02/06/2026
ศัตรูของเราไม่ใช่กลุ่มนักเก็งกำไรที่พยายามนิยามบิตคอยน์ว่าเป็นแบบนั้นเป็นแบบนี้ ศัตรูของเราคือระบบรัฐที่ให้สิทธิคนกลุ่มเล็กๆ ควบคุมเงินของคนส่วนใหญ่ได้
เจอกับ Robert Kiyosaki ได้ในหนัง God Bless Bitcoin
วันเสาร์ 13 มิถุนายนนี้ 15.00-18.00 น. ที่ Lorem Ipsum หาดใหญ่
01/06/2026
คุณใช้ store of value จ่ายเพื่อนั่งรถไปโคราชได้นะคับ
01/06/2026
ตูอุตส่าบังคับให้ลูกค้ารับ
01/06/2026
ยาวอีกแล้ว เหนื่อยแล้วนะ ทำงานดีกว่า55555
เสาร์ 13 มิย นี้ เรามีฉายสารคดีเกี่ยวกับบิตคอยน์ x ศาสนา ที่ร้าน Lorem Ipsum นะฮะ บอกเลยมันส์ มาจอยกันครับ ส่วนนี่นั่งรีวิวซับ 20 กว่าเวอร์ชั่นแล้วมันก็ยังแก้ได้เรื่อยๆ จนวันสุดท้ายแน่555555
31/05/2026
ผมไบแอสในทางบวกกับโนคอยเนอร์สาวสวยครับ อยากใจยุติธรรมวิจารณ์แฟร์ๆ เหมือนคนชายๆ แต่ทำไม่ได้
31/05/2026
คอร์สบิดกวยทำให้ได้เจอรุ่นพี่นิติ มธ. แม้จะห่างกัน 20 รุ่นฮะ
นั่งเม้ากันยาวเลย เกือบ 6 ชั่วโมง คอร์สยาวแท้5555 แต่สนุกและได้แนวคิดดีๆ กลับมาเยอะมากครับ
ขอบคุณพี่ฟุกที่มาจอยคลาส Hardware Wallet #5 หวังว่าจะสร้างความมั่นใจในการเก็บบิดกวยยาวๆอย่างปลอดภัยนะครับ 🧡
31/05/2026
อาจารย์อีกท่านไม่ได้พูดเรื่องบิตคอยน์นะครับ ผมพูดคนเดียว55555 แต่ให้ ai แต่งภาพให้สวยขึ้นเฉยๆ
วันนี้สมัครวันสุดท้ายแล้ว ผมบอกเลยนะว่าเป็นอีกคอร์สที่ผมจะจัดเต็มมากเหมือนกัน เพราะว่าในส่วนของผมใช้เวลา 6 ชั่วโมง ถึงผมไม่เคยสอนนานขนาดนี้มาก่อน และเป็นครั้งแรกที่เป็นงานของมหาวิทยาลัย ถ้าใครอยากเข้าใจบิตคอยน์จริงๆ เพื่อนำไปวางแผนการเงินต่อได้ ลงเลยครับ ถูกกว่าคอร์สส่วนตัวผมเยอะมากเลยด้วย
30/05/2026
งานฉายหนังพร้อมวงเสวนาในรอบนี้ เราได้รับเกียรติจากวิทยากร 2 ท่าน ที่จะมารวมพูดคุยในประเด็น “ศาสนาสอนอะไรเกี่ยวกับเงิน” .hatyai
ท่านแรก
คุณฮาบิบ Habib IbnAbdulrahim Kodae
ผู้ก่อตั้ง Y TBC หรือเพจ Y BTU
กลุ่มบิตคอยน์มุสลิม
ท่านที่สอง
อาจารย์วิทู ณ สงขลา
วิทยากรศาสนาคริสต์
และผู้ช่วยศิษยาภิบาล คริสตจักรแบ๊บติสท์หาดใหญ่
กราบขอบคุณทั้งสองท่านมากๆ ครับ
ผมเชื่อว่าผู้ฟังจะได้เปิดมุมมองและความรู้ใหม่ๆ อย่างแน่นอน
แล้วมาร่วมกันตั้งคำถามว่า
ศาสนาต่างๆ มองเรื่องเงินไว้อย่างไร
เงินแบบไหนที่ยุติธรรม
และบิตคอยน์เกี่ยวข้องกับคำถามเหล่านี้ตรงไหน
เสาร์ 13 มิถุนายน 2569
เวลา 15.00–18.00 น.
ร้าน Lorem Ipsum หาดใหญ่
ค่าบัตร 200 บาท
จำกัดเพียง 30 ที่นั่งเท่านั้น
30/05/2026
ผมคิดว่าผู้เขียนน่าจะเข้าใจพื้นฐานของบิตคอยน์ประมาณนึงเลย แต่การอธิบายในบทความนี้โฟกัสไปที่มุมมองของการลงทุน ETF อะไรต่างๆ แบบนี้เป็นหลัก แต่ถ้าคนที่ไม่ได้เข้าใจพื้นฐานบิตคอยน์มาอ่าน อาจทำให้เข้าใจพื้นฐานของบิตคอยน์ผิดไปได้บ้างครับ ผมเลยอยากมาขยายความส่วนนี้
และผมขออนุญาตแค็ปมาแบบนี้เลยนะครับ เผื่อใครอยากแชร์ที่ผมเขียนต่อ แต่ก่อนอื่นให้ลองเข้าไปอ่านที่เพจ Beauty Investor ก่อนนะครับ
1. บทความเขียนว่า
"ทีนี้พอเป็น ETF คนที่ซื้อเขาไม่ได้ถือ Bitcoin จริงค่ะ เขาถือแค่หน่วยลงทุนที่เป็นสิทธิเรียกร้องบนกระดาษ"
ข้อนี้ผมเห็นด้วยว่าคนซื้อบิตคอยน์ ETF ไม่ได้ถือบิตคอยน์จริง ไม่ได้ถือ private key เอง
แต่นี่เป็นปัญหาของวิธีถือบิตคอยน์ผ่าน ETF ไม่ใช่ปัญหาของบิตคอยน์เอง เหมือนผมซื้อทองผ่านกองทุน ผมไม่ได้ถือทองแท่งเอง แต่ไม่ได้แปลว่าทองแท่งบนโลกสูญเสียคุณสมบัติการถือเอง คนที่ถือทองแท่งอยู่ในตู้เซฟก็ยังถือเองได้เหมือนเดิม
ดังนั้นประโยคที่ตรงกว่าในประเด็นนี้คือ ETF ไม่ได้ทำลายความสามารถพื้นฐานของบิตคอยน์ แต่มันสร้างบิตคอยน์ในเวอร์ชั่นที่สะดวกขึ้น ที่คนยอมแลกความเป็นเจ้าของจริงออกไป
2. บทความเขียนว่า
"สินทรัพย์ที่เกิดมาเพื่อกระจายอำนาจ กลับถูกรวมศูนย์การถือครองกลับเข้าไปในมือไม่กี่เจ้าผ่านประตูที่ชื่อ ETF"
อันนี้เป็นคำเตือนที่ดีมากครับ เพราะถ้าบิตคอยน์จำนวนมากไปอยู่กับ custodian รายใหญ่ ความเสี่ยงเรื่องตัวกลางก็กลับมาแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการถูกสั่งอายัด การถูกบังคับตามกฎหมาย หรือการบริหารผิดพลาดของคนกลาง
แต่ต้องแยกระหว่าง เหรียญจำนวนหนึ่งถูกรวมไปอยู่กับผู้รับฝาก กับ บิตคอยน์ทั้งระบบถูกควบคุมโดยผู้รับฝาก สองอย่างนี้ไม่เหมือนกันครับ
BlackRock หรือ custodian รายใหญ่ จะถือบิตคอยน์เยอะแค่ไหน ก็ไม่ได้แปลว่าเขาเปลี่ยนกฎบิตคอยน์ได้ เขาสั่งเพิ่มจำนวนบิตคอยน์ไม่ได้ สั่ง node ทั่วโลกไม่ได้ สั่งให้บิตคอยน์เลิกมีเพดาน 21 ล้านไม่ได้ เขาคุมเหรียญที่เขารับฝาก แต่ไม่ได้คุมกฎของบิตคอยน์ทั้งระบบ
ตรงนี้คือจุดที่บทความพูดแรงเกินไปหน่อย เพราะมันอาจทำให้คนอ่านรู้สึกว่าบิตคอยน์ถูกยึดทั้งระบบแล้ว ทั้งที่จริงสิ่งที่ถูกดึงเข้า Wall Street คือ สิทธิในการรับกำไร-ขาดทุนตามราคาบิตคอยน์เท่านั้น ไม่ใช่ระบบบิตคอยน์
3. บทความเขียนว่า
"แค่ซื้อ Call Option ก็ได้กำไรขาขึ้นมาแล้ว ความต้องการของเราถูกดูดซับด้วยสัญญากระดาษที่เสกขึ้นมาใหม่ได้แทบไม่จำกัด"
ประเด็นนี้มีส่วนจริงครับ พอตลาดมี options มี futures มีสัญญากระดาษเยอะขึ้น คนจำนวนหนึ่งอาจไม่ต้องซื้อบิตคอยน์จริงก็ได้ เขาแค่เล่นทิศทางราคาผ่านสัญญาแทน
แต่สิ่งที่ต้องพูดให้ครบคือ options ไม่ได้เสกบิตคอยน์เพิ่ม มันเสกแค่สิทธิในการเก็งราคาเพิ่ม บิตคอยน์มีอยู่ได้สูงสุด 21 ล้านเหรียญ ต่อให้มี options มากแค่ไหน มันก็ไม่ได้ทำให้ บิตคอยน์ กลายเป็น 22 ล้านเหรียญ
ดังนั้นจะบอกว่า options ทำให้ความหายากของบิตคอยน์กลายเป็นของปลอมมันก็ไม่ใช่ ความหายากบนกระดานเทรดอาจถูกบิดไปมาได้ แต่ความหายากในระบบยังอยู่เหมือนเดิม
4. บทความเขียนว่า
"มันเกิดกับทองคำมาแล้วเป็นสิบปี ตลาดทองมีทองกระดาษ คือสัญญาฟิวเจอร์ส ออปชัน และบัญชีที่ไม่ได้จัดสรรทองจริง มากกว่าทองแท่งที่มีอยู่จริงหลายสิบเท่า "
ก็คือเปรียบเทียบว่าตลาดบิตคอยน์อาจกำลังกลายเป็นเหมือนตลาดทอง ที่มีทองกระดาษมากกว่าทองจริง
อันนี้เป็นข้อเปรียบเทียบที่น่าคิดเหมือนกัน แต่บิตคอยน์กับทองไม่เหมือนกันครับ
ทองต้องพึ่งคลัง พึ่ง auditor พึ่งระบบขนส่ง พึ่งคนไปตรวจว่ามีทองจริงอยู่ไหม แต่บิตคอยน์ สามารถตรวจสอบ supply ได้บนเครือข่าย ใครรัน node ก็ตรวจเองได้ว่ากฎยังเป็นกฎเดิมไหม จำนวนเหรียญยังเป็นไปตามที่ควรจะเป็นไหม ซึ่งคุณเองก็รันที่บ้านได้นะ หา SSD 1 TB สักอันก็ทำได้แล้ว
ปัญหาบิตคอยน์กระดาษมีจริง โดยเฉพาะบน exchange หรือผลิตภัณฑ์การเงินที่ไม่ได้ให้ถอนเหรียญจริง แต่ทางแก้ของบิตคอยน์ก็ง่ายมาก นั่นคือถอนออกมาถือเอง
ถ้าคุณสงสัยว่าแพลทฟอร์มต่างๆ มีบิตคอยน์จริงไหม ไม่ต้องเถียงกันยาวเลย แค่ถอนมันออกมา
นี่คือจุดที่บิตคอยน์ต่างจากทอง
5. บทความเขียนว่า
"สหรัฐไม่เคยเจาะระบบเข้ารหัสของบิตคอยน์ได้เลยสักครั้ง"
ข้อนี้ยกมาเพราะผมเห็นด้วยแบบเต็มๆ 5555 และอยากขยายให้ทุกคนเข้าใจ
รัฐยึดบิตคอยน์ได้เพราะรัฐยึดคน ยึดเครื่อง ยึด seed หรือใช้กฎหมายบังคับ ไม่ใช่เพราะรัฐแฮกบิตคอยน์สำเร็จ
อันนี้เหมือนตู้เซฟ ถ้าโจรเปิดรหัสตู้เซฟไม่ได้ แต่ไปจับเจ้าของตู้มาให้บอกรหัส อันนี้ไม่ได้แปลว่าตู้เซฟห่วย มันแปลว่าจุดอ่อนคือเจ้าของตู้
คนเก็บ seed ไม่ดี
คนฝากไว้ใน cloud
คนฝาก exchange
คนโดนหลอก
คนโดนบังคับ
คนถือผ่านตัวกลางแล้วคิดว่าตัวเองถือเอง
ดังนั้นที่รัฐยึดบิตคอยน์ได้ ไม่ใช่บิตคอยน์ยึดได้ง่าย
แต่คือ ถ้าจะถือบิตคอยน์เอง ต้องรู้วิธีเก็บให้ดีจริงๆ
แอบไทร์อินคอร์สสอนเก็บบิตคอยน์เบาๆ ครับ55555
6. บทความเขียนว่า
"สำหรับคนเดินดินที่ตั้งใจอยู่ในประเทศตัวเองไปตลอด คุณสมบัตินี้มูลค่าเท่ากับศูนย์ในชีวิตจริง"
ตรงนี้ผมไม่เห็นด้วยกับคำว่า "มูลค่าเท่ากับศูนย์"
จริงอยู่ครับว่าคนทั่วไปอาจไม่ได้ต้องหนีข้ามแดน ไม่ได้ถูกอายัดบัญชี ไม่ได้เป็นผู้ลี้ภัย และไม่ได้อยู่ในประเทศที่เงินพัง แต่ของบางอย่างมีค่าในฐานะประกัน
ประกันไฟไหม้ไม่ได้ไร้ค่าเพราะวันนี้บ้านยังไม่ไหม้
ยางอะไหล่ไม่ได้ไร้ค่าเพราะวันนี้รถยังไม่ยางแตก
ล็อกประตูบ้านไม่ได้ไร้ค่าเพราะคืนนี้ไม่มีโจรเข้า
ผมคิดว่าบิตคอยน์แบบ self-custody ก็คล้ายกัน การมีทางเลือกสำรองไม่ใช่มูลค่าเท่ากับศูนย์
แล้วเราจะมั่นใจได้สักกี่ % ในประเทศที่มีการรัฐประหารบ่อยที่สุดประเทศนึงแบบนี้ ว่าวันนึงเราจะไม่เจอรัฐที่เป็นทรราชครับ
7. บทความเขียนว่า
"Bitcoin ร่วงจากจุดสูงสุดราว 126,000 ดอลลาร์เมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน ลงมาเหลือ 7 หมื่นกว่าๆ คือร่วงเกือบ 40% จากยอด"
ราคาลงแรงเป็นเรื่องดูไว้หน่อยก็ดีครับ
แต่ราคาลงอย่างเดียว ไม่ได้แปลว่าพื้นฐานของมันเปลี่ยนไปครับ
บิตคอยน์เคยลงหนักกว่านี้หลายครั้งในอดีต บางรอบลงจนคนประกาศตายกันทั้งวงการ สุดท้ายมันก็ยังกลับมาได้ สิ่งที่ราคาบอกเราได้คือ ตลาดตอนนั้นกำลังกลัว กำลังลังเล หรือกำลังตีราคาใหม่ แต่มันยังไม่ได้บอกว่าบิตคอยน์ ในฐานะระบบพังแล้ว
8. บทความเขียนว่า
"การที่ Bitcoin อ่อนตัวลงในขณะที่หุ้นเทคและดัชนีสหรัฐทำจุดสูงสุดใหม่ ทำให้คำอธิบายแบบ ‘เพราะดอกเบี้ยสูงอย่างเดียว’ ไม่พออีกต่อไป เพราะถ้าดอกเบี้ยสูงเป็นตัวการจริง หุ้นเทคที่อ่อนไหวกับดอกเบี้ยที่สุดต้องโดนกดก่อนเพื่อน แต่นี่ Nasdaq ที่เต็มไปด้วยหุ้นเทคกลับวิ่งทำสถิติสูงสุด ส่วน Bitcoin ร่วง แปลว่าตัวแปรมหภาคที่ทั้งคู่ใช้ร่วมกันอย่างดอกเบี้ย"
ผมว่าอันนี้เป็นข้อสังเกตที่ดี แต่ยังสรุปเร็วไป
หุ้นเทคอาจขึ้นเพราะกำไรบริษัทดี กระแส AI แรง นักลงทุนสถาบันไหลเข้า หรือบริษัทใหญ่ซื้อหุ้นคืน ส่วนบิตคอยน์อาจลงเพราะเงินไหลออกจาก ETF คนลดความเสี่ยงในคริปโต มีแรงขายจากนักขุด มี leverage ถูกล้าง หรือ narrative ระยะสั้นอ่อนลง
สินทรัพย์สองตัวเดินคนละทางในช่วงหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าสินทรัพย์หนึ่งหมดคุณค่าถาวร มันแค่แปลว่า ช่วงนั้นตลาดกำลังให้เหตุผลคนละชุดกับสินทรัพย์แต่ละตัว
หุ้นขึ้น บิตคอยน์ลง จึงเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ แต่ยังไม่พอจะสรุปว่าความสามารถต่างๆ ของบิตคอยน์มันหมดไปแล้ว
9. บทความเขียนว่า
"Bitcoin ไม่มีกระแสเงินสด ไม่มีกำไร ไม่มีดอกผลในตัวเอง ไม่มีดีมานด์อุตสาหกรรมที่มีนัยสำคัญ มูลค่าของมันมาจากสิ่งเดียวล้วนๆ คือความเชื่อร่วมว่าคนอื่นจะยอมรับมันในราคาที่สูงขึ้น"
ข้อนี้ถูก บิตคอยน์ไม่ใช่หุ้น ไม่ใช่กิจการ ไม่มีงบกำไรขาดทุน ไม่มีเงินปันผล ไม่มีค่าเช่า ไม่มีดอกเบี้ย
แต่ของที่ไม่มี cash flow ไม่ได้แปลว่าไม่มีมูลค่าเสมอไป
ทองคำก็ไม่มี cash flow
งานศิลปะก็ไม่มี cash flow
ของสะสมบางอย่างก็ไม่มี cash flow
เงินสดในตู้เซฟก็ไม่มี cash flow
ถ้าจะประเมินบิตคอยน์แบบหุ้น ผมว่ามันใช้ไม่ค่อยได้ เพราะหุ้นมีรายได้ มีกำไร มีปันผล แต่บิตคอยน์ มีคุณค่าจากความหายาก ความโอนง่าย การถือเองได้ และการที่ไม่มีใครสั่งพิมพ์เพิ่มได้ตามใจ
ดังนั้นคำว่าบิตคอยน์ ไม่มี cash flow เป็นเรื่องจริง
แต่ยังไม่พอจะสรุปว่าบิตคอยน์ไม่มีมูลค่า หรือไม่มีสมออะไรเลย เพียงแต่มันเป็นสมอคนละแบบกับหุ้น
10. บทความเขียนว่า
"นักขุดรายใหญ่จำนวนมากไม่ได้นั่งรอให้ราคาเด้งกลับมาหาต้นทุน แต่เลือกเปลี่ยนธุรกิจตัวเองไปรับงานศูนย์ข้อมูล AI แทน"
อันนี้อาจเกิดขึ้นจริง และเป็นเรื่องที่ต้องตามดูต่อ แต่ถ้านักขุดบางรายย้ายไป AI เพราะคุ้มกว่า นั่นคือการจัดสรรทุนตามกลไกตลาด ไม่ใช่สิ่งที่จะบอกว่าบิตคอยน์ล้มเหลวได้แบบทันที
ระบบบิตคอยน์ถูกออกแบบมาให้นักขุดเข้าออกได้อยู่แล้ว
ถ้าขุดไม่คุ้ม คนประสิทธิภาพต่ำก็จะถูกเขี่ยออก
difficulty ปรับ
คนที่เหลือขุดต่อ
block ยังเดินต่อ
คนที่ยังเหลือ ก็จะเจอจุดที่คุ้มทุนในการขุดตามกลไกตลาด
บิตคอยน์ไม่ได้ต้องการให้นักขุดทุกรายรอด มันต้องการเพียงให้เครือข่ายโดยรวมยังปลอดภัย และยังเดินต่อได้ตามกฎ
ดังนั้นการที่บางบริษัทขุดบิตคอยน์ เปลี่ยนธุรกิจ ไม่ได้แปลว่าระบบบิตคอยน์จะพัง มันอาจแปลว่าบริษัทนั้นเจอธุรกิจอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าในช่วงนั้นเท่านั้นเอง
11. บทความเขียนว่า
"ระดับเข้มสุดคือการประกาศให้ Bitcoin เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายเทียบเท่าสกุลเงินของตัวเอง อันนี้ฟันธงได้เลยว่าประเทศใหญ่ที่มีอำนาจอธิปไตยทางการเงินจริงๆ จะไม่มีวันทำ และเหตุผลมันเป็นตรรกะเชิงอำนาจที่ชัดเจน"
ผมเห็นด้วยว่า ประเทศใหญ่ๆ คงไม่ยอมให้บิตคอยน์มาแทนเงินของตัวเองง่ายๆ
ไม่มีรัฐไหนอยากเสียอำนาจในการคุมเงิน คุมภาษี คุมดอกเบี้ย และคุมระบบธนาคาร
แต่คำถามคือ บิตคอยน์จำเป็นต้องชนะด้วยการเป็นเงินตามกฎหมายของประเทศใหญ่เท่านั้นหรือเปล่า?
ผมว่าไม่จำเป็น บิตคอยน์อาจไม่ได้แทนเงินบาท ดอลลาร์ หรือยูโร แต่มันยังเป็นสินทรัพย์สะสมมูลค่า เป็นหลักประกันนอกระบบธนาคาร เป็นทางเลือกสำหรับคนที่อยากถือทรัพย์สินเอง หรือเป็นเงินของอินเทอร์เน็ตในบางกลุ่มได้
การที่รัฐใหญ่ไม่ยอมรับบิตคอยน์ ไม่ได้แปลว่าบิตคอยน์ไม่มีที่ยืน บางทีมันอาจไม่ได้มาแทนเงินรัฐทั้งระบบ แต่มาเป็นทางออกคู่ขนานสำหรับคนที่อยากมีทางเลือกนอกระบบรัฐ
12. บทความเขียนว่า
"El Salvador เป็นประเทศเดียวที่กล้าประกาศให้ Bitcoin เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายเต็มตัวเมื่อปี 2021 สุดท้ายต้องถอยในต้นปี 2025 เพราะกองทุนการเงินระหว่างประเทศกดดันเป็นเงื่อนไขแลกกับเงินกู้หนึ่งพันสี่ร้อยล้านดอลลาร์"
เคส El Salvador เป็นบทเรียนที่ดีจริงๆ ครับ การเอาบิตคอยน์ไปใช้ระดับประเทศไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะถ้ารัฐพยายามผลักจากบนลงล่าง ในวันที่ประชาชน ร้านค้า ระบบบัญชี ภาษี และความรู้ยังไม่พร้อม
แต่การที่โมเดลบังคับรับบิตคอยน์มีปัญหา ไม่ได้แปลว่าบิตคอยน์ใช้งานไม่ได้ มันแค่แปลว่า adoption ที่ดีต้องเกิดจากความสมัครใจ ต้องเริ่มจากคนที่เห็นประโยชน์จริง และต้องมีเครื่องมือที่ใช้ง่ายกว่านี้ อาจจะเป็นแบบล่างขึ้นบน ซึ่งหลายที่ก็ค่อยๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างไทยเองก็มีร้านค้าที่รับบิตคอยน์เยอะที่สุดในภูมิภาคนี้ โดยที่รัฐไม่ต้องมานั่งยอมรับหรืออนุญาติเลย
13. บทความเขียนว่า
"การกอด Bitcoin ไว้ในคลังของรัฐ คือการทำให้มันเชื่อง ไม่ใช่การยกอำนาจให้มัน"
ประเด็นนี้ผมว่าตีความได้สองทาง
ทางหนึ่ง บทความอาจพูดถูก รัฐถือบิตคอยน์ ในคลังไม่ได้แปลว่ารัฐยอมเสียอำนาจให้บิตคอยน์ รัฐอาจมองบิตคอยน์เป็นสินทรัพย์ชนิดหนึ่ง เหมือนทอง แต่ไม่ยอมให้มันมาแทนเงินของตัวเอง
แต่อีกทางหนึ่ง การที่รัฐถือบิตคอยน์ก็อาจแปลว่ารัฐยอมรับว่าบิตคอยน์มีมูลค่า มีความสำคัญ และไม่ใช่ของเล่นของอาชญากรแบบที่เคยถูกพูดถึงในอดีต
ดังนั้นผมไม่คิดว่าควรสรุปทางเดียวว่า รัฐถือ บิตคอยน์ เท่ากับ บิตคอยน์ ถูกทำให้เชื่อง มันอาจเป็นทั้งสองอย่างพร้อมกัน
ที่สำคัญที่สุด ต่อให้รัฐถือบิตคอยน์ก็ยังเปลี่ยนกฎบิตคอยน์ไม่ได้อยู่ดี
14. บทความเขียนว่า
"อยากพูดถึงคนที่ทุ่มทั้งหมดลงใน Bitcoin หรือคนที่เปลี่ยนมันจากการลงทุนให้กลายเป็นความเชื่อและตัวตน"
ข้อนี้ผมก็พอจะเห็นด้วย การเอาชีวิตทั้งชีวิตไปผูกกับสินทรัพย์เดียวเป็นเรื่องเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็น บิตคอยน์ หุ้น ทอง อสังหา หรือธุรกิจตัวเอง
บางคนไม่ได้ถือบิตคอยน์ แล้ววิเคราะห์บิตคอยน์ แต่กลายเป็นว่าตัวตนของเขาคือบิตคอยน์ พอใครวิจารณ์บิตคอยน์ เขาเลยรู้สึกเหมือนถูกโจมตีตัวเอง อันนี้ก็แอบอันตรายมั้ง
แต่ปัญหานี้คือปัญหาของการบริหารความเสี่ยง ไม่ใช่หลักฐานว่าบิตคอยน์ไม่มีคุณค่า
15. บทความเขียนว่า
"เรื่องเล่าที่เหลืออยู่จริงๆ ของ Bitcoin วันนี้ ไม่ใช่เทคโนโลยีจะเปลี่ยนโลก และไม่ใช่ของหายากราคาจะขึ้น แต่คือระบบการเงินเก่ากำลังจะมีปัญหาหนักพอที่คนจะวิ่งหาทางหนี"
เรื่องระบบการเงินเก่ามีปัญหา เป็น narrative สำคัญของบิตคอยน์ก็จริง
แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวที่เหลืออยู่
บิตคอยน์ ยังมีเรื่องอื่น เช่น
เงินที่ไม่มีใครพิมพ์เพิ่มตามใจได้
การถือทรัพย์สินเองโดยไม่ต้องขออนุญาต
การโอนมูลค่าข้ามประเทศในเวลาอันสั้น
การเก็บออมระยะยาว
การมีระบบเงินที่กฎชัดเจนกว่าเงินรัฐ
การมีทางเลือกออกจากระบบตัวกลาง
การมีเงินของอินเทอร์เน็ตที่เปิดให้ทุกคนใช้ได้
ไม่จำเป็นต้องรอให้โลกแตกบิตคอยน์ถึงจะมีเหตุผลในการมีอยู่ มันอาจมีค่าตั้งแต่วันที่คนเริ่มสงสัยว่า เงินที่เขาใช้ทุกวันนี้ถูกลดค่าลงเรื่อยๆ โดยที่เขาไม่มีสิทธิคัดค้านอะไรเลย
....
อันนี้ผมว่าต้องถามตัวเองดีๆ
ว่าเราต้องการแค่กำไรจากราคาบิตคอยน์
หรือต้องการคุณสมบัติที่ทำให้บิตคอยน์แตกต่างจากสินทรัพย์อื่นจริงๆ
(จะต้องการทั้งสองอย่างพร้อมกันก็ได้ ถ้าเข้าใจ)
ถ้าต้องการแค่กำไร จะถือผ่านอะไรก็ได้
แต่ถ้าต้องการอธิปไตย คำตอบยังเหมือนเดิม
ถือ private key เอง
เขียนมาทั้งหมดเพื่อจะบอกว่า
พรุ่งนี้คอร์สเก็บบิตคอยน์ด้วยตัวเอง
เหลือ 2 ที่ เรียนที่หาดใหญ่
มาลงเรียนกันนะจ้ะ555555555