อแม่ 81 คนดูวิดีโอกับลูก 3 ขวบ นาน 4 สัปดาห์
กลุ่มหนึ่งให้หยุดวิดีโอแล้วถามลูก อีกกลุ่มให้หยุดแล้วชี้ให้ดูเฉย ๆ ไม่ต้องถาม



กลุ่มที่ถาม คำศัพท์กับความเข้าใจเรื่องดีขึ้นชัด
กลุ่มที่แค่ชี้ให้ดู ได้คะแนนเท่ากับกลุ่มที่พ่อแม่ไม่ทำอะไรเลย



แปลว่านั่งข้าง ๆ เฉย ๆ ไม่นับ ต้องเปิดปากถาม
"ตอนนี้เค้าจะทำอะไรต่อ" "ทำไมตัวนี้ถึงเสียใจ" "หนูเคยเจอแบบนี้ไหม"



6 ขวบขึ้นไป ไม่มีตัวเลขที่หลักฐานรองรับจริง
อันนี้เซอร์ไพรส์คนส่วนใหญ่ - กุมารแพทย์อเมริกันเลิกให้ตัวเลขตายตัวมาตั้งแต่ปี 2016 และย้ำอีกครั้งในนโยบายฉบับ ก.พ. 2026 ว่า "หลักฐานไม่พอที่จะบอกว่าตัวเลขไหนคือตัวเลขที่ถูก"



ตัวเลข "ไม่เกิน 2 ชั่วโมง" ที่คนไทยอ้างกันมาจากแคนาดา และเป็นตัวเลข เวลาจอเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ไม่นับการเรียน



หลักฐานที่แข็งจริงมีแค่ 3 เรื่อง
การนอน (จอช่วงก่อนนอนและอุปกรณ์ในห้องนอน), สายตาสั้น (ผ่านการแย่งเวลากลางแจ้ง), และ ภาษาในเด็กเล็ก ส่วนเรื่อง "จอทำให้สมาธิสั้น" "จอทำให้ซึมเศร้า" หลักฐานอ่อนกว่ามาก



เราจึงไม่ควรถามว่า "จอดีไหม" มันตอบไม่ได้ เพราะตั้งคำถามผิด
สิ่งที่หลักฐานตอบได้ชัดคือ "จอไปเบียดเวลาอะไรออกไป" - นอน กิจกรรมกลางแจ้ง เล่นกับคน พูดคุยกับพ่อแม่ ถ้าสี่อย่างนี้ยังครบ หนึ่งชั่วโมงหน้าจอแทบไม่ทิ้งร่องรอยที่วัดได้ ถ้าสี่อย่างนี้หาย ต่อให้ดูสารคดีก็เสียหาย



อีกประเด็นที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง แต่อันนี้มีงานวิจัยรองรับ



จอของพ่อแม่ก็มีผลต่อลูกด้วย
งานวิจัยเรื่อง technoference พบว่า เวลาแม่หยิบมือถือขึ้นมา การสื่อสารกับลูกลดลง 20% และการสื่อสารแบบไม่ใช้คำพูด เช่น สบตา ลดลง 39% และการทดลองแบบสุ่มพบว่า การลดจอที่ได้ผลคือ ลดทั้งบ้าน ไม่ใช่ลดเฉพาะเด็ก



เกี่ยวกับความฉลาดไหม?



กลับมาที่ทริปอินโดนิเซีย ลูกสาวผมก็หนีความจริงไม่พ้น ไม่มีจอให้เค้า เค้าก็ไปดูจอเพื่อนอยู่ดี



สรุป ไม่รอด ก็ต้องปล่อยไป คิดว่ามาเข้าแคมป์เอาสังคมกันไป



ผลแข่งประกาศออกมา เด็กที่เห็นติดๆ จอกันนั้น ผมก็เห็นน้องเค้าได้เหรียญทอง เหรียญเงินอะไรกันอยู่ดี
เห็นน้อง ๆ เค้าก็ส่องสาว แซวอะไรกันตามภาษาวัยรุ่นปกติ ไม่ได้คิดว่าดูจอแล้วทำให้สุขภาพจิตย่ำแย่อะไร
ดังนั้น ผมว่าเด็กจะเก่ง ก็เก่งเองหล่ะนะ



อย่างไรก็ดี พอผมเห็น data ข้างบนนี้แล้ว ก็ยังไม่อยากให้ลูกดูจออยู่ดี เพียงแต่ผมเลิกคิดแล้วนะว่าจอคือตัวชี้ว่าใครจะเก่ง จะฉลาด



เกมหนูรู้ ก็เกิดมาจากรายการนี้เลยครับ ผมเองขายเกมที่เด็กเล่นผ่านจอ



ถ้าผมอยู่ในสถานการณ์ห้ามลูกไม่ได้ เช่นบนเครื่องบิน หรือต้องปล่อยเค้าไปอยู่กับเพื่อน แล้วเพื่อนดันมีจอ สิ่งที่ผมคิดว่าต้องให้ลูกก็คือ แทนที่จะไปดูอะไรเคลื่อนไหวเร็ว ๆ ไว ๆ ในจอเพื่อน ก็ให้มาเล่นเกมอะไรที่เคลื่อนที่ช้า ๆ ได้ความรู้วิชาการไปด้วยดีกว่า ลูกผมสายตาสั้นและเอียงเยอะแล้วด้วย -,-



ผมก็เลยทำเกมนี้ขึ้นมา ทำมาแล้วลูกเล่นสนุกดี ก็เลยเอามาแบ่งปันเพื่อนฝูง ก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีมาก
พอลูกเล่นเสร็จ เราก็มากดดูคำตอบที่ลูกตอบผิดได้ เอามาวิเคราะห์ต่อได้ว่าลูกเราอ่อนเรื่องไหนหรือเปล่า
ส่วนที่ผมคิดว่าเทคโนโลยีมันดี ก็คือ มันมีข้อที่ลูกสาวผมตอบผิดซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้น ไม่ว่าคำถามจะวนมาแค่ไหน พอเรารู้ว่าเค้าตอบผิด ก็แสดงว่าเค้าเข้าใจบางอย่างผิดละ ก็ต้องพาไปเจอของจริง หาโอกาสอธิบายพร้อมให้หยิบจับสิ่งๆ นั้นไปด้วย เค้าจะได้จำได้



แต่จอก็ยังไม่ได้เข้ามาอยู่ในชีวิตครอบครัวเราบ่อยนัก
สิ่งที่บ้านผมใช้แทนจอตอนนี้คือกระเป๋าเล็ก ๆ ใบหนึ่ง เค้าก็จะใส่ของเล่น กระจุกกระจิกอะไรของเค้าไป ทีนี้เวลาเค้าไปไหน แล้วไม่รู้จะทำอะไรนาน ๆ เค้าจะได้หยิบอะไรในกระเป๋ามาเล่นได้ นอกจากนี้ยังแฝงถึงการรับผิดชอบสิ่งของของตัวเองอีกด้วย



ผมชอบแนวทางนี้มาก ล่าสุดมีแค่กระดาษกับปากกา เอามาสร้างจุด 5x5 แล้วผลัดกันลากเส้นต่อจุดคนละตา ใครได้ครบสี่เหลี่ยมก่อน ได้ไป 1 คะแนน เกมที่ใช้แค่กระดาษกับปากกานี้มีอีกเยอะมาก ๆ
ถ้าท่านสนใจ ฝากคอมเมนต์บอกหน่อยครับ ผมจะมาเล่าให้ฟังว่าเราเล่นอะไรกับกระดาษ 1 แผ่นได้อีกบ้าง



ผมได้รูปกระเป๋าใบน้อย ๆ ของเจ้าตัวเล็กมาให้ดูครับ
นาน ๆ ครั้ง ผมถึงจะให้เด็ก ๆ ได้เลี้ยงมังกร ในหนูรู้ มังกรร่างเทพช่วยสร้างจินตนาการ
จอ สำหรับครอบครัวผม จึงเหมือนการให้รางวัลเด็ก ๆ คล้ายการให้ทานไอศกรีมนาน ๆ ครั้งนั่นแหละครับ



แต่ละบ้านไม่เหมือนกันอยู่แล้ว กระเป๋าใบนี้เริ่มจากการมีกระดาษหนึ่งแผ่นกับปากกาหนึ่งด้าม — บ้านคุณหล่ะ ใส่อะไรไว้บ้าง?

ติวลูกยังไง ให้ได้เป็นผู้แทนประเทศ? ฉบับน้องประถมต้น ..เมื่อวานนี้ได้มีการประกาศผลคัดเลือกตัวแทนประเทศรายการ WMSC 2026 :...
03/09/2026

ติวลูกยังไง ให้ได้เป็นผู้แทนประเทศ? ฉบับน้องประถมต้น
..

เมื่อวานนี้ได้มีการประกาศผลคัดเลือกตัวแทนประเทศรายการ WMSC 2026 : World Mathematics & Science Challenge ลูกสาวแอดได้เป็น 1 ใน 4 นักเรียนที่ได้รับการคัดลือกไปแข่งขันวิชาวิทยาศาสตร์ ระดับชั้นประถมต้น ที่เมืองบูร์กัส ประเทศบัลแกเรีย ปลายเดือนตุลาคมนี้ครับ
..

รายการ WMSC นี้จัดแข่ง 2 รอบ รอบแรกเป็นรอบระดับจังหวัด คัดเด็กจากทั่วประเทศ รอบที่ 2 เป็นรอบระดับประเทศ เด็กที่ได้เหรียญทอง และเหรียญเงินจากรอบแรกถึงจะได้สอบรอบสอง รอบที่สองมีสนามสอบเพียง 4 ที่ทั่วประเทศ ผมไม่รู้ว่าผู้แทนประเทศถูกคัดมาจากผู้สมัครทั้งหมดกี่คน ผู้จัดไม่ได้ประกาศตัวเลขนั้น เลยจะไม่เคลมว่าสนามนี้ยากแค่ไหน
..

โพสนี้แค่อยากจะมาแชร์สิ่งที่หลายๆ บ้านคงสงสัย ติวอย่างไร? นี่คือสิ่งที่บ้านเราลองมาหลายปี อันไหนเวิร์คอันไหนไม่เวิร์ค
..

ขอเกริ่นก่อนว่า....เริ่มต้นคือเมื่อครอบครัวเราตกผลึกและวางแผนให้ลูกเดินในสายวิชาการ เราจึงคิดว่าเราควรสนับสนุนลูกอย่างเต็มที่เท่าที่ลูกจะทำได้ จังหวะดีคือตอนป.1 ที่โรงเรียนลูกสาวเป็นสนามสอบรายการแข่งขันวิชาการระดับประเทศรายการหนึ่ง ลูกสาวผมได้เหรียญทองแดง 2 วิชามาโดยที่แทบจะไม่ได้ติวอะไรเลย......นี่คือจุดตัดสินใจอีกจุดที่เชื่อว่าเราจะไปได้สวยในสายนี้ และเลือกที่จะสนับสนุนลูกต่อไปครับ
..

มีคุณแม่ท่านหนึ่งกล่าวว่า หากจะปล่อยลูกเข้าสู่สนาม ก็ต้องติดอาวุธให้ลูกด้วย
..

คุณแม่บ้านนี้จึงลงมือสอนเอง ติวเอง ใน 2 วิชาหลักๆ คือเลขและวิทยาศาสตร์ สัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 1 ชั่วโมง หลังทานข้าวเย็น ไม่มีการส่งติวที่อื่น
..

พอลูกเริ่มเข้าป.2 บ้านเราก็ค่อนข้างงงกันอยู่มาก เพราะสนามสอบสมัยนี้มีเยอะมาก แล้วเราจะลุยสายวิชาการนี้แค่ไหนดี? ถ้าสอบทุกสนาม มันใช่ทางที่ดีจริงๆ เหรอ? มันจะต้องมากหรือน้อยแค่ไหนถึงจะบาลานซ์ชีวิตด้านอื่นและดำเนินไปตามเป้าหมายในการเลี้ยงลูกแบบที่เราตั้งใจไว้
..

สุดท้ายได้ข้อสรุปว่าเราจะ “เดินทางสายกลาง” — เลือกเฉพาะวิชาที่เห็นว่าสำคัญ แล้วติวแค่นั้น ไม่สอบทุกสนามที่เปิด
..

🥇เรื่องแรกที่บ้านเรากรองได้มา คือวิธีเลือกสนามสอบ
..

เงื่อนไขของบ้านเราคือ เราจะคัดบางสนามที่ข้อสอบดี ได้ฝึกการคิดอย่างเป็นระบบ ช่วยสร้างพื้นฐานความคิดที่ดี สนามนั้นต้องได้รับการยอมรับ มีผู้เข้าสอบเยอะพอที่จะเห็นลำดับและพัฒนาการของลูกได้
..

และสนามนั้นต้องให้เอาข้อสอบกลับบ้าน
..

เราสอนลูกว่าให้แสดงวิธีทำลงบนกระดาษข้อสอบเลย ไม่ต้องคิดในใจ
เพราะคะแนนบอกเราแค่ว่าลูกได้เท่าไร แต่กระดาษที่เอากลับบ้านบอกว่าเค้ายังไม่แม่นเรื่องอะไร แล้วนั่นคืออย่างเดียวที่เราเอามาติวต่อได้
..

ผมจะดีใจมากเวลาที่ลูกมีโอกาสได้ไปแข่งต่างประเทศ เพราะเราอาจได้เห็นทางเลือกหรือข้อมูลใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ในอนาคต แต่สนามที่สอบครึ่งวันแล้วปล่อยเที่ยว ไม่มีข้อสอบกลับ ไม่มีกิจกรรมกลุ่ม บ้านเราไม่ไปครับ
..

🥈เรื่องที่สอง เป็นเรื่องที่บ้านเราเข้าใจผิดมาหลายปี
..

ครั้งหนึ่งก่อนสอบสนามใหญ่สนามหนึ่ง ซึ่งเป็นสนามที่ลูกเคยทำคะแนนได้ดีในปีก่อน เราติวให้เค้าเต็มที่จนถึงวันสอบ
ออกมาตรวจข้อสอบแล้วทำได้ไม่ดีมากๆ และไม่ใช่เพราะทำผิด —
ถามลูกว่าทำไมถึงหยุดดื้อๆ ทั้งที่เริ่มมาถูกทางแล้ว ลูกตอบว่า...มันเหมือนคิดอะไรไม่ออกค่ะ....ลูกหยุดทำกลางทาง เพราะพลังงานหมดครับ
..

บ้านเราคิดมาตลอดว่าติวเพิ่มอีกหน่อยแปลว่าพร้อมขึ้นอีกหน่อย ที่จริงเราเข้าใจผิดเรื่องจังหวะ ไม่ใช่เรื่องปริมาณ
ความรู้ที่คุณแม่ติวมาอยู่ในตัวเค้าเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่เราเอาไปใช้หมดก่อนเวลาคือแรงของเค้าในวันสอบ
..

หลังจากนั้นบ้านเราเลิกติวก่อนวันสอบ แล้วเอาเวลากับเงินไปจ่ายค่าโรงแรมที่ใกล้สนามสอบที่สุดเท่าที่หาได้ ให้ลูกได้นอน แล้วตื่นมาโดยไม่ต้องนั่งรถไกล
WMSC เป็นสนามล่าสุดที่บ้านเราทำแบบนี้ครับ แล้วมันเวิร์ค



มาถึงช่วงสุดท้ายแล้วครับ เรื่องที่อยากเล่าจริงๆ ไม่ใช่รางวัล แต่คือสิ่งที่บ้านเราลองแล้วเวิร์ค และอะไรไม่เวิร์คครับ
..

สิ่งที่ไม่เวิร์ค:

❌ จัดตารางติวแน่นเอี๊ยด ไม่เหลือเวลาให้เด็กมีเวลาของตัวเอง อย่างน้อยทุกวันต้องมีเวลา free time ให้เด็กๆ

❌ โฟกัสกับคะแนนและรางวัลที่ได้ มากกว่าความพยายามและความเข้าใจในเนื้อหาแต่ละส่วน

❌ ติวในวันก่อนสอบ อันนี้บ้านเราจ่ายค่าเรียนรู้ไปแล้วหนึ่งสนามเต็มๆ
..

สิ่งที่เวิร์ค:

✅ สร้างวินัยเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ ทำให้เป็นกิจวัตร อ่านหนังสือวันละไม่ต้องมาก แต่ถ้าทำได้ทุกวันจะดีกว่ามากครับ

✅ พ่อแม่เรียนไปพร้อมกับลูก ยิ่งพ่อแม่อ่านเยอะแค่ไหน ลูกก็ยิ่งไม่ต้องเสียเวลาอ่านหลงทาง เพราะเราจะรู้ว่าอะไรสำคัญไม่สำคัญ แล้วแนะนำเค้าได้ รู้จุดแข็งจุดอ่อนที่ต้องผลักดันหรือปรับปรุงได้ดี

✅ พ่อแม่ติวเองได้ประโยชน์มากครับ เราจะรู้จังหวะผ่อน จังหวะตึง เพราะลูกก็เหมือนรถยนต์ที่บางช่วงต้องเบรก บางช่วงใส่เกียร์ใส่คันเร่งเต็มที่ได้ บางช่วงก็ควรไปแบบช้าๆเรื่อยๆ พ่อแม่เท่านั้นที่จะสังเกตเห็นจังหวะนั้น

✅ เก็บจุดที่น้องไม่เข้าใจมาถามซ้ำ ในเรื่องราวชีวิตประจำวันหรือตอนไปเที่ยว คุณแม่พิมพ์เก็บไว้ทีละข้อในไฟล์เดียว สุดท้ายไฟล์นั้นเลยเกิดเป็นเกมหนูรู้นี่เอง

✅ หาสิ่งอื่นที่นอกเหนือจากการเรียน สังเกตสิ่งที่เค้าทำได้ดี และมักจะใช้เวลาหมกมุ่นอยู่กับมัน และให้เวลาเค้าทำสิ่งนั้นอย่างเหมาะสม

✅ นอนและพักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉพาะก่อนช่วงเวลาสอบ ไม่อัดเรียนหนักๆ วันก่อนสอบเด็ดขาด

✅ ควบคุมอารมณ์พ่อแม่ให้ดีก่อนสอน (อันนี้ยากสุด) ต้องนอนเยอะๆ ก่อน เพราะคนที่คุมอารมณ์ไม่ได้ตอนสอนคือพ่อแม่ ไม่ใช่ลูก
..

ท้ายสุด....ประโยคที่สอนบ้านเรามากที่สุด ไม่ได้มาจากผม และไม่ได้มาจากคุณแม่

"หนูยังอยากลองสอบดูค่ะ หนูอยากเล่นก่อนนิดนึง แล้วติวต่อค่ะ"

เรื่องที่ผมกับคุณแม่เถียงกันมานาน ลูกตอบเองจบในประโยคเดียว — เค้าขอเวลาเล่น และขอติวต่อ อยู่ในประโยคเดียวกัน

กลายเป็นว่าครึ่งทางที่เราสองคนหากันอยู่นาน เค้ารู้อยู่ก่อนเราแล้ว 🥰

01/09/2026

สอนวิทยาศาสตร์ ผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมเนปาลให้ลูกฟังกัน

#หนูรู้ #เกมวิชาการ #ใบงานฟรี

01/09/2026
มาสอนวิทยาศาสตร์ลูก ผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมที่เนปาลกันครับ #หนูรู้  #วิทยาศาสตร์เด็ก  #เนปาล  #เกมวิชาการสำหรับเด็ก  #ใบงาน...
01/09/2026

มาสอนวิทยาศาสตร์ลูก ผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมที่เนปาลกันครับ

#หนูรู้ #วิทยาศาสตร์เด็ก #เนปาล #เกมวิชาการสำหรับเด็ก #ใบงานฟรี

ที่อยู่

88/5 หมู่ที่ 5 ห้างทองพรทวี โครงการเพอร์เฟคเฮ้าส์ ถนน เศรษฐกิจ ตำบล คลองมะเดื่อ
Krathum Baen
74110

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ หนูรู้ - เกมการศึกษาสำหรับเด็กประถมผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท