จากห้องเรียนสู่พื้นที่จริง
จากแนวคิดสู่การลงมือทำ
และจากความคิดสร้างสรรค์สู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้
นี่คือภาพสะท้อนของการเดินทางตลอดหลักสูตร CreativEX 2025 ที่พาผู้เรียนแปลงแนวคิด เศรษฐกิจสร้างสรรค์ สู่การปฏิบัติจริง ผ่านห้องเรียน เวิร์กช็อป และการลงพื้นที่ในบริบทจริง
โดยผู้เรียนได้เห็นภาพครบทั้งระบบ
ตั้งแต่ Film Studio, Place Branding, Festivalisation, Wellness Economy
ไปจนถึง AI x สื่อ, Soft Power, Creative Cities และ Creative Communities
เพื่อเข้าใจว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยคอนเทนต์เพียงอย่างเดียว
แต่เกิดจาก โครงสร้าง ระบบ และผู้คน ที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นองค์รวม
วิดีโอนี้สะท้อนหัวใจของ CreativEX ในการ
ลงมือทำจริง | ออกแบบให้เกิดผลลัพธ์ | คิดไกลกว่ากรอบเดิม
CreativEX 2025 คือจุดเริ่มต้นของเครือข่ายผู้นำการเปลี่ยนแปลง จากภาครัฐ ภาคธุรกิจ นักสร้างสรรค์ และผู้กำหนดนโยบายให้มาร่วมแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และต่อยอดมุมมองร่วมกัน
เพื่อสร้างผลกระทบเชิงระบบที่ยั่งยืนในระยะยาว พร้อมนำพลังความคิดสร้างสรรค์ไปขับเคลื่อนประเทศไทยต่อจากนี้ 🌏✨
Creativex
ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Creativex, โรงเรียน, Bangkok.
สํานักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) จับมือภาควิชาการตลาด Chulalongkorn Business School ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ด้วยผู้นำระดับประเทศ ผ่านหลักสูตร CreativEX
18/12/2025
✨ Class ที่ 9 ของหลักสูตร CreativEX 2025 ✨
ในเทศกาล Chiang Mai Design Week: เมื่อการออกแบบคือพลังขับเคลื่อนเมืองและภูมิภาค 🚀
คลาสนี้คือการเรียนรู้ผ่านการ “ลงพื้นที่จริง” ที่ทำให้ผู้เรียนเห็นชัดว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียน แต่อยู่ในย่าน ชุมชน และการลงมือทำของคนจริง ๆ ตลอดทั้งวัน ผู้เรียนได้เดินชมและศึกษางานในหลายบูธและนิทรรศการสำคัญของ Chiang Mai Design Week ตั้งแต่งานที่สะท้อนพลังเครือข่ายเมือง งานศิลปะข้ามวัฒนธรรม ไปจนถึงการต่อยอดหัตถกรรมท้องถิ่นสู่ตลาดโลก ก่อนจะตกผลึกเป็นบทเรียนสำคัญของการใช้ “การออกแบบ” เป็นกลไกขับเคลื่อนเมืองอย่างเป็นระบบ
🔹 Pavilion คนทำ(ยะ)เมือง 4 จังหวัดภาคเหนือ
การรวมพลังของแพร่–น่าน–สุโขทัย–พิจิตร แสดงให้เห็นว่า “เมืองไม่จำเป็นต้องโตคนเดียว” แต่สามารถเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย สร้างโอกาสและขยายผลความคิดสร้างสรรค์ข้ามพื้นที่ได้จริง
🔹 Camille Fauchier & Djoo Cuer (SEN)
งานศิลปะข้ามศาสตร์ไทย–ฝรั่งเศส ที่ใช้ “เส้น” เป็นภาษากลาง
ผสานกราฟิก การเคลื่อนไหวร่างกาย และภูมิปัญญานวดไทย
สะท้อนพลังของการทำงานข้ามวัฒนธรรมเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่
🔹 LOCAL PLUS Exhibition (S.V. Furniture)
ตัวอย่างชัดของการเชื่อม “นักออกแบบรุ่นใหม่” กับ “ช่างฝีมือท้องถิ่น”
นำทุนวัฒนธรรมมาพัฒนาเป็นสินค้าที่ร่วมสมัย เข้าถึงตลาดใหม่ และแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
🔹 Create Hangzhou | เส้นทางใหม่หางโจว (The New Hangzhou Line)
การตีความมรดกงานฝีมือจีนด้วยดีไซน์ร่วมสมัย เปิดมุมมองเรื่อง Creative Tourism, International Branding และการแลกเปลี่ยน Soft Power ระหว่างเมืองสร้างสรรค์ข้ามประเทศ
ปิดท้ายทริปด้วยการพาผู้เรียนไปสัมผัสบรรยากาศสงบงามที่ วัดอินทราวาส (วัดต้นเกว๋น) โลเคชันจากละครเรื่อง กลิ่นกาสะลอง (กาซะลองซ้อมปีบ) ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ และปิดเส้นทางการเรียนรู้ของ CreativEX 2025 อย่างสมบูรณ์ 🌿
คลาสนี้ทำให้เห็นชัดว่า
เมืองสร้างสรรค์ ไม่ได้เกิดจากงานอีเวนต์เพียงครั้งเดียว
แต่เกิดจากพลังของ คน–ชุมชน–เครือข่าย
ที่ร่วมกันต่อยอดคุณค่าและขับเคลื่อนเมืองอย่างต่อเนื่อง🚀🌍
17/12/2025
✨ Class ที่ 8 ของหลักสูตร CreativEX 2025 ✨
“Festivalisation x Creative City x Future Economy”
วันนี้ผู้เรียนได้เห็นชัดว่า “เทศกาล” ไม่ใช่แค่งานอีเวนต์ แต่คือเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเมือง เศรษฐกิจ และ Soft Power อย่างยั่งยืน 🇹🇭
🔸 Session 1 — กลยุทธ์และการออกแบบเทศกาลเพื่อขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์
🧑🏫 โดย คุณพิชิต วีรังคบุตร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA)
💡 Key Takeaways:
• Festivalisation = ใช้ “เทศกาล” เพื่อสร้างผลลัพธ์ระยะยาว ไม่ใช่จัดแล้วจบ
เทศกาลที่ดีต้องทำให้ย่านมีชีวิตต่อหลังงานจบ เกิดกิจกรรม ธุรกิจ และการใช้พื้นที่อย่างต่อเนื่อง
• เทศกาลคือเครื่องมือฟื้นเมือง (Urban Regeneration)
ช่วยปลุกย่านเก่า อาคารร้าง และพื้นที่ถูกลืม ให้กลับมามีคน มีเรื่องราว และมีโอกาสทางเศรษฐกิจ
• Creative District ขับเคลื่อนด้วย 3 องค์ประกอบหลัก
คนทำงานสร้างสรรค์ + สินทรัพย์ของพื้นที่ + พื้นที่/โครงสร้างพื้นฐาน
ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง เมืองจะไปต่อไม่ได้
• 5 ยุทธศาสตร์ของ CEA ในการพัฒนาย่านสร้างสรรค์
ตั้งแต่การวางแผนเชิงข้อมูล, Creative Placemaking, เสริมธุรกิจสร้างสรรค์, สร้างแบรนด์ย่าน ไปจนถึงการ co-create กับชุมชน
• Bangkok Design Week = หลักฐานเชิงตัวเลขของพลัง Creative Economy
สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1,200 ล้านบาท, เกิดการจ้างงานใหม่ และดึงการลงทุนระยะยาวเข้าสู่ย่านจริง
🔸 Session 2 — จากงานเทศกาลสู่กลไกชุมชน: ขับเคลื่อนเมืองด้วยมือคนทำงานสร้างสรรค์
🧑🏫 โดย
- คุณไชยยง รัตนอังกูร ประธานกรรมการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์
- คุณวิกรณ์ พรหมชนะ นายกสมาคมผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าหัตถกรรมภาคเหนือ (NOHMEX)
- คุณอาคม สุวรรณกันธา รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่
- อาจารย์ ดร.สุเมธ ยอดแก้ว ผู้ช่วยคณบดีวิทยาลัยศิลปะ สื่อและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
💡 Key Takeaways:
• เชียงใหม่ = Festival City ระดับโลก
ได้รับการยอมรับทั้ง IFEA World Festival & Event City และ UNESCO Creative City เพราะใช้เทศกาลเป็นกลไกพัฒนาเมืองจริง
• ยี่เป็ง = Soft Power ที่สร้างเศรษฐกิจมหาศาล
สร้างรายได้รวมกว่า 16,000 ล้านบาท และกระจายสู่ธุรกิจท้องถิ่น สล่า พ่อครู แม่ครู และชุมชน
• หัวใจของเมืองเทศกาลคือ City DNA
ต้องเริ่มจากตัวตนที่แท้จริงของเมือง ไม่ใช่ลอกธีมจากที่อื่น
• 12 เดือน 12 เทศกาล = เมืองมีชีวิตตลอดปี
ช่วยสร้าง Awareness – Engagement – Experience อย่างต่อเนื่อง ไม่กระจุกแค่ช่วงไฮซีซัน
• เทศกาลที่ยั่งยืน ต้องให้ชุมชนเป็นเจ้าของ
ชุมชนต้องมีบทบาทจริง ไม่ใช่แค่ฉากหลัง และต้องรักษามนต์เสน่ห์ท้องถิ่นไม่ให้กลายเป็น Mass Tourism
🔸 Session 3 — CreativEX: WHAT NEXT? อนาคตเศรษฐกิจและการตลาดไทย
🧑🏫 โดย ผศ. ดร.เอกก์ ภทรธนกุล หัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
💡 Key Takeaways:
• เศรษฐกิจโตยาก งบการตลาดตึงตัว → ต้องคิดใหม่
ผู้บริหารส่วนใหญ่คาดว่าเศรษฐกิจปี 2026 จะโตต่ำกว่า 1% และกว่า 69% ไม่เพิ่มงบการตลาด
• Creative Economy คือ New S-Curve สำคัญของไทย
Health & Wellness, Agri & Biotech, Quality Tourism คือโอกาสใหญ่ของประเทศ
• 3 ปัจจัยที่กระทบการตลาดไทยมากที่สุด
ลูกค้าเปลี่ยนเร็ว, การเมือง, และเทคโนโลยีดิจิทัล (โดยเฉพาะ AI)
• ทักษะอนาคตของนักการตลาด = Creativity + Analytical Thinking
ไม่ใช่แค่ใช้เทคโนโลยี แต่ต้องใช้ “ความคิดสร้างสรรค์ภายใต้ข้อจำกัด”
• 5 คาถา Creative Economy สำหรับปี 2026
MOVE – MICRO – MULTIVERSE – MACHINE PARTNERING – MEASURING → อย่าทำการตลาดแบบเดิม ๆ แต่ใช้ Data + AI + Creativity อย่างมีเป้าหมาย
✨ บทสรุปของ Class 8 วันนี้ผู้เรียนเห็นชัดว่า
เทศกาล = เครื่องมือสร้างแบรนด์เมือง
เมือง = แพลตฟอร์มเศรษฐกิจสร้างสรรค์
และ ชุมชน = Soft Power ที่แท้จริงของประเทศ
ถ้าออกแบบถูก เมืองจะไม่แค่ “มีงาน”
แต่จะ มีชีวิต มีเศรษฐกิจ และมีอนาคต 🌏✨
🎓 ปิดท้ายการเรียนรู้ของหลักสูตร CreativEX 2025 ด้วยพิธีมอบวุฒิบัตรสำเร็จหลักสูตร ตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมา เราได้ร่วมเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ ผ่านมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ทั้งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เมือง วัฒนธรรม เทคโนโลยี และธุรกิจ
วุฒิบัตรในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของการจบหลักสูตร แต่คือหลักฐานของความตั้งใจในการพัฒนาตนเอง และความพร้อมที่จะนำองค์ความรู้ไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทยร่วมกันต่อไป 🇹🇭✨
ขอแสดงความยินดีกับผู้สำเร็จหลักสูตร CreativEX 2025 ทุกท่าน และขอบคุณที่ร่วมเดินทางบนเส้นทางแห่งการเรียนรู้ครั้งนี้ไปด้วยกัน 💛
03/12/2025
✨ Class ที่ 7 ของหลักสูตร CreativEX 2025 ✨
“Film Studio x Place Branding x Wellness Economy”
วันนี้ผู้เรียนได้เห็นชัดมากว่า เบื้องหลัง Soft Power ไทย ไม่ได้มีแค่คอนเทนต์บนจอ แต่คือ โครงสร้างพื้นฐาน เมือง และระบบสุขภาพ ของทั้งประเทศร่วมกันขับเคลื่อน 🇹🇭
🔸 Session 1 — The Studio Park: ประตูสู่ฮอลลีวูด และอุตสาหกรรมคอนเทนต์ระดับโลก
🧑🏫 โดย คุณชยานนท์ อุลิศ ประธานบริหาร The Studio Park Thailand
💡 Key Takeaways:
• ไทยคือ “Production Hub” ของโลก ไม่ใช่แค่โลเคชันสวย ๆ
ที่ The Studio Park คือฐานการผลิตครบวงจรของ Matching — ตั้งแต่อุปกรณ์ถ่ายทำระดับโลก → สตูดิโอมาตรฐานฮอลลีวูด → การผลิตคอนเทนต์ จึงทำให้หนังอย่าง Alien และ The White Lotus เลือกไทยเพราะ “พร้อมถ่ายได้จริงตั้งแต่ต้นจนจบ”
• The Studio Park = โครงสร้างพื้นฐาน Soft Power ของอุตสาหกรรม Film ไทย
ด้วย Sound Stage ใหญ่สุดในอาเซียน, Backlot เมืองนอก, Water Tank ใต้น้ำ และ “รถไฟฟ้าจำลอง” ที่แทบทุกแบรนด์ใช้ถ่ายโฆษณา ทำให้ไทยมี Asset ที่คู่แข่งไม่สามารถลอกได้ง่าย
• Cash Rebate 30% คือ Super Magnet ดึงกองถ่ายต่างชาติ
นโยบายคืนเงินสูงสุด 30% (แบบไม่มีเพดาน) ทำให้เกิดเม็ดเงินไหลเข้าประเทศหลายพันล้าน และสร้างรายได้ต่อเนื่องให้ธุรกิจรอบโลเคชันตั้งแต่โรงแรม ร้านอาหาร ไปจนถึงแรงงานท้องถิ่น
• จุดแข็งของไทย: ของครบ + คนทำงานเก่ง + เมืองน่าอยู่
ไทยโดดเด่นทั้งโลเคชันหลากหลาย, อุปกรณ์พร้อม, ทีมงานไทยที่มืออาชีพและเป็นมิตร รวมถึงความสะดวกสบายของเมืองท่องเที่ยว → คือ “จุดขายนอกจอ” ที่ทำให้ทีมงานอยากกลับมาทำงานซ้ำ
• อนาคตของการถ่ายทำ = Virtual Production + AI Content
เทคโนโลยีใหม่กำลังเปลี่ยนวงการภาพยนตร์ — Virtual Production คือการถ่ายทำในสตูดิโอที่ใช้จอ LED สร้างฉากเสมือนจริงแบบเรียลไทม์ ไม่ต้องย้ายกองไปหลายสถานที่ ช่วยประหยัดเวลาและได้ภาพที่พร้อมใช้งานทันที ในขณะเดียวกัน Matching ก็เริ่มทดลองทำ ซีรีส์ Y ที่ใช้ AI ช่วยสร้างภาพและฉาก ทำให้การผลิตเร็วขึ้น ต้นทุนลดลง และเปิดรูปแบบคอนเทนต์แบบใหม่ที่ไม่เคยทำได้มาก่อน → ถ้าไทยอยากโตทันโลก ต้องเร่งพัฒนาคนให้ใช้ Virtual Production และ AI เป็น ไม่ใช่แค่มีสตูดิโอดีแต่ไม่มีทีมงานที่ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ได้
🔸 Session 2 — Shaping Soft Power Through Events:Cases of Place Branding
🧑🏫 โดย Prof. Magdalena Florek, Co-Founder International Place Branding Association
💡 Key Takeaways:
• ทุกกิจกรรม = หนึ่ง “Touch Point” ที่เล่าเรื่องประเทศ
→ คนไม่ได้จำแค่โลโก้เมือง แต่จำ “ประสบการณ์ในงาน” ที่ได้สัมผัสจริง
• Events สามารถเป็น “เครื่องมือ Soft Power” ถ้าออกแบบให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์เมือง/ประเทศ
→ จากงาน Mega Events อย่างบอลโลก ถึงเทศกาลท้องถิ่น ล้วนส่งผลต่อการรับรู้ในระยะยาว
• ความสำเร็จไม่ได้วัดแค่จำนวนคนร่วมงาน แต่ต้องดูผลระยะกลาง–ยาว เช่น ภาพลักษณ์ดีขึ้นไหม คนอยากกลับมาไหม เมืองน่าอยู่และน่าลงทุนขึ้นหรือเปล่า
• Case Study ที่เยอรมนี: ใช้ฟุตบอลโลก 2006 ปรับภาพลักษณ์จาก “แข็ง ทื่อ เข้าถึงยาก” → “เป็นมิตร น่าเที่ยว น่าเชื่อถือ” ด้วยสโลแกน “A time to make friends” และดีไซน์ประสบการณ์ทั้งเมืองให้สอดคล้องกัน
• สำหรับไทย: ถ้าอยากให้กิจกรรมสร้าง Soft Power จริง ต้องคิดตั้งแต่ต้นว่างานนี้ช่วย “เล่าเรื่องอะไร” เกี่ยวกับเมือง/ประเทศ และเราจะวัดผลอย่างไรในระยะยาว
🔸 Session 3 — Learning from the Best: Wellness and Healthcare
🧑🏫 โดยแพทย์หญิงจิรา ถาวรประดิษฐ์ ผู้อำนวยการคลินิกสุขภาพเชิงป้องกัน และฟื้นฟู และทีมแพทย์ BDMS Wellness Clinic
💡 Key Takeaways:
• BDMS ขยับจาก “รักษาเมื่อป่วย” → สู่ “ดูแลเชิงป้องกันและชะลอวัย”
→ ตั้ง BDMS Wellness Clinic และ Royal Life Wellness Clinic เพื่อดูแลสุขภาพเชิงลึกและทำวิจัยสำหรับคนเอเชีย
• ไทยมีศักยภาพสูงมากใน Wellness Economy & Wellness Tourism
→ โรงพยาบาลมาตรฐานโลก, การแพทย์แผนไทย, อาหารและสมุนไพรไทย, ธรรมชาติ และ Hospitality ที่เป็นจุดแข็ง
• Soft Power ด้านสุขภาพ: นำภูมิปัญญาไทย (สมุนไพร นวด สมาธิ) มาผสมกับวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ → กลายเป็นจุดขายที่ต่างชาติ “เชื่อและอยากมา” ดูแลสุขภาพในไทย
• แนวคิด 4P Medicine + Lifestyle Medicine
→ Predictive, Preventive, Personalized, Participatory
→ ชวนคนไทยเปลี่ยนจากรอให้ป่วยแล้วรักษา → มาดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ เพื่อลด “Health Gap” 10 ปีสุดท้ายของชีวิตที่ต้องอยู่กับโรค
• ถ้าไทยขับเคลื่อน Wellness อย่างจริงจัง
→ เราจะไม่ได้เป็นแค่ “Destination รักษาโรค” แต่จะกลายเป็น “ศูนย์กลางสุขภาวะของโลก” ที่คนอยากมา ใช้ชีวิตให้ดีขึ้น ในแบบไทย ๆ
วันนี้ทั้งสาม Session ทำให้ผู้เรียนเห็นชัดว่า Film Studio, Events และ Wellness ไม่ได้เป็นแค่ “ธุรกิจ” แต่คือสามเสาหลักใหม่ของ Soft Power ไทย ที่พร้อมพาเรื่องราวของเราออกไปสู่สายตาทั้งโลก 🌏✨
02/12/2025
✨ Class ที่ 6 ของหลักสูตร CreativEX 2025 ✨
“AI x สื่อ x เศรษฐกิจสร้างสรรค์” – วันสำคัญที่พาผู้เรียนมองอนาคตของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย ผ่านมุมมองของ Data Scientist แถวหน้าของประเทศ และ Tech Giant จากจีนอย่าง Tencent ว่าพลังของ AI + แพลตฟอร์มระดับโลก จะร่วมกัน เปลี่ยนเกมคอนเทนต์และ Soft Power ไทย บนเวทีสากลได้อย่างไร 🇹🇭🤝🇨🇳
🔸 Session 1 — การใช้ AI Power ในระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์
🧑🏫 โดย ดร.วิโรจน์ จิรพัฒนกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง Skooldio และ อดีต Data Scientist ที่ Facebook
💡 Key Takeaways:
• ไทยไม่ต้องแข่งสร้างโมเดลแข่ง OpenAI แต่ต้องแข่งที่ “ความคิดสร้างสรรค์” เกม AI ระดับโมเดลเป็น Winner-takes-all แต่ไทยมีแต้มต่อด้านครีเอทีฟและ Soft Power — สิ่งสำคัญคือจะใช้ AI ขยายพลังนี้อย่างไร
• AI = เครื่องทวีคูณไอเดีย (Idea Multiplier) - ถ้าไอเดียดีแล้วใช้ AI ช่วยต่อยอด จะทำได้เร็วขึ้นหลายเท่า (ทำรูป ตัดต่อ แคปชัน วิเคราะห์อินไซต์) แต่ถ้าไม่มีไอเดียเลย ต่อให้มี AI ก็ยังเท่ากับศูนย์
• 3 โหมดการใช้ AI ในองค์กร: Do More – Do Better – Do What’s Impossible
– Do More: ใช้ AI ช่วยสรุปวิดีโอ/ไฟล์เสียง, เขียนคอนเทนต์, ทำเวอร์ชันย่อยหลายแบบ ในเวลาที่เท่าเดิม
– Do Better: ทำ Personalized Content ให้ตรงใจแต่ละกลุ่มมากขึ้น เพิ่ม Engagement ได้จริง
– Do What’s Impossible: เปิดทางสู่โมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ที่เดิมทำไม่ได้ เช่น สื่อรูปแบบใหม่, ผลิตภัณฑ์ใหม่, ราคายืดหยุ่นตามกลุ่มลูกค้า
• จากแค่ “User” สู่ “Builder” และ AI Agent ในองค์กร - อนาคตไม่ใช่แค่ใช้ ChatGPT เป็นรายคน แต่คือการสร้าง “เครื่องมือ AI เฉพาะงาน” เช่น Agent สำหรับ Sales, Admin, Call Center ที่ฝัง Knowledge ของคนเก่งที่สุดในทีม แล้วให้ทุกคนเรียกใช้ได้มาตรฐานเดียวกัน
• AI ทำให้ ‘คนตัวเล็ก’ มีพลังระดับองค์กรใหญ่ - เครื่องมือ AI ทำให้ทีมเล็ก ๆ ทำงานในสเกลระดับสื่อใหญ่/เอเจนซี่ได้ ถ้าเข้าใจวิธีใช้ให้สอดคล้องกับ Business Model ของตัวเอง
🔸 Session 2 — Creative Industries and Cultural Power:
Insights from Tencent and Sanook
🧑🏫 ดย Mr. Xiaokun Gao, Country Manager - Sanook, Image Future (Thailand) Limited / Tencent
💡 Key Takeaways:
• จาก Tencent Video → WeTV: เมื่อแพลตฟอร์มจีนมองไทยเป็น “ประตูสู่โลก” - WeTV เลือกเริ่มที่ประเทศไทยเพราะคนไทยเสพคอนเทนต์จีนเก่ง เปิดรับวัฒนธรรม และมี Ecosystem พันธมิตรแข็งแรง ทำให้ไทยกลายเป็นฐานสำคัญของการขยายคอนเทนต์จีนสู่ตลาดโลก
• สูตรโตของแพลตฟอร์ม: Local Insight + Global Platform
– ไทย: Boys Love, โรแมนซ์, ซีรีส์พากย์ไทยคือหมวดที่คนดูและยอมจ่าย
– อินโดนีเซีย: ดราม่าครอบครัวที่ทีวีฟรีทำไม่ได้
Tencent ใช้ข้อมูล Insight เหล่านี้ออกแบบคอนเทนต์และการตลาดให้ “ตรงใจแต่ละประเทศ” แทนการยิงแบบเดียวทั่วโลก
• จากการซื้อลิขสิทธิ์ → สร้าง IP และ Value Chain ทั้งระบบ Tencent ไม่ได้เป็นแค่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง แต่ค่อย ๆ ขยับไปถือ IP ตั้งแต่ต้นน้ำ (นิยาย/เว็บตูน) → ซีรีส์ → เกม → สินค้า → อีเวนต์ ทำให้สร้างรายได้และอิทธิพลได้ยั่งยืนกว่าแค่ค่าโฆษณา
• Sanook.com = สะพานเชื่อมไทย–จีน ทั้งด้านสื่อ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม - Sanook ปรับบทบาทใหม่เป็น “Rooted in Thailand, Coming to China” ผ่านข่าว สารคดี และกิจกรรม เพื่อช่วยให้
– คนจีน เข้าใจประเทศไทยแบบลึกและถูกต้อง
– นักธุรกิจไทย มองเห็นโอกาสในจีนผ่านเครือข่ายและข้อมูลของ Tencent
• บทเรียนสำหรับไทย: ถ้าอยากให้คอนเทนต์ไทยไปไกล ต้องคิดตั้งแต่วันแรกว่า ‘เดินทางได้ข้ามประเทศไหม’ ทั้งการเล่าเรื่อง, การทำ Subtitle/พากย์, การดีไซน์โปสเตอร์, และการใช้แพลตฟอร์ม — ทุกอย่างต้องคิดเผื่อ Global Audience ไม่ใช่แค่ตลาดในประเทศ
วันนี้ผู้เรียนได้เห็นภาพชัดขึ้นว่า AI + แพลตฟอร์มระดับโลก + คอนเทนต์สร้างสรรค์ของไทย ถ้าออกแบบดี ๆ สามารถเปลี่ยนจากแค่ “กระแสชั่วคราว” ให้กลายเป็น “อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่เติบโตได้จริง” บนเวทีโลก 🌏✨
🎁 ปิดท้ายวันด้วยกิจกรรม “เฉลยบัดดี้” สุดอบอุ่น ช่วงท้ายของคลาสเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ เมื่อผู้เรียนได้เฉลยบัดดี้ที่แอบดูแลกันมาตลอดหลายสัปดาห์ ทั้งของขวัญน่ารัก คำอวยพรจริงใจ และโมเมนต์เล็ก ๆ ที่ทำให้ทุกคนได้รู้จักกันมากขึ้น กิจกรรมนี้ไม่ใช่แค่สนุก—แต่ช่วยให้บรรยากาศของ CreativEX อบอุ่นขึ้นทันที เห็นเลยว่าพลังของ “Community” ก็เป็น Soft Power สำคัญไม่แพ้ความรู้ในห้องเรียน ❤️✨
26/11/2025
✨ Class ที่ 5 ของหลักสูตร CreativEX 2025 ✨
วันนี้คือ Mastery Day วันที่ผู้เรียนได้เรียนรู้จาก “ปรมาจารย์ของตัวจริง” ทั้งด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ นวัตกรรม และการสร้างแบรนด์ระดับประเทศ เต็มไปด้วย Insight ที่ทำให้เข้าใจว่า Creativity + Innovation + Soft Power คือหัวใจของความสามารถในการแข่งขันของไทยในโลกยุคใหม่ 🇹🇭✨
🔸 Session 1 — สินทรัพย์ทางวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
🧑🏫 โดย รศ. ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง
💡 Key Takeaways:
1) วัฒนธรรมไทยคือ “วัตถุดิบเศรษฐกิจ” ที่ทรงพลังที่สุด ไทยมี Culture Asset มหาศาล—อาหาร มวยไทย ศิลปะ ความเชื่อ ภาษา ภูมิปัญญา แต่ยังใช้ไม่เต็มศักยภาพเพราะยังไม่ได้พัฒนาให้เป็น IP และผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้อย่างเป็นระบบ
2) Creative Economy = เครื่องยนต์ใหม่ของประเทศไทย เมื่อเศรษฐกิจแบบเดิมโตช้า Creative Economy จะเป็น growth engine ใหม่ที่สร้างงาน คุณค่า และโอกาสทางธุรกิจ โดยใช้ “ทุนที่มีอยู่แล้ว” ของประเทศ
3) จุดอ่อนใหญ่ของไทย: ขาด Ecosystem ที่เปลี่ยนคุณค่า → มูลค่า ทั้งระบบ IP, โครงสร้างสนับสนุนการผลิต (สตูดิโอ/R&D/ดีไซน์) และการศึกษาที่ไม่ส่งเสริม Creativity ทำให้ของดีไม่ถูกต่อยอดเป็นอุตสาหกรรมใหญ่
4) ต้องเปลี่ยนจากการขายสินค้า → ขายความหมาย (Meaning Economy) ประเทศที่ชนะในเวทีโลกไม่ใช่ประเทศที่มีของดีที่สุด แต่คือประเทศที่สร้าง “ความหมายและเรื่องราว” ให้ผู้คนอิน เช่น ญี่ปุ่นกับซูชิ / เกาหลีใต้กับ K-pop
5) Soft Power ต้องสร้างแบบ “ระบบ” ไม่ใช่แค่ความสำเร็จเฉพาะตัวบุคคล ไทยมี Talent และวัฒนธรรมที่แข็งแรง แต่ต้องมี Platform และกระบวนการพาไปสู่เวทีโลกแบบเกาหลีใต้—ที่ไม่ได้ปั้นคนเก่งคนเดียว แต่ปั้น “อุตสาหกรรมสร้างสรรค์” ทั้งระบบให้เติบโต
🔸 Session 2 — การสื่อสารและภาพลักษณ์แบรนด์อย่างยั่งยืน (Sustainable by Design: Communicating with Purpose in a Changing World)
🧑🏫 โดย คุณดลชัย บุณยะรัตเวช ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์และการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ระดับประเทศ
ปรมาจารย์ด้านแบรนด์ของไทย นำเสนอโมเดล H.E.A.R.T. ที่ทำให้แบรนด์แข็งแรงด้วยพลังอารมณ์
💡 Key Takeaways:
1) แบรนด์ไม่ใช่โลโก้ — แบรนด์คือ “ความรู้สึกของคนต่อคุณ” ต่อให้โลโก้สวย แต่ถ้าคนไม่รู้สึกดีต่อธุรกิจ ก็ไม่เรียกว่าแบรนด์ → แบรนด์คือสิ่งที่อยู่ในใจ ไม่ใช่สิ่งที่ติดอยู่บนป้าย
2) Branding ต่างจาก Marketing
- Marketing = สิ่งที่คุณ “ทำ”
- Branding = สิ่งที่คุณ “เป็น”
→ ต้องรู้จักตัวเองก่อน ว่าต้องการให้คนรู้สึกอะไรกับเรา
3) Emotional Brand คือ Soft Power ที่แท้จริง
- ผลิตภัณฑ์แข่งกันที่ "ราคา"
- แบรนด์แข่งกันที่ “ใจ”
→ คนเลือก Starbucks ไม่ใช่เพราะกาแฟแรง แต่เพราะความรู้สึกที่ได้
4) โมเดล H.E.A.R.T. ทำให้แบรนด์ยั่งยืน
H – Humanize: แบรนด์ต้องเหมือน “คนหนึ่งคน” ที่มีบุคลิกชัด
E – Elevate: อย่าขายแค่ฟังก์ชัน ต้องดึงคุณค่าที่สูงกว่าออกมา
A – Align: สิ่งที่เป็น–คิด–ทำ–พูด ต้องไปทิศเดียวกัน
R – Resonate: ต้องเข้าถึงใจกลุ่มเป้าหมาย ไม่ใช่พูดถึงตัวเอง
T – Touch the Heart: ทำให้คน “รู้สึก” มากกว่าการจดจำโลโก้
5) ประเทศไทยก็ต้องสร้างแบรนด์แบบนี้เช่นกัน เราไม่ควรขาย “ของ” แต่ต้องขาย “อารมณ์และประสบการณ์” เช่น ความเป็นมิตร ความอบอุ่น ความสบายใจ → สิ่งที่ประเทศอื่นลอกไม่ได้
✨ วันแห่ง Mastery ที่เข้มข้นที่สุดวันหนึ่ง ผู้เรียนกลับบ้านพร้อมกรอบความคิดระดับปรมาจารย์ และเข้าใจลึกขึ้นว่า “Creative + Innovation + Soft Power = พลังขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทย” 🇹🇭💡✨
24/11/2025
✨ Class ที่ 4 ของหลักสูตร CreativEX 2025 ✨
ต่อยอดมุมมอง “เศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ผ่านองค์ความรู้จากผู้นำในภาครัฐและภาคธุรกิจ เต็มไปด้วย Insight สำคัญที่ทำให้เห็นภาพ “พลังสร้างสรรค์ของไทยและอนาคตประเทศไทย” ชัดเจนยิ่งขึ้น 🇹🇭✨
🔸 Session 1 — เศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
🧑🏫 โดย ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย
💡 Key Takeaways:
• เศรษฐกิจสร้างสรรค์คือ New Engine ของประเทศ
ในวันที่เศรษฐกิจหลักโตช้า Creative Economy ช่วยสร้างโอกาสใหม่จาก “ความรู้–วัฒนธรรม–ความคิดสร้างสรรค์”
• IP + Creativity = วัตถุดิบสำคัญที่สุด
ประเทศที่แข็งแรงทางเศรษฐกิจล้วนสร้างมูลค่าจากทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ใช่แค่การผลิต
• Sustainability คือเงื่อนไขใหม่ของธุรกิจ
ธุรกิจต้องเติบโตพร้อมสังคม–สิ่งแวดล้อม เช่น การจ้างงานผู้สูงอายุ หรือการรีไซเคิลในอุตสาหกรรมจริง ไม่ใช่ CSR แบบฉาบฉวย
• ท่องเที่ยวไทยต้อง “เน้นคุณภาพ” ไม่ใช่ตัวเลข
ใช้ความสุข–วัฒนธรรม–อัตลักษณ์ท้องถิ่นสร้างมูลค่า และกระจายรายได้สู่เมืองรอง
🔸 Session 2 — Panel: เศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
🧑🏫 โดย คุณนิธิ สืบพงษ์สังข์ อุปนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือ ATTA, Managing Director บริษัท Nutty's Adventures และคุณจักรพงษ์ ชินกระโทก CEO บริษัท ฟายด์ โฟล์ค จำกัด
💡 Key Takeaways:
• ท่องเที่ยว = ลมหายใจของไทย แต่เปราะบางมาก
ต้องเพิ่ม “ความสร้างสรรค์” เพื่อสร้างตลาดใหม่จากทุนวัฒนธรรมที่เรามีอยู่แล้ว
• วัฒนธรรมต้องสร้างมูลค่าได้ ไม่เช่นนั้นจะหายไป
สิ่งดั้งเดิมต้องเล่าใหม่ให้ขายได้ โดยไม่เสียความจริงแท้ของท้องถิ่น
• Tourism for All คืออนาคต
การออกแบบให้เข้าถึงได้คือ Human Right และเป็นตลาดใหญ่ เช่น ผู้สูงวัย/ผู้พิการ ซึ่งเป็น Big Spender ของโลก
• ต้องรีแบรนด์ประเทศไทยไปสู่ Premium Experience
ไม่ใช่ประเทศ “ถูกและคุ้ม” อีกต่อไป แต่คือประเทศที่ขายประสบการณ์เฉพาะตัวที่ลอกไม่ได้
🔸 Session 3 — Design Your ‘Thai Power Move’: Transform Creative Value to Business Advantages
🧑🏫 โดย ผศ. ดร.เอกก์ ภทรธนกุล หัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
💡 Key Takeaways:
• ประเทศไทยในอนาคตต้องมี “ตัวตนใหม่ที่ชัดเจนกว่าเดิม”
จากยุค 5.0 ที่เน้น 5F → ไปสู่ Thailand 6.0 ที่ให้ความสำคัญกับ ความยั่งยืน และ ภาพลักษณ์ประเทศแบบใหม่ ที่ตอบโจทย์คนรุ่นปัจจุบันและอนาคตมากขึ้น
โดยใน Session นี้มีกิจกรรมออกแบบให้ทุกคนระดมสมองอย่างอิสระ ภายใต้โจทย์ “อีก 3 ปีข้างหน้า อยากให้คนทั่วโลกคิดถึงไทยว่าอะไร?”
• คำที่ถูกพูดถึงมากที่สุดสะท้อนทิศทางประเทศไทยที่อยากเห็น
👉 Freedom — ประเทศที่รู้สึกอิสระ เปิดกว้าง และเป็นมิตร
👉 Land of Opportunity — พื้นที่ของโอกาสและการเติบโต
👉 Creativity — จุดแข็งด้านความคิดสร้างสรรค์
👉 Gender Friendly — เคารพความหลากหลาย
👉 Welcome / Healthy — ประเทศที่น่าอยู่และห่วงใยกัน
ซึ่ง Insight เหล่านี้คือฐานข้อมูลสำคัญในการออกแบบ Thailand Brand ยุคใหม่ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ “อยากมา อยากอยู่ และอยากร่วมสร้างอนาคตไปด้วยกัน”
✨ ปิดท้ายวันด้วยกิจกรรมศึกษาดูงานสุดเข้มข้น ผู้เรียนได้สัมผัสบรรยากาศมวยไทยแบบต้นตำรับ ณ สนามมวยราชดำเนินหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของ Soft Power หมวด Fight ที่กำลังถูกผลักดันสู่เวทีโลกอย่างจริงจัง 🇹🇭🥊
ในวันนี้ตรงกับพิธีแถลงข่าวในงาน “สวัสดีซีเกมส์ เชียร์มวยไทยในบ้านเรา” จัดโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กกท.) เพื่อสร้างกระแสก่อนศึกซีเกมส์ครั้งที่ 33 และตอกย้ำบทบาทประเทศไทยในฐานะ Home of Muaythai ทั้งด้านวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว
ผู้เรียนได้มีโอกาสเข้าร่วมบรรยากาศจริงตั้งแต่
• การรำไหว้ครูสุดงดงามโดย บัวขาว บัญชาเมฆ
• การประกาศความพร้อมของไทยในฐานะเจ้าภาพซีเกมส์
• ไปจนถึงการเชียร์คู่ชกจริงแบบใกล้ชิดในเวทีระดับตำนาน
เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เห็นชัดว่า “Fight” ไม่ใช่แค่กีฬา แต่คือ ทุนวัฒนธรรมไทย ที่กำลังถูกขับเคลื่อนเป็น Soft Power บนเวทีโลกอย่างเต็มรูปแบบ
18/11/2025
✨ Classที่ 3 ของหลักสูตร CreativEX 2025 ✨
ทำความเข้าใจ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ตั้งแต่เรื่องการศึกษา ห้องวิจัย ธุรกิจ การท่องเที่ยว ไปจนถึงศูนย์การค้าในฐานะ Experience Destination
วันนี้ทั้งวันคือการต่อจิ๊กซอว์ว่า การศึกษา ภาคธุรกิจ เมือง และแบรนด์ จะจับมือกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้อย่างไร 🇹🇭
🔸 1) เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในการศึกษา งานวิจัย และนวัตกรรม
🧑🏫 โดย ผศ. ดร.สุรพงษ์ เลิศสิทธิชัย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์
💡 Key Takeaways:
• 3 แกนระบบนิเวศนวัตกรรม = คน/การศึกษา – งานวิจัย – นวัตกรรม
ไทยยังเน้น STEM แต่ขาดตัว A (Art/Creative) และยังแปลงงานวิจัยเป็น Innovation และ IP ได้ไม่มากเมื่อเทียบกับอังกฤษ/เกาหลีใต้
• ไทยช้ากว่าประเทศนำหน้า 10–15 ปีใน Creative Economy
ประเทศเหล่านั้นลงทุนด้านนโยบายและ R&D มาเกิน 20 ปี ขณะที่ CEA ของไทยเพิ่งตั้งไม่นาน
• การศึกษาต้องขยับจากวิชา → สู่โปรเจกต์จริง
หลักสูตรใหม่ต้องสอน Creativity, Design, Storytelling, Tech (AR/VR/AI) และ Business (Monetization/Startup) ผ่านโปรเจกต์แบบ Capstone ที่ทำตั้งแต่ต้นจนจบ
• วัฒนธรรม “กล้าล้มเหลว” สำคัญกับนวัตกรรม
สถาบันการศึกษาควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ลองผิดลองถูกแบบ Startup – “fail fast, learn fast”
• AI เป็นผู้ช่วยคนทำงานสร้างสรรค์ ไม่ใช่คู่แข่ง
กว่า 80% ของคนทำงานครีเอทีฟใช้ AI เพื่อปลดล็อกเวลาและแรง ไปโฟกัสกับงานที่สร้างคุณค่าจริง ๆ
🔸 2) บทบาทภาคเอกชนในการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์
🧑🏫 โดย คุณกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
และ คุณจีระยุ จารุกิตติวรกานต์ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย / คณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
💡 Key Takeaways (คุณกอบกาญจน์):
• ไทยสู้จีน/ญี่ปุ่นด้าน “ต้นทุน” ไม่ได้ ต้องชนะด้วย “คุณค่าและตัวตน”
ประเทศเล็กอย่างไทยจำเป็นต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และอัตลักษณ์ท้องถิ่นเป็นอาวุธหลัก
• Local Brand = Local Ambassador
ตัวอย่างกระเป๋า BWILD Isan จากขอนแก่น ที่กลายเป็น “ทูตอีสาน” พาเรื่องราวท้องถิ่นไปต่างประเทศ
• อย่าทำทุกจังหวัดพร้อมกัน ต้องโฟกัสให้ชัด
เลือก “ของดีที่เป็นตัวตนจริง ๆ” แล้วดันให้สุด มากกว่าทำพร้อมกันทั้ง 77 จังหวัด แต่โฟกัสไม่ชัด
• ความสำเร็จระยะยาวต้องมาจากเอกชน–ชุมชนที่ยืนระยะ
แม้นโยบายรัฐเปลี่ยนบ่อย แต่ถ้าเอกชนและคนในพื้นที่ “ใจแข็งและทำต่อเนื่อง” 3–5 ปี เมืองจะเปลี่ยนจริง
💡 Key Takeaways (คุณจีระยุ):
• วิกฤตความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีนไม่ใช่เรื่องเล็ก
ทั้งเหตุการณ์ความปลอดภัย และคำพูด/คอมเมนต์เชิงลบ ทำให้จีนรู้สึกว่าไทยไม่เป็นมิตรเหมือนเดิม
• Creative Tourism ต้องสร้าง “แม่เหล็กเฉพาะกลุ่ม”
เช่น คอนเสิร์ตศิลปินที่โดนแบนในจีน, Event สาย Y, งาน MICE, LGBTQ+ tourism, และ Hidden Gems อย่างเกาะกระดาน
• โครงสร้างรัฐซับซ้อน แต่ห้ามยอมแพ้
การท่องเที่ยวเกี่ยวข้องหลายกระทรวง การทำงานยาก แต่ยิ่งต้องร่วมมือกันมากขึ้น ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ
• ไทยไม่แพ้ใครเรื่องความคิดสร้างสรรค์ แต่ต้องรีเซ็ตทัศนคติ
“ยิ้มสยาม” และการเป็นเจ้าบ้านที่ดี คือ Soft Power ขั้นพื้นฐานที่ต้องเอากลับมาให้ได้
🔸 3) สร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ ด้วยพลังจากทุนวัฒนธรรม
🧑🏫 โดย ผศ. ดร.เอกก์ ภทรธนกุล หัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และ Mr. Nadim Xavier Salhani Co-Founder & Managing Director, INgenic Solution Co., Ltd.
💡 Key Takeaways (ผศ. ดร.เอกก์):
• India is NOW ไม่ใช่อนาคตอีกต่อไป
อินเดียคือหนึ่งในตลาดท่องเที่ยวที่ใหญ่และโตเร็วที่สุดในโลก ธุรกิจไทยต้องปรับตัว ไม่ใช่รอ “อินเดียจะมา” เพราะเขามาแล้ว
• AI จะกดรายได้ท่องเที่ยวแบบเดิมลง
เพราะคนสามารถให้ AI วางแผนทริปครบเองได้ ทั้งเส้นทาง–ร้านอาหาร–ที่พัก ทำให้ไม่ต้องพึ่งแพ็กเกจทัวร์เหมือนก่อน บริษัททัวร์จึงต้องปรับบทบาทไปสู่การขาย “ประสบการณ์พิเศษ” ที่ AI ทำแทนไม่ได้.
• เด็กยุคใหม่มีเลนส์คนละแบบ
สิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่รู้จัก เช่น Skibidi Toilet / Roblox / Italian Nerds แต่คือจักรวาลสื่อที่เด็กอินที่สุดในโลกตอนนี้
• กลยุทธ์ 4 จ. การตลาดดิจิทัลยุคใหม่
จิกเป้าหมาย – เจาะกลุ่ม – ใช้ Gen AI – จุนเจือสังคม คือคิดการตลาดแบบแม่นยำ สนุก และมีความหมายต่อโลกไปพร้อมกัน
• ข้อได้เปรียบใหม่ไม่ใช่ของ–ราคา แต่คือ Insight + Creativity
แบรนด์ที่เข้าใจคนและเล่าเรื่องได้ จะชนะทุกสนาม
💡 Key Takeaways (Mr. Nadim):
• จาก Service Economy → สู่ Experience Economy
ลูกค้าไม่ได้ซื้อกาแฟ 200 บาทเพราะกาแฟราคา 200 บาท แต่เพราะ “ประสบการณ์ + วัฒนธรรม” ที่อยู่รอบแก้วนั้น
• Starbucks = The Third Place
เขาไม่ได้ขายกาแฟ แต่ขาย “สถานที่ที่ลูกค้าอยากอยู่” กลิ่น บรรยากาศ ดนตรี Ritual ทุกอย่างคือ Cultural Capital
• ประสบการณ์แพงกว่าอาหารหลายเท่า
ไวน์ที่ไร่องุ่น “อร่อยกว่า” เพราะประสบการณ์ แต่รสชาติเดิมเมื่อกลับบ้านไม่อร่อยเท่าเดิม — เพราะบรรยากาศคือตัวคูณราคา
• สิ่งที่เลียนแบบไม่ได้คือ Story
ใครก็ทำเมนูได้ แต่เล่าเรื่องแบบคุณไม่ได้ นั่นคือจุดแข็งของแบรนด์ในยุคที่แข่งขันด้านรสชาติไม่ได้แล้ว
• Good food = baseline
Experience = advantage
🔸 4) The Art of Cultural Curation: The Art of EM DISTRICT พร้อมศึกษาดูงาน ณ EMSPHERE
🧑🏫 โดย คุณอรธิรา ภาคสุวรรณ์ กรรมการผู้จัดการอาวุโส เอ็ม ดิสทริค
💡 Key Takeaways:
• ศูนย์การค้า = Experience Destination ไม่ใช่แค่ที่ช้อปปิ้ง
The Mall Group ตั้งใจไม่ทำห้างแบบ Cookie-Cutter แต่สร้างแต่ละที่ให้มีจิตวิญญาณและประสบการณ์ต่างกัน
• EmSphere = Playground ของคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยว
ผสมผสาน Art, Entertainment, Nightlife, Music, Infinity Pool, EM Wonder ฯลฯ ให้กลายเป็น “จุดเช็คอินระดับโลก”
• 365 วัน = 365 ไอเดียสร้างสรรค์
ตั้งแต่คริสต์มาส, ตรุษจีน, LGBTQ+ Campaign ไปจนถึงแคมเปญ “Only in Thailand” ที่ดึงหัตถกรรมไทยมาทำให้เท่และร่วมสมัย
• สนับสนุนศิลปิน–ดีไซเนอร์–ผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นรูปธรรม
ผ่านพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ, Kud Thai, Thai Thai Market และโปรเจกต์ร่วมกับมหาวิทยาลัย/ชุมชน
ทั้งวันของ Classที่ 3 คือการต่อภาพให้ชัดขึ้นว่า ถ้าเรานำ การศึกษา งานวิจัย ธุรกิจ การท่องเที่ยว และพื้นที่เมือง มาคิดร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยจะไม่ใช่แค่แนวคิดสวย ๆ แต่เป็นของจริงที่สร้างรายได้ สร้างงาน และสร้างความภูมิใจได้พร้อมกัน 🎓🚀
17/11/2025
✨ Class ที่ 2 ของหลักสูตร CreativEX 2025 ✨
เปิดโลกเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผ่านมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศและภาคธุรกิจตัวจริงในสนาม อัดแน่นด้วยองค์ความรู้ตั้งแต่ Creator Economy, Cultural Capital ไปจนถึง Place Branding และยุทธศาสตร์ Soft Power ระยะยาว 🇹🇭✨
🔸 1) หัวข้อ: Creator is the Brand - กลยุทธ์การสร้างอิทธิพลและรายได้ในยุคของครีเอเตอร์
🧑🏫 โดย คุณพอล สิริสันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โครงการ Cloud 11
💡 Key Takeaways:
• จาก Attention Economy → สู่ Interest Economy
ผู้ชมไม่ได้สนใจทุกอย่างเหมือนเดิม แต่เลือกเสพสิ่งที่ “ตรงใจสุด” และตัวตนจริงของครีเอเตอร์คือสิ่งที่ดึงดูดมากกว่าเทคนิค
• ครีเอเตอร์ต้องเข้าใจทั้งการตลาดและข้อมูล
ไม่ใช่แค่ถ่ายคลิป แต่ต้องอ่าน Data, ปรับตาม Algorithm, วางแผนคอนเทนต์ให้ตอบโจทย์ผู้ชม
• Borderless Brand คืออนาคต
คลิปเดียวทำได้หลายภาษา ผ่าน AI dubbing → ครีเอเตอร์ไทยมีโอกาสโกอินเตอร์ง่ายขึ้น
• สร้างรายได้แบบยั่งยืน ไม่พึ่งแค่โฆษณา
Merchandise, Event และ Subscription ช่วยให้รายได้มั่นคงกว่าแค่อัลกอริทึมแพลตฟอร์ม
• ไทยต้องเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านโปรดักชัน
สตูดิโอ อุปกรณ์ และ Academy จะเป็นตัวต่อยอดอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยให้แข่งขันระดับโลกได้
🔸 2) หัวข้อ: Creative Economy & Place Branding
🧑🏫 โดย รศ. ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ Senior Fellow, Institute of Place Management, Manchester Metropolitan University
💡 Key Takeaways:
• เมือง/ประเทศคือ “แบรนด์” ที่กำหนดความรู้สึกของผู้คน
ไม่ใช่ขายแค่สถานที่ แต่ขายอารมณ์ ประสบการณ์ และความหมายที่ผู้คนมีต่อพื้นที่นั้น
• Place Branding ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยว–นักลงทุน–คนเก่ง
เพราะภาพลักษณ์ที่ดีทำให้คน “อยากมา อยากอยู่ อยากลงทุน”
• Nation Branding ≠ Soft Power แต่เกื้อหนุนกัน
แบรนด์สร้างภาพลักษณ์ ส่วน Soft Power ทำให้เกิดอิทธิพลและแรงดึงดูดที่ลึกกว่า
• ประเทศที่รวยที่สุด ไม่ใช่ประเทศที่มีวัฒนธรรมมากที่สุด
แต่คือประเทศที่ดึงคนเก่งและการลงทุนให้เข้ามาได้ต่อเนื่อง เช่น สิงคโปร์
• ไทยต้องพัฒนาควบคู่กันหลายด้าน
วัฒนธรรมดีอยู่แล้ว แต่ต้องเสริมเรื่องนวัตกรรม ระบบเมือง และธรรมาภิบาล เพื่อให้ภาพลักษณ์แข็งแรงจริง
🔸 3) หัวข้อ: ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อความยั่งยืน
🧑🏫 โดย ศ. ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย
💡 Key Takeaways:
• Soft Power = ทำให้คน “อยากเข้าหาเราเอง”
ไม่ใช่แค่โปรโมตสินค้า 5F แต่ต้องสร้างความรู้สึกขยับสู่ 3F: Fun – Fame – Fan ให้คนอยากติดตาม
• Emotional Value สำคัญกว่า Product Value คนตัดสินใจด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล
แบรนด์หรือประเทศที่ทำให้คน “อิน” จะชนะเสมอ แม้จะมีตัวเลือกมากกว่า
• ความยั่งยืนของ Soft Power มาจากระบบ ไม่ใช่ตัวบุคคล
ไม่ใช่ปั้นดาราคนเดียว แต่สร้างกระบวนการให้คนใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้เรื่อย ๆ แบบญี่ปุ่น/เกาหลี
• ประเทศไทยมี Talent เยอะ แต่ขาดระบบพาไปสู่เวทีโลก
ยุทธศาสตร์ที่ดีต้องสร้าง Platform ที่ต่อยอดคนเก่งอย่างต่อเนื่อง
• ประเทศไทยต้องเสริม Soft Skill, Empathy, และวาง Vision ระดับโลกเพื่อเกิด Global Phenomenon เพราะ Soft Power คือการสื่อสารอารมณ์และเข้าใจผู้คน ผู้ที่ทำงานด้านนี้ต้องมีทักษะตีความความรู้สึก สร้าง connection และเล่าเรื่องให้คนรู้สึก “อินจริง” ไม่ใช่แค่ทำแคมเปญสวย ๆ ตาม KPI
• ตัวอย่าง Fun-driven: ทำไมเกาะพะงันดังระดับโลก?
ไม่ใช่วิวสวยที่สุด แต่เป็นที่ที่ผู้คน “หนีจากความจริง” ได้ บรรยากาศ สนุก อิสระ และประสบการณ์ร่วม คือสิ่งที่โลกจำ นี่คือพลังของ Fun ซึ่งเป็นหนึ่งใน 3F ที่สร้าง Soft Power ได้ดีกว่าสิ่งปลูกสร้าง
เป็น Class ที่ 2 ที่ทั้งเข้มข้นและสนุก ผู้เรียนได้ทั้ง มุมมองใหม่ เครื่องมือคิดเชิงกลยุทธ์ และตัวอย่างจริงจากภาคธุรกิจ–ภาควิจัย–ระดับนโยบาย ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ใช่แค่ไอเดียสวย ๆ แต่คือพลังเศรษฐกิจที่จับต้องได้ และขับเคลื่อนประเทศได้จริง 🌟🇹🇭