25/06/2022
แอบผสม(ไม่บอก)=ผิดกฎหมายนะ
... #กัญชาเสรี ≠ ยัดเยียดใส่ให้ลูกค้ากิน...
ปรากฏการณ์ “ปลดล็อกกัญชา” นำมาผสมใส่อาหาร ต่อยอดเมนูให้น่าสนใจ อีกมุมของผู้บริโภคที่ไร้ข้อมูล แพ้หนัก “ถูกหามเข้าโรงพยาบาล-เสียชีวิต” ผู้เชี่ยวชาญแนะระวังโดนฟ้อง!!
โดยเฉพาะรายที่ #แพ้กัญชา จะมีอาการเมา ง่วงนอนกว่าปกติ ปากแห้ง คอแห้ง เวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน
อาจหนักถึงขั้นหัวใจเต้นรัวเร็วผิดจังหวะ สับสน กระวนกระวาย อึดอัด หายใจไม่สะดวก เป็นลมหมดสติ ต้องรีบหามส่งโรงพยาบาล!!
รัชพล ศิริสาคร ทนายชื่อดัง จึงช่วยวิเคราะห์เอาไว้ในมุมข้อกฎหมาย เพราะกัญชายังถือเป็นเรื่องใหม่ ยังมีช่องโหว่ในหลายแง่มุม ร้านที่ผสมลงไปในอาหาร จึงต้องแจ้งลูกค้า หรือระบุในเมนูให้ชัดเจน
“ผู้ประกอบอาหารควรแจ้งให้ผู้บริโภคให้ทราบก่อนว่า มีส่วนผสมของกัญชา หากไม่แจ้งอาจเข้าข่ายเรื่องประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่ร่างกาย จิตใจ หรือว่าเสียชีวิต ต้องรับโทษทางกฎหมาย
และอาจจะต้องชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งในส่วนนี้ยังไม่มีคำพิพากษาของศาลฎีกาที่เป็นบรรทัดฐาน แต่มันเข้าข่ายที่จะเรียกร้องในส่วนค่าเสียหาย และความผิดทางอาญาได้”
เรียบเรียง : fb.com/LIVEstyleofficial
(คลิก) อ่าน “สกู๊ปพิเศษ” ฉบับเต็ม: https://bit.ly/live-weedfood
LIVE Style - ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ ประเด็นสดใหม่เสิร์ฟมุมมอง
#สุขภาพ #อาหาร
14/06/2022
วันนี้อย่าลืมช่วยกันส่งแรงเชียร์นะครับ🇹🇭🇹🇭🇹🇭
07/06/2022
ของขวัญที่พ่อแม่มอบให้.. 🙆
#ร้านเปิดบริการ จ.-ส. 07.00 - 18.30 น.
#เครื่องเขียน #วัสดุอุปกรณ์สำนักงาน #ร้านเล็กๆ
"รากฐานแห่งความรับผิดชอบ"
เด็กๆ เรียนรู้การรับผิดชอบสิ่งต่างๆ โดยเริ่มต้นจากแค่เพียงรับผิดชอบดูแลตัวเอง (Self care) ได้ จากนั้นพวกเขาจะค่อยๆ พัฒนาไปสู่การรับผิดชอบงานเล็ก ๆ อย่างงานบ้านและการบ้าน และสุดท้ายจากงานเล็กไปสู่การรับผิดชอบงานใหญ่ๆ มากมายในชีวิต
หากเด็กๆ ได้เรียนรู้ที่จะรับผิดชอบงานทีละเล็กทีละน้อย โดยมีพ่อแม่และผู้ใหญ่เคียงข้างและให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม ความรับผิดชอบของเขาจะค่อยๆ เติบโตไปพร้อมกับตัวเขา ในวันข้างหน้าที่พวกเขาต้องเผชิญงานใหญ่และท้าทาย เด็กๆ จะพร้อมรับมือกับงานนั้นได้ด้วยตัวเขาเอง
**********
"3 ทักษะสำคัญ" ที่ทำให้เด็กๆ สามารถรับผิดชอบต่อตนเองและการกระทำของตนได้
[ทั้งนี้ ทักษะเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ เมื่อพ่อแม่เป็นให้เห็น ทำให้ดู และทำไปพร้อมกับลูกด้วย]
(1) รู้จักเวลา หรือ รู้กาลเทศะ คือ รู้ว่า "เวลาไหนควรทำอะไร ที่ไหน อย่างไร”
ถ้าบ้านมี “ตารางเวลา” ที่ชัดเจน เด็กๆ จะรู้ว่า "เวลาไหนควรทำอะไร ที่ไหน"
พ่อแม่บางท่านอาจจะกังวลว่า “การมีตารางเวลาที่บ้านจะกดดันเด็กเกินไปไหม” ถ้าให้ลองเปรียบเทียบระหว่าง
การมีตารางเวลาช่วยบอกเขา และเด็กควบคุมตัวเขาเองให้ทำตามตารางเวลา กับ ผู้ใหญ่คอยควบคุมบอกเขาทุกอย่าง ว่า เวลาไหนเขาควรทำอะไร แบบไหนดีกว่ากัน
(2) รู้จักหน้าที่ และรับผิดชอบต่อหน้าที่ได้
เด็กที่รู้หน้าที่คือ เด็กที่รู้ว่าตัวเองต้องรับผิดชอบทำสิ่งใด และทำสิ่งนั้นจนสำเร็จ นอกจากนี้สามารถรับผิดชอบต่อการกระทำของตนได้
พ่อแม่ที่จะช่วยให้ลูกรู้หน้าที่และความรับผิดชอบ คือ พ่อแม่ที่ไม่ช่วยเหลือในสิ่งที่ลูกทำได้แล้ว และสอนในสิ่งที่ลูกยังทำไม่ได้ให้เขา เพื่อลูกจะได้ฝึกการทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง และรับผิดชอบทำมันจนเสร็จ เกิดเป็นความภาคภูมิใจในท้ายที่สุด
(3) รู้จักยับยั้งชั่งใจ
ยิ่งไปกว่าความสามารถไหนๆ คือ การรู้จักยับยั้งชั่งใจ
เด็กๆ ที่มีความสามารถนี้ แม้เขาจะไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่เด็กที่มีความสามารถในการยับยั่งใจ จะทำให้เด็กรอคอย อดทน และฝ่าฟันทุกอุปสรรคไปจนตลอดรอดฝั่ง ไม่ไขว้เขวต่อสิ่งยั่วยุ (ไม่ตกม้าตายไปเสียก่อน) และไปได้ถึงเป้าหมายที่ตนเองตั้งไว้
**********
แม้พ่อแม่สามารถให้คำแนะนำดีๆ และชี้นำให้ลูกเดินไปในทางที่ถูกได้ แต่สุดท้ายลูกคือผู้เลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง
"สร้างรากฐานแห่งความรับผิดชอบในวัยเยาว์ และมอบปีกแห่งอิสรภาพในวันที่เขาพร้อมจะออกไปเผชิญโลกด้วยตนเอง"
เด็กทุกคนเกิดมาเพื่อเป็นตัวเขาเอง ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการให้เขาเป็น
สิ่งที่พ่อแม่สามารถทำได้ดีที่สุดในวันที่ลูกยังอยู่ในอ้อมอกของเรา คือ
การให้ความรักผ่านการให้เวลาลูก
ให้การสอนวินัยที่สำคัญต่อการใช้ชีวิตและการอยู่ร่วมกับผู้อื่น
ที่เหลือคือ หน้าที่ของลูกที่เขาจะค้นหาทางเดินชีวิตของเขาเอง
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
04/06/2022
อยากให้ลูกมีความสุข...💕
#ร้านเปิดบริการ จ.-ส. 07.00 - 18.30 น.
#เครื่องเขียน #วัสดุอุปกรณ์สำนักงาน #ร้านเล็กๆ
พ่อแม่ส่วนใหญ่ปรารถนาจะให้ลูกมีความสุข
แต่ในความเป็นจริงการมีความสุข ไม่ได้แปลว่า เราต้องปกป้องลูกจากการเผชิญความทุกข์หรือความยากลำบาก
เพราะเด็กที่มีความสุขที่แท้จริง คือ เด็กที่แม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางผู้อื่น เขาสามารถเป็นตัวเองได้โดยไม่ทำให้ตัวเขาหรือใครเดือดร้อน และเรียนรู้ที่จะรับมือกับปัญหาได้อย่างเหมาะสมตามวัย
ด้วยเหตุนี้ “ความสุขที่ยั่งยืน” ที่พ่อแม่สามารถมอบให้กับลูกต้องไม่เกิดจากการหลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกเกิดอารมณ์ทางลบ หรือ การปกป้องเขาจากความทุกข์
เช่น
การไม่กล้าปฏิเสธลูกในสิ่งที่ไม่เหมาะสม
การตามใจลูกในทุกสิ่งที่เขาต้องการ
การหลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกรู้สึกแย่ หรือ ระวังไม่ให้ลูกร้องไห้
การช่วยลูกในทุกๆ อย่างเพื่อให้ลูกเผชิญความยากลำบากให้น้อยที่สุด
เพราะในวันที่พ่อแม่ไม่ได้อยู่ตรงนั้นกับเขา ไม่มีใครปกป้องหรือทำทุกสิ่งให้ ลูกจะพบกับความยากลำบากในการเผชิญปัญหาและการสร้างความสุขด้วยตัวเขาเอง
ดังนั้นสิ่งที่พ่อแม่ควรทำคือ
“การสอน” ให้เขาได้เรียนรู้และรับมือกับปัญหา
“การเคียงข้าง” ในวันที่เขารู้สึกแย่
และ “การเชื่อมั่น” ให้เขาลุกขึ้นใหม่อีกครั้ง
**********
“การอนุญาตให้แสดงออกทางความรู้สึกอย่างเหมาะสม”
เวลาเด็กๆ มีความสุข ดีใจ ชอบใจ สนุกสนาน
ใบหน้าของพวกเขาอาจจะมีรอยยิ้มกว้าง
พวกเขาอาจจะหัวเราะอย่างเบิกบานใจ
ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่มองพฤติกรรมที่เด็กๆ แสดงออกมาเหล่านี้เป็นเรื่องปกติและยอมรับได้
ในทางกลับกัน เวลาที่เด็กๆ มีความทุข์ใจ ความเศร้า โกรธ ไม่พอใจ กลัว
ใบหน้าของพวกเขาอาจจะเปลี่ยนเป็นบูดบึ้ง คิ้วขมวด
พวกเขาอาจจะโวยวาย ร้องไห้เงียบๆ ไปจนถึงร้องไห้โวยวายเสียงดัง
ผู้ใหญ่กลับมองว่าพฤติกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่ดี และเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้
“ผู้ใหญ่ควรอนุญาตให้เด็กๆ แสดงออกถึงความรู้สึก แต่สิ่งที่เราไม่ควรอนุญาตให้เด็กๆ ทำ คือ พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม"
ก่อนอื่นผู้ใหญ่ควรทำความเข้าใจว่า เมื่อเด็กเกิด ‘ความรู้สึก’ เราควรอนุญาตให้เขารู้สึกและแสดงออกถึงความรู้สึกนั้นได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ดีหรือไม่ดีก็ตาม
เพราะถ้าหากเราบอกว่า “ห้ามลูกแสดงความรู้สึกโกรธนะ” แล้วเขาสามารถทำอะไรได้บ้าง? นอกจากเก็บกดความรู้สึกนั้นลงไป รอวันระเบิด ความรู้สึกหากไม่แสดงออกมา มันก็ไม่หายไปไหน เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนเราบอกลูกว่า “ให้ลูกกลืนลูกไฟนั้นลงไปนะ อย่าปล่อยมันออกมา" ลูกไฟที่ลูกกลืนเข้าไปก็จะไปแผดเผาลูกจากข้างใจ ไม่ต่างอะไรกับการบอกให้ลูกทำร้ายตัวเขาเองเลย
ดังนั้น การแสดงออกถึงความรู้สึกนั้น เราควรอนุญาตเขา แต่ลูกต้องเรียนรู้ที่แสดงออกอย่างเหมาะสม เช่น ในมุมสงบที่ตกลงกันไว้ หรือ การพูดคุยระบายให้เราฟัง
ในทางกลับกันสิ่งที่เราไม่อนุญาตให้ลูกทำ คือ ‘พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม’ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านั้น ได้แก่ พฤติกรรมที่อาจจะทำให้ตัวเขาและผู้อื่นเดือดร้อน เช่น การทำผิดกฎสามข้อ (ไม่ทำร้ายตนเอง ไม่ทำร้ายผู้อื่น และไม่ทำลายข้าวของ)
**********
เด็กที่เติบโตมาอย่างมีความสุข ไม่ได้แปลว่า ผู้ใหญ่ต้องมอบแต่ความสุขให้กับเขา โดยที่เขาไม่ต้องเผชิญความทุกข์ใดๆ เลยนั้นผิดมหันต์
ในความเป็นจริงเด็กที่มีความสุข คือ เด็กที่สามารถเผชิญปัญหาและสามารถจัดการกับอารมณ์ต่างๆ ทั้งดีและไม่ดีได้อย่างเหมาะสมต่างหาก ดังนั้นผู้ใหญ่ควรสอนให้เขาให้รับมือกับอารมณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ห้ามไม่ให้เขาแสดงออกถึงความรู้สึก หรือ เร่งรัดให้เขาหายจากอารมณ์ทางลบเร็วๆ
บางครั้งในวันที่เรารู้สึกแย่ เราอาจจะอยากได้เพียงใครสักคนที่ไม่ตัดสินเรามาเคียงข้าง
เด็กๆ ก็เช่นกัน ในวันที่เขารู้สึกไม่ดี เขาอาจจะต้องการการโอบกอดและการเคียงข้างจากพ่อแม่ที่เขารัก
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
14/05/2022
สินค้าคุณภาพ👍👍
#ร้านเปิดบริการ จ.-ส. 07.00 - 18.30 น.
#เครื่องเขียน #วัสดุอุปกรณ์สำนักงาน #ร้านเล็กๆ
13/05/2022
วันนี้ปิดร้านเร็ว 1 วันครับ☺️☺️🙆♂️🙆
กลับมาเปิดบริการตามปกติในวันพรุ่งนี้(14/5/65)
10/05/2022
ครึกครื้นหน่อย😂😂งานรับปริญญา.. การจราจรติดขัดนะครับ
#ร้านเปิดบริการ จ.-ส. 07.00 - 18.30 น.
#เครื่องเขียน #วัสดุอุปกรณ์สำนักงาน #ร้านเล็กๆ
07/05/2022
จะขายกระดาษ.. หรือกาแฟดีละ🤣🤣🤣
#ร้านเปิดบริการ จ.-ส. 07.00 - 18.30 น.
#เครื่องเขียน #วัสดุอุปกรณ์สำนักงาน #ร้านเล็กๆ
06/05/2022
อากาศดี... น่าหนีเที่ยว☺️☺️☺️
03/05/2022
ขอเวลานอก.. 😏
#ร้านเปิดบริการ จ.-ส. 07.00 - 18.30 น.
#เครื่องเขียน #วัสดุอุปกรณ์สำนักงาน #ร้านเล็กๆ
02/05/2022
ไม่ใช่ทุกอย่างจะหาได้จาก google...
#ร้านเปิดบริการ จ.-ส.07.00-18.30
#เครื่องเขียนวัสดุสำนักงาน #ร้านเล็กๆ
อีก 1 ทางลัดในการเรียนรู้ชีวิต
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
*เนื้อหาในเพจนี้ จัดทำขึ้นเพื่อคนเฉพาะกลุ่ม ที่ต้องการมีอิสรภาพทางการเงินและมีกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) เท่านั้น ไม่ใช่เพื่อทุกคน กรุณาใช้วิจารณญาณในการรับชมและแสดงออก
————
🌟ขณะนี้ทางเพจได้เปิดให้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือที่รวบรวมข้อคิดและบทความที่สำคัญต่อการพัฒนา Mindset ที่เคยลงในเพจ Moneyland
สนใจดูรายละเอียดได้ที่นี่ https://www.facebook.com/211285206449377/posts/985546552356568/?d=n
————
หากคุณชอบ Moneyland และอยากให้เราอยู่ไปนานๆ
สามารถเป็นผู้สนับสนุน MONEYLAND แบบรายเดือน ได้ที่ลิงค์นี้ (ตกวันละ 3 บาทนิดๆ)
https://facebook.com/becomesupporter/moneyland.biz/
หรือสนับสนุนรายครั้งตามจิตศรัทธา
https://ko-fi.com/moneylandbiz
————
สนใจโฆษณาติดต่อ :
👉Tel: 092-708-5757 (ตงตง)
👉Email: [email protected]
01/05/2022
อ่านจบ.. เด็กไม่ใช่ผ้าขาวอีกต่อไป☺️
#ร้านเปิดบริการ จ.-ส. 07.00 - 18.30 น.
#เครื่องเขียน #วัสดุอุปกรณ์สำนักงาน #ร้านเล็กๆ
เด็กไม่ใช่ผ้าขาว
เด็กทุกคนเกิดมาเพื่อเป็นตัวเขาเอง
โดยมีพื้นฐานอารมณ์ที่ติดตัวมา
บางสิ่งบางอย่างก็ติดตัวเด็กๆ มาตั้งแต่ในวันที่เขาเกิด
ไม่เกี่ยวกับว่าสภาพแวดล้อมรอบตัวเขาจะเป็นเช่นไร
เด็กเกิดมาเพื่อเป็นตัวเขาเองเช่นนั้น
จึงเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า "เราไม่เคยสอนเขาทำแบบนั้น หรือ เราไม่เคยทำแบบนั้นต่อหน้าลูกมาก่อน ทำไมลูกถึงทำเช่นนั้นได้"
‘พื้นฐานอารมณ์’ คือสิ่งที่ติดตัวกับเด็กมาตั้งแต่เกิด
ซึ่งพื้นฐานอารมณ์ส่งผลต่อ 'วิธีที่เด็กตอบสนองต่อโลก'
ลักษณะพฤติกรรมที่เด็กจะตอบสนองต่อสถานการณ์นั้นๆ
ในสถานการณ์เดียวกัน เด็กที่พื้นฐานอารมณ์ต่างกัน อาจจะตอบสนองต่างกัน
เช่น
เด็กที่เพิ่งดูดอกไม้ไฟครั้งแรก เด็กคนหนึ่งร้องกรี๊ดกร๊าดอย่างสนุกสนาน ในขณะที่เด็กอีกคนกลัวร้องไห้ไปหลบหลังพ่อแม่
เด็กบางคนชอบกินอาหารปนๆ กัน หลายๆ รส พร้อมๆ กัน ในขณะที่เด็กบางคนอาจจะชอบกินอาหารทีละอย่าง ลิ้นรสทีละรส
เด็กบางคนชอบทำอะไรด้วยความรวดเร็ว เด็กบางคนชอบทำอะไรอย่างช้าๆ
ด้วยเหตุนี้พื้นฐานอารมณ์จึงเป็นปัจจัยเริ่มต้นที่ทำให้เด็กแต่ละคนเริ่มต้นชีวิตด้วยในจังหวะที่แตกต่างกัน
พี่น้องที่เติบโตมาด้วยกัน ลูกแต่ละคนก็มีความแตกต่างกัน
แม้แต่ฝาแฝด ทั้งแฝดเทียมหรือแฝดแท้ ก็ยังมีความแตกต่างกัน
**********
จิตแพทย์หลายท่าน เช่น Thomas และ Chess (1987) เชื่อว่า “พื้นฐานอารมณ์ของเด็กมี 3 แบบ ดังนี้...”
(1) เด็กเลี้ยงง่าย (The easy child)
อารมณ์ดี ยิ้มง่าย ปรับตัวง่าย กินง่าย นอนง่าย เข้ากับผู้อื่นง่าย ชอบประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ท้าทาย
มักพบในเด็กที่เกิดมาประมาณ 40%
ข้อควรระวังของเด็กเลี้ยงง่าย เมื่อลูกเป็นเด็กเลี้ยงง่าย พ่อแม่และผู้ใหญ่รอบตัวเด็กมักจะเอ็นดูและตามใจเขา ซึ่งการตามใจเขาในสิ่งที่ไม่เหมาะสมอาจจะทำให้เขากลายเป็นเด็กเลี้ยงยากในอนาคตได้เลย ดังนั้นพ่อแม่ควรสอนวินัยควบคู่กับการให้ความรัก อย่ารักเขาในทางที่ผิด พ่อแม่ต้องไม่ประมาท
อีกประเด็นที่ควรระวังอย่างยิ่งยวด เมื่อลูกเชื่อฟังเรา และปฏิบัติตาม อย่าสั่งเขาทุกกระเบียดนิ้ว ให้เขาได้คิดและลงมือทำด้วยตัวเขาเองบ้าง เพื่อพัฒนาตัวตนของเขาขึ้นมา และยืนหยัดเพื่อตัวเขาเองในวันข้างหน้าได้
***
(2) เด็กเลี้ยงยาก (The difficult child)
ร้องไห้บ่อย หงุดหงิดง่าย เเปรปรวนเร็ว ปรับตัวยาก กินยาก นอนยาก ปฏิเสธหรือต่อต้านสิ่งใหม่ๆ
มักพบในเด็กที่เกิดมาประมาณ 10%
ข้อควรระวังของเด็กเลี้ยงยาก เมื่อลูกเลี้ยงยาก พ่อแม่และผู้ใหญ่มักหงุดหงิดกับลูกบ่อยๆ และถอดใจกับเขา ดังนั้นอยากฝากพ่อแม่ที่มีลูกเลี้ยงยากว่า คุณพ่อคุณแม่โชคดีที่มีลูกคนนี้ เพราะทำให้เราได้ฝึกความอดทน และลูกคนนี้มีความพิเศษอย่างหนึ่งคือ เขาไม่ไขว้เขวอะไรง่ายๆ ถ้าเขาเปิดใจกับสิ่งใด ยอมรับฟังใคร เขาจะเชื่อและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เขายืนหยัดเพื่อตัวเขาเองได้ ถ้าพ่อแม่รักและอดทนกับเขามากพอ จนเขารับฟังเรา คุณพ่อคุณแม่จะได้ลูกที่เข้มเเข็งและเป็นตัวเขาเอง
ดังนั้นพ่อแม่ต้อง ‘อดทน’ ใช้ความเย็นและความนิ่งเข้าสู้ และ ไม่ยอมแพ้ในตัวลูก ไม่โทษตัวเองจนเกินไปในวันที่ลูกไม่ฟัง ทำต่อไป สม่ำเสมอ ลูกจะเติบโตอย่างงดงามแน่นอน
***
(3) เด็กปรับตัวช้า (The slow to warm up child)
มักตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ช้า ปรับตัวช้า แต่ปรับตัวได้ถ้าให้เวลาเขาเพียงพอ และช่วยกระตุ้นเขาผ่านการฝึกฝนที่มากกว่าปกติ
ทั้งนี้ แม้พื้นฐานอารมณ์ของเด็กจะติดตัวเขามาตั้งแต่เกิด แต่การเลี้ยงดูที่ดีและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมจะเอื้อให้เด็กปรับตัวและเติบโตได้ดีขึ้น
มักพบในเด็กที่เกิดมาประมาณ 15%
ข้อควรระวังของเด็กปรับตัวช้า เมื่อลูกปรับตัวช้า พ่อแม่และผู้ใหญ่รอบตัวเขามักอดทนรอคอยให้เด็กทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเขาเองไม่ได้ เราจะเผลอเข้าไปช่วยเขาเร็วเกินไป เด็กกลุ่มนี้จึงมักไม่มีโอกาสทำอะไรด้วยตนเอง และคนรอบตัวเด็กมักตัดสินเขาจากการที่ใช้เกณฑ์มาตรฐานของตนเอง บางอย่างเด็กทำได้ แต่เรารอเขาไม่ได้เอง จึงทำให้เราตัดสินเขาว่า เขาทำไม่ได้หรอก
ดังนั้น พ่อแม่ต้องให้ ‘โอกาส’ เขาทำสิ่งต่างๆ ตามวัยของเขา ด้วยตัวเขาเอง 'อย่าตัดสิน’ เขา โดยการเปรียบเทียบลูกกับเด็กคนอื่นหรือจากความคาดหวังของเรา ลูกต้องการความเชื่อมั่นจากพ่อแม่ และเวลาในการทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเขา พ่อแม่มีหน้าที่เผื่อเวลาให้เขา อย่าเร่งเขา
**********
แม้ว่า ลูกเราจะเป็นเด็กที่มีพื้นฐานอารมณ์แบบไหน แต่การเลี้ยงดูก็มีผลต่อเขา ถ้าหากเราเลี้ยงดูเขาอย่างดี แม้ลูกจะเป็นเด็กเลี้ยงง่าย หรือเลี้ยงยาก หรือปรับตัวช้า เขาจะสามารถเติบโตอย่างดีแน่นอน
วิธีการเลี้ยงดูที่สับสน คนหนึ่งเลี้ยงแบบหนึ่ง คนหนึ่งเลี้ยงอีกแบบ กลับไปกลับมา บางทีก็ผ่อนปรน บางทีก็เข้มงวดกับลูก ลูกจะสับสน และทำให้เขาเป็นเด็กที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ยากบ้าง ง่ายบ้าง แล้วแต่อารมณ์ ขาดวินัย และไม่ฟังใคร
ส่วนเด็กที่ไม่สามารถจัดอยู่ในทั้ง 3 แบบนี้ได้ จะเป็นเด็กที่มีลักษณะพื้นฐานอารมณ์ที่เป็นแบบผสม (The mixed child) ซึ่งจะมีส่วนไหนมากน้อยก็ขึ้นกับเด็กแต่ละคน
วิธีการรับมือ สามารถปรับจากเด็กแต่ละกลุ่มพื้นฐานอารมณ์มาใช้ได้เลย เช่น ถ้าลูกปรับตัวยากในบางสถานการณ์ เราก็ใช้ความสม่ำเสมอในการกระตุ้นและฝึกเขาเรื่อยๆ จนเขาสามารถปรับตัวได้ เป็นต้น
**********
การเลี้ยงดูที่ดี ประกอบไปด้วย...
1. ให้ลูกรู้ว่า พ่อแม่รักเขา ผ่านการให้เวลาคุณภาพ
ให้รักและความอบอุ่นผ่านการสัมผัสร่างกาย อุ้ม กอด หอม
ให้ท้องอิ่ม เด็กร้องหิวนม แม่ให้นมเขากิน
ให้นอนหลับ พ่อแม่อุ้มกล่อมเขาตบก้นเบาๆ ลูบหลังจนเขาหลับไป
ให้การรับฟัง พ่อแม่คุยกับเขา และรับฟังทุกเสียงของเขา ทั้งเสียงหัวเราะและร้องไห้
อ่านนิทานกับลูก เล่นกับเขา
2. ให้การสอนสิ่งสำคัญในชีวิต
สอนวินัยและการช่วยเหลือตัวเอง
ฝึกให้เขาช่วยเหลือตัวเอง กินข้าว อาบน้ำ แปรงฟัน ใส่เสื้อผ้า ใส่รองเท้า เข้านอน ตื่นนอนเป็นเวลา รอคอย
อะไรที่ได้/ไม่ได้ ควรบอกและสอนเขาให้ชัดเจน
สอนเมื่อเขาทำผิดพลาด
เมื่อลูกทำผิด เราควรสอนเขาว่าที่ถูกคืออะไร
และสอนให้เขาบผิดชอบต่อการกระทำเสมอ
โดยมีเราเคียงข้างจนเขาเรียนรู้บทเรียนในที่สุด
3. ให้ลูกได้เป็นเด็ก
สั้นๆ คือ ให้ลูกได้เล่นตามวัยของลูก เล่นที่โล่ง เล่นกับธรรมชาติ เล่นทราย เล่นน้ำ เล่นบทบาทสมมติ เล่นอะไรก็ได้ที่ไม่ทำให้ตัวเองหรือผู้อื่นเดือดร้อน และข้าวของเสียหาย
ไม่ควรเล่นหน้าจอก่อนวัย 6 ปี
4. ให้การสื่อสาร
พูดคุยกับลูกได้ตั้งแต่เขาอยู่ในครรภ์ เด็กสามารถได้ยินเสียงพ่อแม่ของเขาตั้งแต่ 16 สัปดาห์ เขาคุนเคยกับเสียงของเรามากกว่าเสียงคนอื่น ถ้าเราพูดกับเขาบ่อยๆ แม้เขาจะไม่เข้าใจว่าเราพูดอะไรก็ตาม
รับฟังลูก แม้ลูกยังไม่พูด แต่ไม่ได้หมายความว่า เขาไม่มีอะไรจะบอก ถ้าลูกยังไม่พูด รับฟังภาษากายของเขา มองตาเขา สัมผัสเขาตอบด้วยร่างกาย
เมื่อลูกเริ่มพูด ฟังเขาให้มาก แม้ในวันที่เขาพูดแค่เรื่องเล็กๆ และอาจจะดูไร้สาระสำหรับผู้ใหญ่อย่างเรา แต่สำหรับลูกแล้ว เรื่องทุกเรื่องที่เขาพูดออกมา สำคัญสำหรับเขาเสมอ
5. ให้การปกป้อง
ในวันที่เขาไม่สามารถช่วยเหลือหรือปกป้องตัวเองได้ เมื่อใครมาละเมิดสิทธิของลูกเรา พ่อแม่ควรให้การปกป้องเขา
เช่น
เมื่อใครมาทำร้ายร่างกายลูก
คนแปลกหน้า/คนที่ลูกไม่คุ้นเคยมาขอจับ ขออุ้ม ขอหยิกแก้ม ขอหอม
พ่อแม่ควรบอกปฏิเสธอย่างเหมาะสม
"ลูกยังเล็กอย่าเพิ่ง...(สัมผัส) น้องนะคะ/ครับ"
"น้องยังไม่มีภูมิ ขอให้น้องโตกว่านี้ก่อนนะคะ/ครับ"
ไปจนถึงอุ้มลูกออกจากดงคนที่ละเมิดสิทธิในร่างกายของลูก
แต่พ่อแม่จะไม่ปกป้องในสิ่งที่ลูกทำผิด ผิดก็ต้องสอน และให้เขารับผิดชอบกับผลลัพธ์นั้นด้วย พ่อแม่มีหน้าที่รับผิดชอบเคียงข้างไปกับเขา
**********
สุดท้าย แม้เด็กจะเกิดมาเป็นตัวเอง แต่เด็กทุกคนสามารถเติบโตได้อย่างดี หากพ่อแม่โปรดรักและยอมรับเขาในแบบที่เขาเป็น เชื่อมั่นและไม่ยอมแพ้ในตัวเขา สอนและให้โอกาสในการเรียนรู้เพื่อเติบโตต่อไป
"ไม่ว่าลูกเราจะเกิดมาเป็นผ้าสีอะไร ลูกเราโชคดีแล้วที่มีพ่อแม่ และเราก็โชคดีแล้วที่มีเขาเป็นลูกของเรา"
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
อ้างอิง
Chess, S. & Thomas A. (1987). Temperamental individuality from childhood to adolescence. Journal of Child Psychiatry, 16, 218-26