ฝากเตือนภัย !!! เพิ่งเจอมากับตัว แต่ปกติเป็นคนระวังอยู่แล้วครับ เลยไม่โดน แต่ก็ เห็นเพื่อนๆในหลายเพจที่กดติดตามกันอยู่ แจ้งมาเป็นระยะๆ โดยเฉพาะกลุ่มกล้องดิจิตอล compact ยุคนี้ จะเป็นยุคที่ เครื่องมือในการขาย ออนไลน์ พวกแพลตฟอร์มต่างๆ จะมีการเสิร์ช หาความต้องการ ของลูกค้า ยิ่ง ถ้าเราเสิร์ชหาข้อมูล หรือกำลังค้นหาสินค้าตัวไหนอยู่ ก็จะยิ่งมีโฆษณาพวกนี้ยิ่งมาเรื่อยๆ แต่ไม่ได้สกรีนว่า เป็นเพจปลอมหรือเปล่า เช่นกลุ่มไอที คอมพิวเตอร์ notebook กลุ่ม อุปกรณ์ ถ่ายภาพ ต่างๆ หรือ สินค้า อื่นๆ จะมีพวกมิจฉาชีพไปเปิดเพจ แล้วทำหน้าร้านหลอกลวง เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ ซึ่งดูเหมือนหน้าร้านจริง ข้อสังเกตคือ
1. ราคาสินค้าจะถูกกว่าท้องตลาด
2. สังเกตการโพสต์ถามสินค้า คนที่เข้ามาโพสตอบ เช่น สนใจ หรือขอข้อมูล อาจจะเป็น เพจปลอม เพราะตัวบุคคลมีผู้ติดตามน้อย หรือดูเป็นแบบบุคคลไม่มีตัวตน เพราะจะทำให้รู้สึกว่ามีคนติดตาม หรือสอบถามอยู่
3. จะมีทั้งผู้ติดตามน้อย และผู้ติดตามมาก เป็นหลักพัน กรณี ที่มีผู้ติดตามมากหรือน้อยให้คลิกเข้าไปดูผู้ติดตาม ส่วนใหญ่ถ้าเป็นเพจมิจฉาชีพ ผู้ติดตาม จะเป็นคล้ายกลุ่ม สแกรมเมอร์ จะมีหลากหลายเชื้อชาติ หรือถ้าเป็น แบบคนไทยเองก็จะดูเหมือน เป็นเฟสปลอม
4. ภาพประกอบ ด้วยความสามารถของเอไอ บางทีก็ gen หน้าร้านหรือ gen ตัวบุคคลขึ้นมาประกอบให้ดู น่าเชื่อถือและให้ดูสมจริง
ถ้ามี เงื่อนไข ตามที่ให้ข้อสังเกตไว้ ก็ให้เรา ระวังไว้ก่อนครับ
ส่วนร้านค้าจริง ที่ขายของออนไลน์ ส่วนใหญ่เขาจะมีหน้าร้าน เชื่อถือได้ และมีการโต้ตอบ ผ่านทางหน้าเพจเป็นหลัก สามารถใช้เบอร์โทรชื่อร้านเสิร์ชหา บน กูเกิลได้ และมีตัวตน โปรไฟล์ก็จะมี ระยะเวลานาน และมีการโพสต่อเนื่อง ผู้ติดตามเยอะและมีตัวตนน่าเชื่อถือ
ด้วยความปราถนาดี 😊
IN4AD : Learn • Create • Share
LEARN • CREATE • SHARE
Graphic Design • Photography • Vector Art • AI
Creative Workflow • Print Media • Knowledge Sharing
07/12/2025
เล่าเรื่อง Y2K 😱
เดือนธันวาคมทีไร จะ คอย นึก ถึง เหตุการณ์ เมื่อ 25 ปีที่แล้ว วันนี้ก็ไปเจอ ภาพอุปกรณ์ที่เกิดในยุคนั้น สมัยนั้น มีคนคิด นวัตกรรม เพื่อนำมาช่วยป้องกันไม่ให้ข้อมูลสูญหาย หลังจากวันที่ 31ธันวาคม ในปี 2000 และอื่น อื่นอีกหลายอย่าง เพราะในนั้น คนส่วนใหญ่ ที่ใช้วิธีการบันทึกข้อมูลเอกสาร หรือเก็บข้อมูลที่เป็นวันที่นิยมใช้ การระบุปี ค.ศ. แบบ 2 หลัก เช่น 1/12/1995 ก็จะเป็น 1/12/95 เลยมีการวิตกกังวลว่าในการ อ้างอิงข้อมูล อื่นๆ ที่ มีการวันที่เข้าไป เกี่ยวข้อง ในระบบของคอมพิวเตอร์อาจมีการผิดพลาด จำได้ว่าช่วงปี 2000 แทบจะต้องไปประชุม กับหน่วยงานข้างนอก เรื่องของการเตรียมพร้อมของ Y2K
วันนี้เลยให้ผู้ช่วย AI สรุปเนื้อหา พอให้คิดถึง ยุคนั้น และเพื่อ คนที่ เกิดหลังยุคนั้น จะได้ความรู้ไปด้วยนะครับ 😄
🌐 Y2K คืออะไร?
Y2K ย่อมาจาก Year 2000 Problem หรือบางทีก็เรียกว่า Millennium Bug
มันคือปัญหาที่เกิดจากการที่คอมพิวเตอร์ยุคก่อน (ช่วงยุค 70–90) มักจะบันทึกปีด้วยเลข 2 หลัก เช่น:
1998 → 98
1999 → 99
แต่พอถึงปี 2000…
2000 อาจถูกบันทึกเป็น 00 ซึ่งทำให้คอมพิวเตอร์ “สับสน” ว่าเป็นปี 1900 หรือปี 2000
🐞 ทำไมมันสำคัญ?
ในยุคก่อน คอมพิวเตอร์เริ่มถูกใช้ในทุกอย่าง
ระบบธนาคาร
การบิน
โรงงาน
ไฟฟ้า
โรงพยาบาล
ระบบทหาร
ถ้าคอมพิวเตอร์เข้าใจปีผิด อาจทำให้การคำนวณผิดพลาด เช่น
คิดดอกเบี้ยต่างไป
ลบข้อมูลผิดปี
ระบบปฏิบัติการรวน
ซอฟต์แวร์บางตัวหยุดทำงาน
บางสื่อในตอนนั้นถึงกับบอกว่าอาจเกิด ระบบล่มทั่วโลก เลยทีเดียว
🔧 แล้วเกิดอะไรขึ้นจริงในปี 2000?
ก่อนถึงปี 2000 หลายประเทศและบริษัทลงทุนแก้ปัญหาเป็น จำนวนมหาศาล
หลายปีของการแก้โค้ด ตรวจสอบระบบ และอัปเดตซอฟต์แวร์
สุดท้าย… พอถึงวันที่ 1 มกราคม 2000
💡 โลกไม่ได้พัง
💡 ระบบใหญ่ ๆ ยังทำงานได้แทบจะปกติ
มีเพียงปัญหาเล็กน้อย เช่น
โปรแกรมบางตัวแสดงวันที่ผิด
เครื่องคิดเลขเก่าบางแบบรวน
เยอะแค่ในระดับไม่กระทบภาพรวม
เลยกลายเป็นว่า Y2K ถูกจดจำว่าเป็น
ปัญหาที่เกือบใหญ่ แต่ถูกแก้ไว้ก่อนจะเกิดจริง
🧠 ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงรู้จัก Y2K?
เพราะคำว่า Y2K กลายเป็นสัญลักษณ์ของยุค 2000
เลยถูกนำมาใช้เป็นชื่อสไตล์ต่าง ๆ เช่น
✨ แฟชั่น Y2K — เสื้อผ้าแนวยุค 2000
💿 ดนตรียุค 2000
💻 เทคโนโลยีเก่า ๆ และดีไซน์คอมพิวเตอร์ยุคนั้น
05/05/2025
#เล่าเรื่องภาพ : ภาพพระพุทธรูป ในวัดอุโมงค์ จ.เชียงใหม่
ข้อมูลภาพ :
ภาพซ้าย ปี 2550 : Minolta Dynax7D ISO 800 Len 50mm. F1.7 S 1/1s
ภาพขวา ปี 2568 : Nikon D700 ISO 1250 Len 35mm. F4 S 1/25s
เวลาห่างกัน 18 ปี ภาพแรกเมื่อเดือนมีนาคมปี 2050 ภาพที่ 2 ถ่ายอีกครั้งในเดือนพฤษภาคมปี 2568 ภาพแรกเป็นภาพที่เริ่มถ่ายกล้องดิจิตอลครั้งแรกหลังจากที่ใช้ฟิล์มมาตลอด ภาพนี้บันทึกเวลา 17:52 น งานส่วนใหญ่ที่ผมถ่ายจะเป็นงานที่ไม่ได้ set up จะเป็นลักษณะงานแบบ Find Subject คือถือแค่กล้องและเลนส์ 1 ตัว ตอนนั้นคิดว่าไม่น่าจะได้ภาพอะไรคงจะเป็นภาพ landscape ทั่วไปเลยใช้เลนส์ 50 mm เพื่อต้องการให้ง่ายต่อการกำหนดชัดลึก ชัดตื้น และความคมชัดของภาพในระยะของกล้องที่เป็นเซ็นเซอร์ขนาด aps จะได้ระยะภาพที่ ระยะเลนส์ 75มม. (50 มม. x1.5) พูดง่ายๆว่า ระยะเลยจากระยะสายตาปกติของเราหรือในมุมที่แคบลง ภาพนี้มีเวลาคิดไม่เกิน 30 วินาที เพราะเป็นระยะที่ไม่ได้ห่างจากตัวแบบมากและไม่ต้องการรบกวนสิ่งที่อยู่ในภาพไม่มีการ set up หรือจัดพื้นที่ วัตถุประสงค์คือต้องการให้ภาพ ที่ได้สมจริงที่สุด ภาพนี้เลยบันทึกโดยใช้เงื่อนไขคือการปรับ White balance โดยบันทึกไว้ 2 ลักษณะคือใช้เป็นแบบ Auto white balance และปรับเอง (คำว่า white balance ก็คือสมดุลแสงขาว ซึ่งภาพปกติที่ถูกต้องจะมีสีขาวเป็นสีขาวไม่อมฟ้าหรืออมเหลืองหรือเพี้ยนเป็นสีอื่น คร้ังแรกที่ผมรู้จักคือช่วงที่ทำงานด้านถ่าย VDO เพราะสมัยนั้น ในกล้องฟิล์มจะไม่ได้พูดถึงสิ่งเหล่านี้ เราจะรู้จัก “อุณหภูมิสี” Color Temperature Daylight Film หรือ Tungsten Film กับ Filter แก้ค่าเพี้ยนสีจากแหล่งกำเนิดแสง) ซึ่งภาพนี้ปรับค่า white balance ต่ำกว่าค่ามาตรฐาน ต่ำกว่า 4000k ซึ่งจะทำให้ภาพออกโทนสีฟ้ารวมทั้งแสงจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ก็จะทำให้ภาพมีโทนสีฟ้ามากขึ้น ในทางความถูกต้องเราอาจจะมองว่าภาพนี้สมดุลสีขาวมีความเพี้ยนสูง ถ้าเป็นกล้องฟิล์มการแก้ไขสีจะต้องใช้ฟิลเตอร์เข้าไปตัดค่าแสงโดยเราต้องรู้ค่าหรือประเมินได้ว่าสภาพแสงตอนนั้นมีค่า white balance อยู่กี่เคลวิน แต่ภาพนี้ตอนที่บันทึกและตั้งค่า white balance ให้ต่ำกว่า เนื่องจากการนำเสนอภาพต้องการนำเสนอให้เห็นถึงความสงบ และโทนสีที่อยู่ในโทนเย็น กับดูมีความนิ่งสงบอยู่ในภวังค์มากกว่าโทนร้อน การบันทึกภาพใช้ Speed ต่ำ แต่ต้องเปิดรูรับแสงกว้างเพราะไม่ได้นำขาตั้งติดตัวไป เลยใช้ระบบกันสั่นที่ติดมากับตัวกล้องบันทึกภาพที่ ISO 800 ซึ่งจะไม่ทำให้ภาพเกิดเกรนหรือแตกมากจนเกินไปจนสูญเสียความคมชัด และไม่เปิดแฟลชเพื่อไปรบกวนภาพหรือทำลายสมาธิของบุคคลในภาพ และการใช้แฟลชถ้าตั้งค่าแสงไม่ถูกต้องก็จะได้ภาพที่แข็งกระด้างและสูญเสียความเป็นธรรมชาติไป ในภาพขณะบันทึกลุงที่ปั้นพระหรือเราเรียกว่าเป็นสล่า (ช่างที่มีทักษะ หรือ ผู้ชำนาญการในงานฝีมือเฉพาะด้าน) กำลังมีความสุขกับงานที่ทำ ข้อสังเกตในครั้งนั้น ถ้าสังเกตจากเวลาแล้วควรจะเป็นเวลาที่เลิกงานหรือกลับบ้าน แต่ผมมีความรู้สึกว่าคุณลุงมีความทุ่มเทให้กับงานที่ตัวเองทำ ถ้ายังไม่รู้สึกว่าจะต้องพักหรือควรจะหยุดก็จะนั่งทำงานไปเรื่อยๆ
ส่วนภาพที่ 2 ผมกลับไปบันทึกใหม่โดยเป็นเวลา 18:20 ห่างกันกับเวลาเดิมอยู่ประมาณ 18 ปี 2 เดือน 20 นาที ใช้วิธีการตั้งค่าแบบเดิมทุกอย่างแต่ไม่สามารถได้สภาพแสงเหมือนกับภาพที่เคยบันทึกไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากทั้งอุปกรณ์ที่เปลี่ยนไปและหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ไม่ได้มีเหมือนเดิม และบรรยากาศที่เปลี่ยนไป ภาพที่ 2 เลยใช้วิธีการบันทึกโดยตั้งค่า white balance ให้สูงกว่ามาตรฐาน หรือสูงกว่า 7000 K จึงได้ภาพที่อยู่ในลักษณะโทนร้อน แต่เนื่องจากว่าองค์พระเดิมมีการทำสีเสร็จสมบูรณ์แล้วเป็นองค์สีทอง
ภาพ 2 ภาพหรือภาพเกือบ 2 ทศวรรษยังคงความคมชัดและเรื่องราว ที่ภาพเล่าเรื่องได้ต่างกัน แต่ผมก็มีความสุขทุกครั้ง และได้แง่คิดหลายอย่างกับภาพนี้
02/05/2025
เดิน ชิวๆ Find Subject กับ Fuji S5pro (2006-2009) พัฒนาต่อจาก Fujifilm FinePix S3 Pro (ปี 2004) Fujifilm FinePix S2 Pro (ปี 2002) เป็น DSLR รุ่นสุดท้ายของ Fujifilm ที่ใช้ กระจกสะท้อน (mirror) แบบดั้งเดิม ใช้เลนส์ ใช้ เลนส์ Nikon F-mount ได้โดยตรง
อายุตัวนี้สิบกว่าปีแต่ใช้งานน้อยมาก เลยทำงานได้ค่อนข้างดีต้องเอามาออกมาใช้เป็นระยะๆ เดี๋ยวจอดไว้นานอาจจะมีปัญหาได้ 😅
จุดเด่นของกล้องนี้:
- Dynamic Range กว้างมาก ด้วยเซนเซอร์แบบ SR (S-pixel และ R-pixel)
ให้ภาพที่ นุ่มนวล สีผิวสวยมากโดยไม่ต้องแต่งเยอะ
- มีโหมด Film Simulation เลียนแบบฟิล์มของ Fujifilm (เช่น Provia, Velvia, Astia)
- มี DR 100%, 130%, 170%, และ 230% ให้เลือกสำหรับการควบคุมรายละเอียดในส่วนมืดและสว่าง
Ref. Fuji S5pro + Lens Mamiya(645) 55mm 😄
30/04/2025
ว่าด้วยเรื่องค่าจ้างถ่ายงานโฆษณา ในเชียงใหม่ ช่วงปี 2538-2540 #1
ช่วงปี 2538-2540 สมัยนั้นเราเรียก งานกลุ่มโฆษณาหรือบริษัทที่รับทำกราฟฟิกต่างๆ ว่าเป็น Advertising ถ้าเป็น Agency ก็จะ scale ใหญ่กว่า ส่วนใหญ่เราจะมองบริษัทโฆษณาที่กรุงเทพฯเป็นเอเจนซี่ ชื่อบริษัทส่วนใหญ่ยุคนั้นก็จะมีคำว่า โฆษณา ตามท้ายชื่อ
สมัยนั้นผมทำงานอยู่บริษัทโฆษณาช่วงสั้น กับออกมาทำงานฟรีแลนซ์ งานที่พิมพ์เป็นงานที่จะต้องจ้าง Studioในการถ่ายรูป สมัยนั้นอุปกรณ์การถ่ายภาพราคาค่อนข้างสูง ทั้งกล้องและไฟ แต่วัตถุดิบพวกฟิล์มและค่าบริการล้างอัดราคาไม่สูงมาก
แต่ที่สำคัญคือคนที่เก่งในด้านการถ่ายภาพ และออกมารับงานด้านการถ่ายภาพโดยเฉพาะ มีน้อยมากแทบจะนับได้ และพอขึ้นชื่อว่าเป็นงานโฆษณาด้วยแล้วแทบจะไม่มีใครเอากล้องฟิล์ม 35 แบบทั่วไปมาถ่าย ส่วนใหญ่จะต้องใช้กล้อง Studio หรือที่เรียกว่าเป็น medium format ยุคนั้นที่นิยมก็จะมีของ Hasselblad กับ Mamiya ที่ใช้ฟิล์ม 120 ในการถ่ายภาพ ค่าถ่ายสมัยนั้นคิดคิดงานเป็น Shot Shot ละ 1,500-2,500 บาท เป็นอย่างน้อย ขึ้นอยู่กับ ชิ้นงาน อุปกรณ์ มากน้อย หรือถ้าเยอะมากคิดเป็น Set อาจจะประมาณ 6,000-7,000 บาทโดยใน 1 set แล้วแต่ว่าจะได้ภาพอยู่กี่ภาพ แต่วิธีการคือทุกช็อตหรือทุกภาพจะถ่ายเทสเป็นโพลารอยด์ วัดแสงด้วยอุปกรณ์และทักษะของช่างภาพ จนได้คุณภาพที่ได้ใกล้เคียง หลังจากนั้นจะถ่ายภาพจริง ด้วยฟิล์มสไลด์เพราะให้สีสันที่สวยสดสมจริง และสามารถส่องฟิล์มดูได้ เพราะสมัยนั้นไม่มีเครื่องมือ หรือจอมอนิเตอร์ หรือคอมพิวเตอร์ และโปรแกรมสำเร็จรูปเหมือนในสมัยนี้ โดยแบ่งออกเป็น 3 ภาพ ที่ตั้งแสงต่างกัน อาจจะปรับที่ความเร็วชัตเตอร์หรือค่ารูรับแสง และในการวัดแสงจะมีความละเอียดอ่อนมากเพื่อให้ได้ภาพที่ถูกต้อง คือ Under Normal แล้วก็ Over เพราะในขั้นตอนการอัดภาพภาพที่คิดว่าพอดีอาจจะใช้ไม่ได้สมัยนั้นเลยเรียกว่าเป็นการถ่ายคร่อม ส่วนภาพที่ได้ถ้าจะยกตัวอย่างใกล้เคียงกับงานยุคนั้นก็คืองานแนวๆ ของ shutterstock
ณ ปี 2568 ค่านิยมเปลี่ยนไป ราคาหรืองานจ้างช่างภาพน้อยมากเพราะคนเข้าถึงการเรียนรู้ได้ง่าย เพราะเครื่องมือ หรือเทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้เยอะถ่ายแล้วได้ภาพเลย หรืออาจจะมาปรับหลังกล้องอีกเรื่อง
แต่ผมก็ยังเชื่อว่าถ่ายได้กับถ่ายเป็นไม่เหมือนกัน เพราะการถ่ายเป็นมันจะผ่านองค์ความรู้ทางด้านศิลปะที่ค่อนข้างจะซับซ้อนและต้องใช้การเรียนรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ ซึ่งคนที่เป็นช่างภาพจริงๆ จะรู้ในศาสตร์ที่จะลึกซึ้งลงไปอีก 😊
A little girl's last wish and the last matchstick
แรงบันดาลใจนิทานเรื่องสั้นของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน The Little Match Girl
Create by : Piya Thitiwattana
Tool : AI
03/05/2024
A little girl's last wish and the last matchstick
01/03/2024
https://youtu.be/6IqJVhoxOgM?si=9ZGCDVWxAXRbJ-LY
CORELDRAW : HOW2 use Intersect and Blend tool IN4AD - GRAPHIC DESIGN LEARNING by KIDDEEMANFacebook : IN4ADYouTube : IN4ADTikTok : IN4AD_HOW2www.in4ad.com
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ที่ตั้ง
ประเภท
เว็บไซต์
ที่อยู่
MUANG
Chiang Mai
50300