Rubber Economy: เศรษฐกิจยาง

Rubber Economy: เศรษฐกิจยาง

แชร์

เผยแพร่ข้อมูล สารสนเทศ งานวิชาการ และงานวิจัยด้านยางพารา และจับสัญญาณเตือนอุตสาหกรรมยางและตลาดโลก

เผยแพร่ข้อมูล ผลงานวิชาการ งานวิจัย ทางเลือกเชิงนโยบายยางพาราเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจยาง

Mobile uploads 06/08/2026
04/08/2026

สถานการณ์ตลาดและราคายาง 03 สิงหาคม 2569
🔬 ภาพรวมตลาด
1) ยางแผ่นดิบตลาดท้องถิ่นหาดใหญ่ ราคาปรับตัวลดลงจาก 85 บาท/กก. เหลือ 83 บาท/กก. ในวันที่ 30 ก.ค. วันที่ 31 ก.ค. ฟื้นตัวเล็กน้อยเป็น 84 บาท/กก. เมื่อเทียบต้นสัปดาห์กับปลายสัปดาห์ ราคาลดลงสุทธิ 1 บาท/กก. สะท้อนภาวะตลาดที่ยังเผชิญแรงกดดันด้านอุปสงค์ แม้จะมีการรีบาวด์ระยะสั้นช่วงสิ้นสัปดาห์ สรุป: ทรงตัวถึงอ่อนตัวเล็กน้อย
2) น้ำยางสด ราคาเคลื่อนไหวในทิศทางลดลงต่อเนื่อง จาก 74.50 บาท/กก. เหลือ 73.50 บาท/กก.ลดลงรวม 1.00 บาท/กก. หรือประมาณ 1.3%
ราคาน้ำยางสดปรับลงในอัตราที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ สะท้อนแรงกดดันจากตลาดวัตถุดิบ สรุป: อ่อนตัวต่อเนื่อง
3) ขี้ยางก้อนถ้วย ราคาเคลื่อนไหวทรงตัวในช่วงต้นสัปดาห์ จากนั้นปรับลดลงค่อนข้างแรงในช่วงปลายสัปดาห์ ลดลงจาก 67.00 เหลือ 64.50 บาท/กก. ลดลงรวม 2.50 บาท/กก. หรือประมาณ 3.7% เป็นสินค้ายางที่ปรับตัวลดลงมากที่สุดในรอบสัปดาห์ สรุป: ปรับตัวลดลงชัดเจน
4) ในสัปดาห์ที่ผ่านมา (27–31 ก.ค. 2026) ตลาดยางล่วงหน้าทั่วโลกปรับตัวลดลงเป็นส่วนใหญ่ โดยมีเพียงตลาด Osaka Exchange (OSE) ของญี่ปุ่นที่สามารถปิดบวกได้ 0.5% ในภาวะซื้อขายเบาบาง (thin trading) สวนทางกับตลาดจีน Shanghai Futures Exchange (SHFE) และ Shanghai International Energy Exchange (INE) ที่ปรับลดลง 2.3% และ 2.5% ตามลำดับ จากแรงขายใหม่ (new selling pressure) ขณะที่ตลาดสิงค์โปร์ Singapore Commodity Exchange (SICOM) ปิดลบ 1.5% ในภาวะซื้อขายเงียบเหงา (quiet trading)
📉 ปัจจัยกดดันต่อราคายาง (Key Drivers)
อุปทาน (Supply Side): ปริมาณการผลิตยางธรรมชาติเพิ่มสูงขึ้นในประเทศผู้ผลิตภูมิภาคเอเชียซีกโลกเหนือ
อุปสงค์ (Demand Side): สัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นผู้บริโภคยางรายใหญ่ของโลก
ปัจจัยมหภาค (Macro Factors): ความคาดหวังต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ประกอบกับราคาน้ำมันดิบที่ยังอยู่ในระดับสูงและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงมีอยู่
🏭 ข่าวสารอุตสาหกรรมยางที่สำคัญ
BMW (เยอรมนี): ประกาศแผนปรับโครงสร้างองค์กร ด้วยการลดจำนวนพนักงาน 8,000 ตำแหน่งภายในสิ้นปี 2027
Michelin North America: จะปิดโรงงานผลิตยาง BFGoodrich ที่รัฐแอละแบมา ภายในสิ้นปี 2028 อ้างอิงรายได้ที่ลดลงและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
ZC Rubber (จีน): ผู้ผลิตยางรายใหญ่ที่สุดของจีน กำลังใช้ประโยชน์จากฐานการผลิตที่ขยายตัวในอินโดนีเซีย เพื่อเร่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเสริมสร้างการมีอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โกตดิวัวร์: เปิดตัว "Rubber Industry Academy" ที่เมืองอาฮวากโร เพื่อพัฒนากำลังคนที่มีทักษะตลอดห่วงโซ่คุณค่ายาง ตั้งแต่การแปรรูปไปจนถึงการผลิตยางล้อและผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมปลายน้ำ โดยในปี 2025 ประเทศส่งออกยางธรรมชาติเกือบ 2 ล้านตัน มูลค่ารวมประมาณ 3.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
Toyo Tire North America: ผลิตยางล้อครบ 100 ล้านเส้นที่โรงงานในรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา
Yokohama Rubber: จัดหายางรุ่น ADVAN dB V552 เป็นอุปกรณ์ติดรถใหม่ (OE) สำหรับรถยนต์สปอร์ตซีดาน MG7 ของ SAIC Motor (จีน)
Toyoda Gosei (ญี่ปุ่น) ขยายการเก็บกากยางมาใช้รีไซเคิลไปยังโรงงานในกลุ่มบริษัท (โรงงานมิยางิ คูริฮาระ) เป็นครั้งแรกที่ใช้กากจากนอกบริษัทหลัก ปรับปรุงคุณภาพจนใช้ยางรีไซเคิลในชิ้นส่วนรถยนต์ได้สูงสุด 20% (จากเดิมต่ำกว่า 5%) และวางแผนขยายระบบหมุนเวียนยางต่อไป
ยางธรรมชาติในอินเดีย: ราคาพุ่งใกล้ 200 รูปี/กก. ซัพพลายตึงตัวแม้เข้าช่วงฤดูกรีดยางสูงสุด สมาคมผู้ผลิตยางรถยนต์อินเดีย (ATMA) เตือนอาจกระทบการผลิตและต้นทุน ขอให้มีการตรวจสอบข้อมูลจริง เพิ่มการกรีดยางในประเทศ และผ่อนปรนการนำเข้า
Cabot Corporation (ผู้ผลิตคาร์บอนแบล็คและวัสดุสำหรับอุตสาหกรรมยาง) ประกาศเปลี่ยนผู้บริหาร CEO Sean Keohane เกษียณ 30 ก.ย. 2569 ส่วน Erica McLaughlin (CFO) จะขึ้นเป็นประธานและ CEO แทน 1 ต.ค.
Michelin: ผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 รายได้ 12.7 พันล้านยูโร (ลด 2.6% แต่โต 0.5% ถ้าตัดผลอัตราแลกเปลี่ยน) กำไรจากการดำเนินงานดีขึ้น รักษาแนวทางทั้งปีไว้ได้ แม้ตลาดรถใหม่ยังอ่อนแอ
Pirelli / Sinochem: Sinochem ของจีนขายหุ้น Pirelli 14% ให้มหาเศรษฐีเช็ก Michal Strnad (มูลค่าประมาณ 987 ล้านยูโร) ทำให้สัดส่วนของ Sinochem ลดจาก 34.1% เหลือ 20.1% ส่วน Camfin ของ Marco Tronchetti Provera กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุด
Goodyear: เปิดร้านแนวคิดใหม่ “Goodyear Motor City Garage” ที่ดีทรอยต์ (เปิดสาธารณะกลางเดือน ส.ค.) เน้นประสบการณ์คนรักรถ บริการยางและดูแลรถ พร้อมได้คะแนน CDP Supplier Engagement ระดับ “A”
Continental: ได้รับการอนุมัติเป็นยางติดรถใหม่ Škoda Elroq ไฟฟ้า (รุ่น EcoContact 7)

🌍 ข่าวเศรษฐกิจมหภาคและการเงิน (Global Macro & Monetary Policy)
สหรัฐอเมริกา: คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คงช่วงอัตราดอกเบี้ยเป้าหมายที่ 3.50%–3.75% แต่ตลาดยังคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1–2 ครั้งภายในสิ้นปี
ญี่ปุ่น: ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% ดัชนี CPI เดือนกรกฎาคมเร่งตัวขึ้น 2.0% เทียบปีต่อปี การผลิตอุตสาหกรรมเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 1.3% อัตราการว่างงานคงที่ที่ 2.5%
ยุโรป: ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) คงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.75% และธนาคารกลางยุโรป (ECB) คงที่ 2.25%
ค่าเงิน: ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงอย่างมากต่อเยน โดยคู่สกุล USD/JPY ร่วงลงเกือบ 4% มาปิดที่ 157.40 จากการคาดการณ์ว่ามีการแทรกแซงตลาดเงินแบบประสานงานกันระหว่างกระทรวงการคลังญี่ปุ่น (M*F) และกระทรวงการคลังสหรัฐ (US Treasury)
จีน: ดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนกรกฎาคมร่วงลงเหลือ 49.2 ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 50.1
📊 สถิติตลาดและตัวชี้วัดสำคัญ (Market Indicators)
สต็อกยาง SHFE (31 ก.ค.): 172,576 ตัน (+541 ตัน)
สต็อกยาง INE (31 ก.ค.): 17,639 ตัน (-1,108 ตัน)
สต็อกยาง OSE (20 ก.ค.): 4,423 ตัน (-246 ตัน)
ยอดขายรถยนต์รวมจีน (มิ.ย.): 2,810,325 คัน (+180,937 คัน)
ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจีน (มิ.ย.): 2,401,771 คัน (+148,783 คัน)
📈 การวิเคราะห์ราคา
1. ราคายางแผ่นดิบ มีโอกาสแกว่งตัวออกด้านข้าง (Sideway) มากกว่าปรับลดแรง เนื่องจากเริ่มมีแรงซื้อกลับช่วงปลายสัปดาห์ กรอบราคา: 83.00-85.00 บาท/กก.
2. ราคาน้ำยางสด มีโอกาสอ่อนตัวต่อเล็กน้อย เพราะยังไม่ปรากฏสัญญาณกลับตัว กรอบราคา: 72.50-74.00 บาท/กก.
3. ราคายางก้อนถ้วย ยังอยู่ในภาวะขาลงชัดเจน และมีความเสี่ยงหลุด 64 บาท/กก. หากตลาดยางอ่อนตัวต่อ กรอบราคา: 63.00-65.50 บาท/กก.
มุมมองโดยรวม: ตลาดยางพารายังอยู่ในช่วง "พักฐาน" หลังจากปรับขึ้นแรงในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม โดยยางแผ่นดิบมีสัญญาณแข็งแกร่งกว่าน้ำยางสดและยางก้อนถ้วย ขณะที่ทิศทางสัปดาห์นี้น่าจะเป็น ทรงตัวถึงอ่อนตัวเล็กน้อย มากกว่าการฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งนี้จับตาสัญญาณสงคราม ราคาน้ำมันดิบ และเศรษฐกิจโลก
#ยาง #ยางพารา #ราคายางพารา #ราคายาง #ชาวสวนยาง #ราคายางวันนี้ #กยท

31/07/2026

ทันข่าว…..จีนอนุมัติคลังสินค้าสำหรับตลาดล่วงหน้าในไทย

ตลาดซื้อขายสินค้าแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศแห่งเซี่ยงไฮ้ (Shanghai International Energy Exchange) ของจีนได้อนุมัติคลังสินค้าส่งมอบล่วงหน้าแห่งแรกในต่างประเทศสำหรับสัญญาซื้อขายล่วงหน้ายาง TSR20 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 โดยขยายเครือข่ายการส่งมอบเข้าไปยังพื้นที่ผลิตยางหลักของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คลังดังกล่าวคือบริษัท ไทยฮั้วรับเบอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัทลูกในต่างประเทศของกลุ่มกวางตง กวางเคน รับเบอร์ (Guangdong Guangken Rubber Group) ของจีน ที่มีความจุ 20,000 ตันเมตริก ตามประกาศของตลาดซื้อขายล่วงหน้าเซี่ยงไฮ้ยางที่เข้าเกณฑ์ส่งมอบจริงสามารถขนส่งจากท่าเรือที่กำหนดในประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซียได้ โดยยาง TSR20 จากโรงงานของไทยฮั้วจำนวน 11 โรงงาน ได้รับการอนุมัติขึ้นทะเบียนและส่งมอบแล้ว
นักค้ายางระบุว่า การพัฒนานี้สร้างความใกล้ชิดทางโลจิสติกส์ระหว่างพื้นที่ผลิตในภูมิภาคอาเซียนกับตลาดฟิวเจอร์สของจีนเป็นครั้งแรก พร้อมเร่งการขึ้นทะเบียนใบรับสินค้าในคลังภายใต้ระบบ FOB ใหม่ ใบรับสินค้าสามารถขึ้นทะเบียนได้ภายในประมาณ 1 สัปดาห์หลังผลิต เทียบกับ 1.5–2 เดือนภายใต้ระบบ CIF เดิม ใบรับดังกล่าวสามารถแปลงเป็นสถานะ CIF ได้ภายใน 90 วัน
ผู้ค้ายางในจีนกล่าวว่า ปริมาณยางที่ส่งมอบได้เพิ่มขึ้นอาจทำให้การบีบตำแหน่ง Short (short squeeze) ยากขึ้นเมื่อปริมาณยางสำหรับส่งมอบมีจำกัด
นักค้ายางคาดว่า ผลกระทบระยะยาวที่น่าจับตามองคือ การลดช่องว่างราคาระหว่างภูมิภาค ลดความผันผวนของพรีเมี่ยมข้ามภูมิภาค และการสร้างกลไกเก็งกำไรข้ามพรมแดนจากโรงงานผลิตยางล้อและผู้ค้า“สิ่งที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิดคือ จำนวนโรงงานที่ได้รับการยอมรับเป็นคลังส่งมอบในที่สุด ความเร็วในการสร้างและหมุนเวียนใบรับสินค้า รวมถึงว่าระบบนี้จะดึงดูดการเก็งกำไรข้ามพรมแดนจริงหรือเป็นเพียงการไหลเวียนบนกระดาษ”

คาดการผลกระทบและความเสี่ยงโดย admin

ผลกระทบเชิงบวก (Positive Impacts)
1. เพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์และลดต้นทุน ระบบ FOB ใหม่ ช่วยให้ขึ้นทะเบียนใบรับสินค้าได้ภายในประมาณ 1 สัปดาห์หลังผลิต (เทียบกับ 1.5–2 เดือนภายใต้ระบบ CIF เดิม) และสามารถแปลงเป็นสถานะ CIF ได้ภายใน 90 วัน ส่งผลให้ผู้ผลิตลดต้นทุนการเก็บสต็อกและการผูกทุนได้
2. เพิ่มปริมาณสินค้าที่ส่งมอบได้ (Deliverable Supply) การขยายฐานสินค้าส่งมอบจากโรงงานในไทย (เริ่มต้นด้วย 11 โรงงานของ Thai Hua) ช่วยลดโอกาสเกิด short squeeze เมื่ออุปทานสำหรับส่งมอบมีจำกัด และทำให้ราคาล่วงหน้าสะท้อนอุปทานจริงได้ดีขึ้น
3. ปรับโครงสร้างราคาและลดความผันผวนระยะยาว การขยาย deliverable pool ช่วยลดช่องว่างราคาระหว่างภูมิภาค ลดความผันผวนของพรีเมี่ยมข้ามภูมิภาค และเสริมความแข็งแกร่งของราคา INE TSR20 ให้เป็นราคา (pricing benchmark) สำหรับการค้าจริงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
4. เสริมสภาพคล่องและการเก็งกำไรข้ามพรมแดน ผู้ผลิตยาง โรงงานยางล้อ และบริษัทรถยนต์ สามารถทำ physical hedging ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการพึ่งพาการซื้อขายบนกระดาษเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้ตลาดโดยรวมมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

ความเสี่ยงและผลกระทบเชิงลบ (Risks & Challenges)
1. ความเสี่ยงความผันผวนระยะสั้น การไหลเข้าของเงินทุนเก็งกำไรจากจีนและนักลงทุนต่างชาติ อาจทำให้ราคาผันผวนรุนแรงในช่วงแรก โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวการอนุมัติโรงงานใหม่ หากออกสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมาก อาจกดดันราคาลดลง (downward pressure)
2. ผลกระทบต่อตลาดท้องถิ่นและผู้ผลิตขนาดเล็ก ผู้ผลิตไทยขนาดกลางและเล็กที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน อาจเสียเปรียบด้านราคาและการแข่งขัน ความเข้มข้นของตลาด (market concentration) อาจเพิ่มขึ้น หากโรงงานขนาดใหญ่ของจีน-ไทยครองสัดส่วนสูง
3. ความเสี่ยงทางระบบและภายนอก ที่เกี่ยวข้องกับภูมิรัฐศาสตร์และกฎระเบียบ การเปลี่ยนแปลงนโยบายจีน การควบคุมทุน หรือข้อพิพาททางการค้า ปัญหาการขนส่ง ท่าเรือ congestion หรือมาตรฐานคุณภาพ
ความเสี่ยงสกุลเงิน ทำให้ผู้เล่นไทยเผชิญความผันผวนของ THB/CNY
4. ความเสี่ยงโครงสร้างตลาด หากกิจกรรมส่วนใหญ่ยังคงเป็น paper trading มากกว่าการ hedging เชิงกายภาพ อาจก่อให้เกิด basis risk สูงระหว่างราคาตลาดล่วงหน้ากับราคาจริงในตลาด spot
มุมมองส่วนตัว:
รัฐบาลควรเร่งตรวจสอบข้อกฎหมายการค้าระหว่างประเทศและระเบียบราชการที่เกี่ยวข้องโดยด่วน
ในกรณีนี้ รบกวน กยท. ช่วยสื่อสารผลได้และผลเสียต่อผู้ส่งออกยางไทยและสถาบันเกษตรกร รวมทั้งมาตรการรับมองผลกระทบต่อโครงสรา้งตลาดยางไทยด้วยครับ
#สวนยาง #ยาง #สวนยางพารา #สวนยาง #ยางพารา #กยท

28/07/2026

สถานการณ์ตลาดและราคายาง 27 กรกฎาคม 2569

1) ราคาแผ่นดิบหาดใหญ่
ราคายางแผ่นดิบท้องถิ่นหาดใหญ่มีแนวโน้มอ่อนตัวลงเล็กน้อยในช่วงต้นสัปดาห์ ก่อนจะทรงตัวในระดับ 85.00 บาท/กก.โดยราคาปรับตัวลงจาก 86.00 สู่ 85.00 บาท (-1.2%) และคงที่ในช่วงปลายสัปดาห์ สะท้อนอุปสงค์ที่นิ่งและแรงกดดันจากตลาดล่วงหน้าที่อ่อนตัว
2) ราคาน้ำยางสด
น้ำยางสดมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์ โดยลดลงทุกวัน ราคาน้ำยางสดร่วงลงถึง 5.00 บาทในรอบสัปดาห์ (จาก 79.00 → 74.00 บาท) หรือ -6.3% ซึ่งเป็นการปรับฐานที่ชัดเจน เนื่องมาจากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาลและความต้องการจากโรงงานที่ชะลอตัว
3) ราคาขี้ยางก้อนถ้วย
ยางก้อนถ้วยมีความผันผวนน้อยที่สุดในกลุ่ม โดยเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ 67.00–67.50 บาท/กก. โดยราคาขี้ยางก้อนถ้วยไม่มีการเปลี่ยนแปลงมีนัยสำคัญตลอดสัปดาห์ (67.50 → 67.00 บาท) แสดงถึงอุปทาน-อุปสงค์ที่สมดุล โดยมีแนวรับแข็งที่ 67.00 บาท และแนวต้านที่ 67.50 บาท
ในภาพรวม ราคายางในประเทศสัปดาห์นี้ปรับตัวลงตามทิศทางตลาดล่วงหน้า โดยน้ำยางสดได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะที่แผ่นดิบและขี้ยางทรงตัวดีกว่า เกษตรกรและผู้ประกอบการควรติดตามความเคลื่อนไหวของราคาตลาดโลกและนโยบายการเงินในสัปดาห์หน้า
4) ภาวะราคาตลาดล่วงหน้า
ตลาดยางฟิวเจอร์สทั่วโลกปิดผสมกันในกรอบแคบ ปริมาณการซื้อขายเบาบาง
· OSE (RSS3) สัญญาเดือนธันวาคม 2569 ปิดที่ 418.0 เยน/กก. ลดลง 3.3 เยน (-0.8%) โดยเคลื่อนไหวระหว่างเส้นค่าเฉลี่ย 50 วันและ 100 วัน
· SICOM TSR20 สัญญาเดือนตุลาคม 2569 ปิดที่ 214.2 US เซนต์/กก. เพิ่มขึ้น 0.3 เซนต์ (+0.1%)
· SHFE Natural Rubber และ INE TSR20 ปรับขึ้นเล็กน้อย +0.4% และ +0.1% ตามลำดับ
· ปริมาณการซื้อขาย OSE ทั้งสัปดาห์อยู่ที่ 2,754 สัญญา ขณะที่ SICOM ปริมาณลดลง 10,024 สัญญา เหลือ 69,960 สัญญา แต่ Open Interest เพิ่มขึ้น บ่งชี้ว่ามีแรงซื้อใหม่บางส่วนแต่ไม่มาก
5) ข่าวอุตสาหกรรมยางที่เกี่ยวข้อง
· Volkswagen รายงานกำไรจากการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 ที่ 3.47 พันล้านยูโร ต่ำกว่าคาด (3.85 พันล้าน) และลดลง 9.5% YoY พร้อมปรับลดแนวโน้มรายได้ปี 2569 ลง
· Valeo ซีอีโอระบุว่า ผู้ผลิต EV จีนที่ขยายธุรกิจในยุโรป ควรจัดหาชิ้นส่วนในท้องถิ่นมากขึ้นเพื่อเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทาน
· Kia Motors ประกาศป้องกันส่วนแบ่งตลาด EV ทั่วโลกด้วยกลยุทธ์ด้านราคาและเพิ่มการผลิตไฮบริดตามความต้องการที่คาดว่าจะเพิ่ม 10%
· Ford ร่วมมือกับ Geely พัฒนา EV ที่โรงงานในสเปน
· Linglong Tech ผู้ผลิตคาร์บอนแบล็กรายใหญ่ของจีน เตรียมส่งมอบ 10,000 ตันให้ผู้ผลิตยางในยุโรป
· Antolin-Irausa ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์สเปน ยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์ตามบทที่ 15 ในสหรัฐฯ เพื่อปรับโครงสร้างหนี้
6) ข่าวตลาดการเงินและเศรษฐกิจมหภาค
· ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่าน และอิหร่านตอบโต้ฐานทัพสหรัฐฯ ในหลายประเทศ ราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้นแตะ 88.07 ดอลลาร์/บาร์เรล ก่อนปิดที่ 85.15
· ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศภาษีนำเข้าเพิ่ม 10.0–12.5% ภายใต้มาตรา 301 ต่อ 60 ประเทศที่ถูกกล่าวหาว่าใช้แรงงานบังคับ
· เศรษฐกิจญี่ปุ่น ดุลการค้าเดือนมิถุนายนขาดดุล 4.069 แสนล้านเยน, CPI สูงขึ้น 1.7% YoY
· จีน ธนาคารกลางคงอัตรา LPR ระยะ 1 ปีที่ 3.0% และ 5 ปีที่ 3.5% เป็นเดือนที่ 14 ติดต่อกัน
· ตลาดรอผลประชุม FOMC 28–29 ก.ค. คาดว่าคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% แต1ใน 3 ของนักวิเคราะห์ยังคาดว่าจะขึ้น 0.25%

7) พยากรณ์แนวโน้มราคาตลาดล่วงหน้า
· ภาพระยะสั้น ราคายังคงไร้ทิศทางชัดเจน โดย OSE มีแนวต้านที่ 423.0 และ 435.0 เยน/กก. แนวรับที่ 405.4 และ 400.0 เยน/กก. ส่วน SICOM มีแนวต้าน 219.5 และ 225.0 เซนต์/กก. แนวรับ 210.5 และ 206.6 เซนต์/กก.
· ปัจจัยลบ แม้น้ำมันปรับขึ้นแต่ราคายางไม่ตอบสนอง สะท้อน sentiment อ่อนแอ โครงสร้างตลาด backwardation (ราคาล่วงหน้าต่ำกว่าราคาสปอต) บ่งชี้ว่าตลาดคาดราคาจะค่อยๆ อ่อนตัวลงในระยะกลาง
· ปัจจัยบวกจำกัด ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าไม่สามารถหนุนราคาได้มากนัก เนื่องจากความกังวลด้านอุปสงค์จากอุตสาหกรรมยานยนต์และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน
· สรุป คาดว่าราคายางฟิวเจอร์สจะยังคง Sideways ถึง Downside ในระยะสั้น โดยมีแนวโน้มปรับตัวลงในระยะกลางหากไม่มีปัจจัยบวกใหม่ๆ เข้ามาหนุน

😎 พยากรณ์ราคาสัปดาห์นี้
ยางแผ่นดิบ (หาดใหญ่) 📉 คาดว่าลดลงต่อเนื่อง 84.50 - 82.50 บาท
ขี้ิยางก้อนถ้วย 📈 คาดว่า ทรงตัวแล้วดีดกลับเล็กน้อย 67.00 - 68.50 บาท
น้ำยางสด 📈 คาดว่า ฟื้นตัวแรงสุด 74.50 - 78.50 บาท
แต่ หากราคาน้ำมันดิบขาขึ้น…..จะกลับทิศทางได้เช่นกัน

#ยาง #ยางพารา #ชาวสวนยาง #ราคายาง #สวนยาง #ราคายางพารา

Photos from Rubber Economy: เศรษฐกิจยาง's post 23/07/2026

อุตสาหกรรมยางโลกคาดว่าจะเติบโตในปี 2569 ขณะที่ความต้องการในระยะยาวยังคงแข็งแกร่งขึ้น
International Rubber Study Group (IRSG) เผยแพร่ 10 กรกฎาคม 2569

กลุ่มศึกษายางระหว่างประเทศ (International Rubber Study Group: IRSG) ได้เผยแพร่รายงาน World Rubber Industry Outlook (WRIO มิถุนายน 2569) ฉบับล่าสุด โดยคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมยางโลกจะยังคงเติบโตอย่างพอประมาณในปี 2569 ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินต่อไป
ขณะเดียวกันก็เน้นย้ำถึงแนวโน้มความต้องการที่แข็งแกร่งในระยะยาวคาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกจะยังคงอยู่ในระดับต่ำในปี 2569 เนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานที่สูง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สะท้อนถึงสภาพแวดล้อมทางเศรษฐศาสตร์มหภาคที่ท้าทายนี้ ภาคยานยนต์และอุตสาหกรรมยางรถยนต์โลกคาดว่าการเติบโตเพียงเล็กน้อยเท่านั้น การผลิตยานยนต์ทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.5% และการผลิตยางรถยนต์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3% ในปี 2569 หลังจากผลงานที่แทบไม่เปลี่ยนแปลงในปี 2568
ส่งผลให้ปริมาณการใช้ยางโดยรวมของภาคยางรถยนต์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากกิจกรรมทางอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับยางยังคงอยู่ในระดับต่ำท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกที่ต่อเนื่อง การใช้ยางนอกภาคยางรถยนต์จึงคาดว่าจะเติบโตในระดับปานกลางเช่นกัน โดยรวมแล้ว การใช้ยางโดยรวมของโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.6% ในปี 2569 ฟื้นตัวเล็กน้อยจากการลดลง 0.9% ในปี 2568
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปข้างหน้าเกินปี 2569 ความต้องการคาดว่าจะแข็งแกร่งขึ้น โดยการใช้ยางโดยรวมของโลกมีแนวโน้มเติบโตในอัตราเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 2.5% จนถึงปี 2575 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวที่แข็งแกร่งขึ้นของอุตสาหกรรมยานยนต์และยางรถยนต์ โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ ตามการฟื้นตัวของสภาพเศรษฐกิจโลกที่ค่อยๆ ดีขึ้น

ยางธรรมชาติ (NR)
การใช้ยางธรรมชาติทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.2% ในปี 2569 โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการDemand ที่ต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ในระยะยาว การใช้ยางธรรมชาติคาดว่าจะเติบโตเร็วกว่า เนื่องจากการขยายตัวของยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ซึ่งโดยทั่วไปต้องการปริมาณยางธรรมชาติในยางรถยนต์ที่สูงกว่า

ยางสังเคราะห์
ความต้องการยางสังเคราะห์ทั่วโลกคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังจากเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.1% ในปี 2569 การใช้ยางสังเคราะห์คาดว่าจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2575 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความเชื่อมั่นในการผลิตที่ปรับตัวดีขึ้นและการคลายตัวของปัญหาห่วงโซ่อุปทาน

ด้านการผลิต
การผลิตยางธรรมชาติทั่วโลกฟื้นตัว 1.9% ในปี 2568 กลับสู่ระดับก่อนปี 2566 และคาดว่าจะเติบโตเพิ่มอีก 2.9% ในปี 2569 โดยได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจากการเพิ่มผลผลิต โดยเฉพาะในประเทศโกตดิวัวร์ ราคายางธรรมชาติที่สูงขึ้นคาดว่าจะกระตุ้นให้มีการกรีดยางที่เข้มข้นมากขึ้นและสนับสนุนการเติบโตของการผลิตในปีต่อๆ ไป
รายงานเตือนว่า ความไม่สมดุลโครงสร้างระยะยาวระหว่างอุปทานและอุปสงค์ของยางธรรมชาติ มีแนวโน้มที่จะไม่แน่นอน แม้ว่าทั้งการผลิตและการใช้จะคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง แต่การผลิตจะไม่ขยายตัวเร็วพอที่จะตอบสนองความต้องการในอนาคต การปลูกทดแทนที่ไม่เพียงพอและการปลูกใหม่ที่ลดลงเป็นเวลาหลายปี โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 ส่งผลให้พื้นที่สวนยางทั่วโลกหดตัวลง ซึ่งจำกัดศักยภาพการผลิตในอนาคต
หากปราศจากการลงทุนที่มากขึ้นในโครงการปลูกยางอย่างยั่งยืน การปลูกซ้ำ และการพัฒนาผลผลิต การผลิตยางธรรมชาติทั่วโลกคาดว่าจะขาดแคลนความต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ หลังปี 2575
ที่มา: Linked In IRSG
#ยาง #สวนยาง #ยางพารา #ชาวสวนยาง #ราคายาง #ราคายางพารา #กยท

22/07/2026

✅ ตลาดยางธรรมชาติของจีนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม
22 กรกฎาคม 2569
+++ตั้้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 เป็นต้นมา ตลาดยางธรรมชาติของจีนเข้าสู่ช่วงการแกว่งตัว ณ วันที่ 21 กรกฎาคม ราคายางธรรมชาติเฉลี่ยในประเทศอยู่ที่ประมาณ 16,758 หยวนต่อตัน ลดลง 0.20% จากระดับ 16,791 หยวนต่อตัน ณ ต้นเดือน
++ ด้านอุปทาน
การผลิตในช่วงฤดูกรีดได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เข้าสู่ฤดูการกรีดยางเต็มที่
ณ วันที่ 21 กรกฎาคม ราคายางน้ำในพื้นที่ผลิตของไทยอยู่ที่ 78.00 บาท/กิโลกรัม และราคายางก้อนถ้วยอยู่ที่ 70.50 บาท/กิโลกรัม เพิ่มขึ้นกว่า 40% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งสะท้อนต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ฝนที่ตกในภูมิภาคผลิตส่งผลให้อุปทานยางลดลงชั่วคราว
ANRPC ระบุว่า การผลิตยางธรรมชาติทั่วโลกในเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 997,000 ตัน ลดลง 4.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดการณ์ทั้งปีจะเกิดภาวะขาดดุลอุปทาน-อุปสงค์เล็กน้อย และยังคงมีมุมมองเชิงบวกในระยะยาวจากปัจจัยเอลนีโญ
++ ด้านอุปสงค์
วันที่ 16 กรกฎาคม อัตราการเดินเครื่องของโรงงานผลิตยางรถยนต์กึ่งสตีลอยู่ที่ 60% ส่วนอัตราการผลิตยางรถยนต์สตีลในมณฑลซานตงอยู่ที่ 62% โรงงานส่วนใหญ่ยังคงดำเนินการซ่อมบำรุงหมุนเวียนและลดกำลังการผลิต สต็อกยางสำเร็จรูปในมณฑลซานตงสูงกว่า 40 วันของการบริโภค โรงงานจึงซื้อวัตถุดิบเพียงเพื่อการผลิตระยะสั้นเท่านั้น
แม้ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นจะทำให้ต้นทุนยางสังเคราะห์เพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันของยางธรรมชาติเล็กน้อย แต่คำสั่งซื้อส่งออกยังถูกกดดันจากมาตรการต่อต้านการทุ่มตลาดของสหภาพยุโรป
++ ระดับสินค้าคงคลัง
สินค้าคงคลังลดลงเล็กน้อยแต่ยังอยู่ในระดับสูง ณ วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 สินค้าคงคลังยางธรรมชาติรวม ในพื้นที่ชิงเต่าอยู่ที่ 667,400 ตัน ลดลง 1,900 ตัน จากสัปดาห์ก่อนหน้า อัตราการลดสต็อกยังช้า ส่งผลให้ภาวะอุปทานส่วนเกินยังคงมีอยู่
++ แนวโน้มตลาด
ในระยะสั้น ราคายางธรรมชาติคาดว่าจะยังแกว่งตัวในกรอบแคบ หากฝนตกต่อเนื่องในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังรบกวนการกรีดยาง ราคาอาจมีโอกาสฟื้นตัวเล็กน้อย ในทางตรงกันข้าม หากสภาพอากาศดีขึ้นและยางใหม่เข้าตลาดเป็นจำนวนมาก ราคาจะเผชิญแรงกดดันด้านลบ
ในนระยะกลาง อัตราการเดินเครื่องคาดว่าจะฟื้นตัว เมื่อรวมกับความต้องการบริโภคในช่วงฤดูสูง ราคายางมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในระดับปานกลาง
ที่มา Sunsirs
#ยาง #ยางพารา #ชาวสวนยาง #ราคายาง #ราคายางพารา #สวนยาง

22/07/2026

วิเคราะห์สถานณ์การยางพารา ประจำวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2569
ที่มา : กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย
#ฝ่ายเศรษฐกิจยาง #การยางแห่งประเทศไทย #วิเคราะห์สถานณ์การยางพารา #ราคายางวันนี้

20/07/2026

สถานการณ์ตลาดและราคายาง 20 กรกฎาคม 2569
1️⃣ แนวโน้มราคายางท้องถิ่น (แข็งแกร่ง) ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าตลาดท้องถิ่นโดยรวมมีทิศทางปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะยางแผ่นดิบและน้ำยางสด ดังนี้:
ยางแผ่นดิบ: เปิดสัปดาห์ในวันจันทร์ (13 ก.ค.) ที่ราคา 85.00 บาท/กก. และปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องไปแตะระดับสูงสุดที่ 88.00 บาท/กก. ในวันพฤหัสบดี (16 ก.ค.) ก่อนจะย่อตัวลงเล็กน้อยปิดสัปดาห์ในวันศุกร์ (17 ก.ค.) ที่ 87.00 บาท/กก. ภาพรวมสัปดาห์ปรับเพิ่มขึ้น 2.00 บาท/กก.
น้ำยางสด: มีแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่งที่สุด โดยราคาปรับเพิ่มขึ้นทุกวัน จาก 78.30 บาท/กก. ในวันเริ่มต้นสัปดาห์ สู่ระดับ 79.50 บาท/กก. ในวันศุกร์
ขี้ยางก้อนถ้วย: ราคาค่อนข้างทรงตัวในกรอบแคบๆ โดยอยู่ที่ 67.00 - 67.50 บาท/กก. ตลอด 4 วันแรก ก่อนจะอ่อนตัวลงมาปิดสัปดาห์ที่ 66.50 บาท/กก. ในวันศุกร์
2️⃣ ราคายางตลาดล่วงหน้า (ผสมผสานถึงอ่อนตัว)
🌐ตลาดล่วงหน้าโลกกลับเผชิญความผันผวน:
ตลาด OSE (ญี่ปุ่น): ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย 0.4% ท่ามกลางปริมาณการซื้อขายที่เบาบาง โดยสัญญาปิดที่ 421.3 เยน/กก. ซึ่งได้รับปัจจัยหนุนจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ
ตลาดจีน: ตลาด SHFE และ INE ปรับลดลง 0.1% และ 0.7% ตามลำดับ
ตลาด SICOM (สิงคโปร์) ปิดลบ 0.4% อยู่ที่ 213.9 เซนต์สหรัฐ/กก. ท่ามกลางแรงขายที่เบาบาง
3️⃣ ทิศทางตลาดยาง (ปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจ)
📉 ทิศทางตลาดโลกโดยรวมยังคงเผชิญแรงกดดัน (Defensive) ปัจจัยหลักมาจากตัวเลข GDP ไตรมาส 2 ของจีนที่เติบโตเพียง 4.3% ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ประกอบกับกิจกรรมการซื้อขายในตลาดจริง (Physical buying) ที่เริ่มชะลอตัวลง ส่งผลให้ส่วนต่างราคา (Premium) ในตลาดสปอตแคบลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 10 เซนต์/กก.
4️⃣ ข่าวบริษัทและข่าวที่เกี่ยวข้อง
🚗สัปดาห์นี้มีข่าวสำคัญในแวดวงอุตสาหกรรมที่ส่งผลต่ออุปสงค์ยางในระยะยาว:
🇨🇳 ยอดขายรถยนต์จีน: เดือน มิ.ย. เติบโตได้ดี เพิ่มขึ้น 6.9% แตะระดับ 2,810,325 คัน นำโดยกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้น 6.6%
🇩🇪 อุตสาหกรรมยุโรปสั่นคลอน: Volkswagen วางแผนปรับลดพนักงานถึง 50,000 ตำแหน่งและปิดโรงงาน 4 แห่งในเยอรมนี ในขณะที่สถาบันจัดอันดับ Fitch ได้ปรับลดมุมมองของบริษัทยาง Continental ลงเหลือ Stable เนื่องจากกระบวนการลดหนี้ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้
🇺🇸 Honda ถอยทัพ EV ในสหรัฐฯ: ประกาศระงับการขายรถยนต์ EV ในสหรัฐฯ เนื่องจากความต้องการที่อ่อนแอ โดยจะกลับไปเน้นทำตลาดรถยนต์ไฮบริดและเครื่องยนต์สันดาปตามเดิม
🇮🇳 อินเดียคุมเข้มมลพิษ: เตรียมบังคับใช้มาตรฐานประสิทธิภาพยานยนต์ใหม่ ซึ่งจะครอบคลุมถึงเดือนมีนาคม 2032 เพื่อมุ่งลดการนำเข้าน้ำมันและลดการปล่อยมลพิษ
การส่งออกยางล้อไทย: ได้รับอานิสงส์จากตลาดรถ EV โลกที่เติบโต ไทยมีจุดแข็งด้านยางสมรรถนะสูง (high-performance tires) มูลค่าส่งออกปี 2568 อยู่ที่ระดับพันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลล่าสุดจาก สนค.)
การลงทุนและฐานผลิต: ไทยยังเป็นฐานผลิตสำคัญของแบรนด์โลก (เช่น Continental, Bridgestone, Michelin และผู้ผลิตจีน)

📈 คาดการณ์แนวโน้มราคายางพาราสัปดาห์นี้ (20 - 24 กรกฎาคม 2569)
จากฐานข้อมูลที่มีอยู่ แนวโน้มราคายางพาราในสัปดาห์นี้ สามารถประเมินทางเทคนิคเบื้องต้นได้ดังนี้ครับ:
1. ยางแผ่นดิบหาดใหญ่ (แนวโน้ม: แกว่งตัวในแดนบวก / ไซด์เวย์อัพ)
คาดการณ์: คาดว่าราคาจะมีการพักฐานในกรอบ 85.00 - 87.00 บาท/กก. หากมีปัจจัยบวกหนุนหรือความต้องการซื้อในพื้นที่ยังคงสูง มีโอกาสที่จะกลับไปทดสอบแนวต้านที่ 88.00 บาท/กก. อีกครั้ง

2. น้ำยางสด (แนวโน้ม: ขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง)
คาดการณ์: โมเมนตัมเชิงบวกยังคงแข็งแกร่งมาก คาดว่าในสัปดาห์นี้ราคามีโอกาสสูงที่จะพุ่งทะลุและยืนเหนือระดับ 80.00 บาท/กก. ได้สำเร็จ หากไม่มีปัจจัยลบภายนอกเข้ามากระทบอย่างฉับพลัน

3. ขี้ยางก้อนถ้วย (แนวโน้ม: แกว่งตัวออกข้าง / ไซด์เวย์)
คาดการณ์: คาดว่าราคาจะยังคงทรงตัวและแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 65.00 - 68.00 บาท/กก.

ที่มา: OSE สำนักข่าว สมาคมยางพาราไทย
#ยาง #ยางพารา #ราคายางพารา #ราคายาง #ชาวสวนยาง #ราคายางวันนี้

Photos from Rubber Economy: เศรษฐกิจยาง's post 17/07/2026

บทความทางวิชาการ:
ตลาดน้ำมันโลกรับแรงกระแทกจากสงครามได้ชั่วคราว แต่กันชนกำลังจะหมดลง (โดย Jean-Marc Natal และ Azim Sadikov, 15 กรกฎาคม 2026) แปลและดัดแปลงโดย admin.

เหตุการณ์สงครามปีนี้ที่สร้างการหยุดชะงักต่อตลาดน้ำมันโลกครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษควรจะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งทะยานอย่างรุนแรง แต่หลังจากราคาดีดตัวขึ้นในช่วงต้นของสงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันดิบก็กลับมาทรงตัวอยู่ในกรอบ 90 ถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งถือว่าต่ำกว่าที่หลายฝ่ายกังวลไว้มาก คำถามคือ ทำไมราคาถึงไม่พุ่งสูงไปกว่านี้? คำตอบก็คือ มีปัจจัยหลายอย่างประกอบกันที่ช่วยลดแรงกระแทกในเบื้องต้น แต่ประเด็นที่น่ากังวลคือ "ขีดความสามารถในการรับมือ" หรือกันชนเหล่านั้นได้ถูกใช้ไปจนเกือบหมดแล้วในตอนนี้
อันที่จริง มีเหตุผลมากมายที่ราคาน้ำมันควรจะแพงจนสร้างวิกฤต สงครามส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดลงอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นการตัดขาดการขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันกลั่นถึงวันละประมาณ 20 ล้านบาร์เรล หรือคิดเป็น 1 ใน 5 ของปริมาณการบริโภคทั้งโลก แม้ว่ากลุ่มประเทศผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซียจะพยายามปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งเท่าที่ทำได้ เช่น ซาอุดีอาระเบียหันไปส่งน้ำมันผ่านท่อประปาสู่ท่าเรือยันบู (Yanbu) ในทะเลแดง ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็ใช้งานท่าเรือฟูไจราห์ (Fujairah) ซึ่งอยู่นอกช่องแคบจนเกือบเต็มขีดความสามารถ แต่ถึงกระนั้น การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเหล่านี้ก็ชดเชยปริมาณน้ำมันที่หายไปจากช่องแคบฮอร์มุซได้เพียงเศษเสี้ยวเท่านั้น
นอกเหนือจากน้ำมันดิบแล้ว ปริมาณการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน โดยส่งผลกระทบหนักที่สุดต่อกลุ่มน้ำมันดีเซลและน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ซึ่งภูมิภาคนี้ครองสัดส่วนการจัดหาถึงราว 10% ของอุปทานโลก
เมื่อถึงช่วงปลายเดือนพฤษภาคม น้ำมันดิบกว่า 1.1 พันล้านบาร์เรล (เทียบเท่ากับการบริโภคปกติของทั้งโลกประมาณ 10 วัน) ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้ หากเปรียบเทียบในช่วงเวลาเดียวกันของการเกิดวิกฤต ปริมาณน้ำมันที่ขาดแคลนในครั้งนี้มีตัวเลขสูงกว่าวิกฤตการณ์น้ำมันปี 1973 (Oil Shock), สงครามอิหร่าน-อิรัก และสงครามอ่าวเปอร์เซียเสียอีก

3 ปัจจัยดูดซับแรงกระแทก (Three shock absorbers)
ระบบเศรษฐกิจโลกสามารถรับมือกับการหยุดชะงักระดับนี้ได้อย่างไร? ในช่วงก่อนเกิดสงคราม อุปทานน้ำมันในตลาดมีปริมาณสูงกว่าอุปสงค์อยู่ราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือเป็นแต้มต่อที่ช่วยซื้อเวลาได้ระดับหนึ่ง และในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม มี 3 ปัจจัยหลักที่ช่วยอุดช่องโหว่นี้ ได้แก่:
การบีบอัดอุปสงค์ (Demand compression) รับบทหนักที่สุด: โดยเฉพาะในเอเชีย เมื่อราคาที่สูงขึ้นทำให้การบริโภคลดลง และระบบเศรษฐกิจหันไปพึ่งพาพลังงานทางเลือกอื่น เช่น ถ่านหินและพลังงานหมุนเวียน อย่างไรก็ตาม ความต้องการใช้น้ำมันในภาคการขนส่งยังคงลดลงได้ยาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีมาตรการคุมราคาเชื้อเพลิง การอุดหนุน และการคืนภาษีที่ช่วยบรรเทาผลกระทบไว้—แต่ภาครัฐก็ต้องแลกมาด้วยต้นทุนทางการคลัง
การผลิตนอกอ่าวเปอร์เซียเพิ่มขึ้นเกินคาด: ปริมาณการผลิตปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 2 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบกับระดับของปี 2025 นำโดยสหรัฐอเมริกา ขณะที่เวเนซุเอลา กายอานา และรัสเซีย ก็ปรับเพิ่มกำลังการผลิตเช่นกัน
การดึงสต็อกน้ำมันคงคลัง (Inventories) มาชดเชย: ภาวะขาดดุลของตลาดที่ประเมินไว้ราว 4.0 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ได้รับการชดเชยแทบทั้งหมดจากการดึงน้ำมันในคลังสำรองทั่วโลกออกมาใช้ ซึ่งรวมถึงคลังน้ำมันเชิงพาณิชย์ในจีนและคลังสำรองทางยุทธศาสตร์

การฟื้นตัวจะไม่เกิดขึ้นในทันที
ก่อนที่จะมีความตึงเครียดระลอกล่าสุด ข้อตกลงกรอบความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เคยส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว สาเหตุหลักเป็นเพราะน้ำมันที่ตกค้างอยู่บนเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียจะสามารถกลับเข้าสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว แต่ถึงกระนั้น ยังมีความไม่แน่นอนอีกมาก—รวมถึงคำถามที่ว่า เสรีภาพในการเดินเรือผ่านจุดคอขวดที่สำคัญที่สุดของโลกแห่งนี้จะได้รับการฟื้นฟูอย่างแท้จริงเมื่อใด และความเชื่อมั่นของบริษัทเดินเรือ บริษัทประกันภัย และผู้ประกอบการจะกลับมาได้เร็วแค่ไหน
การประเมินในภาคอุตสาหกรรมชี้ว่า อาจต้องใช้เวลาถึง 2-3 เดือนกว่าที่การไหลเวียนของน้ำมันในสัดส่วนที่สำคัญจะกลับมาเป็นปกติได้หลังจากการเปิดเส้นทางน้ำอย่างเต็มรูปแบบ สิ่งที่น่ากังวลในระยะยาวคือ การหยุดการผลิตเป็นเวลานานอาจทำให้สูญเสียกำลังการผลิตอย่างถาวร โดยเฉพาะในแหล่งที่ขาดแคลนเงินทุนเพื่อใช้ในการเดินเครื่องหลุมขุดเจาะใหม่
เมื่อใดก็ตามที่อุปทานเริ่มฟื้นตัว ภาวะขาดดุลของน้ำมันจะลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปเท่านั้น ซึ่งจะยิ่งดึงปริมาณน้ำมันคงคลังลงไปใกล้กับระดับต่ำสุดที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน (Operational minimums)—อันเป็นจุดที่ระบบโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพจะเริ่มได้รับผลกระทบ

บทเรียนสำหรับผู้กำหนดนโยบาย
วิกฤตพลังงานยังคงสร้างความเจ็บปวด สิ่งที่ช่วยบรรเทาผลกระทบในครั้งนี้ คือการที่ตลาดพลังงานยังพอมีพื้นที่ให้ขยับตัวและดูดซับแรงกระแทกไว้ได้ แต่เมื่อความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซปะทุขึ้นอีกครั้ง พื้นที่ดังกล่าวก็มีขนาดเล็กลงและกำลังหดตัวลงเรื่อยๆ เนื่องจากกำลังการผลิตสำรองถูกนำไปใช้แล้ว อุปสงค์ถูกบีบอัดลงแล้ว และสต็อกน้ำมันถูกดึงออกไปใช้แล้ว หากไม่มีการเติมน้ำมันกลับเข้าคลังสำรอง โลกจะต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตครั้งต่อไปด้วยสถานะที่อ่อนแอกว่าเดิมมาก
สำหรับผู้กำหนดนโยบาย มี 3 บทเรียนที่โดดเด่นจากเหตุการณ์นี้:
คลังสำรองเป็นสิ่งสำคัญ: การเร่งสร้างคลังสำรองขึ้นมาใหม่เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตในอนาคต
พึ่งพาจุดคอขวดเดียวเสี่ยงเกินไป: การกระจายแหล่งพลังงาน—รวมถึงพลังงานหมุนเวียน—มีความสำคัญไม่แพ้การกระจายเส้นทางการขนส่ง
มาตรการอุดหนุนต้องตรงจุด: การช่วยเหลือผู้บริโภคควรพุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบางที่สุดและมีระยะเวลาจำกัด เพื่อรักษางบประมาณของรัฐ และปกป้องกลไกราคาที่ทำหน้าที่กระตุ้นให้เกิดการประหยัดและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ความยืดหยุ่นของตลาดพลังงานและการตอบสนองเชิงนโยบายอย่างทันท่วงที ได้ช่วยซื้อเวลาให้กับเศรษฐกิจโลก ข้อตกลงที่ยั่งยืนระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านจะสร้างโอกาสในการฟื้นฟูอุปทาน แต่กระนั้น โลกยังต้องการความพยายามอย่างมหาศาลในการเพิ่มความยืดหยุ่นและกระจายความเสี่ยงของแหล่งพลังงาน เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตน้ำมันกลับมาสั่นคลอนเศรษฐกิจโลกได้อีกในอนาคต

บทวิเคระห์ต่ออุตสาหกรรมยางพาราทั้ง "ยางธรรมชาติ" และ "ยางสังเคราะห์" ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากน้ำมันดิบคือต้นทุนฐานรากและสารตั้งต้นสำคัญของห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดครับ โดยสามารถแบ่งผลกระทบออกเป็นด้านต่างๆ ได้ดังนี้:
1. ต้นทุนการผลิตยางสังเคราะห์ (Synthetic Rubber) พุ่งสูงขึ้น
2. โอกาสและแรงกดดันต่อยางธรรมชาติ (Natural Rubber)
เมื่อยางสังเคราะห์มีราคาแพงขึ้น โรงงานอุตสาหกรรม (โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยางล้อ) จะหันมาเพิ่มสัดส่วนการใช้ ยางธรรมชาติ เพื่อทดแทน ซึ่งในระยะสั้นอาจส่งผลดีต่อราคายางธรรมชาติและเกษตรกรผู้ชาวสวนยาง
แม้ราคายางธรรมชาติจะดีขึ้น แต่เกษตรกรและผู้แปรรูปก็ต้องเผชิญกับ ค่ายานพาหนะ ค่าขนส่ง และค่าปุ๋ยเคมี (ซึ่งปุ๋ยเคมีส่วนใหญ่ผลิตจากแก๊สธรรมชาติและน้ำมัน) ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามวิกฤตพลังงาน ซึ่งอาจเข้ามากัดกินกำไรสุทธิ
3. ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปลายน้ำ (โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และยางล้อ) เป็นผู้บริโภคยางรายใหญ่ที่สุดของโลก (ใช้ทั้งยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์ร่วมกัน) ต้นทุนการผลิตยางล้อจะสูงขึ้นอย่างมาก
วิกฤตพลังงานที่กดดันเศรษฐกิจโลกและอาจทำให้เกิดเงินเฟ้อ จะส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอการซื้อรถยนต์ใหม่ หรือยืดอายุการเปลี่ยนยางล้อออกไป ซึ่งจะสะท้อนกลับมาเป็นความต้องการใช้ยางที่ลดลงในภาพรวม
4. วิกฤตด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ (Supply Chain Disruption) ยางธรรมชาติส่วนใหญ่ผลิตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม) แต่ตลาดผู้บริโภคหลักอยู่ที่จีน ยุโรป และอเมริกาเหนือ วิกฤตพลังงานทำให้ค่าขนส่งทางเรือและทางบกเพิ่มขึ้นอย่างมาก กลายเป็นอุปสรรคในการส่งออก
วิกฤตพลังงานนี้สร้าง "ผลกระทบแบบสองด้าน (Double-edged sword)" ต่อราคายางธรรมชาติ ด้านหนึ่งช่วยดึงราคาให้สูงขึ้นจากการทดแทนยางสังเคราะห์ แต่อีกด้านก็กดดันด้วยต้นทุนการผลิต/ขนส่งที่แพงขึ้น และความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวจนความต้องการซื้อปลายน้ำลดลงครับ
#ยาง #ยางพารา #สวนยาง #ชาวสวนยาง #กยท

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Hat Yai?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่

Hat Yai