24/08/2026
💡 #การออกแบบแสงสว่าง ไม่ได้เทียบมาตรฐานแค่ค่า
ตัวอย่าง ห้องเครื่อง / Plant, Switchgear Room จากเกณฑ์มาตรฐาน EN 12464-1: Light and lighting — Lighting of work places — Part 1 : Indoor work places สำหรับพื้นที่ประเภทนี้
= 200 Lux | = 25 | = 0.40 | = 60
ดังนั้นเวลาออกแบบและตรวจผลจาก DIALux ต้องดูว่า
● Ēm ≥ 200 Lux → ความสว่างเฉลี่ยที่รักษาไว้ต้องไม่น้อยกว่าเกณฑ์
● UGR ≤ 25 → แสงแยงตาต้องไม่เกินค่าที่กำหนด
● U0 ≥ 0.40 → ความสม่ำเสมอของแสงต้องไม่น้อยกว่าเกณฑ์ โดย U0 = Emin/Eavg
● Ra ≥ 60 → คุณภาพการแสดงสีของหลอดต้องไม่น้อยกว่าเกณฑ์
ที่คู่มือ ... แนวทางการออกแบบ การส่องสว่างภายในอาคาร (Guidelines for Indoor Lighting Design) ของสมาคมไฟฟ้าแสงสว่างแห่งประเทศไทย อ้างอิงมา
https://electricalroomthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3-TIEA-2018.pdf
...................................................
จากตัวอย่างการคำนวณห้อง MDB Room ในโปรแกรม DIALux
Eavg = 213 Lux
Emin = 122 Lux
U0 = 0.573
จึงถือว่าในส่วนของ Illuminance และ Uniformity ผ่านเกณฑ์ เพราะ
Eavg : 213 ≥ 200 Lux ✅
U0 : 0.573 ≥ 0.40 ✅
24/08/2026
เอกสารสำหรับหลักสูตรประมาณราคารุ่นที่ 23 เหลือ 8 เล่มนะครับ
หากเล่มเอกสารหมด
สำหรับท่านที่สมัครเข้ามาจะมีแต่ไฟล์เอกสารให้เท่านั้นนะครับ
เล่มเอกสาร+พร้อมไฟล์เอกสารจะจัดส่งให้ก่อนวันเข้าเรียน 1 อาทิตย์นะครับ
--------------------------------------------
⚡ #หลักสูตรการประมาณราคางานระบบไฟฟ้าอย่างมืออาชีพ รุ่นที่ 23
📖 #เราจะเรียนอะไรกันบ้าง..?
- หลักสูตรนี้เป็นการประมาณราคางาน #ระบบไฟฟ้าและระบบสื่อสาร ที่ผมเขียนขึ้นก่อนหลักสูตรออกแบบงานระบบไฟฟ้า โดยตั้งใจให้ผู้เรียนสามารถเริ่มต้นทำราคาได้อย่างเป็นระบบ แม้ไม่ได้มีพื้นฐานด้านการคำนวณเชิงวิศวกรรมไฟฟ้ามาก่อน
- หลักสูตรไม่ได้สอนให้ผู้เรียนออกแบบระบบใหม่หรือคำนวณหาขนาดอุปกรณ์แทนผู้ออกแบบ แต่จะเน้นการอ่านแบบ อ่านสเปก และทำความเข้าใจสิ่งที่ผู้ออกแบบกำหนด เพื่อให้สามารถถอดปริมาณ คิดต้นทุน และจัดทำใบเสนอราคาได้อย่างครบถ้วน
---------------------------------------------------
🎯 #อ่านแบบและอ่านสเปกให้เข้าใจ_ก่อนเริ่มทำราคา
- การทำราคาไม่ใช่เพียงดูจำนวนอุปกรณ์แล้วนำมาคูณราคา แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าแบบและสเปกกำหนดให้ใช้อุปกรณ์ประเภทใด มีคุณสมบัติอย่างไร และมีข้อกำหนดใดที่ส่งผลต่อต้นทุน
- ในหลักสูตรจะอธิบายมาตรฐาน ข้อกำหนด และคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับราคา เพื่อให้ผู้เรียนมองเห็นความแตกต่างของอุปกรณ์แต่ละประเภท และรู้ว่ารายละเอียดใดในสเปกที่อาจทำให้ราคาสูงขึ้น
- เมื่อพบว่าแบบไม่ชัดเจน ข้อมูลไม่ครบ หรือแบบกับสเปกขัดแย้งกัน ผู้เรียนจะสามารถตั้งคำถามกลับไปยังผู้ออกแบบได้อย่างถูกประเด็น ก่อนที่จะสรุปราคาและรับความเสี่ยงมาไว้กับตัวเอง
🎯 #รู้ว่าแต่ละระบบมีอุปกรณ์และรายการอะไรบ้าง
- ในแต่ละบทจะอธิบายให้เห็นว่า งานระบบไฟฟ้าและระบบสื่อสาร ที่ประกอบอาคาร แต่ละระบบประกอบด้วยอุปกรณ์อะไรบ้าง และมีรายการใดที่ควรปรากฏอยู่ในใบเสนอราคา
- ผู้เรียนจะได้รับแนวทางตรวจสอบในลักษณะ Checklist ของแต่ละระบบ เพื่อช่วยลดปัญหาการถอดรายการไม่ครบ พร้อมชี้ให้เห็นจุดสำคัญที่ต้องมองหาในแบบและสเปก เช่น
• อุปกรณ์หลัก
• อุปกรณ์ประกอบการติดตั้ง
• สายไฟและสายสัญญาณ
• ช่องเดินสายและอุปกรณ์รองรับ
• งานเชื่อมต่อและงานทดสอบ
• งานที่ระบุไว้ในหมายเหตุหรือข้อกำหนดเฉพาะ
• รายการที่มักไม่แสดงใน BOQ แต่จำเป็นต้องมีในการติดตั้งจริง
- เพราะรายการเล็ก ๆ ที่ตกหล่นหลายรายการ เมื่อนำมารวมกัน อาจกลายเป็นต้นทุนจำนวนมากของโครงการได้
🎯 #เทคนิคการถอดปริมาณวัสดุจากแบบ
- เมื่อเข้าใจขอบเขตงานแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนการถอดปริมาณวัสดุและอุปกรณ์อย่างเป็นระบบ เช่น
• การนับจำนวนอุปกรณ์
• การถอดความยาวสายไฟและสายสัญญาณ
• การถอดความยาวท่อ ราง และช่องเดินสาย
• การคิดอุปกรณ์ประกอบและวัสดุสิ้นเปลือง
• การกำหนดเปอร์เซ็นต์เผื่อวัสดุ
• การตรวจสอบปริมาณกับแบบแปลนและ Single Line Diagram
• การสรุปรายการลงใน BOQ
- แต่ละประเภทของวัสดุมีวิธีถอดและหลักการเผื่อที่แตกต่างกัน หลักสูตรจึงไม่ได้บอกเพียงว่าให้เผื่อกี่เปอร์เซ็นต์ แต่จะอธิบายว่าควรพิจารณาจากอะไร และต้องระวังจุดไหนเป็นพิเศษ
🎯 #การหาค่าวัสดุและราคาของอุปกรณ์
- ราคาวัสดุไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับยี่ห้อ รุ่น มาตรฐาน คุณสมบัติทางเทคนิค ประเทศผู้ผลิต เงื่อนไขการรับประกัน และระยะเวลาในการส่งมอบ
- ผู้เรียนจะได้เรียนรู้แนวทางการหาราคาจากผู้ผลิตและผู้จำหน่าย รวมถึงการตรวจสอบว่าใบเสนอราคาที่ได้รับตรงกับแบบและสเปกหรือไม่
- เพราะอุปกรณ์ที่ชื่อเรียกเหมือนกัน อาจมีรายละเอียดและราคาต่างกันหลายเท่า หากเลือกผิดรุ่นหรือเข้าใจสเปกไม่ครบ ราคาที่จัดทำก็อาจคลาดเคลื่อนได้ทันที
🎯 #การคิดค่าแรงติดตั้ง
- ค่าแรงไม่ควรคิดจากจำนวนอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาถึงวิธีการติดตั้ง สภาพพื้นที่ ความสูง ระยะทาง จำนวนผู้ปฏิบัติงาน เครื่องมือที่ต้องใช้ และข้อจำกัดของโครงการ
- หลักสูตรจะนำเสนอแนวทางการคิดค่าแรงสำหรับงานประเภทต่าง ๆ พร้อมอธิบายปัจจัยที่ทำให้ค่าแรงเพิ่มขึ้นหรือลดลง เพื่อให้สามารถกำหนดค่าแรงได้ใกล้เคียงกับการทำงานจริงมากที่สุด
🎯 #คิดให้ครบ ทั้งค่าวัสดุ ค่าแรง และ #ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
- เมื่อได้ค่าวัสดุและค่าแรงแล้ว ยังไม่ถือว่าเป็นต้นทุนทั้งหมดของโครงการ เพราะยังมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอีกหลายรายการ เช่น
• ค่าควบคุมงาน
• ค่าแรงทางอ้อม
• ค่าขนส่งและขนย้ายวัสดุ
• ค่าเครื่องมือและเครื่องจักร
• ค่าเดินทางและที่พัก
• ค่าสำนักงานสนาม
• ค่าเอกสารและการประสานงาน
• ค่าทดสอบและส่งมอบงาน
• ค่าใช้จ่ายของสำนักงานใหญ่
• ค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงอื่น ๆ ของโครงการ
- หลักสูตรจะช่วยให้ผู้เรียนรู้จักโครงสร้างต้นทุนของตัวเอง และสามารถกำหนดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ให้เหมาะสมกับขนาดงานและรูปแบบของแต่ละองค์กร
🎯 #กำหนดราคาขายอย่างไรให้แข่งขันได้และไม่ขาดทุน
- หัวใจสำคัญของการทำราคา คือเราต้องรู้ต้นทุนของตัวเองก่อน จึงจะตอบได้ว่าเมื่อถูกลูกค้าต่อราคา เรายังลดราคาได้อีกเท่าไร
- ผู้เรียนจะได้เข้าใจความแตกต่างระหว่าง
• ต้นทุน
• ค่าใช้จ่าย
• ราคาขาย
• Markup
• Margin
• กำไรที่คาดหวัง
• ราคาต่ำสุดที่สามารถรับงานได้
- เมื่อรู้ต้นทุนที่แท้จริง เราจะตัดสินใจได้ว่างานใดควรรับ งานใดควรปรับเงื่อนไข หรือเมื่อใดควรถอย ไม่ใช่ลดราคาจนได้งานมาแล้วจึงพบว่าโครงการนั้นไม่เหลือกำไร
🎯 #การเขียนขอบเขตงานและเงื่อนไขในใบเสนอราคา
- ใบเสนอราคาที่ดีไม่ควรมีเพียงตัวเลขราคา แต่ต้องระบุให้ชัดเจนว่า
• ราคานี้รวมงานอะไร
• ไม่รวมงานอะไร
• ใครเป็นผู้จัดเตรียมวัสดุหรือพื้นที่
• ระยะเวลาดำเนินงาน
• เงื่อนไขการชำระเงิน
• ระยะเวลายืนราคา
• ระยะเวลาส่งมอบ
• การรับประกัน
• ภาษีและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง
• เงื่อนไขกรณีมีงานเพิ่มหรืองานเปลี่ยนแปลง
- การเขียนเงื่อนไขให้ชัดตั้งแต่ต้น จะช่วยลดข้อโต้แย้งและป้องกันค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง
🎯 #นำเสนอทางเลือกให้ลูกค้าด้วย Option, VE และ Cost-Down Plan
- ผู้รับเหมามืออาชีพไม่ได้มีหน้าที่เสนอราคาตามแบบเพียงทางเลือกเดียว แต่ควรสามารถนำเสนอทางเลือกอื่นที่เหมาะสมกว่า หรือช่วยลดต้นทุนให้ลูกค้าได้
- ในหลักสูตรจะอธิบายแนวทางการจัดทำ
• Option
• Value Engineering หรือ VE
• Cost-Down Plan
- เพื่อเสนอผลิตภัณฑ์ วิธีติดตั้ง หรือแนวทางดำเนินงานที่ประหยัดกว่า โดยยังคงอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัย มาตรฐาน และหลักวิศวกรรมที่ถูกต้อง
- ทางเลือกที่ดีต้องไม่ใช่เพียง “ถูกกว่า” แต่ต้องอธิบายได้ว่าต่างจากของเดิมอย่างไร มีข้อดี ข้อจำกัด และผลกระทบต่อการใช้งานอย่างไร
🎯 #มีโปรแกรมช่วยทำราคาพร้อมฐานราคาที่อัปเดต
- ภายในหลักสูตรมีโปรแกรม (Excel) ช่วยประมาณราคา พร้อมข้อมูลราคาวัสดุและอุปกรณ์ที่อัปเดต เพื่อช่วยให้การทำราคาง่าย รวดเร็ว และเป็นระบบมากขึ้น
- ผู้เรียนสามารถนำโปรแกรมไปปรับใช้และต่อยอดให้เหมาะกับรูปแบบงาน ฐานราคา ค่าแรง และโครงสร้างต้นทุนขององค์กรตัวเองได้ ไม่ได้เป็นเพียงไฟล์สำเร็จรูปที่ใช้ได้ครั้งเดียว แต่เป็นเครื่องมือที่สามารถพัฒนาต่อได้ในอนาคต
- หลักสูตรนี้จึงไม่ได้สอนเพียงการถอด BOQ หรือการนำจำนวนไปคูณราคา แต่ต้องการให้ผู้เรียนมองเห็นกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่รับแบบ ตรวจสอบขอบเขต ถอดปริมาณ หาต้นทุน คิดค่าใช้จ่าย กำหนดกำไร ไปจนถึงจัดทำใบเสนอราคาและตัดสินใจรับงานอย่างมีหลักการ
- เพราะการประมาณราคาที่ดี ไม่ใช่เพียงทำให้เรา ได้งาน แต่ต้องช่วยให้เรารู้ด้วยว่า เมื่อรับงานมาแล้ว เราจะสามารถบริหารต้นทุนและเหลือกำไรได้จริงหรือไม่ครับ
---------------------------------------------------
📅 อบรมวันที่ 5, 6, 12, 13, 19, 20, 26 และ 27 กันยายน 2569
⏰ เวลา 08.30–12.30 น.
💻 เรียนออนไลน์ผ่าน Zoom
---------------------------------------------------
#วิทยากร
ผู้ก่อตั้งแฟนเพจ (Facebook) “ห้องไฟฟ้า” ที่เผยแพร่ความรู้และข่าวสารด้านงานระบบไฟฟ้า
ประสบการณ์ทำงาน 25 ปี ในสายงานออกแบบและติดตั้งระบบไฟฟ้า
ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมสาขาไฟฟ้ากำลัง วฟก.1177
---------------------------------------------------
#เอกสารและข้อมูลที่ผู้อบรมจะได้รับ
1) เอกสารสไลด์ประกอบการอบรม (Paper) 1 เล่ม (1028 หน้า) พร้อมไฟล์ PDF
2) ราคากลางค่าแรงของกรมบัญชีกลาง ฉบับล่าสุด (ไฟล์ PDF)
3) ราคา Price list พร้อม Factor ค่าแรง (Manpower) ของวัสดุอุปกรณ์ชนิดและขนาดต่างๆ (ไฟล์ Excel)
4) รายชื่อผู้จำหน่ายวัสดุอุปกรณ์งานระบบไฟฟ้าและสื่อสาร (ไฟล์ Excel)
5) แบบฟอร์มตัวอย่างใบเสนอราคา (ไฟล์ Excel)
6) ใบประกาศษนียบัตร (e-certificate)
---------------------------------------------------
#ผู้สมัครจะได้สิทธิอะไรบ้าง
1) แอดชื่อเข้ากลุ่มเรียนเพื่อดูวีดีโอหลักสูตรประมาณราคาของรุ่นล่าสุด ดูทบทวนได้ตลอดเวลาตามที่ต้องการ แบบไม่หมดอายุ
2) เชิญเข้ากลุ่มเพื่อรับข้อมูลข่าวสารใหม่ๆทุกวัน
3) ไม่เข้าใจตรงไหนสายตรงกันได้ตลอดเวลา
4) เอกสารทุกอย่างที่ให้จะมี update ให้ทุกครั้งที่จัดการอบรมรอบใหม่ และจะส่งลิงค์ให้ update ด้วยทุกครั้ง
5) ใบประกาศนียบัตร (e-certificate)
6) สามารถนำชั่วโมงเรียนไปลงคะแนนกิจกรรมภายนอกของ สภาวิศวกร PDU ได้ 32 หน่วย (เท่าชั่วโมงการเรียน)
https://youtu.be/m1RP131RCq4?si=hzwsNoHWC_ii50D5
---------------------------------------------------
#ค่าลงทะเบียนเรียน 5,000 บาท
---------------------------------------------------
#ติดต่อสอบถาม
หากท่านใดสนใจสามารถสอบถามรายละเอียดโดยการทักมาที่ LineID : pakorn.p4 หรือกดลิงค์นี้นะครับ
🔗 https://line.me/ti/p/aARD6dJua9
💬 Line ID : pakorn.p4
☎️ Tel. 081-550-8587
📧 Email. [email protected]
---------------------------------------------------
#ขอบพระคุณมากครับ
ปกรณ์ ปริยะวาที
แอดมินแฟนเพจห้องไฟฟ้า
🔌💡 #ประมาณราคางานไฟฟ้า
24/08/2026
https://www.facebook.com/share/1BxenWFCFE/
⚡ เปิดรับสมัคร! โครงการอบรม "การออกแบบระบบไฟฟ้าและสื่อสาร หมวดที่ 1: บ้านและอาคาร สำหรับวิศวกรเบื้องต้น"
ปูพื้นฐานเน้นๆ สู่การเป็นมืออาชีพ เรียนรู้มาตรฐาน การคำนวณ และการเขียนแบบระบบไฟฟ้า-สื่อสารอย่างถูกต้องตามหลักวิศวกรรม
👨🏫 วิทยากร: วศ.ดร.กฤษณะ ยินดี (ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมไฟฟ้า)
สิทธิพิเศษสำหรับผู้เข้าอบรม: รับ 14 PDU
📌 รายละเอียดการอบรม
พื้นฐานแบบระบบไฟฟ้าที่ดีและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
การอ่านและเขียนสัญลักษณ์ทางไฟฟ้า, Single Line Diagram และ Riser Diagram
ข้อกำหนดมาตรฐานระบบไฟฟ้าแรงต่ำ, สายไฟฟ้า, ท่อร้อยสาย และบริภัณฑ์ไฟฟ้า
ระบบการต่อลงดิน (Grounding System) ที่ถูกต้องและปลอดภัย
การออกแบบวงจรีย่อย, สายป้อน (Feeder) และหลักการคำนวณโหลดไฟฟ้า
มาตรฐานและข้อกำหนดของการไฟฟ้าในประเทศไทย (MEA/PEA)
พื้นฐานการออกแบบระบบสื่อสาร: ระบบโทรศัพท์ และระบบเครือข่าย (LAN/Network)
🗓 วันที่อบรม: 25 - 26 กันยายน 2569
⏰ เวลา: 09.00 - 17.00 น.
💻 อบรมผ่านระบบ: MS Teams
💰 ค่าลงทะเบียน: Special Offer เพียง 1,590 บาท (รวม Vat)
📲 ลงทะเบียนได้ที่: สแกน QR Code ในภาพได้เลย
โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ให้นักศึกษาได้มาฝึกประสบการณ์ทำงานจริง และรายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปเป็นทุนการศึกษาให้กับน้องๆ นักศึกษา
แบบที่ 2: สั้น กระชับ เป็นกันเอง (เหมาะสำหรับ Line Official, Facebook ส่วนตัว หรือ กลุ่ม Line)
💡 ชวนวิศวกรรุ่นใหม่และผู้สนใจ มาอัปสเกลงานออกแบบระบบไฟฟ้าและสื่อสาร!
คอร์สเรียนจัดเต็ม 2 วัน สรุปเนื้อหาเน้นๆ อ่านแบบ คำนวณ ถ่ายทอดจากประสบการณ์จริงโดย วศ.วฟก.ดร.กฤษณะ ยินดี พร้อมรับ 14 PDU ไปสะสมผลงานได้เลยครับ!
📅 วัน-เวลา: 25-26 ก.ย. 2569 | 09.00 - 17.00 น.
📍 สถานที่: ออนไลน์ผ่าน MS Teams
🏷 ราคาพิเศษ: 1,590 บาท (รวม Vat)
สิ่งที่จะได้เรียนรู้:
✅ การอ่าน/เขียน Single Line & Riser Diagram
✅ คำนวณโหลดไฟฟ้า ออกแบบวงจรีย่อย/สายป้อน
✅ มาตรฐาน MEA/PEA และระบบ Grounding ปลอดภัย
✅ พื้นฐานระบบ LAN / โทรศัพท์ และระบบสื่อสารอาคาร
📲 ลงทะเบียนด่วนวันนี้: 📲 ช่องทางการสมัคร
สแกน QR Code บนรูปโปสเตอร์เพื่อลงทะเบียนได้ทันทีหรือทัก Inbox เพจเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือคลิกลิงก์เพื่อลงทะเบียน👇
https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSewlkRcVbRiaGtLOBKFe2JkiSkwAf216RFEs8WRr-Qt5k62rQ/viewform?usp=dialog
รีบสมัครก่อนที่นั่งเต็มนะครับ! 🎯
#การกระจายลมเย็น #หน้ากากลม #วิศวกรรมเครื่องกล #วิศวกรรมสุขาภิบาล #อบรมวิศวกร
24/08/2026
ทำไม จึงต้องติด ? และค่า 6%, 7%, 13% หมายถึงอะไร
เมื่อเปิดตู้ Capacitor Bank ในระบบไฟฟ้าสมัยใหม่ เรามักไม่ได้เห็นเฉพาะ Capacitor แต่จะพบขดลวดขนาดใหญ่หรือ Reactor ต่ออนุกรมอยู่กับ Capacitor ด้วย
หลายคนจึงสงสัยว่า...ในเมื่อ Capacitor มีหน้าที่ชดเชย Reactive Power และปรับ Power Factor อยู่แล้ว ทำไมต้องเพิ่ม Reactor เข้าไปอีก?
คำตอบสำคัญอยู่ที่คำว่า
...................................................................
Capacitor ไม่ได้สร้าง Harmonic แต่สามารถทำให้ปัญหา Harmonic รุนแรงขึ้นได้
โหลดสมัยใหม่จำนวนมากเป็น Non-linear Load เช่น VFD, UPS, Rectifier, Switching Power Supply และอุปกรณ์ Power Electronics ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดกระแส Harmonic
ขณะที่ระบบไฟฟ้ามี Inductive Reactance จากหม้อแปลงและแหล่งจ่าย เมื่อเรานำ Capacitor Bank ซึ่งมี Capacitive Reactance เข้ามาต่อในระบบ จึงเกิดวงจรที่มีทั้ง L และ C
ที่ความถี่บางค่าจะเกิดเงื่อนไข
XL = XC
หรือเกิด Resonance
ผลคือ Harmonic บางลำดับอาจถูกขยาย ทำให้กระแสที่ไหลผ่าน Capacitor สูงกว่าปกติ เกิดความร้อน อายุการใช้งานลดลง ฟิวส์ขาด Capacitor บวม หรือเสียหายได้
...................................................................
แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าระบบเสี่ยง Resonance ที่ Harmonic ลำดับไหน?
สามารถประมาณ Resonance Order ได้จาก
h ≈ √(Ssc / Qc)
โดย
h = Harmonic order ที่มีโอกาสเกิด Parallel Resonance
Ssc = Short-Circuit Capacity ณ Bus ที่ติดตั้ง Capacitor (MVA)
Qc = ขนาด Capacitor Bank (Mvar)
ตัวอย่าง หม้อแปลง 1,000 kVA, %Z = 6% และสมมติ Short-Circuit Capacity ทางด้านแรงสูงเท่ากับ 500 MVA
เมื่อนำ Impedance ของระบบต้นทางมารวมกับ Impedance ของหม้อแปลง จะได้ Short-Circuit Capacity ทางด้าน LV ประมาณ
Ssc ≈ 16.1 MVA
...................................................................
ถ้าใช้ Capacitor 50 kvar = 0.05 Mvar
h ≈ √(16.1 / 0.05) ≈ 17.9
จุด Resonance จึงอยู่ประมาณ Harmonic ลำดับที่ 17.9
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อเพิ่มขนาด Capacitor ค่า Resonance Order จะลดลงเรื่อย ๆ
ตัวอย่างเช่น
50 kvar → h ≈ 17.9
100 kvar → h ≈ 12.7
200 kvar → h ≈ 9.0
300 kvar → h ≈ 7.3
400 kvar → h ≈ 6.3
500 kvar → h ≈ 5.7
ดังนั้นยิ่งเพิ่ม Capacitor มาก จุด Resonance ก็ยิ่งเคลื่อนเข้าใกล้ Harmonic ลำดับต่ำที่มักมีอยู่จริงในระบบ เช่น 5th และ 7th Harmonic
นี่คือเหตุผลหนึ่งที่การเพิ่ม Capacitor Bank โดยไม่ตรวจสอบ Harmonic และ Short-Circuit Level ของระบบก่อน อาจทำให้ปัญหารุนแรงขึ้นแทนที่จะดีขึ้น
...................................................................
Reactor จึงถูกนำมาต่ออนุกรมกับ Capacitor
แนวทางที่ใช้กันมากคือ หรือ
หลักการคือเพิ่ม Inductance เข้าไปใน Capacitor Bank เพื่อกำหนดความถี่ Resonance ของชุด L-C ให้ไปอยู่ในตำแหน่งที่ต้องการ และหลีกเลี่ยง Harmonic สำคัญที่มีอยู่ในระบบ
ความถี่ Resonance ของชุด L-C คือ
fr = 1 / (2π√LC)
และสำหรับ Detuned Reactor มักระบุด้วยค่า Reactor Percentage (p%)
ความสัมพันธ์โดยประมาณคือ
h = √(100 / p)
และ
fr = h × f1
เมื่อระบบมีความถี่พื้นฐาน 50 Hz
...................................................................
ตัวอย่าง 6% Reactor
h = √(100/6) ≈ 4.08
ดังนั้น
fr ≈ 4.08 × 50 ≈ 204 Hz
จุด Tuning จึงอยู่ต่ำกว่า 5th Harmonic = 250 Hz
ทำให้ชุด Capacitor-Reactor ไม่ไปสร้างจุด Resonance ตรงกับ Harmonic ลำดับที่ 5 ซึ่งพบได้บ่อยในระบบที่มี VFD, Rectifier และ UPS
...................................................................
ในทำนองเดียวกัน ค่า Reactor ที่ต่างกันจะทำให้ตำแหน่ง Resonance เปลี่ยนไป เช่น
7% → h ≈ 3.78 → fr ≈ 189 Hz
6% → h ≈ 4.08 → fr ≈ 204 Hz
5% → h ≈ 4.47 → fr ≈ 224 Hz
4% → h = 5 → fr = 250 Hz
3% → h ≈ 5.77 → fr ≈ 289 Hz
13% → h ≈ 2.77 → fr ≈ 139 Hz
จะเห็นว่า % Reactor ไม่ได้หมายถึงเปอร์เซ็นต์ Harmonic แต่เป็นอัตราส่วน Reactance ของ Reactor เทียบกับ Capacitor ที่ความถี่พื้นฐาน ซึ่งเป็นตัวกำหนดตำแหน่ง Resonance ของชุด L-C
...................................................................
จุดสำคัญคือ Detuned Filter กับ Tuned Filter ไม่เหมือนกัน
Detuned Filter / Blocking Reactor มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อหลีกเลี่ยง Resonance และลดการไหลของ Harmonic เข้า Capacitor Bank ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อกำจัด Harmonic ลำดับใดลำดับหนึ่งโดยตรง
เช่น ระบบที่มี 5th Harmonic ที่ 250 Hz อาจเลือก 7% Reactor ซึ่งมี Resonance ประมาณ 189 Hz หรือ 6% Reactor ประมาณ 204 Hz เพื่อให้จุด Resonance อยู่ต่ำกว่า Harmonic ลำดับที่ 5
ส่วน Tuned Filter จะออกแบบ L และ C ให้ Resonance ใกล้กับ Harmonic เป้าหมาย เช่น 5th Harmonic เพื่อสร้างทางเดิน Impedance ต่ำให้กระแส Harmonic ไหลเข้าสู่ Filter แทนที่จะกระจายเข้าสู่ระบบ
ดังนั้น Detuned = หลีกเลี่ยง/ป้องกัน Resonance
ส่วน Tuned = มุ่งกรอง Harmonic เป้าหมาย
...................................................................
ภาพตู้ Capacitor Bank ที่เห็น Reactor ขนาดใหญ่ติดตั้งอยู่เหนือ Capacitor จึงไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์เสริม แต่เป็นส่วนสำคัญของการออกแบบ Capacitor Bank สำหรับระบบที่มี Harmonic
การเลือกว่าจะใช้ Capacitor ธรรมดา, Heavy-duty/Overrated Capacitor หรือ Capacitor + Detuned Reactor รวมถึงจะเลือก 6%, 7%, 13% หรือค่าอื่น ไม่ควรเลือกจากค่า Power Factor เพียงอย่างเดียว
แต่ควรพิจารณาร่วมกันทั้ง
Short-Circuit Capacity + Transformer %Z + Capacitor kvar + Harmonic Spectrum + THD + Non-linear Load + ตำแหน่ง Resonance
เพราะในระบบที่มี Harmonic...
การติด Capacitor เพื่อแก้ Power Factor โดยไม่ตรวจสอบ Resonance อาจกลายเป็นการพาจุด Resonance เข้าไปหา Harmonic ที่มีอยู่ในระบบเสียเอง
23/08/2026
#หม้อแปลงแบบแห้ง (Transformer Dry Type – AN/AF) และ #การออกแบบพิกัดเบรกเกอร์
- หลายคน เข้าใจว่าหม้อแปลง Dry Type จะต้องมีพัดลม (AF: ) และต้องมีการระบุพิกัด AN/AF เสมอ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไม่จำเป็น เราสามารถเลือกที่จะ ไม่ติดพัดลม และ ไม่ต้องระบุพิกัด AF ก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแนวคิดการออกแบบและลักษณะการใช้งานเป็นหลัก
1. #ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับหม้อแปลง Dry Type
- ไม่ใช่ข้อบังคับว่าหม้อแปลง Dry Type ต้องมีพัดลมเสมอ
- การมีพัดลม ไม่ได้เป็นมาตรฐาน แต่เป็น Option ที่สั่งเพิ่มได้หากต้องการ
- หากไม่ได้ติดตั้งพัดลม หม้อแปลงจะทำงานได้ตามพิกัดปกติ (AN: ) ซึ่งคำนวณโหลดใช้งานได้เท่าไรก็เลือกขนาดหม้อแปลงตามพิกัด AN ก็เพียงพอ
2. #หลักการเลือกใช้พัดลม_AF
- การติดตั้งพัดลม AF มักทำในกรณีที่ ต้องการใช้หม้อแปลงเกินพิกัดปกติ เพื่อเพิ่มกำลังสำรองในบางช่วงเวลา เช่น :
- ใช้เพื่อรองรับโหลดสูงชั่วคราว ไม่ได้ใช้งานต่อเนื่อง
- หรือ กรณีใช้ในระบบที่ออกแบบให้ หม้อแปลง 2 ลูกทำงานร่วมกัน (Secondary Selective)
- เช่น ตู้ MDB สองตู้ TIE กัน → หากหม้อแปลงลูกหนึ่งเสียหรือซ่อมบำรุง ต้องย้ายโหลดไปอีกลูก
→ ในกรณีนี้การมี AF จะช่วยให้หม้อแปลงอีกลูก รองรับโหลดเพิ่มได้ชั่วคราว
3. #หลักการออกแบบพิกัดเบรกเกอร์ (Circuit breaker)
- ถ้า ไม่ได้ใช้ AF → ควรออกแบบเบรกเกอร์ตามพิกัด AN เท่านั้น
- ถ้าต้องการใช้ AF → ออกแบบขนาด CB และ ขนาดสาย ตามพิกัด AF
- แต่ในสภาวะใช้งานปกติ ควรตั้งค่ากระแสทริปของเบรกเกอร์ (Ir) ไม่ให้เกินพิกัด AN
- เพื่อให้หม้อแปลงไม่ทำงานเกินพิกัดและยืดอายุการใช้งาน
#สรุปแนวคิด
- ไม่มีข้อบังคับ ว่าหม้อแปลง Dry Type ต้องมีพัดลม
- การมีพัดลม AF เป็น Option สำหรับเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบในการจ่ายโหลดในสภาวะฉุกเฉิน
- ถ้าระบบมีความซับซ้อน ต้องรองรับโหลดสูงชั่วคราว หรือมีการทำงานแบบ Tie MDB → ควรมี AF
- ถ้าออกแบบทั่วไป → ใช้เฉพาะ AN ก็เพียงพอ (ไม่จำเป็นต้องมีพัดลม)
- แต่ถ้าหากต้องการใช้ AF → ต้องออกแบบ CB และ สายไฟ ตามพิกัด AF
- และในการปรับตั้งตั้งค่า CB (Ir) ในกรณีใช้งานปกติ ต้องไม่ให้เกินพิกัด AN แต่ในสภาวะฉุกเฉินหรือต้องการเพิ่มพิกัดของหม้อแปลง ค่อยมาตั้งค่า Ir พิกัด AF ตามการใช้งานชั่วคราวนั้น (ย้ำ...พิกัด AF เป็นการใช้งานชั่วคราวเท่านั้น)
- ดังนั้นการเลือกติดตั้งพัดลมหรือไม่ → ขึ้นอยู่กับ ผู้ออกแบบ และ ลักษณะการจัดการการจ่ายไฟของโครงการนั้นๆ