Chakistime Pondchailerd

Chakistime Pondchailerd

แชร์

เวลา ผ่านมา แล้วก็ ผ่านไป

Photos from Chakistime Pondchailerd's post 01/12/2022

น้ำกระเจี๊ยบแดง
กระเจี๊ยบ (Rosela) เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงราว 3-6 ศอก ลำต้น
และกิ่งก้านมีสีม่วงแดง ใบมีหลายแบบ ขอบใบเรียบ บางครั้งมีหยักเว้า
3 หยักด้วยกัน ดอกสีชมพู ใช้เมล็ดปลูกโดย เริ่มปลูกปลายฤดูฝนมีชื่อ
ท้องถิ่นว่ากระเจี๊ยบ (ภาคกลาง) ผักเก็งเค็ง (ภาคเหนือ)
สรรพคุณและประโยชน์
กลีบรองดอกกลีบเลี้ยง (มีชื่อว่า แอนโทไซยานินจึงทำให้มีสีแดง
ม่วง และประกอบด้วยกรดอินทรีย์อีกหลายชนิดด้วยกัน) และใบมีรส
เปรี้ยวใช้เป็นยาขับเสมหะ

การทำน้ำกระเจี๊ยบแดงสูตรที่ 1
วัตถุดิบ
ㆍ ดอกกระเจี๊ยบแดงตากแห้ง 1 กิโลกรัม / น้ำตาลทรายแดง
2 กิโลกรัม / น้ำสะอาด 5 ลิตร / เกลือป่น 1 ซ้อนชา

ㆍ เอาดอกกระเจี๊ยบแห้งไปล้างน้ำ จัดการเอาใส่หม้อเอาดอก
กระเจี๊ยบใส่ลงไป ต้มดอกกระเจี๊ยบแดงกับน้ำที่เดือดแล้วลด
ไฟอ่อน ๆ เคี่ยวไปเรื่อย ให้น้ำเป็นสีแดงยิ่งขึ้น ถ้าน้ำเป็น
สีแดงจัดก็ให้เอาดอกกระเจี๊ยบออกแล้วก็ใส่เกลือปันลงไป
ด้วยพร้อมกับน้ำตาลคนให้เข้ากันปล่อยให้น้ำกระเจี๊ยบเย็นลงเป็นอันว่าใช้ได้

การทำน้ำกระเจี๊ยบแดงสูตรที่ 2
ส่วนผสม
ㆍ กระเจี๊ยบแห้ง 500 หรือ V2 กิโลกรัม / น้ำตาลทราย 5 กิโลกรัม /
กรดซิตริก (กระมะนาว) 12 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ /
เกลือ 5 กรัม หรือประมาณ 12 ซ้อนโต๊ะ / สารกันเสียโซเดียม-
เบนโซเอต (ถ้าต้องการเก็บไว้นาน)

วิธีการทำ
ㆍ ใส่กระเจี๊ยบและน้ำพอท่วม ต้มด้วยไฟอ่อนๆ จนน้ำมีสีแดง
เข้มรินน้ำออก เดิมน้ำใหม่ ต้มอีกครั้ง เพื่อสกัดน้ำกระเจี๊ยบ
ให้หมดจนได้กระเจี๊ยบประมาณ 4 ลิตร ใส่น้ำตาลทรายลงใน
น้ำกระเจี๊ยบ คนกันจนกระทั่งน้ำตาลทรายละลายกรอง ต้มจนเดือด
เติมกรดซิตริกและเกลือ

สรรพคุณ
น้ำกระเจี๊ยบมีสรรพคุณในการช่วยรักษาอาการร้อน-
ในกายในช่องปาก ลดปริมาณของไขมันในเส้นเลือด ช่วยป้องกันโรค
หัวใจช่วยลดระดับของความดันโลหิตภายในร่างกายให้กลับเข้าสู่ระดับ
ปกติและยังเป็นยาระบายอ่อน ๆ อีกด้วย

Photos from Chakistime Pondchailerd's post 28/11/2022

น้ำดื่มสมุนไพรข่า

ข่าจัดเป็นพืชผักสมุนไพรที่คนไทยรู้จักและใช้ข่าเป็นส่วน
ประกอบของอาหารไทยมากมายหลายชนิด เช่น ต้มข่าไก่ ต้มยำกุ้ง
(เป็นอาหารไทยที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก) ต้มยำปลา แกงเทโพ แกงมัสมั่น
แกงไตปลา ฯลฯ ทั้งนี้เพราะข่ามีเหง้าที่มีน้ำมันหอมระเหย ที่มีกลิ่น
หอมถูกปากคนไทย สามารถใช้ดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ และกุ้งหอยปู
ปลาได้อย่างดี น้ำมันหอมระเหยในข่านี้มีทั่วไปทั้งต้น ใบ ดอก และ
เหง้า แต่จะมีเหง้ามากที่สุด ข่ามีด้วยกัน 3 ชนิด ได้แก่
ㆍข่าใหญ่ (ข่าหลวง- Alpinia siamensis K.Schum) มีคุณสมบัติ
ของยากลางบ้าน คือ เมล็ด รสขม เผ็ดร้อน แก้ลม แก้ดีพิการ
บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับใลหิต และลม เหง้าอ่อน รสขม
เผ็ดร้อนเล็กน้อย ขับลมในลำไส้ ขับโลหิตเน่า แก้ปวดมวนใน
ท้อง เหง้าแก่ รสเผ็ดร้อน แก้ปวดมวนเสียดแทงในท้อง
ㆍ ข่าตาแดง (ภาคเหนือ-ข่หยวก, ข่าหลวง-Alpinia Galanga
sw.) มีคุณสมบัติของยากลางบ้าน คือ ใบ รสเผ็ดปร่า แก้
โรคกลาก ดอก รสเผ็ดปร่า แก้โรคบิดเรื้อรัง ถ่ายเป็นเลือด
เหง้าแก่ กลิ่นหอมรุนแรง รสเผ็ดร้อน ขับลมในลำไส้ให้
กระจาย แก้ฟกบวมอักเสบ หรือนำมาผสมกับเกลือ และส้ม
มะขามเปียก ให้สตรีหลังคลอดบุตรรับประทาน ขับเลือด
เสีย และขับน้ำคาวปลา ทำให้มดลูกแห้ง แก้โลหิตทำพิษใน
เรือนไฟเป็นยาระบายอ่อนๆ
ㆍ ข่าลิง (Globba Schomburgki HK.f) มีคุณสมบัติของยากลาง
บ้าน คือ ใบ มีกลิ่นหอมรุนแรง รสเผ็ดปร่า แก้เกลื้อนน้อย
เกลื้อนใหญ่ ดอก กลิ่นหอมรุนแรง รสเผ็ดปร่า แก้ผีดาษ เหง้า
กลิ่นหอมรุนแรง รสเผ็ดร้อน แก้ปวดท้อง จุกเสียด แก้กามโรค
ข้อดีพิเศษของข่าลิง คือ เอาเหง้าต้มน้ำ แล้วเอาน้ำมาผสม
สุรา ทำให้ดีกรีไม่ตก และ
สุราจะมีกลิ่นฉุนแรงขึ้น

การทำน้ำสมุนไพรข่า
ㆍ ใช้ข่าแก่หั่นบาง ๆ ตากแห้ง 1 กิโลก้ม เอามาล้างให้สะอาด
แล้วทั่นเป็นแว่นบางๆ ตากให้แห้งสนิทด้วยการตาก 2-3
แดด แล้วก็เอาไว้ในกระป้องหรือขวดปากกว้างมีฝ่าปิดสนิท
วิธีการทำ
ㆍ เอาข่าที่ตากแห้งใส่ลงไปในถ้วยกาแฟ 4-5 แว่นใส่น้ำร้อนที่
เดือดทิ้งเอาไว้สักครู่หนึ่ง

Photos from Chakistime Pondchailerd's post 16/11/2022

น้ำกระชาย

ประโยชน์
ขยายหลอดเลือดทำให้สมองโปร่งใส อารมณ์ดีขึ้น แก้อาการอ่อนเพลีย
เนื่องจากนอนดึกหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ปรับสมดุลของความดันโลหิต
และฮอร์โมน ทั้งยังกระตุ้นสมรรถนะร่างกาย และกระชับกล้ามเนื้อ แต่
กระชายอาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง

กระชาย (Fingerroot) เป็นพืซล้มลุก สูงประมาณ 2 ศอกเศษ มี
ลำต้นใต้ดิน เรียกว่าเหง้า รูปทรงกระบอกเนื้อสีเหลือง มีกลิ่นหอม
เฉพาะเนื้อละเอียด กาบใบสีแดงเรื่อ ใบใหญ่ยาวเรียว ดอกเป็นช่อมีชื่อ
ท้องถิ่น คือ กะแอน ระแอน (ภาคเหนือ) ขิงทรา (มหาสารคาม) ว่าน
พระอาทิตย์ (กรุงเทพฯ)
สรรพคุณและประโยชน์
ในเหง้ากระชายมีสารสำคัญ คือ น้ำมันหอมระเหย ในการ
ทดลองพบว่าสารจากเหง้ากระชายมีประสิทธิภาพยับยั้งการเจริญ
เติบโตของเชื้อแบคทีเรีย เชื้อแบคทีเรียที่ได้ผล คือ Bacilus subtiis
แบคทีเรียในลำไส้และแบคที่เรียที่ทำให้เกิดหนองและน้ำมันหอมระเหย
ช่วยขับลมในกระเพาะและลำไส้ ช่วยให้เจริญอาหารอีกด้วย กรม
วิทยาศาสตร์การแพทย์วิจัยว่า ไม่มีพิษเฉียบพลันช่วยคลายเครียด
คุณค่าทางอาหาร
กระชายมีรสเผ็ด
พอสมควร จึงช่วยดับ
กลิ่นคาวได้ นำไปปรุงกับอาหารได้หลายอย่างโดยเฉพาะอาหารไทย
เช่น แกงเลียง แกงขี้เหล็ก ผัดเผ็ดปลาดุก ฯลฯ ในรากเหง้าของกระชาย
มีแคลเซียม เหล็กมาก นอกจากนี้ยังมีเกลือแร่ต่างๆ และวิตามินเอ
วิตามินซีอีกด้วย

การทำน้ำกระชาย
ส่วนผสม
ㆍ กระชาย 1 ขีด / มะนาว 2 ผล / น้ำผึ้ง 2 ซ้อนโต๊ะ

เริ่มจากนำกระชายขูดเปลือกออกแล้วล้างให้สะอาด จากนั้น
นำไปปั่น โดยเติมน้ำลงไป 2 แก้ว ปั่นให้ละเอียด แล้วกรอง
เอาแต่น้ำ ก่อนดื่มให้เติมน้ำมะนาวและน้ำผึ้งลงไป จะช่วยให้
ดื่มง่ายขึ้น

Photos from Chakistime Pondchailerd's post 06/11/2022

น้ำตะไคร้
ตะไคร้ (Lemongrass) เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย ปลูก
กันมากในประเทศอินเดีย พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซียและประเทศไทย
ตะไคร้เป็นพืชที่สามารถนำส่วนต้น หัวไปประกอบอาหารได้หลายชนิด
และยังเป็นสมุนไพรอีกด้วย โดยคุณสมบัติและคุณค่าของคะไคร้เป็น
ยา เมื่อรับประทานลงไปแล้วจะรู้สึกสบายท้อง จึงจัดให้เป็นส่วน
ประกอบของอาหารยอดนิยมของคนทั่วไป

สรรพคุณและประโยชน์
เหง้าและลำต้นแก่ : ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารที่สำคัญ
หลายชนิด เช่น ต้มยำ และอาหารไทยหลายชนิด ให้กลิ่น
หอม มีสรรพคุณทางยา เช่น บำรุงธาตุ แก้โรคทางเดิน
ปัสสาวะ ขับลมในลำไส้ทำให้เจริญอาหาร แก้กลิ่นคาวหรือ
ดับกลิ่นคาวของปลา และเนื้อสัตว์ได้ดีมาก บำรุงสมอง ช่วย
ให้สมาธิดี ต้มกับน้ำใช้ดื่มแก้อาเจียน
ㆍต้นสด : โขลกคั้นเอาน้ำดื่มแก้อาการเมาในกรณีผู้ที่เมามาก ๆ
ㆍน้ำมันตะไคร้หอม : ใช้ทากันยุงได้ ถ้าปลูกใกล้ผักอื่นๆ จะ
ㆍ ทั้งต้น : ใช้เป็นยารักษาโรคหืดู แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะและ
แก้อหิวาตกโรค หรือทำเป็นยาทานวดก็ได้ และยังใช้รวมกับ
สมุนไพรชนิดอื่นรักษาโรคได้ เช่น บำรุงธาตุ เจริญอาหารและ
ㆍต้น : ใช้เป็นยาแก้ขับลม แก้เบื่ออาหาร แก้ผมแตก แก้โรค
ทางเดินปัสสาวะ นิ่ว เป็นยาบำรุงไฟธาตุให้เจริญ แต่ถ้าเอา
ผสมกับสมุนไพรชนิดอื่น จะแก้โรคหนองใน และนอกจากนี้
ยังใช้ดับกลิ่นคาวด้วย
ㆍ หัว : เป็นยารักษาเกลื้อน แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้ปัสสาวะ
พิการ แก้นิ่ว บำรุงไฟธาตุ แก้อาการขัดเบา ถ้าใช้รวมกับ
สมุนไพรชนิดอื่น จะเป็นยาแก้อาเจียน แก้ซาง ยานอนหลับ
ลดความดันสูง แก้ลมอัมพาต แก้กษัยเส้น และแก้ลมใบ ใบ
สด ๆ จะช่วยลดความดันโลหิตสูง แก้ไข้

ㆍ ราก : ใช้เป็นยาแก้ไข้เหนือ ปวด
ท้องและท้องเสีย
ㆍใบ : ลดความดันโลหิต แก้ไข้
การทำน้ำหวานตะไคร้
ส่วนผสม
ㆍ ตะไคร้ทั้งต้นและใบรวมกัน 5 ต้น / น้ำสะอาด 1 ลิตร / น้ำตาล
ทรายแดง 1 ถ้วยตวง / เกลือป่น 1-2 ช้อนชา
วิธีการทำ
ㆍเอาต้นตะไคร้ทั้งรากทั้งใบทำความสะอาด ต่อจากนั้นเอามา
ทุบให้แตกตัดเป็นท่อน ๆ ใส่ลงไปในหม้อต้มใส่น้ำ 1 ลิตร ต้ม
ไปจนเดือดแล้วใช้ไฟอ่อนเคี่ยวให้น้ำตะไคร้มาปนกับน้ำมากๆ
จนเห็นเป็นสีเขียว ใส่เกลือปนกับน้ำตาลแล้วแต่ความชอบ
การทำน้ำชาตะไคร้
ㆍลำต้นแก่สดๆ : ทุบพอแหลกประมาณ 1 กำมือ ต้มน้ำดื่ม
หรือประกอบเป็นอาหารแก้อาการขับเบาผู้ที่ปัสสาวะขัด ไม่
คล่อง (แต่ต้องไม่มีอาการบวม) ดื่มวันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1
ถ้วยชาก่อนอาหารหรือใช้เหง้าแก่ที่อยู่ใต้ดิน หั่นฝานเป็นแว่น
บาง ๆ คั่วไฟอ่อน ๆ พอเหลืองซงเป็นยาดื่มวันละ 3 ครั้ง ครั้ง
ละ 1 ถ้วยชา

Photos from Chakistime Pondchailerd's post 04/11/2022

กุหลาบ และ น้ำกุหลาบสมุนไพร

กุหลาบ (Rosa) มีอยู่ประมาณ 125 ชนิด มีถิ่นกำเนิดใน
เอเชีย ประมาณ 95 ชนิด ในอเมริกา 18 ชนิด ส่วนที่เหลือมีถิ่นกำเนิด
ในยุโรปหรือตะวันตกเฉียงเหนือของแอฟริกา นอกจากจะเป็นไม้ดอก
ที่สวยงามแล้วยังสามารถนำมาบริโภคได้ โดยใช้กลีบดอกสดแช่ลอย
น้ำสำหรับทำขนม แต่งหน้าขนมประเภทตะโก้ หรือใช้กลีบดอกทำเป็น
อาหาร ดอกแห้งใช้ซงเป็นซา กลีบดอกมีสรรพคุณในการช่วยบำรุง
หัวใจ แก้อ่อนเพลีย และช่วยระบาย
สรรพคุณและประโยชน์
ㆍ ดอก มีสรรพคุณบำรุงหัวใจ ขับน้ำดี
ㆍ ผล มีวิตามินซีมาก
ㆍ กลีบดอก แรกแย้มสกัดได้น้ำมันหอมระเหยใช้แต่งกลิ่น
โดยเฉพาะเครื่องสำอาง

การทำน้ำกุหลาบสมุนไพร
ส่วนผสม
ㆍกลีบกุหลาบแดง 10 ดอก / น้ำสะอาด 1 ลิตร / น้ำเชื่อม
800 ลูกบาศก์เซนติเมตร หรือประมาณ 3 14 ถ้วยตวง /กรด
ซิตริก (กรดมะนาว) 10 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ /
เกลือ 5 กรัม หรือประมาณ 12 ซ้อนโต๊ะ / สารกันเสีย โซเดียม-
เบนโซเอต (ถ้าต้องการเก็บไว้นาน)
วิธีการทำ
ㆍล้างกลีบกุหลาบให้สะอาด
ㆍต้มกลีบกุหลาบกับน้ำสะอาดจนสีออกหมด กรองให้ได้น้ำ
ㆍเอาน้ำกลีบกุหลาบที่กรองได้มาผสมกับน้ำเชื่อม เติมกรดซิตริก
ประมาณ 800 ลูกบาศก็เซนติเมตร
และเกลือ
การทำน้ำกุหลาบ
วิธีทำ
ㆍ จะต้องต้มน้ำรอไว้ หลังจากนั้นใส่กลีบกุหลาบแห้งประมาณ
หนึ่งช้อนชาลงไปในถ้วย (หรือจะใสในถุงชาก่อนก็ได้ เมื่อน้ำ
เดือด ให้เทน้ำร้อนตามลงไป เพิ่มความหวานตามชอบ ดอก
กุหลาบ (ตามธรรมชาติแล้วจะมีรสฝาด เมื่อนำมาประกอบ
อาหารควรกลบรสฝาดด้วยมะนาวหรือเกลือ เพื่อให้หายเฝื่อน)

Photos from Chakistime Pondchailerd's post 28/10/2022

ชาเขียวญี่ปุ่น
ชาเขียวในญี่ปุ่นมีการปลูก 2 แบบ ปลูกชาธรรมดากลางแจ้ง กับ
ปลูกชาในร่มโดยใช้ไม้ใหญ่เป็นร่มเงาหรือปลูกกลางแจ้งจน 3 อาทิตย์
ก่อนเก็บ/เด็ดใบซา จึงกั้นบังแดด เพื่อให้ได้ชาที่นุ่ม มีกลิ่นหอมละมุน
ซึ่งการปลูกชาลักษณะนี้เรียกว่า เคียวคุโระ (Gyokuro Tea) แปลว่า
Pearl Dew หยาดน้ำค้างไข่มุก ราคาแพงมาก
สำหรับซาที่ญี่ปุ่นผลิตออกมาจำหน่าย ได้แก่
ㆍ เซนฉะ - Sencha เป็นชาเขียวที่ขึ้นชื่อในญี่ปุ่นมีกลิ่นรสที่
ละเอียดอ่อน มีสีเขียวอ่อนจนถึงสีเขียวแก่
ㆍ บันฉะ - Bancha เป็นชาเขียวที่พบทั่วไป มีกลิ่นรสอ่อนมาก
ㆍ คูคิฉะ - Kukicha เป็นชาเขียวที่มีใบชาน้อยมากส่วนใหญ่เป็น
ก้านชา
ㆍ เกนไมฉะ - Genmaicha เป็นชาเขียวที่ผสมขาวซ้อมมือคั่ว
กลิ่นรสคล้ายข้าวโพดคั่ว
ㆍโคนะฉะ - Konacha เป็นชาเขียวที่เป็นผงหยาบ กลิ่นหอม
หวานสีเขียวเข้ม มักใช้ในพิธีกรรม
ㆍมุกิฉะ - Mugicha มิใช่ชาจากต้นชา (Camellia Sinensis) แต่
ทำจากข้าวบาร์เลย์คั่ว (Roasted Barley Tea) ไม่มีกาเฟอีน
ถ้าไปร้านญี่ปุ่นแท้ ๆ จะเสิร์ฟชานี้ในน้ำแข็งช่วงหน้าร้อน
ㆍมัทฉะ - Matcha เป็นซาเขียวที่ทำจากใบอ่อนของชาที่ปลูก
แบบ Gyokuro นำมาบดละเอียดเป็นผงใช้ในพิธีกรรมและ
ผสมในไอศกรีมชาเขียว

ㆍ โฮจิฉะ - Hojicha เป็นชาเขียวคั่ว มีรสชาติจัดกว่าชาอื่น
ㆍGunpowder เป็นชาเขียวที่ผ่านลูกกลิ้ง ใบม้วนแน่น
ㆍFlavored Tea เป็นการนำซาต่างๆ ที่กล่าวแล้วมาเพิ่มรส
เช่น Berry Cha, Lemon Splash, Lavender Moon, Jasmine
Fantasy, Moroccan Sunrise เป็นต้น

Photos from Chakistime Pondchailerd's post 23/10/2022

วันนี้อยากจะมาบอกเล่า

ไปเจอร้านขายชาแห่งหนึ่งเป็นชานำเข้า ในร้านมีชามากมายหลายชนิดมากจนเลือกไม่ถูกเลย😊ทางร้านแนะนำคือ ชาอู่หลงหอมหมื่นลี้ คนขายบอกว่าชานี้จะมีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

23/10/2022

🤗อ่านบทความเพื่อความรู้กัน🤗
ชาดอกบัวหลวงสีชมพู
ชาดอกไม้อยู่ในประเภทชาสมุนไพร ช่วยบำรุงหัวใจ
บำรุงโลหิต ช่วยระบบการไหลเวียนโลหิต ช่วยบรรเทา
อาการปวดประจำเดือน ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ
กลีบดอกบัวหลวงมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ
สูง โดดเด่นในเรื่องยับยั้งเลือดและให้เลือดไหลเวียนได้
คล่อง ช่วยบำรุงเลือด-หัวใจ และบำรุงไต บำรุงครรภ์
ช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า ลดไขมันในเลือด เพิ่ม
ภูมิคุ้มกัน การป้องกันการติดเชื้อ
ชาดอกบัวหลวง สำหรับผู้หญิงถ้าประจำเดือนมากเกิน
ไป ปวดท้อง ดื่มชาดอกบัวจะได้ผลบรรเทาอาการปวด
เนื่องจากดอกบัวมีสารแอลคาลอยด์ ที่พบในบัว มีฤทธิ์
ลดปวด และต้านการอักเสบ กลีบบัวตากแห้ง นำมาชง
เป็นชา แก้ตาแห้ง บำรุงสายตา เสริมความงาม เพราะ
ช่วยกระจายเลือด เลือดลมเดินดี
ชาดอกบัวหลวง ยังช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และช่วย
นอนหลับสบายได้ดีอีกด้วยนะคะ
ชาดอกบัวหลวง จัดอยู่เป็นประเภท "ชาสมุนไฟร
คาเฟอีน และมีกลิ่นหอมอ่อนๆ จึงเหมาะสำหรับ ชงเป็น
น้ำชาเพื่อจิบ-ดื่ม ได้ทั้งวัน

23/10/2022

วิธีการชงชาที่ถูกต้อง
อาทิ ชาดังต่อไปนี้
ชากระชาย ชากะเพราแดง ชากาฝากมะม่วง
ชากุหลาบ ชาเก๊กฮวย ชาข่า
ชาช้าพลู ชาชุมเห็ดเทศ ชาลูกใต้ใบ
ชาหญ้าหนวดแม่ว ชาหนุมานประสานกาย
ฯลฯ
1. ใช้น้ำร้อนลวกภาชนะชงชา เพื่อให้กาน้ำซาและถ้วยน้ำชา
ชุ่มชื้น ช่วยฆ่าเชื้อโรค และดับกลิ่นต่างๆ
2. ใสใบชาในปริมาณที่พอเหมาะ ถ้าเป็นใบชาม้วนประมาณ
1 ใน 3 ของกาน้ำซา ถ้าเป็นใบชาไม่ม้วนประมาณ 1 ใน
2 ของกา
3. เทน้ำร้อนลงในกาน้ำชาให้เต็ม เพื่อกระตุ้นใบชาให้คลี่ออก
และช่วยล้างใบชาให้สะอาด แล้วรีบเทน้ำทิ้งอย่าแซ่ทิ้งไว้นาน
(ชาน้ำแรกเททิ้ง)
4. เทน้ำร้อนลงในกาน้ำชาอีกครั้ง ทิ้งไว้ประมาณ 2 นาที
5. รินน้ำชาใส่ถ้วยแต่ละถ้วยให้หมดกาแล้วยกเสิร์ฟ เมื่อต้องการ
ดื่มชาเพิ่มให้เติมน้ำร้อนลงในกาอีกครั้ง ทิ้งไว้ 2-3 นาที แล้ว
ยกเสิร์ฟใหม่

Photos from Chakistime Pondchailerd's post 18/10/2022

สาระน่ารู้ประโยชน์ของชา🤗
สรรพคุณของชาทั่วไป
1. ชาเขียว ชาอู่หลงและชาดำล้วนสามารถระงับอาการท้องเสีย
และลำไส้อักเสบได้ คาดว่าฤทธิ์ดังกล่าวมาจากแทนนิน (Tannin)
ในใบชา ซึ่งต่อต้านจุลินทรีย์ การต้านการอักเสบและการติดเชื้อ โพลี-
ฟีนอล (Polypheno) ในชามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เซลล์ที่มีการอักเสบ
จะสร้างตัวออกซิไดซ์ (Oxidants) เช่น ซูเปอร์ออกไซด์ (Superoxide
anion radicals) ซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ (Hydrogen
peroxide) โดยซูเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเทส (Superoxide dismutase)
เป็นต้น

2. ภายในเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิล (Neutrophi) นั้น
ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ (Hydrogen peroxide) และคลอไรด์ (Chloride)
จะถูกเปลี่ยนเป็นกรดไฮโปคลอรัส (Hypochlorous acid) โดย Myelop-
eroxidase เพื่อทำลายเชื้อแบคทีเรีย Superoxide anion สามารทำ
ปฏิกิริยากับ Nitric oxide ได้เป็น Peroxynitrite ซึ่งเป็น Nitrating และ
Oxidizing agent ที่สำคัญโดยที่ Hypochlorous acid และ Peroxynitrite
ต่างทำปฏิกิริยากับกรดอะมิในชนิดไทโรซีน (โyrosine) ณ บริเวณที่เกิด
การอักเสบ ดังนั้นโพลีฟีนอลจึงช่วยลดปริมาณของ Reactive oxygen
species และ Reactive nitrogen species รอบ ๆ บริเวณที่เกิดการ
อักเสบ
ยับยั้งการเกาะติดฟันของ Streptococcus mutans และ Streptococcus
3. การป้องกันฟันผุ Polyphenol ในชา ป้องกันฟันผุได้โดยการ
sobrinus โดยการยับยั้ง Glycosytransferase activity ทำให้ขัดขวาง
การสร้าง Glucan ซึ่งปกติแล้ว Sucrose จากอาหารที่รับประทานเข้าไป
เมื่อทำปฏิกิริยากับ Glucosytransferase จะได้ Glucan ซึ่งเป็นสาร
เหนียว Glucan จะเกาะติดแน่นที่ฟัน ตัวเชื้อเองก็สามารถสร้าง Glucan
binding lectin ซึ่งจะทำให้เซลล์มาเกาะติดมากขึ้น ระหว่างที่มีกระบวน
การสร้างและสลาย จะมีการสร้างกรดซึ่งทำลายเคลือบฟันซึ่งเป็นสาเหตุ
ให้ฟันผุ ชาป้องกันฟันผุโดยทำให้ระดับกรดที่ Tooth Enamel ลดลง ดัง-
นั้นอาหารหรือที่มี Green Tea Extract ที่มีความเข้มข้นร้อยละ 0.1 ช่วย
ทำให้สุขภาพช่องปากดี และ EGCG มีคุณสมบัติระงับกลิ่นจึงช่วยทำ
ให้ลมหายใจสดชื่น

18/10/2022

🤗อ่านบทความเพื่อความรู้กัน🤗

➡️ดื่มชาเวลาไหนได้ประโยชน์สูงสุด

ชามีประโยชน์ต่อร่างกายถ้าดื่มอย่างถูกวิธีและถูกเวลา วันนี้ขอแนะนำช่วงเวลาของการดื่มชาที่จะทำให้ได้รับประโยชน์จากชาสูงสุด

ดื่มชาเพื่อลดน้ำหนัก
เป้าหมายของการดื่มชาของสาวๆ หลายคนเพื่อการลดน้ำหนัก ซึ่งชามีฤทธิ์ช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานและไขมันจึงส่งผลต่อการควบคุมน้ำหนักของร่างกาย ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับดื่มชาคือ ตอนเช้าหลังตื่นนอน ชาจะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่น เพิ่มการเผาผลาญพลังงาน และเผาผลาญต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ซึ่งชาแก้วแรกของวันควรเป็นชาร้อนชงเอง แบบไม่ใส่น้ำตาล สารให้ความหวานแทนน้ำตาล หรือน้ำผึ้งใดๆ

ควรดื่มชาวันละ 3 ครั้ง ไม่ควรแต่งรสด้วยนมทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นนมสด นมข้น หรือนมผง เพราะโปรตีนจากนมจะไปจับกับสารสำคัญในชา และไปทำลายประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งวิธีการดื่มชาที่ดีที่สุดก็คือการดื่มแต่น้ำชาล้วน ๆ ไม่ต้องปรุงแต่งอะไรเพิ่มเติม การที่ดื่มชาบ่อยๆ จะช่วยทำให้ร่างกายเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานอย่างต่อเนื่อง

ดื่มชาเพื่อเพิ่มการเผาผลาญไขมันระหว่างออกกำลังกาย
เพียงชงชา 1-2 ช้อนชาในน้ำร้อน 200 มิลลิลิตร และดื่มก่อนไปออกกำลังกายประมาณ 45 นาที จะช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมันระหว่างออกกำลังกายได้ถึง 2 เท่า

ดื่มชาเพื่อกระตุ้นการย่อยอาหารให้ดี
ดื่มชาเข้มๆ หลังจากรับประทานอาหารแล้ว 2-3 ชั่วโมง ช่วยกระตุ้นให้น้ำย่อยภายในกระเพาะอาหารหลั่งออกมามากช่วยย่อยอาหารจำพวกวิตามินต่างๆ ได้ดีขึ้น แต่สำหรับคนที่ดื่มชาเป็นประจำอยู่แล้วและคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบควรจิบน้ำชาอ่อนๆ จะดีกว่า เพราะน้ำชาแก่หรือเข้มข้นเกินไปจะทำให้กรดในกระเพาะอาหารหลั่งออกมามากเกินไปทำให้เกิดการระคายเคืองภายในกระเพาะอาหารมากยิ่งขึ้นอีก

การดื่มชาที่ถูกวิธีและถูกเวลาก่อให้เกิดประโยชน์ต่างๆ ต่อร่างกายมากๆ ทั้งช่วยให้ลดน้ำหนัก ช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมัน ช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร และอื่นๆ อีกมากมาย สามารถเข้าไปอ่านบทความวิธีการดื่มชาอย่างถูกวิธีเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดนะคะ

Photos from Chakistime Pondchailerd's post 16/10/2022

ชา. มีมากกว่า 2,000 สายพันธุ์
แต่จะ หยิบยกมาส่วนหนึ่ง
อาทิ
ชาขาว
ชาเขียว
ชาแดง
ชาดำ
ชาอู่หลงเขียว
ขาอู่หลงแดง
เป็นต้น

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่

Bangkok
10600