30/05/2025
"โนอาห์: ชายผู้เชื่อฟัง แม้ยังไม่เห็นฝน"
ในยุคสมัยอันเนิ่นนานมาแล้ว โลกดำดิ่งสู่ความเสื่อมทราม จนองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเสียพระทัยที่ได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาบนผืนแผ่นดินโลก
กระนั้น ท่ามกลางความมืดมิดแห่งยุคสมัย มีบุรุษผู้หนึ่งนามว่า 'โนอาห์' ซึ่งโดดเด่นเหนือมวลมนุษย์ทั้งปวง
ท่านดำเนินชีวิตในความชอบธรรม ซื่อสัตย์ และเชื่อฟังพระเจ้า
📍 โนอาห์เป็นใคร?
โนอาห์เป็นทายาทรุ่นที่สิบสืบจากอาดัม (โดยทางเสท) เป็นบุตรของลาเมค และมีบุตรชายสามคน ได้แก่ เชม ฮาม และยาเฟท
พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงท่านว่า “โนอาห์เป็นคนชอบธรรมดีพร้อมในสมัยของเขา โนอาห์ดำเนินกับพระเจ้า” (ปฐมกาล 6:9)
ในช่วงเวลานั้น โลกเต็มไปด้วยการใช้ความรุนแรงและความชั่วร้าย องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงมีพระดำริที่จะล้างโลกด้วยน้ำท่วมใหญ่ อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงประสงค์ที่จะช่วยโนอาห์และครอบครัวของท่านให้รอดพ้น
🛶 ภารกิจจากพระเจ้า
องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชาให้โนอาห์สร้างเรือขนาดมหึมาเพื่อเป็นที่หลบภัยสำหรับท่าน ครอบครัว และสัตว์ทุกชนิด อย่างละคู่
ในเวลานั้น มนุษย์ยังไม่เคยเห็นฝนที่ตกหนักเช่นนั้นมาก่อน การที่ท่านสร้าง “เรือยักษ์” บนพื้นดินแห้ง จึงกลายเป็นเรื่องที่ผู้คนเยาะเย้ยถากถาง
ทว่า โนอาห์มิได้ใส่ใจต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น ท่านยังคงเชื่อฟังและปฏิบัติตามทุกสิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชาอย่างเคร่งครัด
☔ น้ำท่วมครั้งยิ่งใหญ่
ในที่สุด วันหนึ่งฝนก็เริ่มตกลงมา — และตกติดต่อกันโดยไม่หยุดยั้งเป็นเวลา สี่สิบวันสี่สิบคืน
กระแสน้ำท่วมโลกสูงขึ้นจนกระทั่งยอดเขาทั้งหลายก็จมอยู่ใต้น้ำ และมีเพียงผู้ที่อยู่ภายในเรือเท่านั้นที่รอดชีวิต
⛰️ พันธสัญญากับโนอาห์
หลายเดือนต่อมา ระดับน้ำก็ลดลง และเรือได้ค้างอยู่บนภูเขาอารารัต
องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสถาปนาพันธสัญญากับโนอาห์ และทรงตั้ง 'รุ้ง' เป็นเครื่องหมายแห่งพระสัญญาว่า พระองค์จะไม่ทรงล้างโลกด้วยน้ำอีกต่อไป
📌 ข้อคิดจากเรื่องโนอาห์
- ความเชื่อ ไม่ได้เป็นเพียงความคิดในใจ แต่เป็นการลงมือกระทำตาม แม้ในสิ่งที่อาจดูเหมือนไร้เหตุผลในสายตามนุษย์
- การเชื่อฟังของโนอาห์ แสดงถึงความเชื่ออันมั่นคง ท่านใช้เวลานานนับหลายสิบปีในการสร้างเรือ โดยที่ยังมิได้เห็นฝนแม้แต่หยดเดียว
- ความสัตย์ซื่อของพระเจ้า จะปรากฏให้เห็น เมื่อเรายืนหยัดในทางของพระองค์
📖 ข้อพระคัมภีร์ที่เกี่ยวข้อง
“โนอาห์เป็นคนชอบธรรม ดีพร้อมในสมัยของเขา โนอาห์ดำเนินกับพระเจ้า”
— ปฐมกาล 6:9
“โดยความเชื่อ เมื่อโนอาห์ได้รับพระดำรัสเตือนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ยังมองไม่เห็น ท่านจึงยำเกรงและต่อเรือใหญ่ เพื่อช่วยครอบครัวของตนให้ปลอดภัย”
— ฮีบรู 11:7
02/08/2024
"เคล็ดไม่ลับ ดับความคิดแง่ลบ"
ด้วยกฎ 1 นาที
สมองของคนเรามีความสามารถในการจำระยะสั้นได้ประมาณ 1 นาที
ความคิดที่อยู่ในสมองไม่เกิน 1 นาทีนี้จะไม่เข้าสู่ความจำระยะยาว
แต่หากเอามาคิดบ่อยๆ แม้ไม่ถึง 1 นาที ก็สามารถกลายเป็นความทรงจำระยะยาวได้ เมื่อกลายเป็นความทรงจำก็จะสามารถดึงข้อมูลนั้นมาใช้ได้อย่างต่อเนื่อง
ความคิดแง่ลบ หากย้ำคิดบ่อยๆ ก็จะกลายเป็นความทรงจำ ทำให้บุคคลนั้นมีแนวโน้มที่จะคิดลบอยู่เรื่อยๆ เพราะวิธีคิดลบกลายเป็นส่วนหนึ่งของสมองไปแล้ว (สมองจะไม่จำเฉพาะความคิดลบ แต่จะจำวิธีคิดลบด้วย)
ดังนั้น วิธีการจัดการกับความคิดแง่ลบเพื่อไม่ให้กลายเป็นความทรงจำระยะยาว คือการกำจัดความคิดนั้นทันทีภายใน 1 นาที โดยการแทนที่ด้วยความคิดแง่บวก และทุกครั้งที่มีความคิดแง่ลบเกิดขึ้น ให้แทนที่ด้วยความคิดแง่บวกเสมอ - สิ่งนี้เรียกว่า กฎ 1 นาที
สำหรับคริสเตียน ความคิดแง่บวกคือพระวจนะของพระเจ้า โดยเฉพาะข้อพระคัมภีร์ที่ตรงกันข้ามกับความคิดแง่ลบที่กำลังเกิดขึ้น (นี่คือเหตุผลหนึ่งว่า เหตุใดเราต้องท่องข้อพระคัมภีร์) แต่หากเราคิดข้อพระคัมภีร์ที่ตรงข้ามกับความคิดแง่ลบไม่ออก ก็ให้นึกถึงข้อพระคัมภีร์สักข้อหนึ่งที่หนุนใจ ที่กล่าวถึงพระลักษณะของพระเจ้า ถึงคุณความดีของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตของเรา โดยท่องข้อนั้นในความคิด ให้แทนที่ความคิดลบนั้น
หากเราสามารถกำจัดความคิดแง่ลบภายใน 1 นาทีได้เรื่อยๆ พื้นที่สำหรับความคิดแง่ลบก็จะลดน้อยลงไป ทำให้เรากลายเป็นคนคิดแง่บวกมากขึ้นผ่านพระวจนะของพระเจ้า จนวันหนึ่งเราจะกลายเป็นคนที่มีแนวโน้มคิดบวกอยู่เสมอ เพราะสมองถูกฝึกให้คิดแต่สิ่งที่เป็นแง่บวก (สมองจะไม่จำเฉพาะความคิดบวกเท่านั้น แต่จะจำวิธีคิดบวกด้วย)
สิ่งนี้สนับสนุนพระวจนะที่กล่าวไว้ว่า…
ฟป.4:8ก "สุดท้ายนี้พี่น้องทั้งหลาย ขอจงใคร่ครวญดูสิ่งเหล่านี้คือ สิ่งที่เป็นจริง สิ่งที่น่านับถือ สิ่งที่ยุติธรรม สิ่งที่บริสุทธิ์ สิ่งที่น่ารัก สิ่งที่ควรแก่การสรรเสริญ"
09/11/2020
“การตอบสนองต่อความทุกข์ยาก”
ยากอบ 1:1-11
การทดสอบความเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตคริสเตียนคือความทุกข์ยากหรือความยากลำบาก เมื่อคนของพระเจ้าต้องเผชิญความทุกข์ยากในชีวิตส่วนตัว เราก็จะตระหนักด้วยตัวของเราเองว่าความเชื่อที่เรามีในพระเจ้านั้นเป็นอย่างไร
ความทุกข์ยากไม่ใช่แค่สิ่งที่แสดงให้เราเห็นความเชื่อของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่พัฒนาความเชื่อและลักษณะชีวิตของเราด้วย
ผู้เชื่อชาวยิวที่อ่านจดหมายของยากอบกำลังเผชิญความทุกข์ยากในชีวิต ท่านจึงหนุนใจพวกเขาให้ตอบสนองต่อความทุกข์ยากอย่างถูกต้อง ซึ่งเราจะศึกษาร่วมกัน เพื่อเมื่อเราเผชิญความทุกข์ยาก เราจะได้นำหลักการนี้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตของเรา
---------------------------------------------------
ประการที่ 1 ชื่นชมยินดีในความทุกข์ยาก (ข้อ 2-4)
---------------------------------------------------
• ยากอบ 1:2-4 "2พี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อพวกท่านพบกับการทดลองใจต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง 3เพราะพวกท่านรู้ว่าการทดสอบความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความทรหดอดทน 4และจงให้ความทรหดอดทนนั้นมีผลอย่างสมบูรณ์ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนที่สมบูรณ์และดีพร้อม โดยไม่ขาดสิ่งใดเลย" (THSV)
ยากอบหนุนใจเราให้ตอบรับความทุกข์ยากและความยากลำบากตามสภาพความเป็นจริงของมัน และให้ตอบสนองด้วยความชื่นชมยินดี ความชื่นชมยินดีไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความทุกข์ยากเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่เกิดขึ้นจากการมองไปที่ผลดีที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคต
พระเจ้าอนุญาตให้เราเผชิญความทุกข์ยากเพื่อทดสอบความเชื่อของเรา โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ความเชื่อของเราเข้มแข็งขึ้น (ไม่ใช่เพื่อเปิดเผยว่าเราอ่อนแอในความเชื่อ) ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องเผชิญการทดสอบด้วยความอดทน พากเพียร อุตสาหะ ซึ่งจะส่งผลให้เรากลายเป็นผู้ใหญ่และมีความเข้มแข็งในฝ่ายวิญญาณ
ดังนั้น พระวจนะของพระเจ้าจึงหนุนใจให้เราเรียนรู้ที่จะมองไปให้ไกลกว่าปัญหาเฉพาะหน้าที่เรากำลังเผชิญในปัจจุบัน ให้มองไปยังผลที่จะเกิดขึ้นหากเราผ่านความทุกข์ยากนั้นไปได้ แล้วเราก็จะมีความชื่นชมยินดี
• 1เปโตร 1:6-7 “6พวกท่านชื่นชมยินดียิ่งนักในเรื่องนี้ แม้ขณะนี้ท่านต้องทนความทุกข์โศกชั่วระยะหนึ่งจากการทดลองสารพัดอย่าง 7สิ่งเหล่านี้มีมาเพื่อพิสูจน์ว่าท่านมีความเชื่อแท้ ความเชื่อนี้ล้ำค่ายิ่งกว่าทองคำซึ่งเสื่อมสลายไปแม้ได้ทำให้บริสุทธิ์แล้วด้วยไฟ ความเชื่อนี้นำมาซึ่งคำสรรเสริญ เกียรติ และศักดิ์ศรี เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมาปรากฏ” (อมตธรรมร่วมสมัย)
-----------------------------------------------------------------
ประการที่ 2 ทูลขอสติปัญญาในการเผชิญความทุกข์ยาก (ข้อ 5-8)
-----------------------------------------------------------------
• ยากอบ 1:5-8 "5แต่ถ้าใครในพวกท่านขาดสติปัญญา ให้คนนั้นทูลขอจากพระเจ้าผู้ประทานให้กับทุกคนด้วยพระทัยกว้างขวางและไม่ทรงตำหนิ แล้วเขาก็จะได้รับตามที่ทูลขอ 6แต่จงขอด้วยความเชื่อและไม่สงสัย เพราะว่าคนที่สงสัยนั้นเป็นเหมือนคลื่นในทะเลที่ถูกลมพัดซัดไปมา 7คนๆ นั้นจงอย่าคิดเลยว่าจะได้รับสิ่งใดจากองค์พระผู้เป็นเจ้า 8เขาเป็นคนสองจิตสองใจไม่มั่นคงในบรรดาทางของตน" (THSV)
ความทุกข์ยากมักจะทำให้เรากลัวและสับสน ไม่รู้จะหันไปทางไหนหรือแก้ปัญหาอย่างไร หลายครั้งความทุกข์ยากทำให้คนที่เผชิญนั้นเกิดความกลัว ไม่กล้าตัดสินใจ จมอยู่กับปัญหาจนหาทางออกไม่ได้
ยากอบจึงได้เตือนผู้อ่านของเขาและเราทั้งหลายว่า เรายังมีพระเจ้าผู้ทรงประทานสติปัญญาในการแก้ปัญหาในชีวิตให้กับเรา ให้เราทูลขอจากพระองค์ “ด้วยความเชื่อ” แล้วพระองค์จะทรงประทานสติปัญญาให้เราในการนำหลักการจากพระวจนะไปประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมในการตัดสินใจในแต่ละวัน
พระวจนะของพระเจ้าได้ยืนยันว่าพระเจ้าจะแสดงต่อทุกคนที่ทูลขอว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ส่วนของเราคือต้อง “เชื่อ”, ความเชื่อ สะท้อนถึงความปรารถนาที่จะตอบสนองตามการทรงนำของพระเจ้า คนที่สงสัยคือคนที่ลังเลที่จะตอบสนองด้วยการเชื่อฟังจะไม่สามารถได้รับสิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนาจะให้เขา
ความเชื่อในพระเจ้าในขณะที่เผชิญปัญหาจะนำไปสู่ความมั่นคงเข้มแข็งฝ่ายวิญญาณ
• 1เปโตร 5:10 “และเมื่อท่านทั้งหลายได้ทนทุกข์อยู่ชั่วขณะหนึ่งแล้ว พระเจ้าผู้ทรงพระคุณล้ำเลิศ ผู้ได้ทรงเรียกให้ท่านทั้งหลายเข้าในศักดิ์ศรีนิรันดร์ในพระคริสต์ พระองค์เองก็จะทรงโปรดปรับปรุงท่านให้มั่นคง และมีกำลังขึ้น” (1971)
--------------------------------------------------------
ประการที่ 3 ตระหนักถึงตัวตนที่แท้จริงของเรา (ข้อ 9-11)
--------------------------------------------------------
• ยากอบ 1:9-11 "9ให้พี่น้องที่ต่ำต้อยภาคภูมิใจเมื่อได้รับการเชิดชู 10และคนมั่งมีก็ภาคภูมิใจเมื่อต่ำต้อยลง เพราะเขาจะร่วงโรยไปเหมือนดอกหญ้า 11เพราะว่าเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นพร้อมกับความร้อนแรงกล้าก็ทำให้หญ้าเหี่ยวแห้งและดอกหญ้าก็ร่วงหล่น แล้วความงามของมันก็สูญสิ้น คนมั่งมีก็เช่นกัน เขาจะสูญสลายไปในระหว่างที่เขากำลังวุ่นวายอยู่กับการดำเนินธุรกิจ" (THSV)
ผู้เชื่อที่เป็นผู้รับจดหมายฝากของยากอบมีทั้งคนมั่งมีและคนที่ยากจน ยากอบบอกพวกเขาว่าความทุกข์ยากนั้นนำผลดีมาสู่ชีวิตของพวกเขาไม่ว่าเขาจะมีฐานะอย่างไร
เงินทองและสถานภาพทางสังคมเป็นปัญหาใหญ่ของผู้เชื่อในยุคเวลานั้น (ยก.2:1-7) พระวจนะของพระเจ้าจึงได้เตือนใจพวกเขาว่า หากความทุกข์ยากเกิดขึ้นกับคนที่ยากจน ก็ให้เขายินยอมให้พระเจ้าทำตามน้ำพระทัยของพระองค์และชื่นชมยินดี เพราะสิ่งที่เขาได้รับคือความมั่งมีฝ่ายวิญญาณซึ่งไม่มีใครสามารถแย่งชิงไปได้
หากความทุกข์ยากเกิดขึ้นกับคนที่ร่ำรวย ก็ให้เขายินยอมต่อน้ำพระทัยของพระเจ้าเช่นเดียวกัน และตอบสนองด้วยความชื่นชมยินดี เพราะความมั่งมีของเขาในพระคริสต์จะไม่มีวันร่วงโรยหรือจางหายไป
สิ่งที่ทำให้เราเผชิญความทุกข์ยากไม่ใช่สถานะฝ่ายกายภาพของเรา แต่เป็นสถานะฝ่ายวิญญาณ เราจึงควรตรวจสอบชีวิตฝ่ายวิญญาณของเราอยู่เสมอว่าเป็นอย่างไร เพื่อเมื่อถึงคราวที่พระเจ้าให้เราเผชิญความทุกข์ยากหรือการทดสอบ เราจะได้ตอบสนองต่อพระองค์ได้อย่างถูกต้อง
😊
07/11/2020
- กฎข้อที่ 2 - ในการอ่านพระคัมภีร์ ส่วนที่เป็นเรื่องราว
“ใช้ทุกรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกันในเรื่องราวเพื่อทำความเข้าใจ ‘บุคคล’ ที่อยู่ในเรื่องให้มากที่สุด”
บุคคลที่อยู่ในเรื่องราวมีบทบาทสำคัญต่อเราในการอ่านพระคัมภีร์ในส่วนนี้ด้วยความเข้าใจ เพราะบุคคลเหล่านั้นจะแสดงออกหรือทำบางสิ่งบางอย่าง เรารู้จักพวกเขาผ่านสิ่งที่เขาทำ สิ่งสำคัญคือเราต้องสังเกตว่าคนที่อยู่ในเหตุการณ์กับเค้าโครงเรื่องที่ดำเนินไปมีส่วนเกี่ยวข้องกันอย่างไร และนำไปสู่ผลลัพธ์อะไร
สิ่งที่เราต้องสังเกตเกี่ยวกับ “บุคคล” ในสิ่งที่ผู้เขียนพระคัมภีร์กล่าวถึง มีดังต่อไปนี้
(1) คำอธิบายของผู้เขียนพระคัมภีร์ถึงตัวบุคคลนั้น
การสังเกตวิธีการที่ผู้เขียนพระคัมภีร์กล่าวถึงตัวบุคคลในตอนที่เราศึกษานั้นเป็นประโยชน์มาก วิธีการหนึ่งคือการให้คำอธิบายตรงๆ เช่น “โยเซฟนั้นรูปร่างหน้าตาดี” (ปฐก.39:6) หรือ เอสเธอร์นั้น “รูปงามและชวนมอง” (อสธ.2:7) สิ่งที่เราต้องทำก็คือยอมรับในสิ่งที่ผู้เขียนพระคัมภีร์กล่าว เราไม่จำเป็นต้องอธิบายเพิ่มเติมอะไรอีก
สิ่งที่ต้องทราบก็คือ คำอธิบายตรงๆ แบบนี้มีไม่มากนักในพระคัมภีร์ แม้ว่าจะพบค่อนข้างบ่อยในพระกิตติคุณเมื่อผู้เขียนมักอธิบายถึงแรงจูงใจของพระเยซูว่าเหตุใดพระองค์จึงแสดงออกในบางสิ่ง เช่น โกรธ หรือทำบางอย่างด้วยความรัก
(2) การตอบสนองของบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องราว
วิธีการรู้จักตัวบุคคลในพระคัมภีร์ประการที่สองคือการดูผ่านตัวบุคคลอื่นๆ ที่ตอบสนองต่อพวกเขา เช่น เรารู้จักพระเยซูได้จากการแสดงออกถึงความยกย่องชื่นชมของฝูงชนที่ทุกข์ใจและถ่อมใจมาหาพระองค์และความเกลียดชังของผู้นำทางศาสนาและผู้มีอำนาจทางการเมืองที่มีต่อพระองค์ หรือรู้จักดาเนียลได้จากการที่กษัตริย์หลายรุ่นของอาณาจักรเปอร์เซียที่ครองราชย์ต่อๆ กันให้ความไว้วางใจท่านทั้งในความสามารถและความซื่อสัตย์ รวมทั้งจากคำพูดของคนที่ตั้งตัวเป็นศัตรูของท่านที่ยอมรับต่อกันและกันว่าพวกเขา “ไม่มีทางหาเหตุฟ้องดาเนียลได้ นอกจากเราจะหาเหตุในเรื่องธรรมบัญญัติแห่งพระเจ้าของเขา” (ดนล.6:5)
(3) คำพูดและความคิดของตัวบุคคลนั้นๆ
วิธีที่สามในการรู้จักตัวบุคคลในพระคัมภีร์คือผ่านทางความคิดและคำพูดของตัวบุคคลนั้นๆ เช่น การที่เราจะรู้ว่าอับราฮัมเป็นชายที่รักครอบครัว ยาโคบเป็นจอมวางแผน รูธเป็นหญิงที่อ่อนโยน และพระเยซูเป็นผู้ที่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นและใช้สิทธิอำนาจเมื่อจำเป็น สิ่งที่เราต้องทำคือให้ความสนใจในสิ่งที่ผู้เขียนพระคัมภีร์กล่าวถึงคำพูดและความคิดของบุคคลเหล่านี้
(4) การพูดถึงตนเองของตัวบุคคลนั้นๆ
การที่ตัวบุคคลในพระคัมภีร์กล่าวถึงตนเองก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้เรารู้จักเขามากขึ้น ตัวอย่างที่ชัดเจนคือพระเยซู ในพระกิตติคุณพระองค์กล่าวถึงพระองค์เองอย่างต่อเนื่องว่าพระองค์เป็นใครและพระราชกิจของพระองค์คืออะไร นอกจากนั้น ยังมีตัวอย่างของโยบที่กล่าวซ้ำๆ ถึงตัวท่านเองว่าเป็นคนที่ไม่มีความผิด หรือกษัตริย์ซาอูลที่ยอมรับว่าดาวิดนั้นชอบธรรมกว่าพระองค์ (1ซมอ.24:17) หรือการที่เปาโลกล่าวถึงตัวท่านเองหลายครั้งในพระธรรมกิจการ
(5) การกระทำของบุคคลนั้นๆ
พระคัมภีร์มักบันทึกเรื่องราวของบุคคลต่างๆ ในบางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของพวกเขาเท่านั้น ไม่ได้บันทึกรายละเอียดทุกอย่างของตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องในเรื่องราว เราจึงรู้จักพวกเขาได้ผ่านสิ่งที่พวกเขาทำ เพราะพระคัมภีร์จะบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นตรงๆ ไม่ปรุงแต่ง ไม่ว่าดีหรือร้าย ไม่ว่าบุคคลนั้นๆ จะเป็นใคร
ด้วยเหตุนี้ การกระทำของบุคคลที่พระคัมภีร์บันทึกเอาไว้จึงสำคัญต่อการสังเกตและศึกษา ตัวอย่างเช่น การเลือกของอับราฮัมระหว่างดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อกับความสะดวกสบาย ความกล้าหาญของนางรูธ ศีลธรรมที่สมบูรณ์แบบของพระเยซู คุณสมบัติเหล่านี้ได้มาจากการสังเกตการกระทำของตัวบุคคลในพระคัมภีร์
สิ่งที่ต้องระวังในประเด็นเรื่องการสังเกตการกระทำของตัวบุคคลในพระคัมภีร์ก็คือ “การตีความหมายของการกระทำนั้นๆ” เป็นเรื่องง่ายหากคนในพระคัมภีร์ทำสิ่งที่ไม่ดีและเราสามารถเปรียบเทียบได้กับหลักคำสอนว่าเขาทำผิดเรื่องไหนบ้าง แต่มีการกระทำบางอย่างที่ไม่ผิดพระคัมภีร์ แต่ก็ไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นสิ่งที่ดีหรือเป็นสิ่งที่เราต้องทำตาม เช่น การที่โยเซฟในวัยเด็กบอกยาโคบผู้เป็นพ่อในเรื่องความผิดของพี่ชาย เราไม่ทราบว่าท่านทำเพราะรักความถูกต้องหรือเพราะเป็นเด็กขี้ฟ้อง หรือการที่เอสเธอร์ไม่บอกใครว่าเธอเป็นคนยิวในตอนที่ถูกนำตัวไปคัดเลือกเป็นราชินีเป็นการประนีประนอมความเชื่อหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยการตีความในระดับที่สูงขึ้น จึงอยากหนุนใจพี่น้องว่า หากเป็นไปได้ ควรเข้าศึกษาในสถาบันพระคัมภีร์มาตรฐานที่มีอยู่ในองค์กรหรือในท้องถิ่นของพี่น้องครับ เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนเพิ่มขึ้น
ขอให้สนุกในการศึกษาพระคัมภีร์ครับ 😊
27/10/2020
“แกะ”
Sheep
มนุษย์เริ่มเลี้ยงแกะมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ เลี้ยงไว้ก็เพื่อเอาเนื้อและขนของมัน (ปฐก.4:2) ทางภาคทะเลทรายและถิ่นแห้งแล้งรอบๆ ปาเลสไตน์ พวกอาหรับจำนวนมากและคนเผ่าอื่นๆ เคลื่อนย้ายไปมาพร้อมด้วยฝูงแพะแกะของเขาเพื่อจะหาทุ่งหญ้าและน้ำ (ปฐก.26:12-22, อพย.3:1, อสย.13:20) แผ่นดินแห่งอื่นๆ ที่มีหญ้าและน้ำพอเลี้ยงสัตว์ได้ ประชาชนก็ตั้งรกรากลงทำมาหากินอยู่และเลี้ยงแกะพร้อมกับทำไร่ไถนา
หลังจากที่ชาวอิสราเอลได้เข้าไปตั้งบ้านเรือนทำมาหากินอยู่ในคานาอันแล้ว ชาวอิสราเอลโดยทั่วไปยึดอาชีพการเลี้ยงสัตว์อย่างเป็นล่ำเป็นสันต่อไปอีก (ฉธบ.7:13, 1ซมอ.17:15, 25:2)
นอกจากการถวายบูชาทางศาสนาซึ่งเนื้อแกะจะถูกนำมากินเลี้ยงในพิธีนั้นแล้ว ดูเหมือนว่าชาวอิสราเอลฆ่าแกะเพื่อเอาเนื้อกินเพียงแต่ในงานพิเศษเท่านั้น (ลนต.7:15, ฉธบ.12:21, 1ซมอ.25:18, อมส.6:4) ส่วนมากพวกเขาเลี้ยงแกะเพื่อเอาขนของมันมาทำเสื้อผ้า (ปฐก.38:13, ลนต.13:47, สภษ.27:26)
นิสัยของแกะมีข้อเสียอยู่บ้าง คือมันหลงทางและเจิ่นไปง่ายๆ เพราะเหตุนี้แกะจึงมักถูกนำมาเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบกับมนุษย์ ซึ่งก็มักจะหลงเจิ่นไปง่ายๆ ได้เช่นเดียวกัน (อสย.53:6, มธ.10:6, 18:12)
แกะจำเป็นต้องมีผู้เลี้ยง เพื่อป้องกันอันตรายให้มันและเป็นผู้นำของมัน จุดสังเกตุเรื่องแกะและผู้เลี้ยงนี้ได้ถูกนำมาใช้อธิบายเปรียบเทียบเกี่ยวกับมนุษย์ด้วย คือมนุษย์ก็จำเป็นต้องมีพระเจ้าเป็นผู้ทรงนำทาง (กดว.27:17, มธ.10:16, ยน.10:11,27, 21:15-17, 1ปต.5:1-4)
ที่มาของบทความ: สารานุกรมพระคัมภีร์ ดอน เฟล็มมิง
ภาพถ่ายโดย Quang Nguyen Vinh จาก Pexels
26/10/2020
"พระผู้เสด็จมา" (อสย.9:6)
• อสย.9:6 [THSV] “ด้วยมีเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเรา มีบุตรชายคนหนึ่งประทานมาให้เรา และการปกครองจะอยู่บนบ่าของท่าน และเขาจะขนานนามของท่านว่า “ที่ปรึกษามหัศจรรย์ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระบิดานิรันดร์ และองค์สันติราช”
ในเรื่องเกี่ยวกับความรอดนั้น สำหรับปรัชญากรีก สิ่งที่พวกเขารอคอยคือนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่จะมาประกาศหลักปรัชญาหรือทฤษฎีทางปรัชญา และนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่นี้เองจะเป็นผู้นำแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้กับมนุษยชาติ กล่าวอย่างง่ายๆ คือ ขอให้มนุษย์รอคอยนักปรัชญาอัจฉริยะ แล้วมนุษย์จะพบหนทางสว่างในที่สุด
สำหรับชาวยิว แม้พวกเขาจะมีพันธสัญญาเดิม แต่พวกเขากลับคิดเอาเองว่า ผู้ที่พวกเขารอคอยคือกษัตริย์นักรบผู้ยิ่งใหญ่ ที่จะมาปลดแอกชาวยิวจากการเป็นเมืองขึ้นของชนชาติอื่น และทำให้อิสราเอลกลายเป็นมหาอำนาจของโลก
แต่สิ่งที่พระเจ้าตรัสผ่านทางอิสยาห์นั้นแตกต่างจากแนวคิดของชาวกรีกและความเข้าใจของชาวยิวอย่างสิ้นเชิง คือ “ด้วยมีเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเรา มีบุตรชายคนหนึ่งประทานมาให้เรา” ซึ่งหมายถึง พระบุตรของพระเจ้าที่มาบังเกิดเป็นมนุษย์ ซึ่งอีก 700 กว่าปีต่อมายอห์นก็ได้เขียนถึงพระองค์ไว้ว่า...”พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้ คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” (ยน.3:16 [THSV])
อิสยาห์เขียนพระธรรมอิสยาห์ขึ้นในราวปี 740-700 ปีกคศ. พระธรรมอสย.9:6 ที่เราศึกษานี้เป็นคำพยากรณ์ถึงการมาประสูติของพระเยซูคริสต์ – อิสยาห์ได้ใช้ชื่อ 4 ชื่อเพื่ออธิบายถึงพระผู้ช่วยให้รอดผู้เสด็จมาว่าพระองค์ทรงมีพระลักษณะอย่างไรบ้าง
------------------------------------------------
1. ที่ปรึกษามหัศจรรย์ (Wonderful Counselor)
------------------------------------------------
“ที่ปรึกษา” คือผู้ที่มีความสามารถในการคิดแผนงานที่ฉลาด พระเยซูทรงเป็นที่ปรึกษาที่ทรงสติปัญญาเหนือบรรดามนุษย์ทั้งปวง
• อสย.11:2 [THSV] “และพระวิญญาณของพระยาห์เวห์จะทรงอยู่บนท่าน คือพระวิญญาณแห่งปัญญาและความเข้าใจ พระวิญญาณแห่งคำปรึกษาและอานุภาพ พระวิญญาณแห่งความรู้และความยำเกรงพระยาห์เวห์”
พระองค์ทรงเป็น “ที่ปรึกษา” ผู้เดียวเท่านั้นที่ให้คำปรึกษาอย่างถูกต้องแน่นอน พระองค์เท่านั้นที่เราสามารถไว้ใจในคำปรึกษาของพระองค์โดยไม่ต้องสงสัยว่าจะผิดพลาด เหนือกว่านักปรัชญาหรือหมอดูหรือลัทธิความเชื่อใดๆ
คำปรึกษาที่ชัดเจนที่สุดที่พระเยซูมอบให้กับคนบาปคือ ““เราเป็นความสว่างของโลก คนที่ตามเรามาจะไม่ต้องเดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต” (ยน.8:12) และ “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีใครมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา” (ยน.14:6)
แม้ในชีวิตประจำวันของเรา พระองค์ก็ยังทรงเป็น “ที่ปรึกษามหัศจรรย์” ให้กับเรา หน้าที่ของเราคือการเรียนรู้ที่จะสังเกตน้ำพระทัยของพระองค์ในทุกเหตุการณ์ในชีวิตและไวต่อการทรงนำของพระองค์ด้วยการรักษาชีวิตที่ใกล้ชิดกับพระเจ้า และตัดสินใจให้มีความพร้อมในใจเสมอว่า ไม่ว่าคำปรึกษาของพระองค์จะออกมาในรูปแบบใด เราก็จะยินดีเต็มใจเชื่อฟัง
----------------------------------------------
2. พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ (Mighty God)
----------------------------------------------
เมื่ออาดัมทำบาปด้วยการละเมิดคำสั่งของพระเจ้าเนื่องจากถูกซาตานล่อลวง แม้ขณะนั้นเขายังไม่เคยทำบาปเลย แต่ก็ยังแพ้การทดลอง ซึ่งมีผลกระทบต่อเชื้อสายของเขาทั้งหมด นั่นคือเราทั้งหลาย บางคนอาจจะเคยมีคำถามว่าทำไมพระเจ้าไม่กำจัดอาดัมคนแรกเสียและสร้างอาดัมคนใหม่ขึ้นอีกครั้ง คำตอบก็คืออาดัมคนใหม่ก็จะเหมือนอาดัมคนแรก เขาจะแพ้ต่อการทดลองของซาตานอีก เพราะไม่มีมนุษย์คนไหนที่สามารถเอาชนะซาตานได้ตลอดไป
มีทางเดียวที่มนุษย์จะสามารถเอาชนะซาตานได้ นั่นคือเขาจะต้องเป็นพระเจ้าด้วยในเวลาเดียวกัน และมนุษย์ผู้นั้นคือพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้า 100% และมนุษย์ 100% - ด้วยเหตุนี้เองอิสยาห์จึงกล่าวถึงผู้ที่จะมาบังเกิดว่า “พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์”
ในพระคัมภีร์ใหม่ ซาตานทุ่มเทพละกำลังทั้งหมดในการทดลองพระเยซูในถิ่นทุรกันดาร แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะพระองค์ได้ เพราะพระองค์ทรงเป็น “พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์” ทรงแข็งแกร่งเกินกว่าที่ซาตานจะเอาชนะพระองค์ได้
ดังนั้น เมื่อเรามีพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์อยู่ในชีวิตของเรา เราจึงสามารถมั่นใจได้ว่า ไม่เพียงแต่เราได้รับความรอดจากพระองค์ผ่านทางความเชื่อ เรายังสามารถเผชิญกับทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิตขอเราโดยฤทธิ์เดชของพระเจ้าผู้ทรงอยู่กับเรา
• ฟป.4:13 [TNCV] “ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งได้โดยพระองค์ผู้ประทานกำลังแก่ข้าพเจ้า”
-------------------------------------------
3. พระบิดานิรันดร์ (Everlasting Father)
-------------------------------------------
“พระบิดานิรันดร์” ในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงพระเจ้าพระบิดา แต่หมายถึงพระเยซูคริสต์ในแง่มุมของการปกป้องดูแลเอาใจใส่ประชากรของพระองค์ ซึ่งเป็นบทบาทของกษัตริย์ในอุดมคติและเป็นบทบาทของพระเจ้าต่อคนของพระองค์
สำหรับคนยิว “บิดา” หมายถึง “ผู้ริเริ่ม” หรือ “แหล่งกำเนิด” เช่น ซาตานเป็น ‘บิดา’ แห่งการมุสา (ยน.8:44) – หากเราต้องการสิ่งใดที่เป็นนิรันดร์ ก็ต้องมาหาพระเยซูคริสต์
พระเยซูทรงเป็นพระบิดาของเรา เราจึงสามารถมั่นใจว่าพระองค์จะคอยปกป้องดูแล เอาใจใส่ และจัดสรรจัดเตรียมสิ่งที่ดีที่สุดให้กับบุตรของพระองค์ไปตลอดกาล
--------------------------------------
4. องค์สันติราช (Prince of Peace)
--------------------------------------
โลกต้องการสันติภาพ โลกต้องการสันติสุข เพราะโลกมีความขัดแย้งมากมาย ตั้งแต่ความขัดแย้งระดับบุคคลไปจนถึงระดับชาติ เช่น ระหว่างยิวกับอาหรับ ระหว่างพม่ากับชนกลุ่มน้อย ระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ เป็นต้น
“องค์สันติราช” คือผู้ที่การปกครองของพระองค์จะนำมาซึ่งสันติภาพและสันติสุข มนุษยชาติสามารถไว้วางใจในการตัดสินพระทัยที่เที่ยงธรรมของพระองค์
เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมาบังเกิด บรรดาทูตสวรรค์จึงพากันร้องดังนี้ว่า...
• ลก.2:14 [THSV] “พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด ส่วนบนแผ่นดินโลก สันติสุขจงมีท่ามกลางมนุษย์ทั้งหลายที่พระองค์โปรดปรานนั้น”
พระเยซูทรงเสด็จมาเพื่อให้มนุษย์มีสันติสุขกับพระเจ้าได้ ซึ่งก็คือการสามารถคืนดีกับพระเจ้าได้นั่นเอง และเมื่อมนุษย์คืนดีต่อพระเจ้าแล้ว มนุษย์ก็จะสามารถมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและกันได้อย่างแท้จริง
------------------------------
ตอนต้นของ อสย.6:9 กล่าวว่า “การปกครองจะอยู่บนบ่าของท่าน” – พระเยซูคริสต์ผู้เสด็จมานั้นทรงมาเพื่อครอบครองสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง พระองค์ทรงเป็นเจ้านายเหนือสิ่งสารพัดทั้งปวง พระเจ้าที่เราเชื่อวางใจเป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ เราจึงสามารถเชื่อและไว้วางใจพระองค์ได้เสมอไม่ว่าเหตุการณ์หรือสถานการณ์ในชีวิตของเราจะเป็นเช่นใดก็ตาม
ขอบพระคุณพระเจ้าผู้เสด็จมา 😊
21/10/2020
คำอุปมาของพระเยซูคริสต์
เรื่อง "เงินตะลันต์"
• อ่านพระธรรม มัทธิว 25:14-30
คำอุปมาเรื่องเงินตะลันต์ เป็นคำอุปมาเรื่องหนึ่งที่มีผู้เชื่อจำนวนไม่น้อยมีความเข้าใจผิดถึงความหมายที่แท้จริงของคำอุปมานี้ โดยเข้าใจว่าเป็นคำอุปมาที่สอนเรื่องของประทานความสามารถที่พระเจ้าประทานให้กับผู้เชื่อที่ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด มิฉะนั้นจะถูกพระเจ้าริบคืน
แท้จริงแล้วของประทานนั้นมาโดยพระคุณของพระเจ้า และพระองค์ไม่ได้ทรงมีพระประสงค์ที่จะเอาคืนจากใคร
• โรม 11:29 “เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงกลับพระทัย ในการที่ได้ทรงให้ของประทานและทรงเลือกสรรไว้”
การจะเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำอุปมานี้ ต้องพิจารณาจากบริบท นั่นคือ คำอุปมาเรื่องเงินตะลันต์นั้นอยู่ต่อจากคำอุปมาเรื่องสาวพรหมจารีสิบคน (มธ.24:1-13) และอยู่หน้าคำสอนเรื่องการพิพากษาประชาชาติทั้งหลายหรือคำอุปมาเรื่องแกะและแพะ (มธ.24:31-46) และบันทึกในมัทธิวบทที่ 24 ก่อนพระเยซูถูกจับกุมไม่นาน
คำอุปมาทั้งสามมีประเด็นที่คล้ายกัน ดังนั้นเมื่อพิจารณาร่วมกันจะทำให้เกิดความเข้าใจอย่างมาก ทั้งสามเรื่องปรากฏในตอนท้ายๆ ของคำสั่งสอนของพระเยซูที่อยู่ในพระธรรมมัทธิว พระองค์เตือนพวกเขาให้ระลึกว่าวันหนึ่งพระองค์จะเสด็จกลับมาในฐานะผู้พิพากษาและมนุษย์ทุกคนจะถูกพิพากษาตามการกระทำของตน คนที่มีปัญญาทุกคนควรเตรียมตัวให้พร้อมที่จะพบกับพระองค์ในวันแห่งการพิพากษานั้น
คำอุปมาเรื่องหญิงพรหมจารี เน้นการรอคอยพระคริสต์ด้วยความตื่นตัว ด้วยความเชื่อที่มีชีวิต
คำอุปมาเรื่องเงินตะลันต์ เป็นการสอนต่อจากเรื่องหญิงพรหมจารีว่า ความเชื่อที่มีชีวิตนั้นต้องแสดงออกเป็นการกระทำ และคำอุปมาเรื่องแกะและแพะก็ได้บอกว่าการกระทำของเราในโลกนี้ จะถูกนำเข้าสู่การพิพากษา ซึ่งสอดคล้องกับคำสอนของยากอบที่กล่าวว่า “ความเชื่อที่ไม่มีการประพฤติตามก็ไร้ผล”
• ยากอบ 2:14-17 “14ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า แม้ผู้ใดจะว่าตนมีความเชื่อ แต่ไม่ประพฤติตามจะได้ประโยชน์อะไร ความเชื่อของเขาจะช่วยเขาให้รอดได้หรือ 15ถ้าพี่น้องชายหญิงคนใดขัดสนเครื่องนุ่งห่มและอาหารประจำวัน 16และมีคนใดในพวกท่านกล่าวแก่เขาว่า "เชิญไปเป็นสุขเถิด ขอให้อบอุ่นและอิ่มเถิด" และไม่ได้ให้สิ่งที่เขาขัดสนนั้นจะเป็นประโยชน์อะไร 17ความเชื่อก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่ประพฤติตามก็ไร้ผล”
แม้ว่าความรอดไม่ได้เกิดขึ้นจากการประพฤติ แต่พระเจ้าทรงคาดหวังให้เราดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสมตามการงานและความรับผิดชอบที่พระองค์ทรงมอบให้เราแต่ละคนด้วย การประพฤตินี้เองที่เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าเรามีความเชื่อแท้
คำอุปมานี้เตือนให้เราสัตย์ซื่อในสิ่งที่พระเจ้าทรงมอบให้เรารับผิดชอบในโลกนี้ ตะลันต์เป็นตัวแทนของความสามารถ เวลา ทรัพยากรต่างๆ และโอกาสที่เราจะรับใช้พระเจ้าของเราบนโลก ซึ่งพระเจ้าทรงคาดหวังว่าเราจะรับผิดชอบสิ่งเหล่านี้อย่างดีที่สุด
-------------------------------------------------------------------------
1. พระเจ้าทรงมอบหมายความรับผิดชอบให้ผู้เชื่อแต่ละคนตามความสามารถของเขา และทรงคาดหวังว่าเขาจะเป็นผู้รับใช้ที่สัตย์ซื่อ
--------------------------------------------------------------------------
• มัทธิว 25:14-15 14"และยังเปรียบเหมือน ชายผู้หนึ่งจะออกเดินทางไป จึงเรียกพวกทาสของตนมาฝากทรัพย์สมบัติไว้ 15คนหนึ่งท่านให้ห้าตะลันต์ คนหนึ่งสองตะลันต์ และอีกคนหนึ่งตะลันต์เดียว ตามความสามารถของแต่ละคนแล้วท่านก็ไป”
เนื้อหาคำอุปมาได้บอกเราว่า ผู้เป็นนายได้จัดสรรตะลันต์ให้คนรับใช้ของเขาตามขนาดความสามารถที่เขาจะรับผิดชอบได้ นั่นคือไม่เกินกำลังของแต่ละคน จึงไม่มีใครสามารถกล่าวได้ว่าสิ่งที่ได้รับมอบหมายนั้นเกินกำลัง หากจะมีความล้มเหลวเกิดขึ้น ก็ไม่ใช่เพราะทำไม่ได้ แต่เพราะไม่ได้ลงมือทำ (“เกียจคร้าน” ข้อ 26)
พระเจ้าทรงประทานความรับผิดชอบให้เราแต่ละคนตามความสามารถ เรามีความรับผิดชอบที่จะใช้สิ่งที่พระเจ้าประทานให้เกิดผลดี เราต้องใช้เวลา ความสามารถ และสิ่งที่เรามีเพื่อปรนนิบัติพระเจ้าอย่างเต็มที่ในสิ่งใดๆ ที่เราทำ สำหรับบางคน อาจจะหมายถึงการเปลี่ยนอาชีพ สำหรับบางคน อาจจะหมายถึงการทำงานประจำวันของเราด้วยความรักที่เรามีต่อพระเจ้า
ทาสคนที่สาม คิดถึงแต่ตนเอง เขาใช้วิธีที่เขาคิดว่าปลอดภัยที่สุดและปกป้องตนเอง ทาสคนนี้ถูกพิพากษาเพราะเห็นแก่ตัว เราต้องไม่หาข้อแก้ตัวที่จะเลี่ยงภาระหน้าที่ที่พระเจ้าทรงเรียกให้เราทำ ถ้าเรายอมรับว่าพระเจ้าเป็นเจ้านายของเราจริงๆ เราต้องเต็มใจเชื่อฟัง เพราะเวลา ความสามารถและเงินทองไม่ใช่ของเราตั้งแต่แรก เราเป็นเพียงผู้ดูแล ไม่ใช่เจ้าของ หากเราเพิกเฉย ใช้อย่างสิ้นเปลือง หรือใช้ในทางที่ผิด ก็เท่ากับเราไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจพระเจ้าและสมควรรับการลงโทษ
• โรม 2:7-11 “7สำหรับคนที่พากเพียรทำความดี แสวงหาศักดิ์ศรี เกียรติ และความเป็นอมตะนั้น พระองค์จะประทานชีวิตนิรันดร์ให้ 8แต่พระองค์จะทรงพระพิโรธ และลงพระอาชญาแก่คนที่มักยกตนข่มท่าน และไม่ประพฤติตามสัจจะ แต่ประพฤติชั่ว 9ความทุกข์เวทนาจะเกิดแก่ทุกคนที่ประพฤติชั่วแก่พวกยิวก่อนและแก่พวกต่างชาติด้วย 10แต่ศักดิ์ศรี เกียรติ และสันติสุข จะเกิดมีแก่ทุกคนที่ประพฤติดี แก่พวกยิวก่อนและแก่พวกต่างชาติด้วย 11เพราะว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงเห็นแก่หน้าผู้ใดเลย”
“ความเชื่อ” กับ “สิ่งที่เราทำ” เกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก เมื่อเราเชื่อในพระเจ้าเราก็บังเกิดใหม่ คนที่บังเกิดใหม่ก็จะดำเนินชีวิตตามแบบอย่างที่ดีเลิศของพระคริสต์ เพราะทุกคนได้รับธรรมชาติใหม่จากพระองค์ แม้ว่าธรรมชาติใหม่นั้นจะไม่ได้แสดงออกมาให้เห็นแบบทันทีทันใดก็ตาม หากเราถูกถือว่าเป็นผู้ชอบธรรม(โดยพระเจ้า) เราจะมีธรรมชาติแบบนั้นและจะแสดงออกมาเองมากขึ้นเรื่อยๆ ในการยกโทษความผิดให้ผู้อื่นและในการรับใช้ผู้อื่นอย่างที่พระเจ้าทรงยกบาปของเราและทรงปรนนิบัติรับใช้เรา (มธ. 25:31-46)
การสะท้อนความเชื่อออกมาเป็นการกระทำ ทำให้เราถูกนับว่าเป็นผู้ชอบธรรม
• มัทธิว 3:8 “เหตุฉะนั้นจงพิสูจน์การกลับใจของเจ้าด้วยผลที่เกิดขึ้น”
--------------------------------------------------------------------------
2. ผู้เชื่อทุกคนต้องกล่าวรายงานการกระทำของตนต่อพระพักตร์พระเจ้าในวันพิพากษา
--------------------------------------------------------------------------
• โรม 14:12 “ฉะนั้นเราทุกคนจะต้องทูลเรื่องราวของตัวเองต่อพระเจ้า”
• 2โครินธ์ 5:10 “เพราะว่าจำเป็นที่เราทุกคนจะต้องปรากฏตัวที่หน้าบัลลังก์ของพระคริสต์ เพื่อทุกคนจะได้รับสมกับการที่ได้ประพฤติในร่างกายนี้ แล้วแต่จะดีหรือชั่ว”
มนุษย์ทุกคนจะต้องปรากฏตัวต่อหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระเจ้า ทั้งผู้เชื่อและคนที่ไม่เชื่อ โดยความเชื่อแท้นั้นสังเกตจากผลแห่งความประพฤติที่เป็นตัวพิสูจน์
สำหรับคนที่ไม่เชื่อหรือคนที่ถูกพิสูจน์แล้วว่าไม่เชื่อจริง ก็ต้องถูกพิพากษาให้รับโทษในบึงไฟนรกชั่วนิรันดร์
• มัทธิว 25:30 “เอาอ้ายข้าชาติชั่วช้าไปทิ้งเสียที่มืดภายนอก ซึ่งที่นั่นจะมีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน”
สำหรับคนที่เชื่อ แม้การพิพากษาจะไม่เกี่ยวกับการตกนรก แต่จะเป็นการชันสูตรการงานของเราในโลกว่าเป็นอย่างไร
• 1โครินธ์ 3:13-15 “13การงานของแต่ละคนก็จะได้ปรากฏให้เห็น เพราะวันเวลาจะให้เห็นได้ชัดเจน เพราะว่าจะเห็นชัดได้ด้วยไฟ ไฟนั้นจะพิสูจน์ให้เห็นการงานของแต่ละคนว่าเป็นอย่างไร 14ถ้าการงานของผู้ใดที่ก่อขึ้นทนอยู่ได้ ผู้นั้นก็จะได้ค่าตอบแทน 15ถ้าการงานของผู้ใดถูกเผาไหม้ไป ผู้นั้นก็จะขาดค่าตอบแทน แต่ตัวเขาเองจะรอด แต่เหมือนดังรอดจากไฟ”
ในวันนั้น สิ่งต่อไปนี้จะปรากฏชัดจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า..
ก) สิ่งที่เราทำในที่ลี้ลับ (มาระโก 4:22, โรม 2:16)
ข) ตัวตนที่แท้จริงของเรา (โรม 2:5-11)
ค) สิ่งที่เราพูด (มัทธิว 12:36-37)
ง) สิ่งดีที่เราได้ทำ (เอเฟซัส 6:8)
จ) ท่าทีของเรา (มัทธิว 5:22)
ฉ) แรงจูงใจของเรา (1โครินธ์ 4:5)
ช) ระดับความรักของเรา (โคโลสี 3:18-4:1)
ซ) งานและการรับใช้ของเรา (1โครินธ์ 3:13)
กล่าวโดยสรุปคือ ผู้เชื่อทุกคนจะต้องกล่าวรายงานถึง “ความสัตย์ซื่อ” หรือ “ความไม่สัตย์ซื่อ” ของเราต่อพระเจ้า
• มัทธิว 25:20-23 “20คนที่ได้รับห้าตะลันต์ก็เอาเงินกำไรอีกห้าตะลันต์มาชี้แจงว่า "นายเจ้าข้า ท่านได้มอบเงินห้าตะลันต์ไว้กับข้าพเจ้า ดูเถิด ข้าพเจ้าได้กำไรมาอีกห้าตะลันต์" 21นายจึงตอบว่า "ดีแล้ว เจ้าเป็นทาสดีและสัตย์ซื่อ เจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อย เราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของมาก เจ้าจงปรีดีร่วมสุขกับนายของเจ้าเถิด" 22คนที่ได้รับสองตะลันต์มาชี้แจงด้วยว่า "นายเจ้าข้า ท่านได้มอบเงินสองตะลันต์ไว้กับข้าพเจ้า ดูเถิด ข้าพเจ้าได้กำไรมาอีกสองตะลันต์" 23นายจึงตอบว่า "ดีแล้ว เจ้าเป็นทาสดีและสัตย์ซื่อ เจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อย เราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของมาก เจ้าจงปรีดีร่วมสุขกับนายของเจ้าเถิด”
สิ่งไม่ดีที่ผู้เชื่อได้ทำ แม้ว่าจะได้รับการยกโทษจากพระเจ้าในแง่ของการพิพากษาให้ตกบึงไฟนรก แต่ก็ยังต้องนำมารายงานต่อพระเจ้าเพื่อรับการตอบแทนเช่นเดียวกัน
• โคโลสี 3:25 “ส่วนผู้ที่ทำความผิดก็จะได้รับผลตามความผิดที่เขาได้ทำนั้น และไม่มีการทรงเห็นแก่หน้าผู้ใดเลย”
ส่วนการดีและความรักของผู้เชื่อ พระเจ้าก็จะทรงประทานบำเหน็จรางวัลให้
• เอเฟซัส 6:8 “เพราะท่านรู้อยู่แล้วว่าผู้ใดกระทำความดีประการใด ผู้นั้นก็จะได้รับบำเหน็จอย่างนั้นจากองค์พระผู้เป็นเจ้าอีก ไม่ว่าเขาจะเป็นทาสหรือเป็นไท”
ความจริงเรื่องการพิพากษาที่จะมาถึงในวันที่พระเยซูทรงเสด็จกลับมา ควรเป็นเหตุให้ผู้เชื่อทุกคนมีความยำเกรงพระเจ้า เฝ้าระวังในการอธิษฐาน ดำเนินชีวิตในความบริสุทธิ์ และสำแดงความเมตตาแก่คนทั้งปวง
• 2โครินธ์ 5:11 “เพราะเหตุที่เราเกรงกลัวองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างจับใจ เราจึงชักชวนคนทั้งหลาย เราเป็นอย่างไรก็เป็นที่ประจักษ์แก่พระเจ้า และข้าพเจ้าหวังว่าเราได้ปรากฏประจักษ์แก่จิตสำนึกผิดและชอบของท่านด้วย”
• 1เปโตร 4:5,7 “5คนเหล่านั้นจะต้องให้การแก่พระองค์ ผู้พร้อมแล้วที่จะทรงพิพากษาทั้งคนเป็นและคนตาย, 7อวสานของสิ่งทั้งปวงก็ใกล้จะมาถึงแล้ว เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงมีสติสัมปชัญญะ และจงรู้จักสงบใจเพื่อแก่การอธิษฐาน”
• 2เปโตร 3:11 “เมื่อเห็นแล้วว่าสิ่งทั้งปวงจะต้องสลายไปหมดสิ้นเช่นนี้ ท่านทั้งหลายควรจะเป็นคนเช่นใดในชีวิตที่บริสุทธิ์และดีงาม”
• มัทธิว 5:7 “บุคคลผู้ใดมีใจกรุณา ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้รับพระกรุณาตอบ”
20/10/2020
"สามัคคีธรรมกับพระคริสต์" (ฮีบรู 10:19-25)
[ฮบ.10:19-25 “19เพราะฉะนั้น พี่น้องทั้งหลาย เมื่อเรามีใจกล้าที่จะเข้าไปในสถานศักดิ์สิทธิ์โดยพระโลหิตของพระเยซู 20ตามทางใหม่และเป็นทางที่มีชีวิต ซึ่งพระองค์ทรงเปิดให้เราผ่านเข้าไปทางม่านนั้น คือทางพระกายของพระองค์ 21และเมื่อเรามีปุโรหิตใหญ่เหนือหมู่คนของพระเจ้าแล้ว 22ก็ให้เราเข้าไปใกล้ด้วยใจจริง ด้วยความไว้ใจเต็มที่ มีใจที่ได้รับการประพรมให้พ้นจากมโนธรรมที่ไม่ดี และมีกายที่ล้างชำระด้วยน้ำสะอาด 23ขอให้เรายังคงยึดมั่นในความหวังที่ประกาศรับไว้นั้นโดยไม่หวั่นไหว เพราะว่าพระองค์ผู้ประทานพระสัญญานั้นทรงซื่อสัตย์ 24และขอให้เราพิจารณาดูเพื่อจะปลุกใจกันและกันให้มีความรักและทำความดี 25อย่าขาดการประชุมเหมือนอย่างบางคนทำเป็นนิสัย แต่จงหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น เพราะพวกท่านก็รู้อยู่ว่าวันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว”]
ในสมัยพระคัมภีร์เดิม คนที่จะนมัสการพระเจ้าจะต้องมีความกล้าหาญอย่างมากในการเข้าไปยังอภิสุทธิสถาน(the holy of holies – ห้องหมายเลข 2 ตามภาพ)ในพลับพลา แม้แต่มหาปุโรหิตก็ได้รับอนุญาตให้เขาไปในอภิสุทธิสถานได้เพียงปีละ 1 ครั้ง
ม่านกั้นระหว่างวิสุทธิสถาน (the holy place – ห้องหมายเลข 1 ตามภาพ) กับอภิสุทธิสถานเป็นสิ่งกั้นขวางระหว่างพระเจ้ากับประชากรของพระองค์ เมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์ที่กางเขน ม่านในวิหารได้ฉีกออก และได้เปิดทางให้กับมนุษย์ได้เข้าไปยังสวรรคสถานซึ่งเป็นที่ประทับของพระเจ้า
• มก.15:37-38 “37แล้วพระเยซูทรงร้องเสียงดังแล้วก็สิ้นพระชนม์ 38ม่านในพระวิหารก็ขาดออกเป็นสองท่อน ตั้งแต่บนตลอดล่าง”
ด้วยเหตุนี้ พระธรรมฮบ.10:19-25 จึงได้เชิญชวนให้เราทั้งหลายเข้ามาสามัคคีธรรมกับพระคริสต์ในอภิสุทธิสถาน เข้ามามีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระองค์ ซึ่งคนในพระคัมภีร์เดิมไม่ได้รับสิทธิเช่นนี้
--------------------------------------------------------------------------
1. ให้เราเข้ามาใกล้ (ข้อ 22)
--------------------------------------------------------------------------
• ฮบ.10:22 “ก็ให้เราเข้าไปใกล้ด้วยใจจริง ด้วยความไว้ใจเต็มที่ มีใจที่ได้รับการประพรมให้พ้นจากมโนธรรมที่ไม่ดี และมีกายที่ล้างชำระด้วยน้ำสะอาด”
ปุโรหิตในพันธสัญญาเดิมจะต้องชำระตัวเองให้บริสุทธิ์ก่อนเข้าเฝ้าพระเจ้า มีพิธีชำระประจำวันและชำระประจำปีสำหรับปุโรหิต
• อพย.30:18-21 “18เจ้าจงทำอ่างและฐานรองอ่างด้วยทองสัมฤทธิ์ สำหรับล้างชำระ จงตั้งอ่างนั้นไว้ระหว่างเต็นท์นัดพบและแท่นบูชา แล้วจงตักน้ำใส่อ่างนั้น 19ให้อาโรนและบุตรชายของเขาใช้ล้างมือและเท้า 20เมื่อพวกเขาจะเข้าไปในเต็นท์นัดพบ หรือเข้ามาใกล้แท่นบูชาเพื่อปรนนิบัติ โดยถวายเครื่องบูชาด้วยไฟแด่พระยาห์เวห์ เขาต้องชำระด้วยน้ำเพื่อจะไม่ตาย 21จงให้พวกเขาล้างมือและเท้าเพื่อจะไม่ตาย และนี่จะเป็นกฎเกณฑ์เนืองนิตย์สำหรับพวกเขา คือสำหรับอาโรนและเชื้อสายของเขาตลอดชั่วชาติพันธุ์ของพวกเขา” – ชำระประจำวัน
• อพย.16 กล่าวถึงวันลบบาปประจำปี ปุโรหิตต้องชำระตนก่อนเข้าไปยังอภิสุทธิสถาน
ในพันธสัญญาใหม่ เราทั้งหลายเป็นปุโรหิตหลวง เราต้องเข้าเฝ้าพระเจ้าด้วยใจที่บริสุทธิ์และด้วยจิตสำนึกชอบ ซึ่งทำได้โดยการกลับใจจากบาปทุกๆ วัน ตอบสนองต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทุกวันในสิ่งที่พระองค์มาปรับปรุงแก้ไขชีวิตของเรา
• 1ยน.1:5-7 “5นี่เป็นข้อความที่เราได้ยินจากพระองค์ และบอกกับพวกท่าน คือว่าพระเจ้าทรงเป็นความสว่าง และความมืดในพระองค์ไม่มีเลย 6ถ้าเราจะว่า เรามีสามัคคีธรรมกับพระองค์ขณะที่ยังเดินอยู่ในความมืด เราก็โกหก และไม่ได้ดำเนินชีวิตตามความจริง 7แต่ถ้าเราเดินอยู่ในความสว่าง เหมือนอย่างที่พระองค์สถิตในความสว่าง เราก็มีสามัคคีธรรมซึ่งกันและกัน และพระโลหิตของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ ก็ชำระเราให้ปราศจากบาปทั้งสิ้น”
--------------------------------------------------------------------------
2. ให้เรายึดมั่นในความหวัง (ข้อ 23)
--------------------------------------------------------------------------
• ฮบ.10:23 “ขอให้เรายังคงยึดมั่นในความหวังที่ประกาศรับไว้นั้นโดยไม่หวั่นไหว เพราะว่าพระองค์ผู้ประทานพระสัญญานั้นทรงซื่อสัตย์”
ผู้รับพระธรรมฮีบรู(ผู้เชื่อชาวยิว)ถูกทดลองใจให้ละทิ้งการประกาศรับพระคริสต์ของพวกเขา และหันไปยึดการนมัสการตามแบบพันธสัญญาเดิม ผู้เขียนไม่ได้เตือนให้พวกเขายึดมั่นในความรอด เพราะความปลอดภัยของพวกเขาอยู่ในพระคริสต์ ไม่ใช่ด้วยตัวเขาเอง
• ฮบ.7:25 “เพราะเหตุนี้ พระองค์จึงทรงสามารถช่วยคนทั้งหลายที่เข้ามาใกล้พระเจ้าโดยทางพระองค์นั้นอย่างเต็มที่ เพราะว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ทุกเวลา เพื่อทูลขอเผื่อคนเหล่านั้น”
สิ่งที่ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูหนุนใจผู้รับคือให้พวกเขายึดมั่นใน “ความหวัง” ที่มีในพระเจ้า ไม่ว่าพวกเขาจะพบกับสถานการณ์ใดในชีวิต เพระว่าพระเจ้า “ทรงสัตย์ซื่อ”
เมื่อผู้เชื่อฝากวางความหวังของเขาไว้ในพระคริสต์และเชื่อมั่นในความสัตย์ซื่อของพระเจ้า พวกเขาจะไม่หวั่นไหว ดังนั้น หากเราทั้งหลายต้องการมีสามัคคีธรรมกับพระคริสต์ ต้องการมีชีวิตที่ใกล้ชิดกับพระองค์มากขึ้น ให้เราเข้าหาพระองค์ด้วยความหวังในพระองค์และเชื่อมั่นในความสัตย์ซื่อของพระองค์
--------------------------------------------------------------------------
3. ให้เราหนุนใจกันและกัน (ข้อ 24-25)
--------------------------------------------------------------------------
• ฮบ.10:24-25 “24และขอให้เราพิจารณาดูเพื่อจะปลุกใจกันและกันให้มีความรักและทำความดี 25อย่าขาดการประชุมเหมือนอย่างบางคนทำเป็นนิสัย แต่จงหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น เพราะพวกท่านก็รู้อยู่ว่าวันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว”
การสามัคคีธรรมกับพระคริสต์ไม่ได้เป็นเพียงความสัมพันธ์ของตัวเราเองกับพระองค์เท่านั้น แต่เราต้องสามัคคีธรรมกับพี่น้องคนอื่นๆ ในพระกายของพระองค์อีกด้วย พระคัมภีร์ตอนนี้ได้สั่งให้เราหนุนใจกันและกัน 2 ประการ ได้แก่
ก. มีความรักและทำความดี
ในการสามัคคีธรรมกับพระคริสต์ พระคัมภีร์ได้สั่งให้เราคิดถึงพี่น้องคนอื่นๆ เพื่อหนุนใจพวกเขาในเรื่องการเติบโตขึ้นในความรักและการรับใช้(ทำความดี) การสามัคคีธรรมกับพระคริสต์และพี่น้องอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เราเติบโตขึ้นในเรื่องเหล่านี้
ข. ไม่ขาดการประชุมสามัคคีธรรม
พระคัมภีร์สั่งให้เราหนุนใจพี่น้องในคริสตจักรให้มาร่วมสามัคคีธรรมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อการมาร่วมสามัคคีธรรมอย่างต่อเนื่อง (ในคร./คจ.) จะช่วยให้เรามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้นและมีความมั่นคงในความหวังใจที่มีในพระเจ้า
😊 --> ให้เราสามัคคีธรรมกับพระคริสต์และพระกายของพระองค์อย่างสม่ำเสมอครับ