01/03/2026
มหาธาตุเล่ม 2
สงคราม - รังสี - ชีวิต
เล่าเรื่องราวของธาตุแปลกๆที่คุณไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน
แต่แทบทุกธาตุเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจ
และอาจเชื่อมโยงกับชีวิตเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
บางธาตุล้ำค่าจนมนุษย์ก่อสงคราม บางธาตุถูกค้นช่วงสงคราม
และบางธาตุกลายเป็นจุดสิ้นสุดของสงคราม
บางธาตุปล่อยรังสีอันตรายจนกลายเป็นอาวุธลอบสังหาร
แต่ในเวลาต่อมากลับกลายเป็นอาวุธที่ใช้สู้กับโรคร้าย
สำรวจแดนลับแลของตารางธาตุ และเรียนรู้ว่าการเล่นแร่แปรธาตุ
กลายเป็นความจริงด้วยวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้อย่างไร
ราคา 320
สามารถสั่งได้ทาง shopee
https://shopee.co.th/%E2%98%A3%EF%B8%8F-%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8-2-%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B5-%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95-%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C-i.86566545.50001022446
หรือ Lazada
https://www.lazada.co.th/products/2-i16072371681-s126587987653.html
06/02/2026
ผลประโยชน์แบบไม่เพิ่มพูน (Nonadditive Utility)
การแบ่งอย่างยุติธรรมมักตั้งอยู่บนสมมติฐานที่เรียกว่า “ผลประโยชน์แบบเพิ่มพูน” (Additive Utility) หมายความว่า ถ้าคุณชอบกินครีมบนเค้ก คุณจะยิ่งชอบมากขึ้นเมื่อได้ครีมเยอะ ๆ ยิ่งเยอะยิ่งดี แต่ถ้าความสุขที่คุณได้รับจากการกินครีมนั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ กล่าวคือ คุณรู้สึกเฉย ๆ หลังจากกินครีมเกินจุดที่คุณต้องการ นั่นคือ “ผลประโยชน์แบบไม่เพิ่มพูน” นักวิจัยพบว่า การแก้ปัญหาการแบ่งปันอย่างยุติธรรมมักล้มเหลวในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์แบบไม่เพิ่มพูน
จากบทที่ 41 การแบ่งเค้กอย่างยุติธรรม
รหัสลับในสรรพสิ่ง
Math Geek
ราฟาเอล โรเซน เขียน
รศ.ดร.นิรัตยา คำเสมานันทน์ แปล
ราคาปก 300 บาท จำนวน 251 หน้า
สอบถาม/สั่งซื้อได้ที่: m.me/SuanSpirit
#คณิตศาสตร์ #เลขคณิต
29/01/2026
หนังสือรหัสลับในสรรรพสิ่ง (Math Geek) ชวนผู้อ่านมองโลกในมุมของคณิตศาสตร์ ที่ซ่อนตัวอยู่ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การจราจร งานศิลปะ รางวัลออสการ์ จนถึงเอกภพ
หนังสือเล่มนี้จะพาทุกคนไปถอดรหัสคำถามเล็ก ๆ รอบตัวเรา มักเป็นคำถามธรรมดาที่หลายคนมองข้ามเพราะดูเหมือนไม่มีอะไรสำคัญ แต่เมื่อมองให้ลึกลงไป กลับอธิบายโลกได้อย่างไม่ธรรมดา เช่น ฝนตก 40% หมายความว่าอะไร ,ทำไมรถเมล์ชอบมาพร้อมกันเป็นกลุ่ม ,ทำไมยิ่งตัดถนนเพิ่ม รถถึงยิ่งติดกว่าเดิมได้, คณิตศาสตร์ของสะพานแขวนคืออะไร ฯลฯ
อ่านแล้วจะพบว่าสิ่งรอบตัวมีเหตุผลเสมอ และคณิตศาสตร์ก็อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด
.....
เขียนโดย Rafael Rosen
แปลโดย รศ. ดร.นิรัตยา คำเสมานันทน์
ราคา 300 บาท
สามารถสั่งได้ทาง Shopee
https://shopee.co.th/-NEW-Math-Geek-%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87-%E2%99%BE%EF%B8%8F-i.86566545.57300686745
และ Lazada
https://www.lazada.co.th/products/pdp-i5934686636-s25430480606.html
[NEW] Math Geek : รหัสลับในสรรพสิ่ง ♾️ | Shopee Thailand
Math Geek : รหัสลับในสรรพสิ่ง 📍Special แถมโปสการ์ด เฉพาะคนซื้อเท่านั้น “คุณเคยสงสัยสิ่งรอบตัวไหมว่า มีความเกี่ยวข้อ.....
24/01/2026
เบื้องหลังธรรมชาติและสังคมมนุษย์
มีตัวเลข รูปทรง โครงสร้าง
กำลังทำงานร่วมกันอยู่โดยที่เราอาจไม่รู้มาก่อน
รหัสลับในสรรพสิ่ง หนังสือที่จะทำให้คุณเห็นว่า
ความมหัศจรรย์มีสูตรของมัน
.....
ติดตามเรื่องน่าสนใจด้านเทคโนโลยีแบบลึกๆ
ได้ที่ ด.ดล Blog ครับ
เคยสงสัยไหมครับว่า โลกที่เราอาศัยอยู่นี้เต็มไปด้วยความบังเอิญที่บางทีดูเหมือนมันจะไร้เหตุผล
ทำไมสายหูฟังที่เราม้วนเก็บไว้อย่างดีในกระเป๋า ถึงออกมาพันกันยุ่งเหยิงได้เองทุกครั้งที่เราหยิบมันขึ้นมาใช้งาน
ทำไมเวลาเราไปเดินซูเปอร์มาร์เก็ต แถวข้างๆ ถึงขยับเร็วกว่าแถวที่เราต่ออยู่เสมอจนน่าหงุดหงิด
หรือแม้แต่เรื่องราวของธรรมชาติที่ดูไกลตัวอย่างแมลงบางชนิด ที่ต้องจำศีลอยู่ใต้ดินนานถึง 17 ปี ไม่ขาดไม่เกิน ก่อนจะโผล่ออกมาดูโลกเพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์
สำหรับคนทั่วไป เรื่องราวเหล่านี้อาจเป็นเพียงความน่ารำคาญเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน หรือเป็นเพียงกลไกธรรมชาติที่เรามองผ่านเลยไปโดยแทบไม่ได้ใส่ใจ
แต่สำหรับคนกลุ่มหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นลอยๆ แต่มันคือภาษาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
ภาษานั้นมีชื่อว่า “คณิตศาสตร์”
และคนกลุ่มที่สามารถอ่านภาษานี้ได้ พวกเขาเรียกตัวเองว่า Math Geek…
ในอดีต หากเราได้ยินคำว่า Geek หรือ Nerd ภาพในหัวของเราอาจจะนึกถึงคนใส่แว่นหนาเตอะ พูดจาด้วยศัทพ์เทคนิคที่คนทั่วไปฟังไม่รู้เรื่อง หรือคนที่หมกมุ่นอยู่กับตำราจนเข้าสังคมไม่เก่ง
แต่ก็ต้องบอกว่าในยุคปัจจุบัน นิยามของคำเหล่านี้ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
Math Geek ในมุมมองของ Raphael Rosen ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้หมายถึงอัจฉริยะที่นั่งแก้โจทย์แคลคูลัสในห้องมืดๆ เพียงอย่างเดียว
แต่หมายถึงคนที่มีความสนใจเป็นพิเศษ และมีความสามารถในการมองเห็นตัวเลขและตรรกะที่ซ่อนอยู่ในทุกสรรพสิ่ง
ตั้งแต่ลวดลายบนปีกผีเสื้อ วิธีการตัดแบ่งพิซซ่า ไปจนถึงกลไกการทำงานของจักรวาล
หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบสิ่งที่ทำให้หนังสือ Math Geek น่าสนใจและแตกต่างจากหนังสือคณิตศาสตร์ทั่วไปตามท้องตลาด คือ มันไม่มีสูตรคำนวณที่ชวนปวดหัว ไม่มีสมการยาวเหยียดที่ต้องท่องจำ และแทบจะไม่มีเนื้อหาคณิตศาสตร์เชิงวิชาการแบบที่เราเคยเรียนในห้องเรียนแต่อย่างใด
Raphael Rosen ไม่ใช่นักคณิตศาสตร์ แต่เขาเป็นนักเขียนสารคดีวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจหัวอกของคนทั่วไปดีที่สุด
เขาทราบดีว่ากำแพงที่สูงที่สุดที่กั้นผู้คนออกจากความมหัศจรรย์ของคณิตศาสตร์ คือภาษาที่ซับซ้อนและเข้าใจยาก
Raphael Rosen เขียนถึงคณิตศาสตร์โดยค่อยๆ ไล่ถอดความยากของวิชาการออกไป และเปลี่ยนเรื่องยากให้กลายเป็นเรื่องที่ทำความเข้าใจได้ง่าย
หนังสือเล่มนี้รวบรวมข้อเท็จจริงและเกร็ดความรู้สั้นๆ กว่า 100 เรื่อง โดยแบ่งเป็นหัวข้อย่อยๆ เพียงไม่กี่หน้าในแต่ละเรื่อง
ลองมาดูตัวอย่างแรกที่ผมเชื่อว่าทุกคนต้องเคยประสบพบเจอ นั่นคือปริศนาของสายหูฟังที่พันกัน
คนส่วนใหญ่มักจะโทษตัวเองว่าเก็บสายไม่ดี หรือโทษว่าเป็นเรื่องของโชคร้ายที่หยิบออกมาทีไรก็พันกันทุกที
แต่ในทางคณิตศาสตร์ นี่ไม่ใช่เรื่องของดวง แต่มันคือเรื่องของ Knot Theory หรือทฤษฎีเงื่อน
นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองนำสายเชือกที่มีความยาวต่างๆ กัน ใส่ในกล่องหมุนที่ติดกับมอเตอร์นาน 10 วินาที ผลลัพธ์ยืนยันสิ่งที่เรารู้สึกมาตลอดว่า ยิ่งสายยาวและยิ่งหมุนนาน โอกาสเกิดปมก็ยิ่งสูง
คำอธิบายนั้นเรียบง่ายแต่ทรงพลัง ลองจินตนาการดูว่า รูปแบบที่สายไฟจะเรียงตัวสวยงามไม่พันกันนั้น มีความเป็นไปได้เพียงไม่กี่รูปแบบ
แต่รูปแบบที่สายไฟจะบิดไปมา ทับกัน หรือลอดผ่านกันจนเกิดเป็นปมนั้น มีจำนวนรูปแบบที่เป็นไปได้มหาศาลจนนับไม่ถ้วน
เมื่อมีการเคลื่อนไหว ธรรมชาติจะผลักดันให้วัตถุเคลื่อนที่ไปสู่สภาวะที่มีความเป็นไปได้สูงกว่าเสมอ
นี่คือปัญหาที่แม้แต่ในภาคอุตสาหกรรมก็พยายามแก้ไขมาตลอด ตั้งแต่สายโทรศัพท์บ้านแบบเกลียว ๆ มาจนถึงหูฟังไร้สายในปัจจุบัน
เรื่องต่อมาคือความลับของการต่อแถวในซูเปอร์มาร์เก็ต
ความหงุดหงิดเวลาที่แถวข้างๆ ขยับเร็วกว่าแถวเราเสมอ สามารถอธิบายได้ด้วย Queuing Theory หรือทฤษฎีคิว
ทฤษฎีนี้มีจุดเริ่มต้นมาจาก Agner Krarup Erlang วิศวกรชาวเดนมาร์กที่ทำงานให้กับบริษัทโทรศัพท์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20
เขาไม่ได้สนใจเรื่องการซื้อของ แต่เขาต้องคำนวณว่าจะเตรียมคู่สายโทรศัพท์กี่คู่ ถึงจะเพียงพอให้บริการลูกค้าโดยไม่ต้องรอนานเกินไป
สมการที่เขาคิดค้นขึ้นกลายเป็นรากฐานของระบบโทรคมนาคมโลก จนมีการตั้งชื่อหน่วยวัดปริมาณการจราจรทางโทรศัพท์ว่า Erlang เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา
นักคณิตศาสตร์พบว่า ระบบการต่อแถวที่มีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับภาพรวม ไม่ใช่การให้แต่ละเคาน์เตอร์มีแถวเป็นของตัวเอง
แต่คือการต่อแถวเดียวแบบงูเลื้อย หรือ Serpentine Line แล้วพอเคาน์เตอร์ไหนว่าง คนหัวแถวก็เดินเข้าไป
วิธีนี้จะช่วยเฉลี่ยความล่าช้า หากมีลูกค้าคนไหนใช้เวลานานผิดปกติ คนอื่นในแถวก็จะไม่ติดขัดเพราะสามารถไปเข้าช่องอื่นได้
แต่ถ้าซูเปอร์มาร์เก็ตแถวบ้านคุณยังใช้ระบบแถวใครแถวมัน หนังสือเล่มนี้มีคำแนะนำทางจิตวิทยาผสมสถิติว่า หากต้องเลือก ให้ลองเลือกแถวทางซ้ายมือ
เพราะ 90% ของประชากรบนโลกถนัดขวา และมักจะเดินไปทางขวาโดยธรรมชาติ ดังนั้นแถวทางซ้ายจึงอาจจะมีคนน้อยกว่า…
ขยับจากเรื่องใกล้ตัวไปสู่เรื่องของศิลปะระดับโลกอย่างภาพวาด “ราตรีประดับดาว” (The Starry Night) ของ Vincent van Gogh
ภาพที่เต็มไปด้วยเกลียวคลื่นบนท้องฟ้าที่ดูหมุนวนและบิดเบี้ยวนี้คล้ายกันอย่างมากกับลวดลายการไหลปั่นป่วนในของไหล (Turbulent Flow) ซึ่งพบได้ในกระแสน้ำวนในแม่น้ำ หรือควันที่ลอยขึ้นจากกองไฟ
สำหรับคนทั่วไป มันคือความงามของศิลปะ แต่สำหรับนักคณิตศาสตร์ พวกเขาเห็นสิ่งที่น่าตกใจกว่านั้น
ลวดลายเหล่านี้มีความสอดคล้องทางคณิตศาสตร์กับปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ซับซ้อนที่สุดอย่าง Turbulence
สิ่งที่น่าทึ่งคือ รูปแบบในภาพวาดนั้นเป็นไปตามสมการของ Andrei Kolmogorov นักคณิตศาสตร์ชาวรัสเซียในช่วงทศวรรษ 1940 ซึ่งในขณะนั้นเขาศึกษาปรากฎการณ์การไหลปั่นป่วนด้วยการใช้สถิติ แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ Vincent van Gogh เสียชีวิตไปก่อนที่สมการนี้จะถูกคิดค้นขึ้น
มันพิสูจน์ให้เห็นว่า คณิตศาสตร์ไม่ใช่แค่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่มันคือโครงสร้างพื้นฐานของธรรมชาติที่ศิลปินสามารถสัมผัสได้
และตัวอย่างสุดท้ายที่แสดงให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ คือเรื่องราวของแมลงจักจั่นในสกุล Magicicada ซึ่งประกอบด้วย 7 สายพันธุ์
แมลงชนิดนี้ใช้ชีวิตเกือบทั้งหมดอยู่ใต้ดิน และจะรอเวลาอย่างแม่นยำเพื่อโผล่ขึ้นมาลอกคราบภายนอกของมัน และแปลงร่างเป็นตัวเต็มวัยมีปีก
บางสายพันธุ์รอ 13 ปี บางสายพันธุ์รอ 17 ปี
คำถามคือนอกจากความอดทนแล้ว ทำไมต้องเป็นตัวเลขนี้ ทำไมไม่เป็น 12, 14 หรือ 16 ปี
หากสังเกตดีๆ เราจะพบว่าทั้งเลข 13 และ 17 มีคุณสมบัติพิเศษเหมือนกัน นั่นคือพวกมันเป็นจำนวนเฉพาะ
จำนวนเฉพาะคือตัวเลขที่ไม่มีจำนวนเต็มใดหารลงตัวได้เลยนอกจาก 1 และตัวมันเอง
นักชีววิทยาวิวัฒนาการเชื่อว่า จักจั่นพัฒนาวงจรชีวิตที่อิงกับจำนวนเฉพาะเพื่อหลีกเลี่ยงนักล่า
เพื่อให้เข้าใจว่าจำนวนเฉพาะช่วยป้องกันพวกมันจากสัตว์อื่นอย่างไร
ลองจินตนาการว่าจักจั่นขึ้นจากดินทุก ๆ 6 ปี ซึ่งเป็นจำนวนที่ 1,2,3 และ 6 หารลงตัว ทำให้สัตว์นักล่าที่มีวงจรชีวิตสัมพันธ์กับตัวเลขเหล่านี้สามารถปรับตัวให้ตรงกับวงจรของจักจั่นได้ ซึ่งส่งผลให้จักจั่นรุ่นใหม่ตกเป็นเป้าหมายในการล่าได้ง่ายขึ้น
แต่เพราะจักจั่นขึ้นจากดินตามวงจรของจำนวนเฉพาะ เช่น 13 หรือ 17 ปี โอกาสที่วงจรชีวิตของสัตว์นักล่าจะลงล็อกกับจักจั่นในช่วงเวลานั้นจะลดลง
การใช้วงจรชีวิตแบบจำนวนเฉพาะ จึงเป็นการลดโอกาสที่จะเผชิญหน้ากับศัตรูตามธรรมชาติให้น้อยที่สุด
เป็นกลยุทธ์ทางวิวัฒนาการที่ใช้พลังของคณิตศาสตร์ โดยที่ตัวจักจั่นเองก็คงไม่รู้ตัว
เรื่องราวทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะเป็นสายหูฟัง การต่อแถวในซูเปอร์มาร์เก็ต ภาพวาด หรือแมลงจักจั่น แสดงให้เห็นถึงการนำเสนอคณิตศาสตร์ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย
หลายคนอาจมองว่ามันเป็นเพียงเกร็ดความรู้แบบผิวเผิน หรือเป็นเรื่องเล่นสนุกมากกว่าจะเป็นคณิตศาสตร์ที่แท้จริง
แน่นอนว่าหน้าที่ของนักคณิตศาสตร์ตัวจริง คือการสร้างโมเดลเพื่ออธิบายปรากฏการณ์เหล่านี้อย่างละเอียด
แต่หนังสืออย่าง Math Geek ทำหน้าที่ที่ต่างออกไป และอาจจะสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการเปิดโลกของเรา (ผู้อ่าน)
มันแสดงให้เห็นว่าคณิตศาสตร์คือสิ่งที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ซ่อนอยู่ในความวุ่นวายของชีวิตประจำวัน ในความงามของศิลปะ และในการดิ้นรนเอาชีวิตรอดของสิ่งมีชีวิต
หนังสือเล่มนี้อาจไม่ได้ทำให้เรากลายเป็นศาสตราจารย์ทางคณิตศาสตร์ แต่มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ใครสักคนเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไม
และคำถามสั้นๆ นี้เอง คือสิ่งที่สำคัญที่สุดของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมของมนุษยชาติเสมอมา
เราอาจไม่ได้ต้องการแค่ตำราเรียนที่หนาเตอะและเต็มไปด้วยสูตรคำนวณที่น่ากลัวเพียงอย่างเดียว
แต่เราต้องการหนังสือที่เข้าถึงง่าย ที่ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นไปกับความลับของตัวเลข
เพราะการเป็น Math Geek อาจไม่ได้เริ่มจากการท่องสูตรคูณได้เร็วที่สุด หรือการแก้สมการที่ซับซ้อนได้เก่งที่สุด
แต่เริ่มจากการมองเห็นความสวยงามของโลก ในมุมที่คนอื่นมองข้ามไป
แล้ววันนี้… คุณมองเห็นคณิตศาสตร์ในสิ่งรอบตัวบ้างแล้วหรือยัง…
References : หนังสือ รหัสลับในสรรรพสิ่ง Math Geek โดย Rafael Rosen แปลโดย รศ. ดร.นิรัตยา คำเสมานันทน์
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
#คณิตศาสตร์ #สาระน่ารู้ #วิทยาศาสตร์ #ความรู้รอบตัว #เกร็ดความรู้ #รีวิวหนังสือ #ทฤษฎีปม #จำนวนเฉพาะ #ความน่าจะเป็น #วิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวัน #สาระเน้นๆ #คณิตศาสตร์เข้าใจง่าย #เรื่องเล่า
04/01/2026
คงไม่นับว่าเป็นการกล่าวเกินไป หากจะบอกว่าซีรีส์ Stranger Things ได้กลายเป็นมหากาพย์หรือปรากฏการณ์เชิงวัฒนธรรมไปแล้ว แทบทุดจุดในภาพยนตร์ชุดนี้เต็มไปด้วยรายละเอียดน่าสนใจมากมาย แม้แต่การถอยออกมามองในภาพใหญ่ก็ยังทำให้เราเราทึ่งในวิทยาศาสตร์ของจักรวาล Stranger Things ได้
เราอาจมองว่า Stranger Things นั้นมีจักรวาลสองส่วน นั่นคือโลกจริงที่ทุกคนอาศัยอยู่ กับ โลก Upside Down ที่เหมือนกับจักรวาลคู่ขนาน เพราะ สถานที่ต่างๆบนโลกของเรา ล้วนแล้ว แต่มีอยู่ในโลก Upside Down ด้วย ภาพจักรวาลจึงเป็นเหมือนเกมกระดานที่โลกจริงที่ทุกคนมองเห็น จับต้องได้ ส่วนโลก Upside Down นั้นอยู่ใต้กระดานมืดมิดที่ไม่มีใครสนใจจะพลิกมาดู
แนวคิดเรื่องจักรวาลคู่ขนานนั้น มีน้ำหนักอยู่บ้าง โดยเราอาจมองว่าโลก Upside Down เป็นโลกอีกใบที่มีประวัติศาสตร์คล้ายกับโลกของเราเกือบทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่ "อากาศ"
การหายใจของสิ่งมีชีวิตอย่างมนุษย์เรานั้นเซนสิทีฟมาก หากมมนุษย์เดินทางไปยังดาวอังคารหรือดาวนาวี หรือดาวเคราะห์ดวงใดก็ตาม ล้วนแล้วแต่ต้องใส่ชุดอวกาศ เพราะองค์ประกอบบรรยายกาศที่แตกต่างไปแม้จะดูเหมือนเล็กน้อย แต่มันจะทำให้เราหายใจไม่ได้จนขิตง่ายๆ (เอาแค่บนโลกของเรา การขึ้นไปบนยอดเขาสูงก็หายใจยากลำบากแล้ว) การที่ตัวละครเดินทางไปยังโลก Upside Down โดยไม่ต้องใส่ชุดอวกาศอาจเป็นจุดที่บอกใบ้ว่าอากาศที่นั่นมีองค์ประกอบที่เหมือนกับโลกของเรา มันจึงน่าจะเป็นโลกคู่ขนานจริงๆเพราะความเหมือนกันอันน่าทึ่ง
แต่ในซีซั่นสุดท้ายนี้ กลับเฉลยว่าแท้จริงแล้ว จักรวาลเหมือนจะมีสามส่วนใหญ่ๆ ส่วนแรกคือโลกจริง ส่วนที่สองคือ โลก Upside Down ที่อยู่ในรูหนอน และส่วนที่สามคือ ดาวเคราะห์ลึกลับโดยเป้าหมายของตัวร้ายคือ การรวมโลกจริงเข้ากับดาวเคราะห์ลึกลับที่มีสภาพแวดล้อมสุดโหดเข้าด้วยกัน จริงๆก็น่าลุ้นให้ตัวร้ายทำสำเร็จเพราะอยากรู้ว่าถ้าโลกเรากับดาวเคราะห์ลึกลับมารวมกันแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกันแน่
- โลกสองใบจะรวมกันแล้วกระแทกแตกสลายไป
- โลกสองใบจะรวมกันกลายเป็นโลกเดียว ที่สัตว์ประหลาดมาปกครองมนุษย์
- หรือ โลกสองใบจะมารวมกันกลายเป็นซูเปอร์เอิร์ธที่ใหญ่มหึมา (แบบมังงะ Versus?)
ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ภาพของรูหนอนอันเป็นจุดเชื่อมระหว่างโลกและดาวเคราะห์ลึกลับนั้นแปลกประหลาดยิ่งกว่า แม้ว่าในตอนจบสุดท้ายรูหนอนจะยุบสลายไปเป็นอันปิดฉากสะพานเชื่อมโยงที่ก่อให้เกิดความวายป่วงทั้งหมด โลก Upside Down จึงกลายเป็นเหมือนเงาวูบไหวไร้ความเสถียรที่หายไปราวกับไม่เคยมีอยู่
เหตุที่ว่าภาพของรูหนอนในเรื่องนี้แปลกประหลาดเพราะในทางทฤษฎี รูหนอนเป็นจุดสองจุดที่เชื่อมระหว่างจุดที่ว่างห่างไกลสองจุดให้เป็นเหมือนสถานที่เดียวกันเท่านั้น ท่อที่เชื่อมระหว่างจุดทั้งสองเป็นเหมือนภาพเปรียบเปรยให้มองเห็นการเชื่อมโยงนั้นโดยง่าย คือมันไม่ควรจะเป็นท่อจริงๆ ที่มีอสังหาริมทรัพย์แบบโลก Upside Down ไปตั้งรกรากที่นั่นได้ แต่เอาเถิด...ในเมื่อหนังเลือกจะมาเวย์นี้ คือมองรูหนอนเป็นท่อจริงๆก็จะพบกับคำถามที่ว่าคือ เรขาคณิตบนผิวโลก Upside Down จะมีสภาพอย่างไร?
เมื่อเราเขียนสามเหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยมบนกระดาษแบนๆ กฎเรขาคณิตจะเป็นแบบยูคลิดที่เรารู้จักและเรียนกันมาตั้งแต่ประถม แต่หากเราเขียนสามเหลี่ยมและสี่เหลี่ยมบนผิวที่โค้งแบบโลกของเราหรือผิวส้มโอ เรขาคณิตจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง และ หากรูหนอนมีลักษณะอย่างที่เราเห็นในเรื่อง เรขาคณิตในโลก Upside Down อาจเป็นโค้งแบบผิวอานม้า ซึ่งแตกต่างจากโลกของเรามาก การเอาสถานที่ต่างๆบนโลกของเราที่อยู่บนผิวทรงกลมไปวางไว้บนผิวอานม้าเป็นอะไรที่ท้าทายว่ามันมีการจับคู่ด้วยกฎเกณฑ์แบบใดกันแน่
แต่ก่อนอื่น เราคงต้องทำการทดสอบให้แน่ใจก่อนว่า เรขาคณิตในโลก Upside Down เป็นผิวอานม้าจริงหรือไม่ ซึ่งเราคงไม่สามารถหาใครมาช่วยทดสอบเรื่องนี้ได้นอกจาก อัจฉริยะอย่างดัสติน เอริก้า และอาจารย์ที่ปรึกษาอย่างคุณครูคลาร์ก ผู้เปี่ยมจิตวิญญาณของครูวิทยาศาสตร์
.......................
ประเด็นทางชีววิทยาของอสูรเดโมกอร์กอร์นจะเล่าให้ฟังในอนาคต
ส่วนในตอนนี้หากสนใจการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ในมังงะแบบนี้
แนะนำหนังสือ ฟิสิกส์เบียวเบียว
สั่งได้ทาง shopee
https://s.shopee.co.th/4An6VCnYoB
หรือ Lazada
https://www.lazada.co.th/products/new-i5722837607-s24399674185.html
30/12/2025
#หนังสือแนะนำ
รหัสลับในสรรรพสิ่ง (Math Geek)
............
ชวนผู้อ่านมองโลกในมุมของคณิตศาสตร์
ที่ซ่อนตัวอยู่ในชีวิตประจำวัน
ตั้งแต่การจราจร งานศิลปะ รางวัลออสการ์ จนถึงเอกภพ
หนังสือที่พาทุกคนไปถอดรหัสคำถามเล็ก ๆ รอบตัวเรา
คำถามธรรมดาที่หลายคนมองข้ามเพราะดูเหมือนไม่มีอะไรสำคัญ
แต่เมื่อมองให้ลึกลงไป กลับอธิบายโลกได้อย่างไม่ธรรมดา
เช่น ฝนตก 40% หมายความว่าอะไร
ทำไมรถเมล์ชอบมาพร้อมกันเป็นกลุ่ม
ทำไมยิ่งตัดถนนเพิ่ม รถถึงยิ่งติดกว่าเดิมได้ ฯลฯ
อ่านแล้วจะพบว่าสิ่งรอบตัวมีเหตุผลเสมอ
และคณิตศาสตร์ก็อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด
เขียนโดย Rafael Rosen
แปลโดย รศ. ดร.นิรัตยา คำเสมานันทน์
ราคา 300 บาท
สามารถสั่งได้ทาง Lazada
https://www.lazada.co.th/products/pdp-i5934686636-s25430480606.html
หรือทาง Shopee
https://shopee.co.th/-NEW-Math-Geek-%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87-%E2%99%BE%EF%B8%8F-i.86566545.57300686745
[NEW] Math Geek : รหัสลับในสรรพสิ่ง ♾️ | Shopee Thailand
Math Geek : รหัสลับในสรรพสิ่ง 📍Special แถมโปสการ์ด เฉพาะคนซื้อเท่านั้น “คุณเคยสงสัยสิ่งรอบตัวไหมว่า มีความเกี่ยวข้อ.....
30/12/2025
สรุปข่าววิทยาศาสตร์ ปี 2025
...........................................
รางวัลโนเบลปี 2025 นี้ มอบให้กับการค้นพบด้านควอนตัม
ปูพื้นฐานความรู้ทฤษฎีควอนตัมแบบเข้าใจง่าย
ได้จาก หนังสือกำเนิดทฤษฎีควอนตัม
สั่งได้ทาง shopee
https://shopee.co.th/product/86566545/20862624449
และ
Lazada
https://www.lazada.co.th/products/new-0-i4260814154-s16873961479.html
22/09/2025
หนังสือ ขอบฟ้าความเร็วแสง
เล่าทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษแบบเข้าใจง่าย
-ถ้าเราวิ่งไล่ตามแสงด้วยความเร็วแสง เราจะเห็นแสงหยุดนิ่งไหม?
-เวลาเดินด้วยอัตราเท่ากันทั้งเอกภพหรือไม่?
-สมการ E = mc² บอกอะไรกับเรา?
-สิ่งที่เคลื่อนที่ได้เร็วกว่าแสงมีอะไรบ้าง?
หนังสือเล่มนี้จะตอบคำถามเหล่านี้
ด้วยการพาทุกท่านไปรู้จักทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของไอน์สไตน์
ว่าทฤษฎีนี้เปลี่ยนวิธีที่มนุษย์มองจักรวาลอย่างไร
ตั้งแต่จุดเริ่มต้นว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษเกิดขึ้นมา
และมีผลลัพธ์อะไรเกิดขึ้นจากทฤษฎีนี้บ้าง แบบเข้าใจได้ไม่ยาก
หนังสือขอบฟ้าความเร็วแสง
ราคา 320
สั่งได้ทาง shopee
https://s.shopee.co.th/AA4JadBcPB
Lazada
https://www.lazada.co.th/products/new-i5722822479-s24399573369.html
🎆ขอบฟ้าความเร็วแสง : ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษแบบเข้าใจง่าย | Shopee Thailand
📍เล่าทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษแบบเข้าใจง่าย . หนังสือเล่มนี้จะพาทุกท่านไปรู้จักทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของไอน์.....
22/09/2025
โรเบิร์ต ลิสตัน (Robert Liston)
ศัลยแพทย์ความเร็วสายฟ้าแลบ
โรเบิร์ต ลิสตัน (Robert Liston) เป็นชาวสก็อตแลนด์ เข้ามหาวิทยาลัยเอดินบะระตั้งแต่อายุเพียงสิบสี่ปี และได้ศึกษาวิชาแพทย์ กายวิภาคศาสตร์ และสรีรวิทยาอย่างเข้มข้น ความสามารถของลิสตันโดดเด่นจนได้รับเชิญให้มารับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านศัลยศาสตร์ในกรุงลอนดอน
ทว่าสิ่งที่ทำให้โรเบิร์ต ลิสตันเป็นที่กล่าวขานมากที่สุดไม่ใช่เพียงความรู้หรือประสบการณ์ แต่คือความเร็วเหนือชั้นในการผ่าตัด ในยุคที่ยังไม่มียาสลบ ความเร็วคือทุกสิ่ง ผู้ป่วยต้องถูกจับตรึงให้นอนนิ่งท่ามกลางความเจ็บปวดแสนสาหัส หากศัลยแพทย์ชักช้าไปเพียงนิดเดียว ความเจ็บปวด ความช็อก และการเสียเลือดอาจพรากชีวิตไปในทันที
ฝีมือระดับพระกาฬทำให้ลิสตันสามารถตัดขาและเย็บปิดแผลได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที เล่าลือกันว่าเขาสามารถผ่าตัดขาเสร็จได้ในสองนาทีครึ่ง และบางครั้งถึงกับคาบมีดอีกเล่มไว้เพื่อประหยัดเวลา นักศึกษาแพทย์มักถูกเรียกมาดูเขาผ่าตัด พร้อมกับนาฬิกาจับเวลา เสมือนกำลังชมการแข่งขันกีฬา แต่แท้จริงแล้วนั่นคือการแข่งขันกับความตาย
ความเร็วของลิสตันทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดัง ผู้ป่วยจำนวนมากยอมเดินทางมาและต่อคิวรอเพียงเพื่อให้ได้รับการผ่าตัดจากเขา อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยที่เขารักษามักสูงกว่าศัลยแพทย์ร่วมสมัย นั่นทำให้เขาถูกขนานนามว่า “มีดผ่าตัดที่เร็วที่สุดแห่งลอนดอนตะวันตก”
อย่างไรก็ตาม ความเร็วเช่นนี้ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นเช่นกัน เรื่องเล่าขนลุกมากมายได้ผูกติดอยู่กับชื่อของเขา หนึ่งในนั้นคือเหตุการณ์ที่เขาเผลอตัดลูกอัณฑะของผู้ป่วยออกไปพร้อมกับขา
อีกครั้งหนึ่งที่น่าเลื่องลือกว่านั้นคือเขาพลั้งมือไปตัดนิ้วของผู้ช่วย และยังเฉือนเสื้อโค้ทของผู้ชมคนหนึ่ง เหตุการณ์นี้จบลงอย่างน่าสะเทือนใจ ผู้ป่วยและผู้ช่วยเสียชีวิตจากการติดเชื้อ ส่วนผู้ชมเสียชีวิตด้วยความตกใจจนหัวใจหยุดเต้น เรื่องนี้จึงถูกกล่าวขวัญว่าเป็นการผ่าตัดเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ที่มีอัตราการเสียชีวิตถึง 300% แม้จะมีข้อถกเถียงว่ามันน่าจะเป็นเรื่องแต่ง แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศอันโหดร้ายของการแพทย์ในยุคนั้นได้อย่างดี
นอกเหนือจากความเร็วอันเป็นตำนาน ลิสตันยังเป็นนักประดิษฐ์ที่มีผลงานจริงจัง เขาออกแบบเครื่องมือทางการแพทย์หลายอย่าง เช่น อุปกรณ์ดามกระดูกต้นขาที่รู้จักกันในชื่อ Liston splint และคีมหนีบหลอดเลือดรูปแบบใหม่ เขาเขียนตำราศัลยกรรมหลายเล่มที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย และยังเป็นผู้บุกเบิกการผ่าตัดด้วยยาสลบจากอีเทอร์เป็นครั้งแรกในยุโรป การผ่าตัดครั้งนั้นถือเป็นหมุดหมายที่ทำให้การแพทย์ก้าวข้ามพรมแดนจากความโหดร้ายไปสู่ยุคสมัยใหม่
โรเบิร์ต ลิสตัน เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1847 ด้วยโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง ขณะมีอายุเพียง53 ปี หลังจากเขาจากไป ได้มีการสร้างอนุสาวรีย์หินอ่อนเพื่อเป็นเกียรติ และจัดทำเหรียญ “Liston Medal” เพื่อรำลึกถึงความยิ่งใหญ่ของเขา แม้ชื่อของเขาจะถูกจดจำด้วยภาพลักษณ์ของศัลยแพทย์ผู้ว่องไว บ้าบิ่น และบางครั้งก็น่าสะพรึงกลัว แต่ในอีกมุมหนึ่ง เขาคือผู้บุกเบิกที่ช่วยเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์การแพทย์ จากโลกที่เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องและความเจ็บปวด ไปสู่โลกใหม่ที่ยาสลบเปิดประตูให้การผ่าตัดกลายเป็นศาสตร์ที่ก้าวหน้าและเปลี่ยนโลกไปตลอดกาล