11/11/2016
จริงๆแล้ว เราทำผิดศีล เพราะสายตาสั้น!
.
.
คนที่ทำผิดศีล
มักคิดว่าตนนั้น กำลัง "ได้"
.
โกหก ได้ รอดตัว
คดโกง ได้ เงินมา
กินเหล้า แถม นอกใจ ได้ ความสนุกเร้าอารมณ์
ตบยุง จะได้ ไม่โดนกัด
.
เห็นมั้ย ว่า "ได้" เห็นๆ
แล้วอย่างนี้จะให้รักษาศีลไปทำไม
.
บ้านเมืองจึงเต็มไปด้วยชาวพุทธแบบไร้ศีล
.
ก็เพราะสายตาสั้น
เลยเห็นแค่ช่วงแรก
ไม่เห็นตอนวิบากมาทวงคืน
ว่ามันเสียหลายเท่าตัวนัก
..
ถ้า ได้เห็นกันยาวๆ
ว่าเอามาแค่ร้อย
แต่ต้องคืนเป็นพัน เป็นหมื่น
คงไม่มีใครกล้าทำ
.
ถ้าคนฝึกเจริญสติ อาจจะเห็นได้ชัดกว่า
ว่าจิตจะเศร้าหมองลงทันที เมื่อทำผิดศีล
โดยไม่ต้องรอวิบากย้อนกลับมาทวงคืน
เลยขยาดการทำผิดศีลมากกว่าคนที่ไม่ได้ฝึก
.
ดังนั้น ศีล ดูเผินๆ
เหมือนเป็นเครื่องป้องกันไม่ให้เราเบียดเบียนผู็อื่น
แต่ผู้ปฏิบัติธรรมจะเห็นได้ชัดว่า ...
ศีล นั้น เป็นเครื่องคุ้มครองรักษาใจของเราเอง
..
หากเรามีสายตา(ใจ)ที่ดีพอ
จะรู้เลยว่า ผิดศีล มีแต่ "เสีย"
ไม่มี "ได้" แม้สักนิดเดียว!!!
11/11/2016
ยุคโซเชียล ยุคอัตตาแรง!!
.
.
หลายสิบปีก่อน
สมัยอินเตอร์เน็ตยังไม่เฟื่องฟู
เฟสบุ๊ค ไลน์ ทวิตเตอร์ ยังไม่เกิด
..
เวทีแสดงความคิดเห็นนั้นมีน้อย
คิดอะไร อยากพูดอะไร
ก็จำกัดอยู่ในวงแคบๆ
..
ต่างจากสมัยนี้ ยุคดิจิตอล
ชีวิตผู้คนโลดแล่นอยู่บนถนนโซเชียล
อยากแสดงความเห็นอะไร
ก็มีที่ให้ระบาย ให้แสดงออกมากมาย
.
ยิ่งแสดงความเห็นมาก
อัตตาก็ยิ่งพองโตไม่รู้ตัว
เมื่อเชื่อหมดใจว่า กูดี กูเก่ง โทสะก็ยิ่งแรง
ความอดทนต่ำ มารยาททางสังคมหดหาย
เพราะรู้สึกว่าตนเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล
ใครไม่เห็นด้วย ก็จะรีบตัดสินว่าเขาผิด โง่ หรือ ไม่ดี
.
เมื่อตัวกูเบ่งบาน
ทางโลกย่อมขลุกขลัก
ทางธรรมย่อมเศร้าหมอง
..
วิธีง่ายๆในการช่วยเช็ค
ว่าเรากำลังจะเมนท์สนองตัวกูอยู่หรืเปล่า
.
ให้สังเกตใจตนเอง ขณะที่กำลังพิมพ์
หากรีบพิมพ์ด้วยใจที่มีแรงบีบ แรงยึด
สั่นไหว หรือ ใจมีน้ำหนัก
แสดงว่าในขณะนั้นใจมีกิเลสแทรก
..
หากสังเกตดีๆ จะเห็นเงาหนาทึบของตัวตนซ่อนอยู่
..
กูเก่ง กูดี กูฉลาด กูถูก กูโมโห กูอยากโชว์
ตัวใดตัวหนึ่ง หรืออาจจะหลายตัว
แต่ที่แน่ๆกิเลส "ต้วกู" มาเต็มๆ!
..
ถ้าสติระลึกรู้ได้ทันก่อนกด Enter
รับประกันได้ว่า อัตราการคอมเมนท์จะลดลงเกินครึ่ง
และมักจะตัดสินใจลบที่เขียนไป แทนที่จะกดส่ง
(โดยเฉพาะ เมนท์ทางลบ หรือ อวดว่าข้ารู้)
..
เพราะ เมื่อสติตัวจริงเกิด
ขันธ์จะแยกอัตโนมัติ
"ตัวกู" ย่อมไม่มี
..
สุดท้าย เลยไม่รู้จะไปเมนท์สนองใคร !?!
08/11/2016
ปฏิบัติการแย่งพื้นที่จิต!!
.
.
ปกติของผู้ที่ไม่เจริญภาวนา
วันทั้งวัน จิตจะอยู่ในข่ายของอกุศล
.
วนเวียนอยู่กับ
ความอยาก ไม่อยาก เหม่อลอย
คร่ำครวญ วิตก จมอยู่ในความคิด
.
และแน่นอน
เมื่อเหตุเป็น อกุศล
ผล คือ ความทุกข์
(แต่จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวว่าทุกข์ นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง)
..
การกลับมาที่ลม หรืออยู่กับพุทโธ บ่อยๆ
เป็นการแย่งพื้นที่ อกุศล มาเป็นกุศล
ในเมื่อจิตรับอารมณ์ได้ที่ละขณะ
เมื่อจิตกุศลเกิด จิตอกุศล จะอยู่ไม่ได้
.
ฝึกมาก ทำมาก
ผลที่ได้คือ ความสุขสงบ
วิบากไม่ดีจะเกิดน้อยลง
เพราะลดการสร้างเหตุอกุศล
.
จิตจะเริ่มแยกออกระหว่าง
การจมอยู่ในความคิด
กับการหลุดออกจากความคิด
.
จิตจะเริ่มละวางความคิดที่ไม่เกิดประโยชน์
ได้ง่ายขึ้น และไวขึ้น
(แต่กิเลสยังอยู่ครบ อย่าเพิ่งดีใจไป)
.
เมื่อจิตเริ่มเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น
วิบากจากความฟุ้งซ่านลดน้อยลง
เมื่อนั้น คือ จุดตั้งต้นของการเดินปัญญา
..
ดังนั้น หากไม่เริ่มฝึกจากการแย่งพื้นที่
วันๆจมดิ่งอยู่ในความคิด
จิตจะแยกไม่ออก
ระหว่าง ความคิด กับ ความจริง
.
ปฏิบัติการแย่งพื้นที่ จึงเป็นสิ่งสำคัญ
ที่ผู้เสนใจปฏิบัติ ควรพึงใส่ใจ
22/09/2016
เจ้าจิต จอม ดื้อ !
.
.
คนที่ไม่ได้เจริญสติฯ อย่างถูกต้อง
จะไม่มีทางรู้ได้เลยว่า
แท้จริงแล้ว "จิต" นั้นไม่ใช่เรา
.
เพราะจิตไม่ใช่เราอย่างแท้จริง
เราจึงสั่งให้จิต เป็นอย่างที่เราต้องการไม่ได้
สั่งให้สุขไม่ได้ จะ ห้ามไม่ให้ทุกข์ก็ไม่ได้
แถม "จิต" ยังมีธรรมชาติไหลลงต่ำ
คือ เคยชินที่จะไหลไปคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว!
..
และ แน่นอน เมื่อคิด พูด ทำ ในเรื่องชั่วๆ
ย่อมได้รับผลเป็น วิบากดำ และ "ความทุกข์"
.
แต่ไม่ต้องกลุ้มใจไป
เพราะจิตนั้น "ฝึก" กันได้
.
และ วิธีฝึกที่ดีที่สุด
คือ พาเค้าเห็นความจริง
..
จิต เหมือน ลูกจอมดื้อ
แม้จะพร่ำบอกเขาปากเปียกปากแฉะ
ว่าทุกสิ่งล้วนไม่เที่ยง แปรปรวน
ยิ่งยึดจะยิ่งทุกข์ นะคะลูกขา
.
อยากเอาเข้า ก็ทุกข์ (โลภะ)
อยากผลักออก ก็ทุกข์ (โทสะ)
เผลอ เบลอ ซึม เหม่อลอย ก็ทุกข์ (โมหะ)
.
สอนให้ตาย เขา(จิต) ก็ไม่ฟังคุณหรอก !
(ใครมีลูกดื้อๆ คงพอนึกภาพออก)
.
แต่ถ้าคุณเจริญสติฯ
พาเขาเจอความจริงเอง
ให้เห็น "ทุกข์" แบบจังๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สุดท้าย เขาจะ "แถ" ไม่ออก!
เค้าจะเห็นเต็มๆเลย...
ว่าแค่ "กระเพื่อม" ก็ทุกข์แล้ว!!
.
ทีนี้ไม่ต้องมานั่ง โน้มน้าว
กดข่ม ดุว่ากันให้เมื่อย
เค้าจะฉลาดขึ้นๆ และค่อยๆละวาง
เหตุแห่งทุกข์ไปเอง
โดยที่คุณไม่ต้องทำอะไรเลย
.
สมดังพุทธพจน์
"จิตที่ฝึกดีแล้วนำสุขมาให้"
อย่างแท้จริง...
17/09/2016
ความสุขที่แท้จริงนั้นไม่มีคำว่า "ถ้า"
..
..
หลายคนไม่เข้าใจ
ว่าคนเราจะปฏิบัติธรรมไปทำไม
ฉันเอง ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว
แล้วยัดเยียดเรื่องปฏิบัติธรรม
ให้กลายเป็นของคนแก่ กับ คนทุกข์ไป
..
แท้จริงแล้วทุกคนนั้น "ทุกข์"
ที่ว่ามีความสุขนั้น
ลองดูให้ดี ว่าสุขจริง
หรือแค่วิ่งกลบเกลื่อนทุกข์เป็นคราวๆกันแน่!
..
มีความสุข "ถ้า" ได้กินของอร่อย"
มีความสุข "ถ้า" ได้อยู่กับคนที่รัก
มีความสุข "ถ้า" ได้ไปปาร์ตี้
มีความสุข "ถ้า" ไม่ต้องไปทำงาน
ฯลฯ
.
หากมีความสุขดีอยู่แล้ว อย่างที่ว่าจริง
ทำไมต้องมีเงื่อนไข?
.
เพราะ ใจที่หิว ย่อมต้องวิ่งหาของกิน
แก้ความหิวไปเรื่อยๆ
พอแก้ได้ที ก็คิดว่าตน สุข !?!
ทั้งๆที่เพิ่งบรรเทาทุกข์ให้ตัวเองเห็นๆ
..
ความสุขที่ปราณีตแท้จริงนั้น
ไม่กระเพื่อมหวั่นไหวไปตามความอยาก
ไม่ต้องมีเจ้านายมาสั่งให้ทำนู่นทำนี่
สุขแท้จริง จะอิ่มใจ อยู่ด้วยตัวของตัวเอง
..
หากเคยได้สัมผัสแล้วถึงจะเข้าใจ
ว่า "ความไม่หิว" มันดีอย่างนี้นี่เอง
05/09/2016
จนใจ...ถ้าใจยัง จน!
.
.
เมื่อไหร่จะรวยสักทีนะ!
คำพูดตัดพ้อของหลายคน ที่อยากรวย
เพราะความที่คิดว่าตนยังมีน้อย
จึงไม่รู้สึกอยากให้อะไรใครๆ
.
แม้บางครั้ง ดูภายนอกเหมือนจะให้
แต่แท้จริงคือการ "แลกเปลี่ยน"
ทำบุญ เพื่อ เอาหน้า
ทำทาน เพราะ อยากรวย
ช่วย เพราะ หวังผล
..
หารู้ไม่ ว่าการคิดเช่นนี้ เป็นโปรแกรมของจิตที่ "จน"
ใจที่หิว ใจที่เต็มไปด้วยความอยากนั้น รวยยาก!
ถึงแม้จะรวยขึ้นมา ไม่ว่าจะด้วยการโกง หรือ วิ่งหาเงินจนขาขวิด
ก็จะรักษาความรวยไว้ยาก
เปรียบเหมือนตุ่มน้ำที่มีรูรั่ว เติมน้ำเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม
และถึงแม้จะ "มี" แต่กลับรู้สึก เหมือน "ไม่มี" อยู่ดี
.
ใจที่ "อิ่ม" "เต็ม" และ "พร้อมจะแบ่งปัน"
คือนิยาม ความรวย ตามกฏของจักรวาล
หากรู้สึกได้แบบนี้ ด้วยใจแท้จริงเมื่อไหร่
เมื่อนั้นทรัพย์สมบัติ เงินทองล้วนเป็นของหาง่าย
โอกาสดีๆจะทยอยเข้ามาไม่ขาดสาย
..
การทำทาน เพื่อเอาความโลภออกจากจิต
การช่วยคนอื่น เพื่อลดความเห็นแก่ตัวจากใจ
จึงเป็นอานิสงส์ที่สูงสุดของการให้ อย่างแท้จริง
.
ช่วยขุดรากถอนโคนความโลภ
แก้ปัญหา จิตจน ได้อย่างราบคาบ
.
เมื่อรวยอิ่มใจจากข้างใน
เงินทองก็เป็นเพียงแค่ของแถมเท่านั้น !
28/08/2016
กฏแห่งกรรม หยวนไม่ได้ แม้ใครๆเขาก็ทำกัน!
.
.
"มือใครยาว สาวได้สาวเอา"
หรือ "น้ำขึ้นให้รีบตัก"
ล้วนเป็นสำนวนที่ช่วยตอบรับ
ความเห็นแก่ตัวในใจคน
.
เซลล์โกหกเป็นไฟเพื่อเพิ่มยอด
พนักงานเคาเตอร์ยักยอกของแถมมาขาย
ลงโปรแกรมในคอมฯโดยไม่จ่ายค่าลิขสิทธิ์
ข้าราชการรับเงินใต้โต๊ะ เบียดบังเวลางานขายของออนไลน์
.
คนส่วนใหญ่ มุ่งทำอะไรก็ได้
ขอเพียงให้ได้เงินมา
ถ้าเอาเปรียบผู้อื่นได้ จะรู้สึกว่าตนเจ๋ง
.
แต่หากเมื่อไหร่ เกิดสำนึกขึ้นมา
ก็ยังมีคาถาเด็ดไว้ปลอบใจ
.
"แหม..ใครๆ เขาก็ทำกัน"
..
แม้คนส่วนใหญ่จะทำ
ก็ไม่ได้ช่วยให้ผลกรรม
นั้นลดลงเลยแม้แต่น้อย
.
เพราะ กฏแห่งกรรม
จะตัดเกรด อิง "เกณฑ์" ไม่ได้ อิง "กลุ่ม"
พวกมากทำไม่ได้ช่วยให้รอดพ้นจากบ่วงกรรม
.
แม้จะรู้สึก “อุ่นใจ” ที่มีเพื่อนตอนทำ
แต่รับประกันว่า จะได้ “ร้อนใจ”
เหมือนอยู่โดดเดี่ยวเดียวดาย
.
ตอนที่ “กรรม” เค้าจัดสรรเอาคืน!
29/07/2016
ภาชนะ บรรจุ ทุกข์ !
..
..
ถ้วย ถัง กาละมัง ไห
ล้วนมีประโยชน์ใช้สอย
บรรจุของแข็ง ของเหลวได้
ตามแต่หน้าที่ของมัน
...
ไม่ต่างอะไรจาก "ภาชนะ"
ชิ้นสำคัญ ที่เรียกว่า "ตัวเรา"
..
ต่างกันแค่ ของที่ใส่
ไม่ใช่ กาแฟ แกงเผ็ด ปลาร้า หรือ ผ้าเตรียมซัก
..
หากแต่เป็น "ความทุกข์" ล้วนๆ!
..
แถมภาชนะชิ้นนี้ ยังยืดขยายใหญ่ได้
ตามแต่การดำเนินชีวิตของผู้นั้น
..
ยิ่งดำเนินชีวิตเผลอเพลินตามกระแสโลก
สนองเซลฟ์ตนเองมากเท่าไหร่
ภาชนะก็จะยิ่งขยายใหญ่ขึ้น
..
เผลอเดี๋ยวเดียว...
จากถ้วยกาแฟ อัพเกรด เป็นแท็งค์น้ำ!!!
ซึ่งแน่นอน ภาชนะยิ่งใหญ่
ก็ยิ่งบรรจุ “ความทุกข์” ได้มาก
..
การเจริญสติปัฏฐานฯ
จะช่วยหด ลดขนาดของภาชนะ (ตัวกู)ได้เป็นอย่างดี
กลับมารู้สึกตัวบ่อยๆ
หมั่นรู้ทันความคิด คำพูด การกระทำ
..
ลองพิจารณาดูให้ดี ว่า จริงๆแล้ว...
เรากำลัง คิด พูด ทำ เพื่อสนองเซลฟ์
..
ขยายขนาด “ภาชนะ” รับทุกข์อยู่หรือเปล่า!
15/07/2016
"ลำเอียง" เรื่องบาดหมางใจในครอบครัว
..
..
ผู้เขียน เชื่อว่า มีหลายครอบครัว
ต้องเจ็บปวด คับแค้น ทุกข์ใจ
กดดัน กับคำว่า "ลำเอียง"
.
ทั้งผู้ที่ ได้ชื่อว่า เป็นผู้ลำเอียง
และ ผู้ที่ถูกลำเอียง
คงไม่มีใครอยากเจอ หรือ อยากเป็นทั้งสองแบบ
.
บางครอบครัว ถึงกับเกิดโศกนาฏกรรมร้ายแรง
ฆ่าพ่อแม่ พี่น้อง แบบยกครัว
หลายคนสาปส่งไม่อยากเจอกันอีก ทั้งภพนี้และภพหน้า
.
ระดับความคับแค้นใจในความลำเอียง
จะผันแปรไปตามแรงผลัก (กรรมเก่า)
การกระทำ (กรรมใหม่)
รวมถึงคุณภาพจิตใจ
ของทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ
.
ซึ่งธรรมดาคุณภาพจิตของปุถุชน
จะตัดสินทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว
ชอบ ชัง รัก เกลียด
ตามแต่กิเลส อนุสัยจะนำพา
.
ดังนั้น ขึ้นชื่อว่า ปุถุชน
จึงย่อมมี ความลำเอียง เป็นเอกลักษณ์!
.
แม้ผู้ฝึกเจริญสติที่ยังเป็นปุถุชน
ก็จะมีใจลำเอียงเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา
เพียงแต่ เมื่อสติเกิดรู้ทัน
จะสามารถปรับการกระทำทางกายและวาจา
ให้ถูกต้องเหมาะสมได้
..
ดังนั้น หากเราเห็นได้ว่า
"ความลำเอียง"
เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ปุถุชนทุกคน
เราจะให้อภัยได้ง่าย และไม่เก็บมาเป็นเรื่องร้อนใจ
..
ให้หมั่นเจริญสติของตน เพื่อหลีกเลี่ยงการก่ออกุศลกรรมในรูปแบบเดียวกันขึ้น
.
สติ จะช่วยแก้ปัญหาระยะสั้น ในระดับ วาจาและการกระทำ
แต่ ปัญญา ในเบื้องปลาย จะแก้ไขปัญหาได้ลึกถึงระดับ "ใจ"
.
.
หลุดพ้นจากการเป็นผู้ลำเอียง และผู้ถูกลำเอียง
ได้อย่างแท้จริง...
22/06/2016
ประกาศ
ข้อคิดทางธรรมะในเพจนี้ ผู้เขียนเขียนขึ้นมาโดยมิได้คัดลอกมาจากที่ใด ยินดีให้แชร์เป็นธรรมทานโดยไม่ต้องขออนุญาต แต่ขอให้เป็นการกดแชร์จากหน้าเพจผ่านเฟสบุ๊คเท่านั้น ขอความกรุณาอย่าคัดลอกหรือตัดตอนข้อความตอนใดตอนหนึ่งไป เพื่อตัดปัญหาความคลาดเคลื่อนและความเข้าใจผิดที่อาจจะตามมาได้
กราบขอบคุณกำลังใจจากแฟนเพจทุกท่านที่กรุณากดไลค์และกดแชร์เป็นจำนวนมาก ผู้เขียนจะพยายามพัฒนางานเขียนให้ดีและมีประโยชน์ยิ่งๆขึ้นไป
สิตางศุ์ (ผู้เขียน)เจ้าของแฟนเพจ The True Life
https://www.facebook.com/thetruelifebysitang/
Sitang Kirtland : Good Bad Karma
เคล็ดลับความสำเร็จ ที่มาจากธรรมะของพระพุทธเจ้า เพื่อชีวิตที่ไร้ขีดจำกัด