InsThink Learning

InsThink Learning

แชร์

คอร์สฝึกคิดสำหรับเด็ก, คอร์สฝึกพูด, BoardGAMES, คอร์สปิดเทอม, กิจกรรมปิดเทอม, Public Speaking for Kids, Thinking Skills for Kids

คิดให้เป็น พูดให้ดี ประยุกต์ให้ได้

# สอนให้เด็ก 6-18 ปีรู้จักคิดว่าอะไรควรไม่ควร ให้มีเหตุและผลมากขึ้น..
# เมื่อคิดเป็นแล้ว จะมีประโยชน์อะไร ถ้าไม่สามารถสื่อสารออกมาได้ ก็ต้องฝึกพูดออกมาด้วยซิ
# ฝึกทักษะความคิดและการสื่อสารในผู้อื่นในสังคม ผ่าน BoardGAMES

ทุกกิจกรรมสนุก, มีประโยชน์, และได้ผลจริง --- ไม่เชื่อ มาลองนะครับ

Line@: @insthink

21/05/2026

เมื่อพ่อแม่รู้สึกกดดันตัวเอง
บางครั้งไม่ใช่เพราะทำได้ไม่ดี
แต่เพราะรักลูกมาก จนอยากทำทุกอย่างให้ดีที่สุด

เราเปรียบเทียบ
กังวล
กลัวลูกพลาด
กลัวตัวเองพลาด

จนลืมไปว่า…
ลูกไม่ได้ต้องการพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบตลอดเวลา
แต่ต้องการพ่อแม่ที่อบอุ่น รับฟัง และอยู่ข้างเขาในวันที่ดีและวันที่ยาก

พ่อแม่เองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง
ที่กำลังเรียนรู้ เติบโต และพยายามในทุกวันเหมือนกัน

บางวันเหนื่อยได้
พักได้
ค่อย ๆ ไปได้

เพราะความรักที่มั่นคง
ไม่ได้วัดจากความสมบูรณ์แบบ
แต่วัดจากหัวใจที่ยังเลือกดูแลกันเสมอ ❤️

#การเลี้ยงลูก

19/05/2026

และคำพูดต่อมาคือ "จะใจเย็นไม่ไหวแล้วนะ"

เราต้องฮึบนะคะ หายใจเข้า หายใจออก ตั้งสติก่อน 😂

14/05/2026

บางความผิดหวังอาจแก้ไม่ได้ทันที
แต่ความรักและความเข้าใจจากครอบครัว
จะช่วยให้ลูกค่อย ๆ ผ่านมันไปได้อย่างเข้มแข็ง ❤️🌱

#ครอบครัว

Photos from SATIT PIM Panyapiwat Institute Of Management Demonstration School's post 11/05/2026

ขอขอบคุณโรงเรียน Satit PIM ที่ให้โอกาส คุณครูเป๊ก และ insThink Learning ได้เป็นส่วนหนึ่งของวันปรับพื้นฐานสอนเรื่อง Public Speaking ในครั้งนี้นะคะ 🙏✨

การได้เห็นน้อง ๆ เปิดใจ กล้าลอง และเริ่มเชื่อมั่นในเสียงของตัวเอง คือสิ่งที่มีคุณค่ามากสำหรับพวกเรา 💬💛
หวังว่าทุกคนจะได้เก็บเกี่ยวทั้งความรู้ ความกล้า และแรงบันดาลใจเล็ก ๆ กลับไปต่อยอดในเส้นทางของตัวเอง

แล้วพบกันใหม่ในโอกาสหน้านะคะ🌱

07/05/2026

🌱 “การปรับตัว” คือหนึ่งในทักษะสำคัญสำหรับเด็กในโลกปัจจุบัน

เพราะโลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
เด็กที่สามารถปรับตัวได้ จะเรียนรู้และเติบโตได้ดีในทุกสถานการณ์ ✨

การฝึกให้เด็กเรียนรู้การปรับตัว
ช่วยให้เด็ก…
• กล้ารับมือกับความเปลี่ยนแปลง
• ยืดหยุ่นทางความคิดและอารมณ์
• เรียนรู้การแก้ปัญหาเมื่อสิ่งต่างๆไม่เป็นไปตามคาด
• มีความมั่นใจในการเริ่มต้นสิ่งใหม่
• เติบโตอย่างเข้มแข็งทั้งภายในและภายนอก

เพราะเราไม่จำเป็นต้องให้เด็ก “สมบูรณ์แบบ”
แค่ค่อยๆเรียนรู้ เติบโต และปรับตัวได้ในแบบของตัวเอง ❤️

#ทักษะชีวิต #เด็กคิดเป็น #พัฒนาลูก #เรียนรู้และเติบโต

05/05/2026

โรงเรียนที่เหมาะสมกับลูก คือที่ที่
“ลูกได้เป็นตัวเอง + ได้พัฒนาในแบบของเขา + มีความสุขในการไปโรงเรียน”

#ต้องเรียนแค่ไหนถึงจะพอ

‘อีอึนพโย’ เป็นคุณแม่ของลูกชายวัยประถม 2 คน ครอบครัวของเธอเพิ่งย้ายมาอยู่ในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง

คอนโดมิเนียมนี้อยู่ใกล้กับที่ทำงานของสามีเธอ ลูกๆ ก็ต้องย้ายโรงเรียนมาอยู่ใกล้บ้านใหม่

อึนพโยทำหน้าที่เลี้ยงดูลูกๆ เป็นหลัก เพราะสามีเธอเป็นตำรวจ มักจะมีงานยุ่งไม่ค่อยกลับบ้าน

จริงๆ อึนพโยก็มีปัญหาส่วนตัวของเธอเองที่ต้องสะสาง อีกทั้งมีหน้าที่ดูแลลูกและสามี ต้องปรับตัวกับที่อยู่ใหม่

แต่สิ่งที่อึนยโยรู้สึกว่าหนักหนาที่สุด คือ เรื่อง ‘การเรียนของลูกๆ’



โรงเรียนใหม่ของลูกๆ เป็นโรงเรียนแนววิชาการ เรียนหนัก เร่งเรียนเกินหลักสูตร และเด็กๆ แข่งกันเรียนมาก

ไม่ใช่แค่เด็กที่ต้องแข่ง ผู้ปกครองก็แข่งกันเลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จ สอบได้คะแนนดีๆ เช่นกัน



เดิมทีแม่อย่างอึนพโยไม่เคยให้ลูกเรียนพิเศษอะไร แต่พอลูกมาอยู่โรงเรียนนี้ เธอพบกับบรรยากาศการเรียนแบบเกินหลักสูตรไปหลายชั้นเรียน ทำให้การเรียนพิเศษต้องมีติวเตอร์ดูเป็นเรื่องจำเป็น ทุกคนมองว่าการบังคับให้ลูกเรียนมากๆ เป็นเรื่องปกติธรรมดา

ผู้ปกครอง ส่วนใหญ่คือบรรดาแม่ๆ มีค่านิยมว่า ต้องทำทุกทางให้ลูกเรียนเก่ง

มีการตั้งกลุ่มแชทของแม่ๆ ประมาณว่า ลูกต้องไปเรียนพิเศษที่ไหนถึงจะดี มีการฟอร์มทีมแม่ๆ เป็นก๊กเป็นเหล่า เพื่อรวมตัวลูกๆ ไปติวด้วยกันกับครูเก่งๆ

ถ้ามีการแข่งวิชาการที่ไหน ก็จะมาบอกกันในทีม เพื่อให้ลูกๆ ไปแข่ง ถ้าได้รางวัล จะได้มีผลงานมาเก็บเป็นพอร์ตโฟลิโอ ซึ่งมีความสำคัญในการไปเรียนต่อในอนาคต

แม่ๆ เหล่านี้ก็มีความเครียด กดดันเพราะต้องช่วยกันผลักดันลูกทุกย่างก้าว

แต่ว่าพ่อแม่บางคนก็ไม่ได้มีความพร้อมเสมอไป ทั้งเรื่องเงินที่จะส่งให้ลูกเรียนพิเศษ บางคนต้องไปหางานพิเศษ ทำทุกอย่าง เพื่อให้ลูกได้เรียนกับครูติวเตอร์ดีๆ หรือไปเรียนซัมเมอร์ต่างประเทศ



อึนพโยเคยบอกกับแม่ๆ คนอื่นว่า เธอไม่เห็นด้วยกับการให้ลูกไปเรียนพิเศษ เพราะมันอาจกดดันและทำให้ลูกเครียดเกินไป เธออยากให้ลูกเรียนอย่างมีความสุข ใช้ชีวิตวัยเด็กอย่างเหมาะสม

ทำให้แม่ๆ คนอื่นมองว่าอึนพโยเป็นคนแปลก และทำให้เธอถูกแอนตี้

'ดงซอก' ลูกชายของอึนพโยก็เป็นเด็กที่ไม่สนใจเรียน บอกว่าเบื่อ ครูสอนไม่สนุกเลย ชอบเล่นมากกว่าเรียน

แม่ๆ คนอื่นมองว่าดงซอกรบกวนการเรียนของลูกๆ ของพวกเขา ดงซอกกลายเป็นเด็กที่เพื่อนๆ ไม่ค่อยคบด้วย เพราะดูเหมือนจะเรียนไม่เก่ง ไม่มีใครรับเข้ากลุ่ม

อึนพโยเริ่มเครียด เธอเริ่มสับสนและไม่แน่ใจว่า ที่ผ่านมาเธอเลี้ยงลูกได้ถูกต้องหรือไม่

ดูเหมือนจะไม่มีใครในโรงเรียนนี้ที่เข้าใจแม่อย่างเธอเลย ทุกคนตำหนิว่าเธอเป็นแม่ที่ไม่ใส่ใจลูก เลี้ยงลูกไม่ได้เรื่อง ทำให้ลูกมีปัญหา

แล้วแม่อย่างอึนพโยจะทำอย่างไรต่อไปดี



เรื่องของอึนพโยมาจากซีรีส์เกาหลีเรื่อง Green Mothers’ Club

เป็นเรื่องของบรรดาแม่ๆ เกาหลีในโรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งที่มีการแข่งขันเรื่องการเรียนของลูกหนักหนา เด็กต้องแข่งกันเรียน ผู้ปกครองก็ต้องแข่งกันเลี้ยงลูก



หมอดูแล้วก็คิดถึงบรรดาพ่อๆ แม่ๆ ที่เคยพูดคุยด้วยหลายๆ คน

บางทีพ่อแม่ก็ไม่ได้อยากจะกดดันลูกเรื่องเรียนหรอก แต่สิ่งแวดล้อมนำพาชักจูง เห็นคนรอบข้างเร่งเรียนกันหมด กลัวว่าถ้าเราช้า จะตามเขาไม่ทัน

“ลูกเราจะเสียโอกาสไหม” พ่อแม่รู้สึกเป็นห่วงอนาคตของลูก

ใจจริงก็อยากให้ลูกมีความสุข แต่เมื่อเครียดถึงอนาคตเกินไป ก็อาจทำให้ลืมปัจจุบันที่เป็นอยู่

พยายามทำทุกอย่างเพื่อมีความสุขในอนาคต ให้ลูกติว ไปสอบ ไปแข่ง ฯลฯ

แต่กลับมองข้ามปัจจุบันที่ลูกๆ เรียนหนักจนเครียดและมีความทุกข์ไป

เด็กๆ หลายคนมีอาการซึมเศร้า วิตกกังวล ฝันร้าย พฤติกรรมเปลี่ยน ฯลฯ เพราะความเครียดจากการเรียน

พ่อแม่มักบอกหมอว่า “ไม่ได้ตั้งใจ พ่อแม่ก็รักและหวังดีกับลูกที่สุด”

แต่ความรักและหวังดี ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเหมาะสม ไม่กดดันหรือคาดหวังเกินไปจนเครียด

พ่อแม่ที่เครียดและกดดัน ก็มักจะมีลูกๆที่เครียดและกดดันด้วย

แน่นอนความเครียดและการแข่งขันอาจเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ขอให้มีแต่พอเหมาะพอดี นอกจากดูสิ่งแวดล้อมก็ต้องดูที่ความพร้อมของลูกด้วย

สิ่งที่สำคัญที่สุด พ่อแม่ก็อย่ากดดันตัวเองเกินไป พ่อแม่ก็คือมนุษย์ ความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติ หากทำผิดพลาดไป ก็ให้มันเป็นบทเรียนและประสบการณ์ ลูกเราด้วยเช่นกัน



หลังจากดูซีรีส์เรื่องนี้ บวกกับประสบการณ์การเป็นจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่ดูแลเด็กๆและครอบครัว ก็คิดว่า

“อืม เป็นแม่ในยุคสมัยแบบนี้ (ยิ่งที่มีเทคโนโลยีติดต่อสื่อสารกัน มีกลุ่มไลน์พ่อแม่ด้วย ยิ่งกดดันขึ้น) ใจต้องแข็งแกร่งและมีความกล้าหาญจริงๆ”

เอาใจช่วยพ่อแม่และเด็กๆ ทุกคนนะคะ



หมายเหตุ: หมอไม่ได้รับค่าตอบแทนจากการเขียนถึงซีรีส์เรื่องนี้ค่ะ เพียงแต่ได้รับชมและมีข้อคิดที่อยากนำมาแบ่งปันสู่ผู้อ่านทุกท่าน หวังว่าจะมีประโยชน์บ้าง ไม่มากก็น้อย



#หมอมินบานเย็น

28/04/2026

“บางวันที่เราเหนื่อย จนเผลอหงุดหงิดใส่ลูก
แต่พอเขาหันมายิ้มให้ หรือเรียกเราเบาๆ ว่า ‘แม่’ ‘พ่อ‘
เราก็รู้ทันทีว่า…ไม่ว่าโลกจะยากแค่ไหน
เราก็ยังอยากเป็นที่ปลอดภัยของเขาอยู่ดี” ❤️

Photos 23/04/2026

insThink ขอขอบคุณแม่หุย Rattana Thanasarakij มาก ๆ เลยค่ะ ที่ให้การสนับสนุนและช่วยประชาสัมพันธ์คอร์ส Young Speakers ของเราให้กับน้อง ๆ เสมอมา 🙏❤️

insThink ยินดีต้อนรับน้อง ๆ ทุกคนที่อยากฝึกทักษะการสื่อสารและเปิดโอกาศให้ตนเองได้พัฒนาทักษะการพูดอย่างมั่นใจ กล้าคิด กล้าสื่อสาร และกล้าแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติ ✨

เพราะ “การพูดและการสื่อสาร” คือทักษะสำคัญในทุกเส้นทางอาชีพ

#ทักษะการสื่อสาร

Photos from InsThink Learning's post 22/04/2026

📚 ก่อนเปิดเทอมนี้…ลูกของคุณ “พร้อมจริงหรือยัง?”

เพราะเด็กที่ไปได้ไกล ไม่ใช่แค่เก่งวิชาการ แต่ “ทักษะชีวิต (Soft Skills)” ที่ใช้ได้ในชีวิตจริง คือพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้เด็ก ๆ ใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ ❤️

เพราะในโลกจริง เด็กต้องเจอทั้ง
✔ การปรับตัวกับเพื่อนใหม่
✔ การกล้าแสดงออก
✔ การจัดการอารมณ์
✔ การคิดและตัดสินใจอย่างมีเหตุผล

✨ เปิดคอร์สเตรียมความพร้อมก่อนเปิดเทอม

🧠 คอร์ส Thinking Skills
📅 วันที่ 27 เม.ย. – 1 พ.ค.
👧🧒 สำหรับน้อง ๆ อายุ 7–10 ปี
ฝึกคิดเป็นระบบ คิดเป็นขั้นตอน ไม่ใช้แต่อารมณ์ในการตัดสินใจ

🎤 คอร์ส Young Speakers Level 1
📅 วันที่ 4 – 8 พ.ค.
เสริมความกล้าแสดงออก ฝึกการสื่อสารอย่างมั่นใจ

🎯 เพราะ “ความพร้อม” ไม่ได้เริ่มที่วันเปิดเทอม
แต่เริ่มจากทักษะที่ลูกมีตั้งแต่วันนี้ ✨

📩 สนใจสอบถามหรือสมัคร
Line: (https://lin.ee/3w6K5dJ)
📞 0845154151
�m.me/insthinklearning�
https://insthinklearning.com

#เตรียมพร้อมก่อนเปิดเทอม #พัฒนาลูกอย่างมีคุณภาพ #เด็กยุคใหม่ต้องมีทักษะ #เรียนสนุกได้ทักษะชีวิต

20/04/2026

“ความเห็นอกเห็นใจไม่ใช่ทักษะที่สอนกันครั้งเดียวแล้วจบ แต่มันเติบโตจากความรัก ความเข้าใจ และตัวอย่างเล็กๆ ที่พ่อแม่ทำให้เห็นในทุกวัน”

ศิลปะการสอนให้เด็กๆ รู้จักเข้าอกเข้าใจ (Teaching Empathy) กำลังขยับเข้าใกล้หัวใจของการศึกษามากขึ้น เพราะความรู้สึกนี้เป็นทั้งเหตุและผลของการเข้าใจสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านอารมณ์และความคิดที่จะสร้างสะพานเชื่อมโยงระหว่างการเรียนรู้และชีวิตจริงได้

นอกจากนี้ ยังเป็นภาพรวมที่จะช่วยให้เด็กๆ พิจารณาในระดับตัวตนได้ว่า ฉันเป็นใคร? ใครคือ ‘คนอื่น’ เขาเป็นคนอื่นในหน้าที่ใดและอยู่ระดับไหน? เราเชื่อมโยงกันได้อย่างไร และจะแบ่งปันอะไรให้กันได้บ้าง? พวกเขาต้องการอะไรจากฉัน และฉันต้องการอะไรจากพวกเขา?

บ่อยครั้งที่คำถามเหล่านี้จะนำไปสู่คำตอบของคำถามที่ว่า “ฉันควรเอาสิ่งที่รู้ไปทำอะไรดี”

การสอนที่ยอดเยี่ยมคือการสร้างความเชื่อมโยงและน่าสนใจให้เนื้อหา ให้เด็กๆ รับรู้ได้ว่านี่คือสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องรู้และสามารถนำไปใช้ได้จริง

แล้วจะเริ่มสอนอย่างไร? สกอตตี แม็คเลนแนน (Scotty McLennan) เจ้าคณะบาทหลวงจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แนะนำว่า สิ่งแวดล้อมทางการศึกษาที่เหมาะสมจะช่วยทำให้เด็กๆ รู้จักการเอาใจเขาใส่ใจเราได้ ขณะที่กลุ่มผู้ได้รับการสนับสนุนจากอโชกา (Ashoga) องค์กรไม่แสวงผลกำไรที่สนับสนุนความเปลี่ยนแปลงในสังคมผ่านการสร้างนวัตกรรม ได้สรุปแนวทางการสอนเรื่องนี้มาให้ง่ายๆ 7 ข้อ

1. รู้สึก จินตนาการ ลงมือทำ แบ่งปัน มองปัญหาของคนอื่นให้ทะลุปรุโปร่ง เชื่อมโยงกับตนเอง โดยให้คนอื่นเป็นศูนย์กลางเพื่อหาทางออกร่วมกัน และเมื่อสำเร็จก็ส่งต่อความรู้สึกให้คนอื่นต่อไป

2. เริ่มจากตัวเอง ความเข้าอกเข้าใจเป็นเรื่องของการฟังอย่างตั้งใจ ไม่ตัดสิน และต่อบทสนทนาด้วยพลังบวก ทำให้เด็กๆ รู้สึกว่าเราเข้าใจและอยู่ตรงนั้นกับเขาจริงๆ

3. สร้างความสัมพันธ์ กระตุ้นให้เด็กๆ พยายามเป็นเพื่อนกับคนที่ต่างกันไม่ว่าจะเป็นร่างกายหรือความคิด ความสัมพันธ์จะทำให้พวกเขาเข้าไปรับรู้ เข้าใจ และรู้สึกแบบอีกฝ่ายให้ได้

4. ให้เวลา ครั้งหน้าที่คุณเอ่ยปากถามว่า ‘เป็นอย่างไรบ้าง’ อย่าลืมที่จะให้เวลาฟังคำตอบจนจบ โดยไม่รีบหนีไปทำอย่างอื่นก่อนด้วยล่ะ

5. ให้ค่ากับทุกความเห็น ฟังทุกเสียงและให้คุณค่ากับทุกความคิดของเด็กๆ แม้จะแตกต่างหรือไม่ตรงกับความคิดครูก็ตาม เมื่อเด็กๆ รู้สึกว่ามีคนฟัง เขาก็จะเริ่มฟังและเข้าใจคนอื่นมากขึ้น

6. เริ่มต้นที่บ้านด้วยการแบ่งปัน เด็กๆ ต่างยึดพ่อแม่เป็นต้นแบบ เมื่อพ่อแม่เริ่มถ่ายทอดเรื่องราวและประสบการณ์ที่มีความหมายด้านจิตใจให้ลูกฟัง ก็ไม่ยากนักที่พวกเขาจะซึมซับอารมณ์และความรู้สึกที่ทำให้พวกเขาคิดตาม รู้สึกตาม และเข้าใจในที่สุด

7. จากผู้รับขยับเป็นผู้ให้ ความเข้าอกเข้าใจไม่ได้จบแค่การให้และรับของคนสองคน หากส่งเสริมให้ผู้รับไปช่วยเหลือคนอื่นต่อ ความสุขก็จะต่อเนื่องไม่รู้จบ

อ่านบทความ TEACHING EMPATHY: สอนเด็กให้ ‘เข้าอกเข้าใจ’ ลงมือทำ แบ่งปัน มองปัญหาผู้อื่นให้ทะลุปรุโปร่ง https://thepotential.org/knowledge/emphathylesson/

เรื่อง ลีน่าร์ กาซอ

17/04/2026

🧠 Thinking Skills (สำหรับเด็กอายุ 7–10 ปี)

เสริม “ทักษะการคิด” ให้ลูกตั้งแต่วันนี้
เพื่อให้เขาคิดเป็น มีเหตุผล และตัดสินใจได้ดีในอนาคต ✨

📅 วันที่ 27 เม.ย. – 1 พ.ค.
⏰ เวลา 09.00–12.00 น.
📍 พระรามเก้า
https://goo.gl/maps/26GEfAYaa6Q2zrny7

คอร์สนี้เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้:
✅ การคิดอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอน
✅ การแยก “อารมณ์” ออกจาก “เหตุผล”
✅ การมองปัญหาในหลายมุมมอง
✅ การวางแผน และการแก้ไขปัญหาอย่างมีเหตุผล

💡 เรียนรู้ผ่าน:
• แบบฝึกหัดที่เข้าใจง่าย
• กิจกรรมสนุก ๆ
• บอร์ดเกมส์เสริมทักษะ

👂 พร้อมฝึกการรับฟัง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่นอย่างมั่นใจ

✨ เพราะ “ทักษะการคิด” คือพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้และการใช้ชีวิต

📩 สนใจสอบถามหรือสมัคร
Line: (https://lin.ee/3w6K5dJ)
📞 0845154151
�m.me/insthinklearning�
https://insthinklearning.com
#พัฒนาทักษะลูก #เด็กคิดเป็น

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


2 Soi Rama IX 62 (Seri 8 Soi 12)
Bangkok
10250

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 18:00
อังคาร 09:00 - 18:00
พุธ 09:00 - 18:00
พฤหัสบดี 09:00 - 18:00
ศุกร์ 09:00 - 18:00
เสาร์ 09:00 - 18:00
อาทิตย์ 09:00 - 18:00