... “ความสำเร็จ” ...
เห้งเจียพบระหว่างทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎกจากชมพูทวีป
ตือโป๊ยก่ายพบระหว่างทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎกจากชมพูทวีป
ซัวเจ๋งพบระหว่างทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎกจากชมพูทวีป
ม้ามังกรขาวก็พบระหว่างทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎกจากชมพูทวีป
ดังนั้น หากต้องการพบผู้ที่จะร่วมทางได้ คุณต้องออกเดินทางเสียก่อน!
เมื่อมุ่งมั่นเดินทางไปตามฝัน ผู้ช่วยจึงจะปรากฏมา
เมื่อมุ่งมั่นเดินทางสู่เป้าหมาย ผู้อุปการะจึงจะปรากฏมา!
เมื่อตัดสินใจออกเดินนั้น มักไปตัวคนเดียว แต่ครั้นเดินไปเรื่อยๆ จะกลายเป็นกลุ่ม
พระถังซัมจั๋งกับลูกศิษย์ ทั้งสี่คนต้องฝ่าอุปสรรคแปดสิบเอ็ดด่าน และได้พระไตรปิฎกกลับสู่ประเทศจีนในที่สุด พระเจ้าถังไท่จงจัดงานเลี้ยงต้อนรับครูศิษย์ทั้งสี่
ระหว่างงานเลี้ยง พระเจ้าถังไท่จงตรัสถามพระถังซัมจั๋งว่า
“ท่านอาศัยสิ่งใดจึงประสบความสำเร็จในวันนี้?”
พระถังซัมจั๋งตอบว่า “อาตมาอาศัยศรัทธา เชื่อมั่นว่าขอเพียงอาตมาไม่ตายเสียก่อน จะต้องได้พระไตรปิฎกกลับมาแน่นอน!”
จากนั้นทรงถามเห้งเจีย “ท่านเล่าอาศัยอะไร?”
เห้งเจียตอบว่า “กระหม่อมอาศัยกำลังกับเส้นสาย เมื่อถึงคราวจนปัญญาก็ใช้กำลัง”
ทรงถามโป๊ยก่าย “ท่านเอะอะก็โยนคราดที่เป็นอาวุธทิ้ง ทั้งยังหลงอิสตรี สำเร็จได้อย่างไร?”
โป๊ยก่ายตอบว่า “กระหม่อมเลือกเข้ากลุ่มได้ถูก ตลอดทางมีคนช่วย มีคนสอน มีคนนำพา คิดจะไม่สำเร็จยังยาก!”
สุดท้ายทรงถามซัวเจ๋ง “ท่านซื่อเพียงนี้ สำเร็จได้อย่างไร?”
“กระหม่อมซื่อ เชื่อฟัง เชื่อ ทำตาม!”
อันที่จริง การจะประสบความสำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องยาก
กุญแจดอกสำคัญคือหาตำแหน่งแห่งที่ของตนให้พบ
แกนกลางของกลุ่มก้อนองค์กรใดๆ ก็ตาม ล้วนต้องเรียนรู้ที่จะไปเอาชัยชนะร่วมกันกับกลุ่มภายใต้สภาวะที่ไม่มีการให้กำลังใจ ไม่มีการเห็นพ้อง ไม่มีการช่วยเหลือ ไม่มีความเข้าใจ ไม่มีการยอมรับ ไม่มีทางถอย มีเพียงแรงกดดัน ...
ความสำเร็จ มีนิยามเดียว นั่นคือ รับผิดชอบต่อผลลัพธ์
หากคุณต้องอาศัยการให้กำลังใจจากคนอื่นจึงเปล่งแสงได้ อย่างดีคุณก็เป็นได้เพียงหลอดไฟ
เราควรต้องเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ไปส่งต่อให้คนอื่นได้เปล่งแสง แล้วคุณย่อมเป็นแกนกลาง
.. ไม่ทราบผู้เขียน จากเว็บ "แบ่งปันรัก - Love 分享"
.. แปล วิภาดา กิตติโกวิท ©
.. ภาพถ่ายโดยตันสงเวย - 單雄威 ช่างภาพชาวจีน ซึ่งใช้เทคนิคถ่ายภาพได้เหมือนภาพวาด
.. เป็นควันหลงจากวรรณกรรมจีนเรื่อง "ไซอิ๋ว" 😁
《成功》
孫悟空是在取經的路上碰到的,
豬八戒是在取經的路上碰到的,
沙和尚是在取經的路上碰到的,
白龍馬也是在取經路上碰到的,
所以要碰到可以與你一路同行的人,
你必須先上路!
為夢想而堅定前行的時候,幫手才會出現,
為夢想而堅定前行的時候,貴人才會出現!
決定上路的時候總是一個人,
但是走着走着就出現了團隊!
唐僧師徒四人,經過了九九八十一難,終於取到了真經!
回到大唐以後,李世民給師徒四人接風擺設酒宴。
問唐僧:你今天成功靠的是什麼?
唐僧回答:我靠的是信念,
只要我不死我就能取到真經!
然後問孫悟空:你靠的什麼?
孫悟空說:我靠的是能力和人脈!
我没辦法的時候我會借力。
然後問八戒:你動不動就摔耙子,還好色,你怎麽能成功?
猪八戒说:
我選對團隊了,一路有人幫,有人教,有人帶,想不成功都難!
最後又問沙和尚:你這麼老實怎麼也能成功?
沙和尚說:我簡單、聽話,照做!
原來,成功從來就不是一件難事,
關鍵是要找到自己的定位!
任何團隊的核心骨幹,都必須學會在沒有鼓勵,沒有認可,沒有幫助,
沒有理解,沒有寬容,沒有退路,
只有壓力的情況下,一起和團隊獲得勝利。
成功,只有一個定義,
就是對結果負責。
如果你靠別人的鼓勵才能發光,
你最多算個燈泡。
我們必須成為發動機,去影響其他人發光,你自然就是核心!
Wholistic Evaluation
จัดอบรมนักประเมินงานสร้างเสริมสุข? โครงการพัฒนานักประเมินงานสร้างเสริมสุขภาพ (ปสส.) ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
28/04/2021
"เมื่อฉันเริ่มรักตัวเอง"
.. ชาร์ลี แชปลิน
เมื่อฉันเริ่มรักตัวเอง
ฉันพบว่า ความหวาดหวั่นและความรวดร้าวทางอารมณ์
เป็นเพียงสัญญาณเตือนว่า
ฉันกำลังใช้ชีวิตขัดกับความจริงของตน
วันนี้ ฉันรู้ว่า นี่คือ "ความจริงแท้"
เมื่อฉันเริ่มรักตัวเอง
ฉันเข้าใจว่า มันจะทำให้คนอื่นเคืองได้มากเพียงใด
ถ้าฉันพยายามยัดเยียดความปรารถนาของฉันให้คนคนนั้น
ทั้งที่ฉันรู้ว่ายังไม่ใช่เวลา และคนคนนั้นไม่พร้อมสำหรับมัน
และแม้กระทั่งคนคนนั้นคือฉันเอง
วันนี้ ฉันเรียกมันว่า "การเคารพ"
เมื่อฉันเริ่มรักตัวเอง
ฉันหยุดโหยหาชีวิตที่แตกต่าง
และฉันมองเห็นได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่แวดล้อมฉันนั้น
กำลังเชิญชวนให้ฉันเจริญเติบโต
วันนี้ ฉันเรียกมันว่า "วุฒิภาวะ"
เมื่อฉันเริ่มรักตัวเอง
ฉันเข้าใจว่า ไม่ว่าในภาวะการณ์ใดๆ
ฉันอยู่ในสถานที่ใช่ ณ เวลาที่ใช่
และทุกสิ่งเกิดขี้นในห้วงนาทีที่ใช่
ดังนั้น ฉันสงบนิ่งได้
วันนี้ ฉันเรียกมันว่า "ความมั่นใจในตัวเอง"
เมื่อฉันเริ่มรักตัวเอง
ฉันเลิกขโมยเวลาตัวเอง
และหยุดออกแบบโครงการใหญ่ๆ สำหรับอนาคต
วันนี้ ฉันเพียงทำสิ่งที่นำความยินดีและความสุขมาให้
สิ่งที่ฉันรักจะทำ และทำให้หัวใจฉันเบิกบาน
และฉันทำมันในวิธีของฉัน ในจังหวะของฉันเอง
วันนี้ ฉันเรียกมันว่า "ความเรียบง่าย"
เมื่อฉันเริ่มรักตัวเอง
ฉันปลดตัวเองให้เป็นอิสระจากทุกสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพของฉัน
- อาหาร ผู้คน เรื่องราว สถานการณ์
และทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งฉุดฉันลงและไปจากตัวฉันเอง
แรกสุด ฉันเรียกท่าทีนี้ว่า อัตตาที่แข็งแรง
วันนี้ ฉันรู้ว่ามันคือ "การรักตัวเอง"
เมื่อฉันเริ่มรักตัวเอง
ฉันเลิกพยายามที่จะต้องถูกเสมอ
และนับจากนั้น ฉันก็ผิดน้อยลงเรื่อยๆ
วันนี้ ฉันพบว่า มันคือ "ความถ่อมตน"
เมื่อฉันเริ่มรักตัวเอง
ฉันปฏิเสธที่จะใช้ชีวิตในอดีตต่อไป
และไม่กังวลเกี่ยวกับอนาคต
เวลานี้ ฉันเพียงมีชีวิตในชั่วขณะนี้
ที่ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างกำลังเกิดขึ้น
วันนี้ ฉันอยู่ในแต่ละวัน วันแล้ววันเล่า
และฉันเรียกมันว่า "ความสมปรารถนา"
เมื่อฉันเริ่มรักตัวเอง
ฉันรู้ดีว่า จิตของฉันจะรบกวนฉันได้
และมันสามารถทำให้ฉันป่วย
แต่เมื่อฉันเชื่อมโยงมันกับใจของฉัน
จิตก็กลายเป็นพันธมิตรที่มีค่า
วันนี้ ฉันเรียกความสัมพันธ์นี้ว่า "ปัญญาแห่งหัวใจ"
เราไม่ต้องกลัวการโต้แย้ง การเผชิญหน้า
หรือปัญหาใดๆ ที่เกิดกับตัวเราเองหรือคนอื่นๆ อีกต่อไป
แม้กระทั่งดาวยังพุ่งชนกัน
และโลกใหม่กำเนิดขึ้นจากการปะทะกันของพวกมัน
วันนี้ ฉันรู้ว่า "นั่นคือชีวิต"
.. บทกลอน "เมื่อฉันเริ่มรักตัวเอง"
ชาร์ลี แชปลิน [Charlie Chaplin, 1889-1977] นักแสดงมีชื่อชาวอังกฤษ อ่านในงานวันคล้ายวันเกิดปีที่ 70 - 14 เมษายน 1959
.. แปล : วิภาดา กิตติโกวิท
.. มีข้อมูลว่า ชาร์ลีไม่ได้เขียนเอง แต่ดัดแปลงจากหนังสือ "เมื่อฉันรักตัวเองเพียงพอ" [When I Loved Myself Enough] โดยคิมและอลิสัน แม็คมิลเลิน [Kim & Alison McMillen] จะเขียนเองหรือไม่ได้เขียนเองก็น่าอ่านและชวนคิด
"As I Began To Love Myself"
As I began to love myself I found that anguish and emotional suffering are only warning signs that I was living against my own truth. Today, I know, this is “AUTHENTICITY”.
As I began to love myself I understood how much it can offend somebody if I try to force my desires on this person, even though I knew the time was not right and the person was not ready for it, and even though this person was me. Today I call it “RESPECT”.
As I began to love myself I stopped craving for a different life, and I could see that everything that surrounded me was inviting me to grow. Today I call it “MATURITY”.
As I began to love myself I understood that at any circumstance, I am in the right place at the right time, and everything happens at the exactly right moment. So I could be calm. Today I call it “SELF-CONFIDENCE”.
As I began to love myself I quit stealing my own time, and I stopped designing huge projects for the future. Today, I only do what brings me joy and happiness, things I love to do and that make my heart cheer, and I do them in my own way and in my own rhythm. Today I call it “SIMPLICITY”.
As I began to love myself I freed myself of anything that is no good for my health – food, people, things, situations, and everything that drew me down and away from myself. At first I called this attitude a healthy egoism. Today I know it is “LOVE OF ONESELF”.
As I began to love myself I quit trying to always be right, and ever since I was wrong less of the time. Today I discovered that is “MODESTY”.
As I began to love myself I refused to go on living in the past and worrying about the future. Now, I only live for the moment, where everything is happening. Today I live each day, day by day, and I call it “FULFILLMENT”.
As I began to love myself I recognized that my mind can disturb me and it can make me sick. But as I connected it to my heart, my mind became a valuable ally. Today I call this connection “WISDOM OF THE HEART”.
We no longer need to fear arguments, confrontations or any kind of problems with ourselves or others. Even stars collide, and out of their crashing new worlds are born. Today I know “THAT IS LIFE”!
We no longer need to fear arguments, confrontations or any kind of problems with ourselves or others. Even stars collide, and out of their crashing, new worlds are born. Today, I know “THAT IS LIFE.”
- Charlie Chaplin
02/08/2018
"จิตของผู้มีบุญ"
๑. "ไม่บ่น"
เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นปัญญา ทำให้ยอมรับต่อความเป็นจริงของชีวิต ทำให้รู้เห็นและเข้าใจถึงระดับวาสนาของตนและบุคคลอื่น ความเป็น ไปของชีวิตนั้นขึ้นตรงต่ออำนาจบุญกรรมที่ทำไว้ บ่นไปก็แค่นั้นเอง ที่ได้มา ที่มีอยู่ ที่เสียใจ ที่ไม่ได้ดั่งใจ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น มันคือ “ผลแห่งกรรม” อันเป็นสมบัติของเราเอง
๒. "ไม่กลัว"
เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นความเข้มแข็ง กล้าหาญ ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ทำให้ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคและปัญหาที่จะเกิดขึ้น เพราะมีความมั่นใจในความเป็นผู้บริสุทธิ์ ความเป็นผู้มีบุญของตน เมื่อจะคิด จะทำอะไรลงไป ล้วนมีกำลังบุญมารองรับทั้งหมดทั้งสิ้น
๓. "ไม่ทำชั่ว"
เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นตัวควบคุม บริหารจัดการ ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ทำให้เกิดความกลัว ความละอายต่อบาป ต่อกรรม
ความผิดน้อยใหญ่ ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง เห็นถึงความเสียหาย หลายภพหลายชาติ เห็นถึง ผลกระทบต่อครอบครัว ต่อโลกต่อสังคม อย่างมากมายมหาศาล
๔. "ไม่คิดมาก"
เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ทำให้เกิดพลังแห่งความสงบ แห่งจิตแห่งใจ ไม่ฟุ้งซ่านรำคาญใจ ไม่คิดเป็นทุกข์ ความคิดทุกความคิด ล้วนนำมาซึ่งความเบิกบานกายใจ ไม่คิดเบิกความทุกข์ มาใช้ก่อน
๕. "รอได้ คอยได้"
เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นความใจเย็น มีความยืดหยุ่น ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ไม่ใจร้อน ใจเร็ว เห็นถึงจังหวะ และโอกาสของชีวิต
๖. "อดได้ ทนได้"
เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นพลังงานเข้มแข็ง ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ทำให้มีความอดทน ที่เป็นหนึ่งเป็นเลิศ มีความคิดที่ไม่หวั่นไหว เห็นความสำเร็จทุกชนิดมาจากความอดทน อดทนอย่างมีความสุข
๗. "สงบได้ เย็นได้"
เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะเป็นสภาพให้เป็นคนที่สงบได้ เย็นได้ ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ไม่เป็นคนที่ร้อนรน กระวน กระวาย สับส่าย วุ่นวาย ในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ในสิ่งกำลังจะเกิดขึ้น แม้จะตกอยู่ใน เหตุการณ์ที่เลวร้าย ก็ทำใจได้ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
๘. "ปล่อยได้ วางได้"
เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นคนที่รู้จักการละ การวาง ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ไม่เป็นคนที่แบกทุกอย่างที่ขวางหน้า ยึดทุกอย่างที่เกิดขึ้น
๙. "รู้ได้ ตื่นได้ และเบิกบานได้"
เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นความรู้ตื่น เบิกบาน ตามกำลังของบุญฤทธิ์ เป็นผู้รู้ ต่อความ เป็นจริงของชีวิต ไม่ปล่อยชีวิตให้ตกไปในกระแสของความโลภ ความโกรธ ความหลง จิตใจมีความอิสระเต็มที่ ทุกวันทุกเวลาทุกนาที
อ้างอิง : โอวาทธรรม
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
วัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
*บทความนี้ อยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้อง
#คิดดีทำดี
#ธรรมะ #สติ
Photo: unsplash
LINE:
แชร์จาก อมตะวาทะพระอรหันต์
26/07/2018
❧ วันหนึ่ง ฉันตายไป …❧
วันหนึ่ง ฉันตายไป
คนที่เกลียดฉัน ลุกขึ้นเริงรำ
คนที่รักฉัน น้ำตารินไหล
วันที่สอง
ศพฉันถูกฝังใต้ดินลึก หันหัวทางทิศตะวันตก
คนที่เกลียดฉัน แย้มยิ้มยินดี
คนที่รักฉัน ไม่กล้าเหลียวดู
หนึ่งปีต่อมา
ศพฉันเน่าเปื่อย หลุมศพถูกลมพัดฝนกระหน่ำ
คนที่เกลียดฉัน สีหน้าโกรธขึ้งเกิดพูดถึงฉันหลังอาหาร
คนที่รักฉัน ยามดึกดื่นเงียบสงัด น้ำตาร่วงเงียบงัน
สิบปีต่อมา
ศพฉันหาไม่ เหลือเพียงโครงกระดูกผุๆ
คนที่เกลียดฉัน จำชื่อฉันได้เลือนราง แต่ลืมหน้าตาฉันแล้ว
ส่วนคนที่รักฉันแท้จริง
เงียบลงชั่วครู่ เมื่อคิดถึงฉัน
ชีวิตทำให้ทุกสิ่งค่อยๆ พร่ามัว
หลายสิบปีต่อมา
มูนดินเหนือหลุมฝังศพฉันถูกลมฝนชะหาย
เหลือเพียงผืนดินรกร้าง
คนที่เกลียดฉัน ลืมฉันไปแล้ว
คนที่รักฉันจริงแท้ ตามลงหลุมฝังศพไปด้วย
สำหรับโลกนี้ ฉันเป็นความไม่มีอยู่โดยสิ้นเชิง
ฉันสู้ชีวิตชั่วชีวิต
ตายไป เอาไปไม่ได้แม้หญ้าสักใบไม้สักต้น
ฉันยึดมั่นชั่วชีวิต ความรักความฟุ้งเฟ้อเอาไปไม่ได้แม้แต่น้อย
ชีวิตนี้ ไม่ว่ายากดีมีจน
สักวันล้วนต้องเดินถึงก้าวสุดท้ายนี้
ชาติต่อไป เมื่อหันมอง จึงเห็นว่าชาตินี้ช่างว่างเปล่า
ฉันอยากร้องไห้ แต่ไร้เสียง
ฉันอยากสำนึกผิด แต่สายเกินไป
ตั้งใจใช้ชีวิต อย่าเอาสายตาคนอื่นเป็นไม้บรรทัด
จะรักจะชังจะแค้น แท้จริงล้วนเป็นไปเพื่อตน
อยู่ให้เป็นสุขทุกวันเป็นพอ
ถนอมสิ่งที่ในใจอยากถนอมที่สุด
ถึงรุ่งเรืองร้อยสีพันอย่าง
แต่ร้อยปีผ่านไป เพียงลัดนิ้วมือ
เหลือเพียงทรายเหลืองกองเดียว
คำ : มีทั่วไปในเว็บจีน ไม่ทราบผู้เขียน
คำไทย : วิภาดา กิตติโกวิท
ภาพ : หวง โหย่ว เหวย - 黃有維
❧ 有一天, 我去世了…… ❧
有一天,我去世了,
恨我的人,翩翩起舞,
愛我的人,眼淚如露。
第二天,
我的屍體頭朝西埋在地下深處,
恨我的人,看著我的墳墓,
一臉笑意,
愛我的人,不敢回頭看那麼一眼。
一年後,我的屍骨已經腐爛,
我的墳堆雨打風吹,
恨我的人,
偶爾在茶餘飯後提到我時,
仍然一臉惱怒,
愛我的人,夜深人靜時,
無聲的眼淚向誰哭訴。
十年後,
我沒有了屍體,只剩一些殘骨。
恨我的人,只隱約記得我的名字,
已經忘了我的面目,
愛我至深的人啊,想起我時,
有短暫的沉默,生活把一切都漸漸模糊。
幾十年後,我的墳堆雨打風吹去,
唯有一片荒蕪,
恨我的人,把我遺忘,
愛我至深的人,也跟著進入了墳墓
對這個世界來說,
我徹底變成了虛無。
我奮鬥一生,帶不走一草一木。
我一生執著,帶不走一分虛榮愛慕
今生,無論貴賤貧富,
總有一天都要走到這最後一步。
到了後世,霍然回首,
我的這一生,形同虛度!
我想痛哭,卻發不出一點聲音,
我想懺悔,卻已遲暮!
用心去生活,別以他人的眼光為尺度。
愛恨情仇其實都只是對自身活著的,
每一天幸福就好。
珍惜內心最想要珍惜的,
三千繁華,彈指剎那,
百年之後,不過一捧黃沙 。
17/06/2018
11/12/2017
ธุ ลี จั ก ร ว า ล
เมื่อแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืน
ดวงดาวพราวพร่างฟ้าสามารถสะกดใจเราให้สงบได้
ในยามนั้นแหละที่เราจะระลึกได้
ถึงตำแหน่งแห่งหนที่แท้จริงของเราในจักรวาล
ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่มาจากไหน
คุณจะรู้สึกถึงความกะจิริดของตัวเอง
เมื่ออยู่ต่อหน้าดวงดาวนับล้าน
และทางช้างเผือกที่พาดผ่านฟ้า
ดวงดาวเหล่านี้มีขนาดมโหฬารเกินจินตนาการ
บ้างก็เป็นดาราจักรที่กว้างหลายปีแสง
แต่แล้วกลับกลายเป็นแค่จุดเล็ก ๆ ระยิบระยับเบื้องหน้าเรา
ใช่หรือไม่ว่าแท้จริงเราไม่ต่างจากธุลีของจักรวาล
การปรากฏตัวของเราบนพื้นโลกนั้น
แม้จะเป็นเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ของใครบางคน
แต่ก็ไม่ต่างจากการเกิดขึ้นของฝุ่นผงเม็ดหนึ่งในจักรวาล
พันปีนั้นนานเกินกว่าที่ทุกคนใฝ่ฝันจะอยู่ในโลกนี้
แต่นั่นเทียบไม่ได้เลยกับอายุ
หลายพันล้านปีของดวงดาวแต่ละดวงบนท้องฟ้า
มิไยต้องเอ่ยถึงอายุของจักรวาล
เมื่อดาวดวงหนึ่งแตกดับ อาจเกิดแรงสั่นสะเทือน
ไปยังดวงดาวใกล้เคียง แต่แทบไม่มีความหมายเลย
สำหรับจักรวาลที่มีดาวแสนล้านดวงเกลื่อนกล่นเต็มฟ้า
เมื่อดาราจักรที่ไกลหลายร้อยปีแสงระเบิดกัมปนาท
เราเคยรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนหรือไม่
อย่างมากที่สุดก็เป็นแค่แรงกระเพื่อมเล็ก ๆ
ที่เครื่องมืออันละเอียดอ่อนเท่านั้นสามารถดักจับได้
แล้วเหตุใดเราจึงคิดว่าการตายของเรา
เป็นปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่ที่โลกจะไม่มีวันลืม
เป็นเพราะเราคิดว่าตัวเรานั้นเป็นคนสำคัญ
จึงเห็นความปรารถนาของตัวเองเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด
ยิ่งคิดว่าตัวเองใหญ่คับฟ้า ก็ยิ่งเป็นทุกข์อย่างยิ่ง
เมื่อไม่สมหวัง อดไม่ได้ที่จะกราดเกรี้ยวต่อโลกทั้งโลก
และเมื่อถึงวันที่จะลาลับโลก เราอดสงสัยไม่ได้ว่า
โลกจะขับเคลื่อนอย่างไรเมื่อไม่มีเรา
แต่ความจริงก็คือการตายของเรานั้น
ไม่ได้ต่างอะไรเลยกับการหายวับของฝุ่นธุลีในอวกาศ
โลกก็ยังหมุนอยู่ต่อไป และในที่สุดก็จะลืมเรา
ตราบใดที่ยังคิดถึงแต่ตัวเอง
ก็ย่อมสำคัญผิดคิดว่าฉันคือคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
เป็นประหนึ่งศูนย์กลางของโลก
ที่ทุกคนต้องหมุนรอบ แต่เมื่อเปิดตา
เบิ่งมองท้องฟ้ายามดึก แสงระยิบระยับของดวงดาวเต็มฟ้าสามารถสาดส่องใจเราให้สว่างไสวและโปร่งเบา
ความทุกข์จะลดลงและรู้สึกเจียมเนื้อเจียมตัวมากขึ้น
พระไพศาล วิสาโล
cr:Zen Sukato
01/11/2017
การอดทนอดกลั้น
เมื่อเผชิญความลำบาก
ไม่ได้แปลว่าให้ยอมแพ้
การฝึก ให้อดทน
คือ การทำให้จิตใจเข้มแข็ง
แต่สงบนิ่ง
หากไม่มีความอดทน
จิตจะท่วมท้นด้วยอารมณ์ต่างๆ
ทำให้การคิดของเราไม่ชัดเจน
ในการค้นหาทางเยียวยากิเลส อารมณ์ฝ่ายลบ
ที่ทำให้จิตของเราไม่เป็นสุข
องค์ดาไล ลามะ
--------------------------
"To say we should be patient and tolerant in the face of trouble doesn’t mean we should give in. The purpose of engaging in the practice of patience is to strengthen the mind and strengthen the heart. But we need to remain calm. If we lose patience and our minds are swamped with emotion, we lose the ability to think clearly and discover how to remedy the destructive emotions that are upsetting us."
H.H the Dalai Lama
25/09/2017
ชนะใจด้วยไมตรี
ใจที่ไร้ความโกรธเกลียด มีแต่ความเป็นมิตรนั้น คือใจที่เข้มแข็งอย่างแท้จริง เพราะเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง สามารถโน้มน้าวใจที่แข็งกระด้าง กราดเกรี้ยว หวาดระแวง ให้กลายเป็นใจที่อ่อนโยน นุ่มนวล และกลายเป็นมิตรได้ จะว่าไปแล้วในส่วนลึกของใจทุกดวงที่แข็งกระด้าง ก็คือความรักและความอ่อนโยน ที่ยังหลับใหลอยู่ แต่มันจะตื่นขึ้นมาทันทีเมื่อได้สัมผัสกระแสแห่งความเป็นมิตรจากผู้อื่น ความรักและความอ่อนโยนที่ถูกปลุกขึ้นมานี้หากมีพลังมากพอก็สามารถเอาชนะความแข็งกระด้าง และเปลี่ยนใจของผู้นั้น ให้หันมาเป็นมิตรกับผู้อื่น และทำสิ่งที่ถูกต้องดีงามได้
เสียงธรรมรับอรุณวัดป่าสุคะโต
จากหลวงพ่อไพศาล วิสาโล
ตามลิงค์นี้เข้าไปฟังหรือดาวน์โหลดได้เลย
https://archive.org/details/PhraPaisalVisalo2560
08/09/2017
เข้าใจพระพุทธศาสนาภายใน 10 นาที
1. พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร ?
อริยสัจ 4 คือ
ทุกข์ คือความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ
สมุทัย คือเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์
นิโรธ คือความดับทุกข์
มรรค คือข้อปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์
2. พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องอะไร ?
ทุกข์กับการดับทุกข์
3. ภาพรวมของพระพุทธศาสนา มีดังนี้
3.1 ให้มองโลกตามความเป็นจริง (จริงขั้นสมมุติ=สมมุติสัจจ์, จริงแท้=ปรมัตถสัจจ์) อาทิ ตัวเรามีอยู่ แต่หาใช่ตัวตนที่แท้จริงไม่
3.2 ให้ถือทางสายกลาง ทางตึง (ทรมานกายให้ลำบาก) ก็ดี, ทางหย่อน (ฟุ้งเฟ้อหลงใหล มัวเมา) ก็ดี, มิใช่แนวทางของพระพุทธศาสนา แต่ของพระพุทธศาสนา คือ มรรคมีองค์ 8 ทางสายกลางพอดี ๆ
3.3 ให้พึ่งตนเอง มิใช่พึ่งเทวดา โชคชะตาราศี หรือ ดวงดาว ฤกษ์ยาม
3.4 ไสยศาสตร์ การบนบานศาลกล่าว อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การดูฤกษ์ยาม การเจิม ฯลฯ มิใช่พุทธศาสนา
3.5 สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย (อิทัปปัจจยตา) มีใช่เกิดขึ้นเองลอย ๆ หรือพรหมลิขิต จะดับทุกข์ได้ต้องดับที่เหตุ
3.6 โอวาทที่เป็นหลักเป็นประธาน (โอวาทปาฏิโมกข์) คือ ให้ละชั่ว ทำกุศลให้ถึงพร้อม และทำจิตให้บริสุทธิ์
3.7 สิ่งทั้งอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตา, แม้พระนิพพาน ก็เป็นอนัตตาเช่นกัน หาใช่อัตตาตัวตนไม่
3.8 ให้เชื่อในหลักธรรม คือ ทำดี-ได้ดี, ทำชั่ว-ได้ชั่ว. ให้ทำตนอยู่เหนือดี เหนือชั่วนั่นแหละ จึงจะพบนิพพาน (คือเหนือกรรม)
3.9 จุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือนิพพาน (ได้แก่สภาวะจิตที่สงบเย็น ปราศจากทุกข์)
3.10 สรุปธรรมทั้งปวง รวมลงในเรื่องเดียว คือ “ความไม่ประมาท”
4. การศึกษาธรรมะ 2 สมัย
4.1 สมัยปัจจุบัน คือ รู้จัก กับ รู้จำ อาศัยการฟัง อ่านค้นคว้า จึงมีความรู้อยู่ในสมองและในสมุด พูดธรรมะคล่องแต่ปฏิบัติไม่ค่อยได้ จึงได้ผลน้อย
4.2 สมัยพุทธกาล คือ รู้แจ้ง โดยเมื่อฟัง – จำแล้ว ลงมือปฏิบัติ ทำจริงในขณะนั้นทันที เกิดผลเป็นความรู้แจ้งเรื่องชีวิต ดับทุกข์ในขณะนั้นทันที
5. วิธีศึกษาพระพุทธศาสนา
เมื่อแรกพุทธปรินิพานนั้น สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสั่งให้ถือเอาเป็นศาสดาแทนพระองค์ มีเพียง 2 คือ ธรรมและวินัย หลังจากนั้นมา 300 ปี จึงเกิดมีพระไตรปิฎกขึ้น (สุตตันตปิฎก วินัยปิฎก และอภิธรรมปิฎก) บันนี้ล่วงกาลมาถึง 2500 กว่าปี คำสอนเดิม ขั้นปรมัตถ์ค่อย ๆ หายไป หมดไป เกิดมีคำสอนใหม่ ๆ เป็นพุทธศาสนาเนื้องอกจับใส่พระโอษฐ์ ว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอันมาก ดังนั้นในการศึกษาพระพุทธศาสนาพึงอาศัยหลักดังนี้
– ด้านปริยัติ (ความรู้เนื้อหา) อ่าน ฟัง คิด วิจัย ให้เข้าใจคือให้ปฏิบัติได้จริง หากสงสัย ให้อาศัยหลักกาลามสูตรเข้าพิจารณาตัดสิน มิใช่เชื่อไปเสียหมด
– ด้านปฏิบัติ การปฏิบัติทุกอย่างของพระพุทธศาสนาไม่ว่าการทำทานรักษาศีล ภาวนา พระพุทธองค์ทรงสอนให้ ทำเพื่อ “ละกิเลส” มิใช่เพื่อเอาหวังได้นั่นได้นี่ อันทำให้ยิ่งเพิ่ม โลภะ โทสะ โมหะ หาใช่พุทธศาสนาไม่ ทุกวันนี้ไหว้เพื่อเอา เพื่อขอ ทำบุญเพื่อเอาสวรรค์ นิพพาน หวังผลทั้งชาตินี้ชาติหน้า ซึ่งกลายเป็นพอกกิเลสยาวนาน
– ด้านปฏิเวธ (ผล) ทำเพื่อละ จะพบนิพพาน (จิตบริสุทธิ์ มีความสะอาด สว่าง สงบ) แต่ทำเพื่อเอา จะทำเพื่อเอา จะพบกิเลสในตนพอกพูนยิ่งขึ้น ๆ ยาวนาน และยิ่งมีทุกข์มาก
ดังนั้น จงมุ่งปฏิบัติเพื่อห่างไกลทุกข์โดยส่วนเดียว ให้ได้เห็นผลด้วยตนเอง (สันทิฏฐิโก)
6. จะศึกษาพุทธศาสนาได้ที่ไหน ?
ให้ศึกษาในร่างกายนี้ ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และมิใช่จะต้องศึกษากับพระ และในวัดวาอารามเท่านั้น จึงศึกษาตนเอง อย่ามัวศึกษานอกตัว หรือมัวติดอยู่แค่พิธีกรรม หรือได้แต่ทำตาม ๆ เขาไป จะเสียทีที่ได้มีโอกาสเกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้ลิ้มรสแค่เปลือกกระพี้ มิได้ชิมรสอันเป็นเนื้อใน อันได้แก่ธรรมรสของความเย็นอกเย็นใจ (นิพพาน)
7. เหตุแห่งทุกข์และการดับทุกข์
เหตุ เกิดจากอุปทาน คือ การเข้าไปยึดถือว่า นี่คือ ตัวตนของเรา นี่ของๆ เรา
การดับ โดยละอุปทานเสีย (โดยพยายามปฏิบัติให้ “เห็นอนัตตา”) เถิด จะโดยบังคับจิตเป็นสมาธิ (เจโตวิมุตติ) หรือโดยพิจารณาธรรมด้วยปัญญา (ปัญญาวิมุตติ) ก็ได้
8. พุทธพจน์ “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา”
คำว่า “เห็นธรรม” คือ เห็นปฏิจจสมุปบาท คือ วงจรที่ทุกข์เกิด และดับ โดยเริ่มต้นจากอวิชชา จนเกิดทุกข์
9. จุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา
คือ นิพพาน (สภาวะจิตที่สงบเย็น) ปราศจากกิเลส เครื่องร้อยรัดทั้งปวง (ชาวบ้านพูดว่า เย็นอก เย็นใจ) หาพบได้ที่ใจตัวเอง
10. สรุป ความทุกข์เกิดที่จิต พึงรักษาจิตให้เป็นประภัสสรไว้เสมอ ระวังการกระทบ (ผัสสะ) ทางตา หู ฯลฯ ให้ดี มีสติรู้ทันว่า…เห็นสักว่าเห็น ได้ยินสักว่าได้ยิน อย่าให้เวทนา ตัณหา เกิดได้ แล้วท่านจะพบความสงบเย็นตลอดเวลา
ความทุกข์เกิดที่จิต เพราะเห็นผิดเมื่อผัสสะ
ความทุกข์จะไม่โผล่ ถ้าไม่โง่เมื่อผัสสะ
ความทุกข์เกิดไม่ได้ ถ้าเข้าใจเรื่องผัสสะ
........................... (จากธรรมสมโภช 80 ปี พุทธทาสภิกขุ) ............
04/09/2017
รับมือกับความกลัว
เมื่อได้เผชิญกับปัญหา อุปสรรค ความพร่องข้องขัด ตลอดจนทุกอย่างที่หวาดกลัว ในที่สุดก็จะพบว่าสิ่งที่น่ากลัวกว่าอะไรทั้งหมดก็คือ ความกลัวนั้นเอง ความกลัวทำให้สิ่งเหล่านั้นดูเลวร้ายกว่าความเป็นจริง การรู้เท่าทันมันด้วยสติ ตลอดจนเห็นคุณและโทษของมันหรือธรรมชาติของมันตามเป็นจริงด้วยปัญญา จะช่วยให้เราพ้นจากอำนาจของมันอย่างแท้จริง
เสียงธรรมรับอรุณวัดป่าสุคะโต
จากหลวงพ่อไพศาล วิสาโล
ตามลิงค์นี้เข้าไปฟังหรือดาวน์โหลดได้เลย
https://archive.org/details/PhraPaisalVisalo2560
14/06/2017
"คนอ่อนแอไม่เคยให้อภัย
การให้อภัยเป็นคุณลักษณะของคนเข้มแข็ง"
ภาพเด็กผู้หญิงแก้ผ้าวิ่งร้องไห้ ข้างหลังมีทหารอเมริกันเดินตามพร้อมกลุ่มควันระเบิดเป็นภาพสะเทือนใจภาพหนึ่ง เป็นผลพวงของสงคราม บ้านแตก พลัดจากพี่น้องแยกหาย
คนลี้ภัย หนีลงเรือมาเมืองไทยและประเทศเพื่อนบ้านมากมาย ที่เรียก "พวกเรฟูจี" ไง
คนที่มีวัยสัก 40 ปีขึ้น เราเชื่อว่า มันเป็นภาพติดตา รู้เลยว่าคือ "สงครามเวียดนาม" อันโด่งดัง
เธอ ชื่อ ' คิม ฟุค ' (Kim P**c is Her Name)
แปลว่า 'ความสุขดุจทองคำ' (Golden Happiness)
ผ่าตัดแล้ว ๑๗ ครั้ง ขณะที่ลูกพี่ลูกน้อง ๒ คนตายเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว
เธอเกิดที่ Trang Bang ตะวันตกเฉียงเหนือกรุงไซ่ง่อนในเวียตนามใต้ เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๖
เวลาบ่าย ๒ โมง วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๑๕ ระเบิดไฟนาปาล์ม ๔ ลูก ถูกทิ้งลงที่หมู่บ้านเธอ
ขณะนั้น คิม ฟุค มีอายุ ๙ ขวบ ระเบิดเพลิงตกใส่เธอ เธอถอดเสื้อผ้าที่ไฟกำลังลุกออกแต่ไฟยังคงไหม้บนตัวเธอ
คนช่วย ราดน้ำบนตัวเธอ เพื่อดับไฟที่กำลังลุกไหม้อยู่บนตัวเธอ จนเธอหมดสติไป
Huynh Cong (Nick) Ut ช่างภาพ ช่วยพาเธอส่งโรงพยาบาล คอยให้กำลังใจ และจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือ
ภาพของเธอ ที่ Nick Ut ถ่ายไว้ ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกและได้รับรางวัล Pulitzer ในปีถัดมาคือ พ.ศ. ๒๕๑๖
ด้วยรางวัลดังกล่าวช่วยเปลี่ยนชีวิตของเธอและ Nick Ut แต่เธอต้องทนทุกข์ทรมานจากบาดแผล
ไฟไหม้กว่าครึ่งตัว หมอศัลยกรรมพลาสติค Dr. Mark Gorney จาก San Francisco
อาสาสมัครประจำอยู่ที่ โรงพยาบาลศัลยกรรมเด็ก Barksy ในกรุงไซ่ง่อนกล่าวว่า 'เธอไม่น่าจะอยู่รอดได้ ตอนแรกคางของเธอเชื่อมติดกับหน้าอกโดยเนื้อเยื่อจากแผลเป็นแขนซ้ายของเธอไหม้จนถึงกระดูก' ด้วยความรักของแม่ที่คอยดูแลอยู่ข้างเตียง เธอค่อย ๆ ฟื้นตัวและตัดสินใจว่าโตขึ้น
เธอจะเป็นหมอเหมือนผู้ที่ช่วยชีวิตเธอ หลังจากรักษาตัวอยู่ ๒ ปีเธอจึงได้กลับบ้านและเวียตนามใต้ก็ถูกปกครองโดยคอมมิวนิสต์ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ชื่อของกรุงไซ่ง่อนถูกเปลี่ยนเป็นโฮจิมินห์
๒๑ ปีต่อมา พ.ศ. ๒๕๓๙
คิม ฟุค ได้มาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าชาวอเมริกัน ซึ่งเคยผ่านสมรภูมิเวียดนาม เธอได้รับเชิญให้มาพูดเนื่องในวันทหารผ่านศึก ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
เธอได้มาเผชิญหน้ากับบุคคล ซึ่งครั้งหนึ่งได้เคยมาทำลายบ้านเกิดเมืองนอนของเธอ ทำให้ญาติพี่น้องของเธอต้องตาย และเกือบฆ่าเธอให้ตายไปด้วยนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำใจได้ง่าย
แต่เธอมาก็เพื่อจะบอกให้พวกเรารู้ว่า สงครามนั้นได้ก่อความทุกข์ทรมานแก่ผู้คนอย่างไรบ้าง
คิม ฟุค เล่าถึงประสบการณ์อันเจ็บปวดของเธอแล้วเธอก็ได้เผยความในใจว่ามีเรื่องหนึ่งที่เธออยากจะบอกต่อหน้านักบินที่ทิ้งระเบิดใส่หมู่บ้านของเธอ
พูดมาถึงตรงนี้ ก็มีคนส่งข้อความมาบอกว่า คนที่เธอต้องการพบกำลังนั่งอยู่ ในห้องประชุมนี้ เธอจึงเผยความในใจ ออกมาว่า
'ฉันอยากบอกเขาว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้
แต่เราควรพยายามทำสิ่งดี ๆ เพื่อส่งเสริมสันติภาพ ทั้งในปัจุบัน และอนาคต'
เมื่อเธอบรรยายเสร็จ ลงมาจากเวที อดีตนักบินที่เกือบฆ่าเธอก็มายืนอยู่เบื้องหน้าเธอ เขามิใช่ทหารอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นศาสนาจารย์ประจำโบสถ์แห่งหนึ่ง
เขาพูด ด้วยสีหน้าเจ็บปวด ว่า
'ผมขอโทษ ผมขอโทษจริงๆ'
คิม เข้าไป โอบกอดเขา แล้วตอบว่า
'ไม่เป็นไร ฉันให้อภัย ฉันให้อภัย'
ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะให้อภัย โดยเฉพาะกับคนที่ทำร้ายเราปางตาย
คิมฟุคเล่าว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างความทุกข์ทรมานแก่เธอทั้งกายและทั้งใจ จนเธอเอง ก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร
แต่แล้ว เธอก็พบว่า สิ่งที่ทำร้ายเธอจริงๆ มิใช่ใครที่ไหน หากได้แก่ความเกลียดชังที่ฝังแน่นในใจเธอนั่นเอง
ฉันพบว่า การบ่มเพาะความเกลียดเอาไว้ สามารถฆ่าฉันได้ '
เธอพยายามสวดมนต์ และแผ่เมตตาให้ศัตรู และแก่คนที่ก่อความทุกข์ให้เธอ
แล้วเธอก็พบว่า
'หัวใจฉันมีความอ่อนโยนมากขึ้นเรื่อยๆ เดี๋ยวนี้ฉันสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องเกลียด"
เราไม่อาจควบคุมกำกับผู้คน ให้ทำดี หรือไม่ทำชั่วกับเราได้
แต่เราสามารถควบคุมกำกับจิตใจของเราได้
เราไม่อาจเลือกได้ว่า รอบตัวเราต้องมีแต่คนน่ารัก พูดจาอ่อนหวาน แต่เราสามารถเลือกได้ว่า จะทำใจอย่างไร เมื่อประสบกับสิ่งไม่พึงปรารถนา
บทเรียนของคิมฟุค คือ
ในเมื่อเราเปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้ เราจึงไม่ควรปักใจอยู่กับอดีต แต่เราสามารถเรียนรู้จากอดีตเพื่อทำปัจจุบันและอนาคตให้ดีขึ้นได้
บทเรียนจากอดีตอย่างหนึ่งที่เธอได้เรียนรู้มาก็คือ การอยู่กับความโกรธ เกลียด และความขมขื่น นั้น ทำให้เธอเห็นคุณค่าของการ ให้ อภัย.
Taken from: http://www.oknation.net/blog/nongjar/2008/07/08/entry-1
11/06/2017
ขอเชิญอ่าน / dowload ผลงานธรรมของท่านอาจารย์พุทธทาส เรื่อง การพัฒนาชีวิตของชาวพุทธ และเรื่องอื่นๆ ได้ที่
http://www.bia.or.th/booksandmedias/index.php/ebook-and-eaudio
ที่ตั้ง
ประเภท
ติดต่อ โรงเรียนนี้
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok
10170