Gen-Sight

Gen-Sight

แชร์

วิเคราะห์โลกผ่าน Sight ของเด็ก GenZ

28/04/2026

My take on UAE leaving OPEC: Beyond Economics to Geopolitical Shift

การตัดสินใจครั้งนี้ในการประกาศตัวว่าจะออกจากกลุ่ม OPEC และ OPEC+ ของ UAE เป็นมูฟที่น่าสนใจมาก โดยบทความนี้จะวิเคราะห์ผ่าน 2 หัวข้อ ได้แก่

1. แรงจูงใจ และ 2. ผลกระทบ


1.1. การเป็นสมาชิกกลุ่ม cartel ระดับใหญ่อย่าง OPEC นั้นมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถทำให้ UAE ผลิตน้ำมันได้เต็มศักยภาพ อันเนื่องมาจากกลไกการคุม Supply เพื่อคุมราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับสูง จึงทำให้ในแง่ของ Productivity ของ UAE ในการผลิตและส่งออกน้ำมันดิบไม่สามารถถูก maximised ได้

ดังนั้น ด้วยเหตุผลนานาประการ การตัดสินใจออกจากกลุ่มสมาชิก OPEC นี้จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวและอิสระในการผลิตเพื่อให้ได้ผลิตภาพ/กำไรสูงสุดของ UAE ได้ (และในระยะสั้น UAE จะได้อานิสงส์สูงมากจากการที่สามารถมีอิสระในการผลิตในสภาวะที่ Supply ขาดแคลน ทำให้สามารถขายน้ำมันดิบในราคาสูงได้ในปริมาณที่สูงขึ้น)

1.2. หากแต่ว่าแรงจูงใจข้อ 1.1. เป็นเพียง “ผล” ของการตัดสินใจ มิเช่นนั้นมูฟนี้คงเกิดขึ้นนานแล้ว เหตุผลหลักในการตัดสินใจออกจากกลุ่มของ UAE จึงมิใช่เพียงการสร้างประโยชน์สูงสุดด้านผลิตภาพ/กำไร หากแต่เป็นผลมาจาก “ความขัดแย้งภายใน“ ของประเทศกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันด้วย เช่น การที่ UAE ถูกอิหร่านโจมตี Facilities ต่าง ๆ อัยเป็นผลมานากความขัดแย้ง หรือความไม่พอใจต่อท่าทีของประเทศกลุ่มอ่าว (GCC) ที่มีต่อความขัดแย้ง อาทิการเพิกเฉยต่อสถานการณ์และไม่เต็มที่ต่อการตอบโต้ เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ “วินัยกลุ่ม” จึงหายไป และยิ่งซ้ำเติมให้ UAE ไม่จำเป็นต้องใส่ใจระเบียบเดิมอย่างที่เคยเป็น


2.1. ผลกระทบในระยะสั้น - แม้จะดูเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่การผูกขาดน้ำมันของ OPEC นั้นไม่ได้แข็งแกร่งเช่นเดิม และตามทฤษฎีราคาน้ำมันควรจะปรับตัวลดลงตามสภาวะที่ Potential Supply อาจมากขึ้น แต่การที่ UAE นั้นก้าวออกมานี้สร้างความไม่ไว้วางใจต่อความมั่นคงในภูมิภาค ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่บานปลายในอนาคต ความกังวลนี้นำไปสู่ Risk Premium ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบหลายดัชนีปรับตัวสูงขึ้น 2-3% หลังจากมีข่าวประกาศออกมา

2.2. ผลกระทบในระยะกลางถึงยาว - ในกรณีที่ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางสงบลง ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาใช้งานได้ตามปกติ และความขัดแย้งใหม่ ๆ มิได้ถูกจุดประกายขึ้น ตามทฤษฎีแล้วราคาของน้ำมันโลกควรมีแนวโน้มที่ปรับตัวต่ำ หรือปรับตัวลดลงในอัตราที่เร็วขึ้น เพราะทางฝั่งอุปทานน้ำมันมีโอกาสมากขึ้นอันเนื่องมาจากอิสรภาพในการผลิตน้ำมันของ UAE และอิทธิพลที่อาจสั่นคลอนของกลุ่ม Cartel น้ำมันที่ควบคุมราคาและปริมาณน้ำมันโลก เช่น OPEC


โดยสรุป การตัดสินใจครั้งนี้ของ UAE สะท้อนถึงโครงสร้างอำนาจที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะในมิติของ ภูมิรัฐศาสตร์ หรือเศรษฐศาสตร์พลังงาน ซึ่งสามารถส่งผลกระทบได้ตั้งแต่ระดับจุลภาคไปจนถึงระดับมหภาค อย่างไรก็ดี นี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบโลกใหม่ ที่โครงสร้างเดิมที่คุ้นเคยอาจไม่เป็นเช่นเดิม

24/04/2026

ถ้าเราตั้งหลักบนกรณีการแก้ไข ป.อาญา ม.112 เพียงกรณีเดียวโดยไม่นำพฤติกรรมอื่นใดมาประกอบการพิจารณา เพื่อตัดสิทธิทางการเมือง กรณีนี้ยังไงก็เป็นการก้าวก่ายอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติอย่างชัดเจน

การยื่นพิจารณาแก้ไขกฎหมาย “ไม่สามารถ” นำมาเป็นหลักการพิจารณาเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของ สส. ซึ่งมี “เอกสิทธิ์“ โดยชอบธรรมในการพิจารณากฎหมายใด ๆ

กรณีนี้อาจสะท้อนถึงสิ่งที่เรียกว่า Judicial Activism หรือตุลาการภิวัตน์ ซึ่งสะท้อนถึงอำนาจหรือบรรทัดฐานชุดหนึ่งที่มีน้ำหนักเหนือกลไกนิติบัญญัติอันได้รับความชอบธรรมจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

ผลที่จะตามมาหากศาลพิจารณาตัดสิทธิฯ มีด้วยกันหลายประการ อาทิ
1. เกิด Legislative Chill หรือการละเว้นการกระทำตามหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ กล่าวคือวาระต่าง ๆ อาจไม่ถูกนำมาพิจารณาเนื่องด้วยความกลัวจากอำนาจฝ่ายอื่นมเช่น ตุลาการ
2. เกิด Democratic Backsliding ความเป็นประชาธิปไตยของไทยจะถูกตั้งคำถามในเวทีนานาชาติ ซึ่งอาจส่งผลไปในมิติต่าง ๆ ที่กว้างกว่าแค่เพียงด้านการเมือง เช่น เศรษฐกิจ การลงทุน เป็นต้น

กระบวนการนิติสงครามผ่านการตีความกฎหมายที่กว้าง และคลุมเครือ เช่น หมวดจริยธรรม เป็นต้น ในประเทศไทยนั้นสะท้อนถึงอำนาจจาก “มือที่มองไม่เห็น” ที่สามารถล้มกระดานความเป็นสมาชิกภาพของ ส.ส. ที่ได้รับความไว้วางใจจากเจ้าของอำนาจอธิปไตย สะท้อนถึงความบิดเบี้ยวทางโครงสร้างอำนาจของประเทศไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

RECAP: สรุปคดี 44 สส. พรรคก้าวไกล เมื่อการยื่นแก้กฎหมาย ม.112 ผ่านกระบวนการทางรัฐสภาถูกทำให้เป็นความผิดทางจริยธรรม

หลังจากวันที่ 9 เมษายน 2569 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ในข้อหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากการเข้าชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ต่อศาลฎีกา

วันนี้ (24 เมษายน 2569) ศาลฎีการับคำร้องนี้จาก ป.ป.ช. แล้ว และสั่งให้สส.พรรคประชาชน 10 คน ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ สส.ทั้ง 10 คนได้ยื่นคำร้องให้มีการพิจารณาเรื่องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งศาลก็ได้รับคำร้องของทั้ง 10 คนด้วยเช่นกัน จึงยังไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในวันนี้ โดยจะมีการตัดสินในครั้งต่อๆ ไป

แล้วคดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อไหร่? มีที่มาอย่างไร? The MATTER สรุปไว้ในโพสต์นี้

1) ย้อนไปเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2564 พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล นำรายชื่อที่รวบรวมจาก สส. ในพรรค 44 คน ยื่นเสนอชุดร่างกฎหมายคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของประชาชน จำนวน 5 ฉบับ รวมถึงร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ต่อประธานรัฐสภา

เดิมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ระบุไว้ว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จ ราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”

แต่การยื่นแก้กฎหมายมาตรา 112 ใหม่ จะปรับลดโทษ โดยแบ่งความผิดและอัตราโทษใหม่เป็นสองระดับ ดังนี้
📌ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
📌ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกิน 200,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น ให้สำนักพระราชวังเป็นผู้ร้องทุกข์หรือเป็นคู่กรณีโดยตรง ไม่ใช่ให้ประชาชนที่ไหนเป็นผู้ริเริ่มคดีก็ได้อย่างปัจจุบัน และเพิ่มข้อยกเว้นกรณีแสดงความเห็นโดยสุจริต

2) ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 การเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงของพรรคก้าวไกล โดยเว็บไซต์ของพรรคได้อธิบายเนื้อหาการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวในลักษณะเดียวกับร่างกฎหมายที่เคยเสนอในปี 2564

3) 30 พฤษภาคม 2566 ธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความอิสระ ผู้มีประวัติแจ้งความดำเนินคดีทางการเมืองกับผู้ชุมนุมทางการเมืองและแกนนำคณะก้าวหน้า เข้าร้องต่ออัยการสูงสุดว่า การกระทำของพิธาและพรรคก้าวไกลที่ยื่นเสนอแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 อาจเข้าข่ายเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

4) 16 มิถุนายน 2566 ธีรยุทธยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 49 ว่าการกระทำของพิธาและพรรคก้าวไกล ที่เสนอให้มีการแก้ไขมาตรา 112 และใช้นโยบายแก้ไขมาตรา 112 หาเสียงเลือกตั้ง 2566 และมีพฤติการณ์รณรงค์ให้แก้ไขมาตรา 112 เรื่อยมา เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพการปกครองเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็สั่งรับคำร้องนี้ไว้พิจารณาในระยะเวลาไม่ถึงเดือน

5) 31 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การกระทำของพิธาและพรรคก้าวไกลเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

โดยส่วนหนึ่งของคำวินิจฉัยระบุว่า แม้การเสนอให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จะเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ และร่างกฎหมายดังกล่าวจะไม่ได้บรรจุวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร แต่เมื่อร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกเสนอโดยพรรคก้าวไกลเพียงพรรคเดียว และใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง

พฤติการณ์เหล่านี้แสดงออกว่า พิธาและพรรคก้าวไกลพยายามลดทอนความคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ผ่านร่างกฎหมายและกระบวนการนิติบัญญัติเพื่อสร้างความชอบธรรมโดยซ่อนเร้นในรัฐสภา เพื่อหวังคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง มุ่งหมายให้พระมหากษัตริย์เป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชน

6) นำมาสู่การวินัจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 สิงหาคม 2567 ที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คน มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยุบพรรคก้าวไกล และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค รวม 11 คน เป็นเวลา 10 ปี

7) นอกจากยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ธีรยุทธ สุวรรณเกษร และ สนธิญา สวัสดี ยังยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบและเอาผิดทางจริยธรรมต่อพรรคก้าวไกลและ สส.พรรคก้าวไกล 44 คน กรณีร่วมกันฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567

8.) 9 กุมภาพันธ์ 2569 ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การกระทำของอดีต สส.พรรคก้าวไกลทั้ง 44 คน ที่ร่วมกันเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มีเนื้อหาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 28 (1)

9) 31 มีนาคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบร่างคำร้อง ก่อนวันที่ 9 เมษายน 2569 ป.ป.ช. ได้นำสำนวนคดี 44 สส.พรรคก้าวไกล ยื่นให้ศาลฎีกาพิจารณาคดีผิดจริยธรรมร้ายแรง โดยส่วนหนึ่งของคำร้องระบุเหตุผลไว้ว่า

แม้การกระทำดังกล่าวจะเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ร่างพระราชบัญญัติที่เสนอจะต้องอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมาย ซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้แจ้งถึงข้อบกพร่องดังกล่าวให้ทั้ง 44 คน ทราบแล้ว แต่ยังยืนยันจะเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว

การกระทำของทั้ง 44 คน จึงเป็นการกระทำอันมีเจตนามุ่งร้ายโดยชัดแจ้งที่จะทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยการไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้าง

10) นอกจากนั้น คำร้องของ ป.ป.ช. ยังขอให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ สส. ที่ได้รับเลือกตั้งจากพรรคประชาชนทั้ง 10 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้อง จนกว่าจะมีคำพิพากษา และขอให้ สส. ที่ได้รับเลือกตั้งจากพรรคประชาชนทั้ง 10 คน พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่

โดยโทษสูงสุดของคดีนี้ คือ การเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของทั้ง 44 คน ห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดไป และขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของทั้ง 44 คน เป็นระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี

11) เมื่อวาน (23 เมษายน 2569) พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ผู้ยื่นเสนอร่างแก้กฎหมายดังกล่าว ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อยืนยันเจตนารมณ์ในการยื่นกฎหมายครั้งนี้ว่า การเข้าชื่อเสนอแก้กฎหมายนี้ มิได้เป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลาย หรือล้มล้างการปกครองแต่อย่างใด

แต่เป็นความพยายามที่จะใช้สภาผู้แทนราษฎรในฐานะพื้นที่ของผู้แทนประชาชนที่มีความแตกต่างหลากหลาย ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างสันติ เพื่อคลี่คลายความตึงเครียดในสังคมที่กำลังเผชิญหน้ากันอยู่ ให้อยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

พิธายืนยันอีกว่าการกระทำนี้ไม่ควรเป็นคดีตั้งแต่ต้น และมองว่าเป็นการใช้ ‘นิติสงคราม’ เพื่อหยุดยั้งความพยายามในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมผ่านกระบวนการรัฐสภา และการใช้ ‘มาตรฐานทางจริยธรรม’ ในฐานะเครื่องมือทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างไร้สัดส่วน ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังเซาะกร่อน บ่อนทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตย

ส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 10 คน ที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เนื่องด้วยยังอยู่ภายใต้กลไกการควบคุมตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจเยียวยาแก้ไขได้ในภายหลัง และจำนวนสมาชิกเพียง 10 คน ก็เป็นไปได้ยากที่จะเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายต่อสภาในลักษณะเดิมซ้ำ

12) วันนี้ (24 เมษายน 2569) ศาลฎีการับคำร้อง มีผลให้ สส.พรรคประชาชน 10 คน ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ทั้ง 10 คนได้ยื่นคำร้องให้พิจารณาเรื่องคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งศาลก็รับคำร้องนี้ด้วยเช่นกัน จึงให้ทั้ง 10 คนปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไป

ทั้งนี้ สส.แบบแบ่งเขต พรรคประชาชน 2 คน คือ ธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กรุงเทพมหานคร เขต 18 และ เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กรุงเทพมหานคร เขต 33

สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน 8 คน ได้แก่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, ศิริกัญญา ตันสกุล, รังสิมันต์ โรม, วาโย อัศวรุ่งเรือง, ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล, ณัฐวุฒิ บัวประทุม, สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ และ ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์

นอกจากนี้ อดีต สส. ทั้ง 44 คนที่เคยลงชื่อแก้กฎหมายมาตรา 112 ยังเสี่ยงถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิต และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี หากศาลฎีกามีคำสั่งว่าผิด ซึ่งต้องติดตามต่อไป



#คดี44สส #พรรคก้าวไกล #พรรคประชาชน

Photos from Gen-Sight's post 25/02/2026

ดาบสองคม !

25 กุมภาพันธ์ 2569

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.25 เป็นร้อยละ 1.00 ต่อปี โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ 2 เสียง เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.25 ต่อปี

(ความเห็นส่วนตัว)

การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ อาจเปรียบได้กับการเป็น “ดาบสองคม”

คมที่ 1: The Perfect Timing

ในเชิงทฤษฎีและตัวเลขซึ่งเป็น Actual Factors การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้นั้นสมเหตุสมผลกับทุก ๆ ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น อาทิ

1. อัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย - ถึงแม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ต่ำจะได้รับอิทธิพลมาจากราคาพลังงาน (น้ำมันโลก) ที่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (core inflation ที่ไม่คิดรวมราคาอาหารและพลังงาน) ก็ยังคงอยู่ใต้กรอบเป้าหมายของ ธปท. ที่ 1-3% อยู่ดี

ซึ่งเป็นผลมาจากอุปสงค์ที่จำกัด ผนวกกับข้อจำกัดทางสภาพคล่องของภาคครัวเรือนและ SMEs

นอกจากนี้สินเชื่อที่ตึงตัวก็ยิ่งซ้ำเติมความอ่อนแอทางสภาพคล่องที่กล่าวไปข้างต้นอีกด้วย

ดังนั้น การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงเป็นหนึ่งเครื่องมือในการบรรเทาอาการดังกล่าวได้

2. ค่าเงินบาทที่แข็งเกินปัจจัยพื้นฐาน - ช่วงปีที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มิได้เป็นผลมาจากความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจภายในเป็นสำคัญ หากแต่เป็นผลมาตากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะการอ่อนค่าของค่าเงิน ดอลลาร์ สรอ.

ด้วยเหตุนี้ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าจึงหันคมกลับมาทำร้ายธุรกิจส่งออกไทยเสียเอง อันจะเห็นได้จากการที่การกระจายตัวของ Operating Profit Margin ที่เกิดขึ้นจริงนั้นกระจายไปในแดนที่มีกำไรเป็นลบมากขึ้น (ข้อมูลจากภาพที่ 3) เมื่อเทียบกับกรณีที่ค่าเงินบาทไม่เปลี่ยนแปลง

การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจึงอาจเป็นเครื่องมือในการบรรเทาและเร่งให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้ในเชิงเปรียบเทียบ

—————————

คมที่ 2: ความเสี่ยงด้าน Policy Space

แม้คณะกรรมการอีกสองท่านที่มิได้โหวตให้ลดอัตราดอกเบี้ยจะให้เหตุผลทำนองว่า ดัขนีชี้วัดทางเศรษฐกิจ ณ ปัจจุบันสอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้ว

(ความเห็นส่วนตัว)

อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ต้องคำนึงถึงเช่นเดียวกันคือเรื่อง Policy Space หรือ ช่องว่างทางนโยบายที่ กนง. จะสามารถลดอัตราดอกเบี้ยได้อีกในกรณีที่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นในอนาคต

ณ ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยกำลังเข้าใกล้ Zero Lower Bound เข้าทุกที (1%) ส่งผลให้ Policy Space ในด้านดอกเบี้ยของไทยแคบ ความเสี่ยงในแง่ของกระสุนที่เหลือเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนจึงน่ากังวล

ตอกย้ำความไม่แน่นอนด้วยเหตุการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ต่าง ๆ และนโยบายการค้าที่ไร้ซึ่งความสามารถในการคาดเดา ดังจากเห็นได้จาก ดัชนีความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าที่ปรับตัวอยู่ในระดับที่สูงนับตั้งแต่การประกาศใช้อากรศุลกากรขาเข้าของสหรัฐฯกับประเทศทั่วโลก (ข้อมูลจากภาพที่ 4)

ดังนั้น หากในอนาคต (ซึ่งคาดเดายากจาก Trade War หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ) เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่ขึ้นมาจริง ๆ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเหลือกระสุนที่อาจไม่เพียงพอในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

—————————

โดยสรุป การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ไม่สามารถตอบได้ว่าดีหรือไม่ แต่ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลกก็ไม่ควรมองข้าม

และปัญหาหลักของไทยมักจะวนเวียนอยู่กับ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ไม่ว่าจะโครงสร้างประชากร, โครงสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน, หรือโครงสร้างทางการเมือง

การลดดอกเบี้ยจึงอาจช่วยเรื่องสภาพคล่อง แต่ไม่สามารถแก้ "โครงสร้าง" เศรษฐกิจไทยที่แก่ตัวและขาดนวัตกรรมได้ เปรียบเข่น "ซื้อเวลา" ที่ราคาแพงขึ้นเรื่อย ๆ

สิ่งที่ควรนำกลับมาคิดกันอย่างจริงจังคือ เราจะทำอย่างไรให้ไทยสามารถพลิกโฉมประเทศจากโครงสร้าง เพื่อยกระดับสถานภาพของประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน

เรียบเรียงโดย: ณัฐชานนท์ พีรสิทธินนท์

ขอบคุณข้อมูลจาก: https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/mpc/news-20260225-5aG7DDZ1.html

10/02/2026

อนุรักษ์นิยมกำลังฟื้นชีพ?!

มุมมองที่น่าสนใจของสาเหตุที่อนุรักษ์นิยมกลับมาฟื้นตัวทั่วโลก อาทิ สหรัฐฯ/ญี่ปุ่น/ไทย คือ (เน้นวิเคราะห์ผ่านเลนส์ทางเศรษฐกิจ)

ประเด็นที่ 1:
1. สภาพเศรษฐกิจที่ไม่สู้ดี ส่งผลให้ประชาชนต้องการการเยียวยาสูง ตั้งแต่ในแง่ของการเยียวยาในระดับครัวเรือน ไปจนถึงการเยียวยาสถานภาพของเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมักไปตรงกับแนวนโยบายของพรรคฝ่ายขวา ที่มักเน้นผลประโยชน์ของชาติตน เช่น American First เป็นต้น

ประเด็นที่ 2:
2. สืบเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซา ประชาชนเทน้ำหนักไปกับการได้รับเยียวยาในระยะสั้น และมองว่าการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างที่พรรคฝ่ายซ้ายมักชูนโยบายมาเป็นเรื่องที่ยังไกลตัว ดังนั้นพรรคที่เน้นประชานิยมและอนุรักษ์นิยมจึงได้อานิสงส์จากจุดนี้

บทสรุปและบริบททางสังคม:
โดยสรุป กระแสนิยมแต่ละฝ่ายส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากบริบทสังคม ณ ขณะนั้น
ณ ปัจจุบันกระแสความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียดขึ้น กระแสชาตินิยมรักชาติจึงไม่แปลกที่จะถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง (พรรคภูมิใจไทยเป็นตัวอย่างที่ได้รับอานิสงส์จากกรณีขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา)

วิเคราะห์โดย Gen-Sight — มองโลกผ่าน Sight ของ GenZ

ขอบคุณภาพจาก https://www.britannica.com/topic/political-spectrum

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่

Bangkok
10110