ห้องไฟฟ้า (Electrical Room)

ห้องไฟฟ้า (Electrical Room)

แชร์

ความรู้ ข่าวสาร เกี่ยวกับไฟฟ้า
(รับงาน ออกแบบ ประเมินราคา ตรวจสอบ ติดตั้ง อบรม งานระบบไฟฟ้า)

วัตถุประสงค์ การก่อตั้งขึ้นเพื่อให้ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับไฟฟ้าได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ ข่าวสาร และปัญหาต่างๆ เพื่อให้สังคมของไฟฟ้าแคบลง

ข้อบังคับในการใช้งานเพจ ห้องไฟฟ้า (Electrical room)
1. ห้ามโฟสข้อความ ภาพ และสื่อทุกชนิด ที่มีเนื้อหาละเมิดต่อ สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์
2. ห้ามโฟสข้อความ ภาพ และสื่อทุกชนิด ที่ส่อไปทางการพนันต่างๆ สิ่งผิดกฎหมายบ้านเมือง ไม่ว่า

Photos from ห้องไฟฟ้า (Electrical Room)'s post 24/08/2026

💡 #การออกแบบแสงสว่าง ไม่ได้เทียบมาตรฐานแค่ค่า

ตัวอย่าง ห้องเครื่อง / Plant, Switchgear Room จากเกณฑ์มาตรฐาน EN 12464-1: Light and lighting — Lighting of work places — Part 1 : Indoor work places สำหรับพื้นที่ประเภทนี้

= 200 Lux | = 25 | = 0.40 | = 60

ดังนั้นเวลาออกแบบและตรวจผลจาก DIALux ต้องดูว่า

● Ēm ≥ 200 Lux → ความสว่างเฉลี่ยที่รักษาไว้ต้องไม่น้อยกว่าเกณฑ์

● UGR ≤ 25 → แสงแยงตาต้องไม่เกินค่าที่กำหนด

● U0 ≥ 0.40 → ความสม่ำเสมอของแสงต้องไม่น้อยกว่าเกณฑ์ โดย U0 = Emin/Eavg

● Ra ≥ 60 → คุณภาพการแสดงสีของหลอดต้องไม่น้อยกว่าเกณฑ์

ที่คู่มือ ... แนวทางการออกแบบ การส่องสว่างภายในอาคาร (Guidelines for Indoor Lighting Design) ของสมาคมไฟฟ้าแสงสว่างแห่งประเทศไทย อ้างอิงมา

https://electricalroomthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3-TIEA-2018.pdf

...................................................

จากตัวอย่างการคำนวณห้อง MDB Room ในโปรแกรม DIALux

Eavg = 213 Lux
Emin = 122 Lux
U0 = 0.573

จึงถือว่าในส่วนของ Illuminance และ Uniformity ผ่านเกณฑ์ เพราะ

Eavg : 213 ≥ 200 Lux ✅
U0 : 0.573 ≥ 0.40 ✅

Photos from ห้องไฟฟ้า (Electrical Room)'s post 24/08/2026

เอกสารสำหรับหลักสูตรประมาณราคารุ่นที่ 23 เหลือ 8 เล่มนะครับ

หากเล่มเอกสารหมด

สำหรับท่านที่สมัครเข้ามาจะมีแต่ไฟล์เอกสารให้เท่านั้นนะครับ

เล่มเอกสาร+พร้อมไฟล์เอกสารจะจัดส่งให้ก่อนวันเข้าเรียน 1 อาทิตย์นะครับ

--------------------------------------------

⚡ #หลักสูตรการประมาณราคางานระบบไฟฟ้าอย่างมืออาชีพ รุ่นที่ 23

📖 #เราจะเรียนอะไรกันบ้าง..?

- หลักสูตรนี้เป็นการประมาณราคางาน #ระบบไฟฟ้าและระบบสื่อสาร ที่ผมเขียนขึ้นก่อนหลักสูตรออกแบบงานระบบไฟฟ้า โดยตั้งใจให้ผู้เรียนสามารถเริ่มต้นทำราคาได้อย่างเป็นระบบ แม้ไม่ได้มีพื้นฐานด้านการคำนวณเชิงวิศวกรรมไฟฟ้ามาก่อน

- หลักสูตรไม่ได้สอนให้ผู้เรียนออกแบบระบบใหม่หรือคำนวณหาขนาดอุปกรณ์แทนผู้ออกแบบ แต่จะเน้นการอ่านแบบ อ่านสเปก และทำความเข้าใจสิ่งที่ผู้ออกแบบกำหนด เพื่อให้สามารถถอดปริมาณ คิดต้นทุน และจัดทำใบเสนอราคาได้อย่างครบถ้วน

---------------------------------------------------

🎯 #อ่านแบบและอ่านสเปกให้เข้าใจ_ก่อนเริ่มทำราคา

- การทำราคาไม่ใช่เพียงดูจำนวนอุปกรณ์แล้วนำมาคูณราคา แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าแบบและสเปกกำหนดให้ใช้อุปกรณ์ประเภทใด มีคุณสมบัติอย่างไร และมีข้อกำหนดใดที่ส่งผลต่อต้นทุน

- ในหลักสูตรจะอธิบายมาตรฐาน ข้อกำหนด และคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับราคา เพื่อให้ผู้เรียนมองเห็นความแตกต่างของอุปกรณ์แต่ละประเภท และรู้ว่ารายละเอียดใดในสเปกที่อาจทำให้ราคาสูงขึ้น

- เมื่อพบว่าแบบไม่ชัดเจน ข้อมูลไม่ครบ หรือแบบกับสเปกขัดแย้งกัน ผู้เรียนจะสามารถตั้งคำถามกลับไปยังผู้ออกแบบได้อย่างถูกประเด็น ก่อนที่จะสรุปราคาและรับความเสี่ยงมาไว้กับตัวเอง

🎯 #รู้ว่าแต่ละระบบมีอุปกรณ์และรายการอะไรบ้าง

- ในแต่ละบทจะอธิบายให้เห็นว่า งานระบบไฟฟ้าและระบบสื่อสาร ที่ประกอบอาคาร แต่ละระบบประกอบด้วยอุปกรณ์อะไรบ้าง และมีรายการใดที่ควรปรากฏอยู่ในใบเสนอราคา

- ผู้เรียนจะได้รับแนวทางตรวจสอบในลักษณะ Checklist ของแต่ละระบบ เพื่อช่วยลดปัญหาการถอดรายการไม่ครบ พร้อมชี้ให้เห็นจุดสำคัญที่ต้องมองหาในแบบและสเปก เช่น

• อุปกรณ์หลัก
• อุปกรณ์ประกอบการติดตั้ง
• สายไฟและสายสัญญาณ
• ช่องเดินสายและอุปกรณ์รองรับ
• งานเชื่อมต่อและงานทดสอบ
• งานที่ระบุไว้ในหมายเหตุหรือข้อกำหนดเฉพาะ
• รายการที่มักไม่แสดงใน BOQ แต่จำเป็นต้องมีในการติดตั้งจริง

- เพราะรายการเล็ก ๆ ที่ตกหล่นหลายรายการ เมื่อนำมารวมกัน อาจกลายเป็นต้นทุนจำนวนมากของโครงการได้

🎯 #เทคนิคการถอดปริมาณวัสดุจากแบบ

- เมื่อเข้าใจขอบเขตงานแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนการถอดปริมาณวัสดุและอุปกรณ์อย่างเป็นระบบ เช่น

• การนับจำนวนอุปกรณ์
• การถอดความยาวสายไฟและสายสัญญาณ
• การถอดความยาวท่อ ราง และช่องเดินสาย
• การคิดอุปกรณ์ประกอบและวัสดุสิ้นเปลือง
• การกำหนดเปอร์เซ็นต์เผื่อวัสดุ
• การตรวจสอบปริมาณกับแบบแปลนและ Single Line Diagram
• การสรุปรายการลงใน BOQ

- แต่ละประเภทของวัสดุมีวิธีถอดและหลักการเผื่อที่แตกต่างกัน หลักสูตรจึงไม่ได้บอกเพียงว่าให้เผื่อกี่เปอร์เซ็นต์ แต่จะอธิบายว่าควรพิจารณาจากอะไร และต้องระวังจุดไหนเป็นพิเศษ

🎯 #การหาค่าวัสดุและราคาของอุปกรณ์

- ราคาวัสดุไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับยี่ห้อ รุ่น มาตรฐาน คุณสมบัติทางเทคนิค ประเทศผู้ผลิต เงื่อนไขการรับประกัน และระยะเวลาในการส่งมอบ

- ผู้เรียนจะได้เรียนรู้แนวทางการหาราคาจากผู้ผลิตและผู้จำหน่าย รวมถึงการตรวจสอบว่าใบเสนอราคาที่ได้รับตรงกับแบบและสเปกหรือไม่

- เพราะอุปกรณ์ที่ชื่อเรียกเหมือนกัน อาจมีรายละเอียดและราคาต่างกันหลายเท่า หากเลือกผิดรุ่นหรือเข้าใจสเปกไม่ครบ ราคาที่จัดทำก็อาจคลาดเคลื่อนได้ทันที

🎯 #การคิดค่าแรงติดตั้ง

- ค่าแรงไม่ควรคิดจากจำนวนอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาถึงวิธีการติดตั้ง สภาพพื้นที่ ความสูง ระยะทาง จำนวนผู้ปฏิบัติงาน เครื่องมือที่ต้องใช้ และข้อจำกัดของโครงการ

- หลักสูตรจะนำเสนอแนวทางการคิดค่าแรงสำหรับงานประเภทต่าง ๆ พร้อมอธิบายปัจจัยที่ทำให้ค่าแรงเพิ่มขึ้นหรือลดลง เพื่อให้สามารถกำหนดค่าแรงได้ใกล้เคียงกับการทำงานจริงมากที่สุด

🎯 #คิดให้ครบ ทั้งค่าวัสดุ ค่าแรง และ #ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

- เมื่อได้ค่าวัสดุและค่าแรงแล้ว ยังไม่ถือว่าเป็นต้นทุนทั้งหมดของโครงการ เพราะยังมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอีกหลายรายการ เช่น

• ค่าควบคุมงาน
• ค่าแรงทางอ้อม
• ค่าขนส่งและขนย้ายวัสดุ
• ค่าเครื่องมือและเครื่องจักร
• ค่าเดินทางและที่พัก
• ค่าสำนักงานสนาม
• ค่าเอกสารและการประสานงาน
• ค่าทดสอบและส่งมอบงาน
• ค่าใช้จ่ายของสำนักงานใหญ่
• ค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงอื่น ๆ ของโครงการ

- หลักสูตรจะช่วยให้ผู้เรียนรู้จักโครงสร้างต้นทุนของตัวเอง และสามารถกำหนดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ให้เหมาะสมกับขนาดงานและรูปแบบของแต่ละองค์กร

🎯 #กำหนดราคาขายอย่างไรให้แข่งขันได้และไม่ขาดทุน

- หัวใจสำคัญของการทำราคา คือเราต้องรู้ต้นทุนของตัวเองก่อน จึงจะตอบได้ว่าเมื่อถูกลูกค้าต่อราคา เรายังลดราคาได้อีกเท่าไร

- ผู้เรียนจะได้เข้าใจความแตกต่างระหว่าง

• ต้นทุน
• ค่าใช้จ่าย
• ราคาขาย
• Markup
• Margin
• กำไรที่คาดหวัง
• ราคาต่ำสุดที่สามารถรับงานได้

- เมื่อรู้ต้นทุนที่แท้จริง เราจะตัดสินใจได้ว่างานใดควรรับ งานใดควรปรับเงื่อนไข หรือเมื่อใดควรถอย ไม่ใช่ลดราคาจนได้งานมาแล้วจึงพบว่าโครงการนั้นไม่เหลือกำไร

🎯 #การเขียนขอบเขตงานและเงื่อนไขในใบเสนอราคา

- ใบเสนอราคาที่ดีไม่ควรมีเพียงตัวเลขราคา แต่ต้องระบุให้ชัดเจนว่า

• ราคานี้รวมงานอะไร
• ไม่รวมงานอะไร
• ใครเป็นผู้จัดเตรียมวัสดุหรือพื้นที่
• ระยะเวลาดำเนินงาน
• เงื่อนไขการชำระเงิน
• ระยะเวลายืนราคา
• ระยะเวลาส่งมอบ
• การรับประกัน
• ภาษีและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง
• เงื่อนไขกรณีมีงานเพิ่มหรืองานเปลี่ยนแปลง

- การเขียนเงื่อนไขให้ชัดตั้งแต่ต้น จะช่วยลดข้อโต้แย้งและป้องกันค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง

🎯 #นำเสนอทางเลือกให้ลูกค้าด้วย Option, VE และ Cost-Down Plan

- ผู้รับเหมามืออาชีพไม่ได้มีหน้าที่เสนอราคาตามแบบเพียงทางเลือกเดียว แต่ควรสามารถนำเสนอทางเลือกอื่นที่เหมาะสมกว่า หรือช่วยลดต้นทุนให้ลูกค้าได้

- ในหลักสูตรจะอธิบายแนวทางการจัดทำ

• Option
• Value Engineering หรือ VE
• Cost-Down Plan

- เพื่อเสนอผลิตภัณฑ์ วิธีติดตั้ง หรือแนวทางดำเนินงานที่ประหยัดกว่า โดยยังคงอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัย มาตรฐาน และหลักวิศวกรรมที่ถูกต้อง

- ทางเลือกที่ดีต้องไม่ใช่เพียง “ถูกกว่า” แต่ต้องอธิบายได้ว่าต่างจากของเดิมอย่างไร มีข้อดี ข้อจำกัด และผลกระทบต่อการใช้งานอย่างไร

🎯 #มีโปรแกรมช่วยทำราคาพร้อมฐานราคาที่อัปเดต

- ภายในหลักสูตรมีโปรแกรม (Excel) ช่วยประมาณราคา พร้อมข้อมูลราคาวัสดุและอุปกรณ์ที่อัปเดต เพื่อช่วยให้การทำราคาง่าย รวดเร็ว และเป็นระบบมากขึ้น

- ผู้เรียนสามารถนำโปรแกรมไปปรับใช้และต่อยอดให้เหมาะกับรูปแบบงาน ฐานราคา ค่าแรง และโครงสร้างต้นทุนขององค์กรตัวเองได้ ไม่ได้เป็นเพียงไฟล์สำเร็จรูปที่ใช้ได้ครั้งเดียว แต่เป็นเครื่องมือที่สามารถพัฒนาต่อได้ในอนาคต

- หลักสูตรนี้จึงไม่ได้สอนเพียงการถอด BOQ หรือการนำจำนวนไปคูณราคา แต่ต้องการให้ผู้เรียนมองเห็นกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่รับแบบ ตรวจสอบขอบเขต ถอดปริมาณ หาต้นทุน คิดค่าใช้จ่าย กำหนดกำไร ไปจนถึงจัดทำใบเสนอราคาและตัดสินใจรับงานอย่างมีหลักการ

- เพราะการประมาณราคาที่ดี ไม่ใช่เพียงทำให้เรา ได้งาน แต่ต้องช่วยให้เรารู้ด้วยว่า เมื่อรับงานมาแล้ว เราจะสามารถบริหารต้นทุนและเหลือกำไรได้จริงหรือไม่ครับ

---------------------------------------------------

📅 อบรมวันที่ 5, 6, 12, 13, 19, 20, 26 และ 27 กันยายน 2569
⏰ เวลา 08.30–12.30 น.
💻 เรียนออนไลน์ผ่าน Zoom

---------------------------------------------------

#วิทยากร

ผู้ก่อตั้งแฟนเพจ (Facebook) “ห้องไฟฟ้า” ที่เผยแพร่ความรู้และข่าวสารด้านงานระบบไฟฟ้า

ประสบการณ์ทำงาน 25 ปี ในสายงานออกแบบและติดตั้งระบบไฟฟ้า

ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมสาขาไฟฟ้ากำลัง วฟก.1177

---------------------------------------------------

#เอกสารและข้อมูลที่ผู้อบรมจะได้รับ

1) เอกสารสไลด์ประกอบการอบรม (Paper) 1 เล่ม (1028 หน้า) พร้อมไฟล์ PDF

2) ราคากลางค่าแรงของกรมบัญชีกลาง ฉบับล่าสุด (ไฟล์ PDF)

3) ราคา Price list พร้อม Factor ค่าแรง (Manpower) ของวัสดุอุปกรณ์ชนิดและขนาดต่างๆ (ไฟล์ Excel)

4) รายชื่อผู้จำหน่ายวัสดุอุปกรณ์งานระบบไฟฟ้าและสื่อสาร (ไฟล์ Excel)

5) แบบฟอร์มตัวอย่างใบเสนอราคา (ไฟล์ Excel)

6) ใบประกาศษนียบัตร (e-certificate)

---------------------------------------------------

#ผู้สมัครจะได้สิทธิอะไรบ้าง

1) แอดชื่อเข้ากลุ่มเรียนเพื่อดูวีดีโอหลักสูตรประมาณราคาของรุ่นล่าสุด ดูทบทวนได้ตลอดเวลาตามที่ต้องการ แบบไม่หมดอายุ

2) เชิญเข้ากลุ่มเพื่อรับข้อมูลข่าวสารใหม่ๆทุกวัน

3) ไม่เข้าใจตรงไหนสายตรงกันได้ตลอดเวลา

4) เอกสารทุกอย่างที่ให้จะมี update ให้ทุกครั้งที่จัดการอบรมรอบใหม่ และจะส่งลิงค์ให้ update ด้วยทุกครั้ง

5) ใบประกาศนียบัตร (e-certificate)

6) สามารถนำชั่วโมงเรียนไปลงคะแนนกิจกรรมภายนอกของ สภาวิศวกร PDU ได้ 32 หน่วย (เท่าชั่วโมงการเรียน)

https://youtu.be/m1RP131RCq4?si=hzwsNoHWC_ii50D5

---------------------------------------------------
#ค่าลงทะเบียนเรียน 5,000 บาท
---------------------------------------------------

#ติดต่อสอบถาม

หากท่านใดสนใจสามารถสอบถามรายละเอียดโดยการทักมาที่ LineID : pakorn.p4 หรือกดลิงค์นี้นะครับ

🔗 https://line.me/ti/p/aARD6dJua9
💬 Line ID : pakorn.p4
☎️ Tel. 081-550-8587
📧 Email. [email protected]

---------------------------------------------------

#ขอบพระคุณมากครับ

ปกรณ์ ปริยะวาที

แอดมินแฟนเพจห้องไฟฟ้า

🔌💡 #ประมาณราคางานไฟฟ้า

Photos from ห้องไฟฟ้า (Electrical Room)'s post 24/08/2026
24/08/2026

https://www.facebook.com/share/1BxenWFCFE/

⚡ เปิดรับสมัคร! โครงการอบรม "การออกแบบระบบไฟฟ้าและสื่อสาร หมวดที่ 1: บ้านและอาคาร สำหรับวิศวกรเบื้องต้น"

ปูพื้นฐานเน้นๆ สู่การเป็นมืออาชีพ เรียนรู้มาตรฐาน การคำนวณ และการเขียนแบบระบบไฟฟ้า-สื่อสารอย่างถูกต้องตามหลักวิศวกรรม

👨‍🏫 วิทยากร: วศ.ดร.กฤษณะ ยินดี (ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมไฟฟ้า)

สิทธิพิเศษสำหรับผู้เข้าอบรม: รับ 14 PDU

📌 รายละเอียดการอบรม

พื้นฐานแบบระบบไฟฟ้าที่ดีและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

การอ่านและเขียนสัญลักษณ์ทางไฟฟ้า, Single Line Diagram และ Riser Diagram

ข้อกำหนดมาตรฐานระบบไฟฟ้าแรงต่ำ, สายไฟฟ้า, ท่อร้อยสาย และบริภัณฑ์ไฟฟ้า

ระบบการต่อลงดิน (Grounding System) ที่ถูกต้องและปลอดภัย

การออกแบบวงจรีย่อย, สายป้อน (Feeder) และหลักการคำนวณโหลดไฟฟ้า

มาตรฐานและข้อกำหนดของการไฟฟ้าในประเทศไทย (MEA/PEA)

พื้นฐานการออกแบบระบบสื่อสาร: ระบบโทรศัพท์ และระบบเครือข่าย (LAN/Network)

🗓 วันที่อบรม: 25 - 26 กันยายน 2569

⏰ เวลา: 09.00 - 17.00 น.

💻 อบรมผ่านระบบ: MS Teams

💰 ค่าลงทะเบียน: Special Offer เพียง 1,590 บาท (รวม Vat)

📲 ลงทะเบียนได้ที่: สแกน QR Code ในภาพได้เลย

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ให้นักศึกษาได้มาฝึกประสบการณ์ทำงานจริง และรายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปเป็นทุนการศึกษาให้กับน้องๆ นักศึกษา

แบบที่ 2: สั้น กระชับ เป็นกันเอง (เหมาะสำหรับ Line Official, Facebook ส่วนตัว หรือ กลุ่ม Line)

💡 ชวนวิศวกรรุ่นใหม่และผู้สนใจ มาอัปสเกลงานออกแบบระบบไฟฟ้าและสื่อสาร!

คอร์สเรียนจัดเต็ม 2 วัน สรุปเนื้อหาเน้นๆ อ่านแบบ คำนวณ ถ่ายทอดจากประสบการณ์จริงโดย วศ.วฟก.ดร.กฤษณะ ยินดี พร้อมรับ 14 PDU ไปสะสมผลงานได้เลยครับ!

📅 วัน-เวลา: 25-26 ก.ย. 2569 | 09.00 - 17.00 น.

📍 สถานที่: ออนไลน์ผ่าน MS Teams

🏷 ราคาพิเศษ: 1,590 บาท (รวม Vat)

สิ่งที่จะได้เรียนรู้:
✅ การอ่าน/เขียน Single Line & Riser Diagram

✅ คำนวณโหลดไฟฟ้า ออกแบบวงจรีย่อย/สายป้อน

✅ มาตรฐาน MEA/PEA และระบบ Grounding ปลอดภัย

✅ พื้นฐานระบบ LAN / โทรศัพท์ และระบบสื่อสารอาคาร

📲 ลงทะเบียนด่วนวันนี้: 📲 ช่องทางการสมัคร
สแกน QR Code บนรูปโปสเตอร์เพื่อลงทะเบียนได้ทันทีหรือทัก Inbox เพจเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือคลิกลิงก์เพื่อลงทะเบียน👇
https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSewlkRcVbRiaGtLOBKFe2JkiSkwAf216RFEs8WRr-Qt5k62rQ/viewform?usp=dialog
รีบสมัครก่อนที่นั่งเต็มนะครับ! 🎯
#การกระจายลมเย็น #หน้ากากลม #วิศวกรรมเครื่องกล #วิศวกรรมสุขาภิบาล #อบรมวิศวกร

Photos from ห้องไฟฟ้า (Electrical Room)'s post 24/08/2026

ทำไม จึงต้องติด ? และค่า 6%, 7%, 13% หมายถึงอะไร

เมื่อเปิดตู้ Capacitor Bank ในระบบไฟฟ้าสมัยใหม่ เรามักไม่ได้เห็นเฉพาะ Capacitor แต่จะพบขดลวดขนาดใหญ่หรือ Reactor ต่ออนุกรมอยู่กับ Capacitor ด้วย

หลายคนจึงสงสัยว่า...ในเมื่อ Capacitor มีหน้าที่ชดเชย Reactive Power และปรับ Power Factor อยู่แล้ว ทำไมต้องเพิ่ม Reactor เข้าไปอีก?

คำตอบสำคัญอยู่ที่คำว่า

...................................................................

Capacitor ไม่ได้สร้าง Harmonic แต่สามารถทำให้ปัญหา Harmonic รุนแรงขึ้นได้

โหลดสมัยใหม่จำนวนมากเป็น Non-linear Load เช่น VFD, UPS, Rectifier, Switching Power Supply และอุปกรณ์ Power Electronics ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดกระแส Harmonic

ขณะที่ระบบไฟฟ้ามี Inductive Reactance จากหม้อแปลงและแหล่งจ่าย เมื่อเรานำ Capacitor Bank ซึ่งมี Capacitive Reactance เข้ามาต่อในระบบ จึงเกิดวงจรที่มีทั้ง L และ C

ที่ความถี่บางค่าจะเกิดเงื่อนไข

XL = XC

หรือเกิด Resonance

ผลคือ Harmonic บางลำดับอาจถูกขยาย ทำให้กระแสที่ไหลผ่าน Capacitor สูงกว่าปกติ เกิดความร้อน อายุการใช้งานลดลง ฟิวส์ขาด Capacitor บวม หรือเสียหายได้

...................................................................

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าระบบเสี่ยง Resonance ที่ Harmonic ลำดับไหน?

สามารถประมาณ Resonance Order ได้จาก

h ≈ √(Ssc / Qc)

โดย

h = Harmonic order ที่มีโอกาสเกิด Parallel Resonance

Ssc = Short-Circuit Capacity ณ Bus ที่ติดตั้ง Capacitor (MVA)

Qc = ขนาด Capacitor Bank (Mvar)

ตัวอย่าง หม้อแปลง 1,000 kVA, %Z = 6% และสมมติ Short-Circuit Capacity ทางด้านแรงสูงเท่ากับ 500 MVA

เมื่อนำ Impedance ของระบบต้นทางมารวมกับ Impedance ของหม้อแปลง จะได้ Short-Circuit Capacity ทางด้าน LV ประมาณ

Ssc ≈ 16.1 MVA

...................................................................

ถ้าใช้ Capacitor 50 kvar = 0.05 Mvar

h ≈ √(16.1 / 0.05) ≈ 17.9

จุด Resonance จึงอยู่ประมาณ Harmonic ลำดับที่ 17.9

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อเพิ่มขนาด Capacitor ค่า Resonance Order จะลดลงเรื่อย ๆ

ตัวอย่างเช่น

50 kvar → h ≈ 17.9
100 kvar → h ≈ 12.7
200 kvar → h ≈ 9.0
300 kvar → h ≈ 7.3
400 kvar → h ≈ 6.3
500 kvar → h ≈ 5.7

ดังนั้นยิ่งเพิ่ม Capacitor มาก จุด Resonance ก็ยิ่งเคลื่อนเข้าใกล้ Harmonic ลำดับต่ำที่มักมีอยู่จริงในระบบ เช่น 5th และ 7th Harmonic

นี่คือเหตุผลหนึ่งที่การเพิ่ม Capacitor Bank โดยไม่ตรวจสอบ Harmonic และ Short-Circuit Level ของระบบก่อน อาจทำให้ปัญหารุนแรงขึ้นแทนที่จะดีขึ้น

...................................................................

Reactor จึงถูกนำมาต่ออนุกรมกับ Capacitor

แนวทางที่ใช้กันมากคือ หรือ

หลักการคือเพิ่ม Inductance เข้าไปใน Capacitor Bank เพื่อกำหนดความถี่ Resonance ของชุด L-C ให้ไปอยู่ในตำแหน่งที่ต้องการ และหลีกเลี่ยง Harmonic สำคัญที่มีอยู่ในระบบ

ความถี่ Resonance ของชุด L-C คือ

fr = 1 / (2π√LC)

และสำหรับ Detuned Reactor มักระบุด้วยค่า Reactor Percentage (p%)

ความสัมพันธ์โดยประมาณคือ

h = √(100 / p)

และ

fr = h × f1

เมื่อระบบมีความถี่พื้นฐาน 50 Hz

...................................................................

ตัวอย่าง 6% Reactor

h = √(100/6) ≈ 4.08

ดังนั้น

fr ≈ 4.08 × 50 ≈ 204 Hz

จุด Tuning จึงอยู่ต่ำกว่า 5th Harmonic = 250 Hz

ทำให้ชุด Capacitor-Reactor ไม่ไปสร้างจุด Resonance ตรงกับ Harmonic ลำดับที่ 5 ซึ่งพบได้บ่อยในระบบที่มี VFD, Rectifier และ UPS

...................................................................

ในทำนองเดียวกัน ค่า Reactor ที่ต่างกันจะทำให้ตำแหน่ง Resonance เปลี่ยนไป เช่น

7% → h ≈ 3.78 → fr ≈ 189 Hz

6% → h ≈ 4.08 → fr ≈ 204 Hz

5% → h ≈ 4.47 → fr ≈ 224 Hz

4% → h = 5 → fr = 250 Hz

3% → h ≈ 5.77 → fr ≈ 289 Hz

13% → h ≈ 2.77 → fr ≈ 139 Hz

จะเห็นว่า % Reactor ไม่ได้หมายถึงเปอร์เซ็นต์ Harmonic แต่เป็นอัตราส่วน Reactance ของ Reactor เทียบกับ Capacitor ที่ความถี่พื้นฐาน ซึ่งเป็นตัวกำหนดตำแหน่ง Resonance ของชุด L-C

...................................................................

จุดสำคัญคือ Detuned Filter กับ Tuned Filter ไม่เหมือนกัน

Detuned Filter / Blocking Reactor มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อหลีกเลี่ยง Resonance และลดการไหลของ Harmonic เข้า Capacitor Bank ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อกำจัด Harmonic ลำดับใดลำดับหนึ่งโดยตรง

เช่น ระบบที่มี 5th Harmonic ที่ 250 Hz อาจเลือก 7% Reactor ซึ่งมี Resonance ประมาณ 189 Hz หรือ 6% Reactor ประมาณ 204 Hz เพื่อให้จุด Resonance อยู่ต่ำกว่า Harmonic ลำดับที่ 5

ส่วน Tuned Filter จะออกแบบ L และ C ให้ Resonance ใกล้กับ Harmonic เป้าหมาย เช่น 5th Harmonic เพื่อสร้างทางเดิน Impedance ต่ำให้กระแส Harmonic ไหลเข้าสู่ Filter แทนที่จะกระจายเข้าสู่ระบบ

ดังนั้น Detuned = หลีกเลี่ยง/ป้องกัน Resonance

ส่วน Tuned = มุ่งกรอง Harmonic เป้าหมาย

...................................................................

ภาพตู้ Capacitor Bank ที่เห็น Reactor ขนาดใหญ่ติดตั้งอยู่เหนือ Capacitor จึงไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์เสริม แต่เป็นส่วนสำคัญของการออกแบบ Capacitor Bank สำหรับระบบที่มี Harmonic

การเลือกว่าจะใช้ Capacitor ธรรมดา, Heavy-duty/Overrated Capacitor หรือ Capacitor + Detuned Reactor รวมถึงจะเลือก 6%, 7%, 13% หรือค่าอื่น ไม่ควรเลือกจากค่า Power Factor เพียงอย่างเดียว

แต่ควรพิจารณาร่วมกันทั้ง

Short-Circuit Capacity + Transformer %Z + Capacitor kvar + Harmonic Spectrum + THD + Non-linear Load + ตำแหน่ง Resonance

เพราะในระบบที่มี Harmonic...

การติด Capacitor เพื่อแก้ Power Factor โดยไม่ตรวจสอบ Resonance อาจกลายเป็นการพาจุด Resonance เข้าไปหา Harmonic ที่มีอยู่ในระบบเสียเอง

23/08/2026

#หม้อแปลงแบบแห้ง (Transformer Dry Type – AN/AF) และ #การออกแบบพิกัดเบรกเกอร์

- หลายคน เข้าใจว่าหม้อแปลง Dry Type จะต้องมีพัดลม (AF: ) และต้องมีการระบุพิกัด AN/AF เสมอ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไม่จำเป็น เราสามารถเลือกที่จะ ไม่ติดพัดลม และ ไม่ต้องระบุพิกัด AF ก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแนวคิดการออกแบบและลักษณะการใช้งานเป็นหลัก

1. #ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับหม้อแปลง Dry Type

- ไม่ใช่ข้อบังคับว่าหม้อแปลง Dry Type ต้องมีพัดลมเสมอ

- การมีพัดลม ไม่ได้เป็นมาตรฐาน แต่เป็น Option ที่สั่งเพิ่มได้หากต้องการ

- หากไม่ได้ติดตั้งพัดลม หม้อแปลงจะทำงานได้ตามพิกัดปกติ (AN: ) ซึ่งคำนวณโหลดใช้งานได้เท่าไรก็เลือกขนาดหม้อแปลงตามพิกัด AN ก็เพียงพอ

2. #หลักการเลือกใช้พัดลม_AF

- การติดตั้งพัดลม AF มักทำในกรณีที่ ต้องการใช้หม้อแปลงเกินพิกัดปกติ เพื่อเพิ่มกำลังสำรองในบางช่วงเวลา เช่น :

- ใช้เพื่อรองรับโหลดสูงชั่วคราว ไม่ได้ใช้งานต่อเนื่อง

- หรือ กรณีใช้ในระบบที่ออกแบบให้ หม้อแปลง 2 ลูกทำงานร่วมกัน (Secondary Selective)

- เช่น ตู้ MDB สองตู้ TIE กัน → หากหม้อแปลงลูกหนึ่งเสียหรือซ่อมบำรุง ต้องย้ายโหลดไปอีกลูก
→ ในกรณีนี้การมี AF จะช่วยให้หม้อแปลงอีกลูก รองรับโหลดเพิ่มได้ชั่วคราว

3. #หลักการออกแบบพิกัดเบรกเกอร์ (Circuit breaker)

- ถ้า ไม่ได้ใช้ AF → ควรออกแบบเบรกเกอร์ตามพิกัด AN เท่านั้น

- ถ้าต้องการใช้ AF → ออกแบบขนาด CB และ ขนาดสาย ตามพิกัด AF

- แต่ในสภาวะใช้งานปกติ ควรตั้งค่ากระแสทริปของเบรกเกอร์ (Ir) ไม่ให้เกินพิกัด AN

- เพื่อให้หม้อแปลงไม่ทำงานเกินพิกัดและยืดอายุการใช้งาน

#สรุปแนวคิด

- ไม่มีข้อบังคับ ว่าหม้อแปลง Dry Type ต้องมีพัดลม

- การมีพัดลม AF เป็น Option สำหรับเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบในการจ่ายโหลดในสภาวะฉุกเฉิน

- ถ้าระบบมีความซับซ้อน ต้องรองรับโหลดสูงชั่วคราว หรือมีการทำงานแบบ Tie MDB → ควรมี AF

- ถ้าออกแบบทั่วไป → ใช้เฉพาะ AN ก็เพียงพอ (ไม่จำเป็นต้องมีพัดลม)

- แต่ถ้าหากต้องการใช้ AF → ต้องออกแบบ CB และ สายไฟ ตามพิกัด AF

- และในการปรับตั้งตั้งค่า CB (Ir) ในกรณีใช้งานปกติ ต้องไม่ให้เกินพิกัด AN แต่ในสภาวะฉุกเฉินหรือต้องการเพิ่มพิกัดของหม้อแปลง ค่อยมาตั้งค่า Ir พิกัด AF ตามการใช้งานชั่วคราวนั้น (ย้ำ...พิกัด AF เป็นการใช้งานชั่วคราวเท่านั้น)

- ดังนั้นการเลือกติดตั้งพัดลมหรือไม่ → ขึ้นอยู่กับ ผู้ออกแบบ และ ลักษณะการจัดการการจ่ายไฟของโครงการนั้นๆ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่

Bangkok