AI Tensibility

AI Tensibility

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก AI Tensibility, 23/F, M. Thai Tower, All Seasons Place , 87 Witthayu Rd, Khwaeng Lumphini, Pathum Wan, Bangkok.

อนาคตขององค์กร เริ่มต้นด้วย AI
AI Tensibility ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้วย AI
จากกลยุทธ์สู่การลงมือทำ เพื่อให้คุณก้าวนำก่อนใคร
ออกแบบ พัฒนา และยกระดับองค์กรด้วย AI อย่างเป็นระบบ
สร้างผลลัพธ์ที่วัดได้อย่างชัดเจน 📱088-273-3888 #AITransformation 🤖 AI Tensibility – พลิกโฉมองค์กรด้วย AI

เราช่วยองค์กรเปลี่ยน AI ให้เป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจ
จากแนวคิดสู่การใช้งานจริง เพื่อสร้างความได้เปรียบที่ยั่งยืน

🔹 บริกา

27/04/2026

Xiaomi เปิดตัว MiMo-V2.5: โมเดล AI Open Source ระดับสูง รองรับ 1 ล้านโทเค็น พร้อมพลิกเกมการพัฒนา AI เชิงพาณิชย์

Xiaomi ประกาศเปิดตัว MiMo-V2.5 โมเดลปัญญาประดิษฐ์เวอร์ชันใหม่ในรูปแบบโอเพ่นซอร์สอย่างเป็นทางการ ภายใต้ MIT License ซึ่งเป็นสัญญาอนุญาตที่เปิดกว้างมาก ผู้ใช้งานสามารถนำโมเดลไปใช้เชิงพาณิชย์ แก้ไข หรือพัฒนาต่อได้โดยไม่ต้องขอสิทธิ์เพิ่มเติม นี่ทำให้ MiMo-V2.5 ไม่ใช่แค่ “ทดลองใช้” แต่สามารถนำไปสร้างผลิตภัณฑ์จริงได้ทันที

จุดเด่นสำคัญของโมเดลนี้คือการรองรับ context window ขนาด 1 ล้านโทเค็น โดย “โทเค็น” คือหน่วยย่อยของข้อมูลที่โมเดลใช้ประมวลผล เช่น คำหรือส่วนของคำ ยิ่งรองรับโทเค็นได้มาก โมเดลก็ยิ่ง “จำ” และเข้าใจข้อมูลยาว ๆ ได้ดีขึ้น เช่น เอกสารทั้งเล่ม โค้ดหลายไฟล์ หรือบทสนทนาที่ยาวมาก ทำให้เหมาะกับงานที่ต้องใช้บริบทต่อเนื่อง เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก หรือการสร้างระบบ AI ที่ทำงานหลายขั้นตอนแบบอัตโนมัติ

MiMo-V2.5 ถูกออกแบบมาในสองรูปแบบ โดยเวอร์ชัน Pro เน้นงานที่ซับซ้อน เช่น การเขียนโปรแกรมหรือการสร้าง “AI agent” ซึ่งหมายถึงระบบ AI ที่สามารถวางแผน ตัดสินใจ และลงมือทำงานหลายขั้นตอนได้เอง เช่น การค้นข้อมูล สรุปผล และตอบกลับโดยอัตโนมัติ ส่วนอีกเวอร์ชันคือ MiMo-V2.5 แบบทั่วไป ซึ่งเป็นโมเดลแบบ omni-modal หมายถึงสามารถรองรับข้อมูลหลายรูปแบบ ไม่ได้จำกัดแค่ข้อความ แต่อาจรวมถึงภาพหรือข้อมูลประเภทอื่น ๆ ทำให้ใช้งานได้ยืดหยุ่นมากขึ้น

ในด้านประสิทธิภาพ MiMo-V2.5-Pro สามารถทำอันดับสูงใน benchmark อย่าง GDPVal-AA และ ClawEval ซึ่งเป็นชุดทดสอบมาตรฐานที่ใช้วัดความสามารถของโมเดล AI ในงานเฉพาะด้าน เช่น reasoning หรือ coding อย่างไรก็ตาม Xiaomi ก็เน้นชัดว่า benchmark เป็นเพียงตัวชี้วัดหนึ่งเท่านั้น เพราะในโลกจริง สิ่งที่สำคัญกว่าคือโมเดลสามารถแก้ปัญหาให้ผู้ใช้งานได้ดีแค่ไหน

อีกจุดแข็งคือความพร้อมของ ecosystem ตั้งแต่วันแรก โดย MiMo-V2.5 รองรับเครื่องมืออย่าง vLLM และ SGLang ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยให้การรันโมเดล (inference) ทำได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในระดับ production ที่ต้องรองรับผู้ใช้งานจำนวนมาก นอกจากนี้ยังสามารถทำงานได้กับฮาร์ดแวร์หลากหลายประเภท ทั้งบน cloud อย่าง AWS และบนชิป AI จากผู้ผลิตหลายราย ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานในการนำไปใช้งานจริง

การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนแนวโน้มสำคัญของวงการ AI ที่กำลังเปลี่ยนจากการพัฒนาโมเดลแบบปิด ไปสู่ open ecosystem ที่ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ พร้อมกับการให้ความสำคัญกับความสามารถในการใช้งานจริงมากกว่าตัวเลข benchmark เพียงอย่างเดียว MiMo-V2.5 จึงไม่ได้เป็นแค่โมเดลใหม่ แต่เป็น “เครื่องมือพื้นฐาน” สำหรับนักพัฒนาและองค์กรที่ต้องการสร้างระบบ AI ที่ซับซ้อนและใช้งานได้จริงในโลกธุรกิจ

27/04/2026

Mercedes-Benz เร่งเครื่องวิศวกรรมด้วย AI: จับมือ Cognition พลิกโฉมการพัฒนาซอฟต์แวร์ระดับโลก

Mercedes-Benz หนึ่งในบริษัทด้านยานยนต์และเทคโนโลยีระดับโลก กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยการร่วมมือกับ Cognition เพื่อนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเสริมศักยภาพทีมวิศวกรรมทั่วโลก ความร่วมมือนี้ครอบคลุมการใช้งานในหลายภูมิภาค ทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย และนับเป็นหนึ่งในการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในงานวิศวกรรมซอฟต์แวร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์จนถึงปัจจุบัน

ภายในองค์กรของ Mercedes-Benz ทีมวิศวกรรมมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและดูแลระบบซอฟต์แวร์ที่ครอบคลุมตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา ระบบโลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ ไปจนถึงระบบการดำเนินงานภายในองค์กร ความท้าทายสำคัญคือการรักษาความเสถียร ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของระบบ ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งความเร็วในการพัฒนาเพื่อรองรับการแข่งขันในยุคดิจิทัล

การทดลองใช้งานในช่วง 4 สัปดาห์แรกสะท้อนศักยภาพของ AI ได้อย่างชัดเจน เครื่องมืออย่าง Devin และ Windsurf ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของวิศวกร แต่ยังเปลี่ยนวิธีคิดในการพัฒนาซอฟต์แวร์โดยสิ้นเชิง กรณีศึกษาที่โดดเด่นคือ Devin สามารถวิเคราะห์โค้ดภาษา COBOL มากกว่า 200,000 บรรทัด และลดระยะเวลาในการปรับปรุงระบบจาก 8 เดือน เหลือเพียง 8 วัน ซึ่งเป็นการย่นระยะเวลาที่เคยเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างขององค์กรขนาดใหญ่

จากผลลัพธ์ดังกล่าว Mercedes-Benz จึงตัดสินใจขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Cognition อย่างเต็มรูปแบบ โดยนำชุดเครื่องมือทั้งหมดมาใช้ในทั้งฝ่าย R&D และ IT ไม่ว่าจะเป็น Windsurf ที่ทำหน้าที่เป็นสภาพแวดล้อมการพัฒนาสำหรับแอปพลิเคชันยุคใหม่ Devin ในฐานะ AI agent บนคลาวด์ที่ช่วยจัดการงานวิศวกรรมแบบ asynchronous หรือ Devin for Terminal ที่รองรับงานที่มีความซับซ้อนสูง

ในอีกมุมหนึ่ง ความร่วมมือนี้ไม่ได้เป็นเพียงการนำเครื่องมือใหม่มาใช้เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการปรับโครงสร้างการทำงานขององค์กรให้สอดคล้องกับยุค AI อย่างแท้จริง โดย Scott Wu จาก Cognition ได้มีการพูดคุยกับ Katrin Lehmann ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสารสนเทศ (CIO) ของ Mercedes-Benz ถึงแนวทางและวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการผสาน AI เข้ากับกระบวนการวิศวกรรมไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของกลยุทธ์องค์กรในระดับโลก

การจับมือกันระหว่าง Mercedes-Benz และ Cognition สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ที่ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยเหลือ แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็น “กำลังหลัก” ในการขับเคลื่อนนวัตกรรม ความร่วมมือนี้จึงไม่เพียงช่วยเพิ่มความเร็วและประสิทธิภาพในการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญที่บ่งชี้ว่าอนาคตของการพัฒนาซอฟต์แวร์ในองค์กรขนาดใหญ่กำลังเปลี่ยนไปอย่างลึกซึ้งและถาวร

27/04/2026

พลังงานเพื่อ AI ยุคใหม่: เมื่อโซลาร์จากอวกาศและการกักเก็บพลังงานระยะยาวกำลังเปลี่ยนโลก

การเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และดาต้าเซ็นเตอร์ในระดับโลกกำลังผลักดันความต้องการพลังงานให้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่ในขณะเดียวกัน แหล่งพลังงานสะอาดที่มีอยู่ในปัจจุบันกลับยังมีข้อจำกัดสำคัญ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ที่ผลิตได้เฉพาะตอนมีแสงแดด และพลังงานลมที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ปัญหาเหล่านี้ทำให้ระบบไฟฟ้ายังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของ AI ที่ต้องการพลังงานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงได้อย่างเต็มที่

Meta จึงเริ่มขยับเกมครั้งใหญ่ด้วยการประกาศความร่วมมือกับสองบริษัทเทคโนโลยีพลังงาน เพื่อยกระดับทั้ง “การผลิต” และ “การกักเก็บ” พลังงานให้ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม โดยเป้าหมายไม่ใช่แค่การใช้พลังงานสะอาด แต่คือการสร้างระบบพลังงานที่มีความเสถียรและรองรับการเติบโตของ AI ในระดับโครงสร้างพื้นฐาน

แนวทางแรกคือการพัฒนา “พลังงานแสงอาทิตย์จากอวกาศ” ร่วมกับ Overview Energy ซึ่งเป็นแนวคิดที่พลิกกรอบเดิมของพลังงานโซลาร์อย่างสิ้นเชิง แทนที่จะเก็บพลังงานจากพื้นโลกที่ต้องหยุดผลิตในช่วงกลางคืน เทคโนโลยีนี้ใช้ดาวเทียมในวงโคจรสูงที่สามารถรับแสงอาทิตย์ได้ตลอดเวลา จากนั้นส่งพลังงานลงมายังโลกในรูปของคลื่นแสงอินฟราเรด ก่อนที่สถานีภาคพื้นจะเปลี่ยนกลับเป็นไฟฟ้าอีกครั้ง สิ่งที่น่าสนใจคือระบบนี้สามารถใช้ร่วมกับโครงสร้างโซลาร์เดิมได้ทันที ทำให้โรงไฟฟ้าที่เคยหยุดทำงานในเวลากลางคืนสามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องสร้างระบบใหม่ทั้งหมด

อีกหนึ่งแกนสำคัญคือการแก้ปัญหาเรื่อง “การเก็บพลังงาน” ซึ่งเป็นคอขวดของพลังงานสะอาดมาโดยตลอด Meta จึงร่วมมือกับ Noon Energy เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานระยะยาวที่สามารถเก็บไฟฟ้าได้นานมากกว่า 100 ชั่วโมง ต่างจากแบตเตอรี่ทั่วไปที่เก็บได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง เทคโนโลยีนี้ใช้เซลล์เชื้อเพลิงแบบย้อนกลับและระบบกักเก็บพลังงานที่ใช้คาร์บอนเป็นฐาน ทำให้สามารถปล่อยพลังงานออกมาใช้ได้อย่างต่อเนื่องหลายวัน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำให้พลังงานสะอาดกลายเป็นแหล่งพลังงานหลักที่มีความเสถียรเทียบเท่าโรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิม

เมื่อพิจารณาในภาพรวม จะเห็นว่ากลยุทธ์ของ Meta ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด แต่เป็นการออกแบบระบบพลังงานใหม่ทั้งระบบให้รองรับยุค AI โดยเฉพาะ บริษัทได้ลงทุนในพลังงานสะอาดไปแล้วมากกว่า 30 กิกะวัตต์ รวมถึงพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานใต้พิภพ เพื่อสร้างพอร์ตพลังงานที่หลากหลายและลดความเสี่ยงจากข้อจำกัดของแต่ละเทคโนโลยี

ทั้งสองเทคโนโลยีใหม่นี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยมีแผนทดลองใช้งานในปี 2028 และหากประสบความสำเร็จ อาจเริ่มนำมาใช้เชิงพาณิชย์ได้ในช่วงต้นทศวรรษ 2030 อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของมันไม่ได้อยู่แค่ในเชิงเทคโนโลยี แต่คือศักยภาพในการเปลี่ยนโครงสร้างของระบบพลังงานโลก จากระบบที่พึ่งพาธรรมชาติและมีความไม่แน่นอน ไปสู่ระบบที่สามารถควบคุมได้ มีเสถียรภาพ และรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการพัฒนาพลังงานรูปแบบใหม่ แต่คือการวางรากฐานของ “โครงสร้างพื้นฐานยุค AI” ที่พลังงานจะต้องไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป หากแต่เป็นตัวเร่งให้เทคโนโลยีก้าวไปได้เร็วและไกลกว่าเดิม

27/04/2026

AI กับอนาคตของมนุษยชาติ: วิสัยทัศน์และหลักคิดจาก Sam Altman

ปัญญาประดิษฐ์กำลังกลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ โดย Sam Altman มองว่า AI จะไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่จะยกระดับ “ศักยภาพ” และ “อำนาจในการเลือก” ของมนุษย์ในระดับที่เทคโนโลยีในอดีตอย่างเครื่องจักรไอน้ำหรือไฟฟ้าไม่เคยทำได้มาก่อน โลกในอนาคตอาจเป็นสังคมที่ผู้คนมีโอกาสพัฒนาเต็มศักยภาพ ใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย และสามารถทำสิ่งที่เคยมีอยู่แค่ในนิยายวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นจริง

อย่างไรก็ตาม อนาคตเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ความท้าทายสำคัญคือ “ใครจะเป็นผู้ถือครองอำนาจของ AI” หากเทคโนโลยีขั้นสูงถูกควบคุมโดยบริษัทเพียงไม่กี่แห่ง โลกอาจเผชิญกับความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงยิ่งขึ้น แต่หาก AI ถูกกระจายไปสู่ผู้คนในวงกว้าง พร้อมกับระบบการตัดสินใจที่เปิดกว้างและเป็นธรรม ก็มีโอกาสที่จะสร้างสังคมที่ทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกันมากกว่า

Altman จึงเน้นว่าการพัฒนา AI ควรมีเป้าหมายในการ “เสริมพลังมนุษย์” ไม่ใช่แทนที่มนุษย์ เทคโนโลยีควรเปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถเรียนรู้ สร้างสรรค์ และบรรลุเป้าหมายชีวิตได้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ทั้งในระดับบุคคลและระดับสังคม การออกแบบระบบ AI จึงต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและลดความเสี่ยง แม้ในสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอน

ในมิติของเศรษฐกิจ AI มีศักยภาพในการสร้างความมั่งคั่งอย่างมหาศาล แต่ความมั่งคั่งนั้นจะมีความหมายก็ต่อเมื่อถูกกระจายอย่างทั่วถึง Altman ชี้ว่าโลกอาจต้องปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่ เพื่อให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในมูลค่าที่ AI สร้างขึ้นได้ พร้อมทั้งต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น พลังประมวลผลและศูนย์ข้อมูล เพื่อทำให้ AI มีต้นทุนต่ำและเข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับคนส่วนใหญ่

ขณะเดียวกัน AI ก็ไม่ได้มีแต่โอกาส แต่ยังนำมาซึ่งความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ตั้งแต่ภัยชีวภาพไปจนถึงภัยไซเบอร์ขั้นสูง ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้โดยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง การรับมือจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในระดับสังคม ทั้งจากรัฐบาล ภาคเอกชน และประชาคมโลก แนวทางสำคัญคือการพัฒนาและปล่อยใช้งาน AI อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้สังคมมีเวลาเรียนรู้และปรับตัวไปพร้อมกับเทคโนโลยี

ท้ายที่สุด Altman ยอมรับว่าอนาคตของ AI เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การยึดติดกับแนวทางเดิมอาจไม่เพียงพอ สิ่งสำคัญคือความสามารถในการปรับตัว เรียนรู้จากข้อผิดพลาด และปรับทิศทางอย่างโปร่งใสเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป แม้จะไม่สามารถตัดสินใจได้ถูกต้องทุกครั้ง แต่ความตั้งใจในการทำให้อนาคต “ดีกว่าอดีต” คือแก่นสำคัญของการพัฒนา AI ในมุมมองของเขา

ดังนั้น AI จึงไม่ใช่เพียงเทคโนโลยี แต่เป็นเครื่องมือที่สะท้อนการเลือกของมนุษยชาติ ว่าเราจะใช้มันเพื่อรวมศูนย์อำนาจ หรือเพื่อสร้างโลกที่เปิดกว้าง เท่าเทียม และมีความหมายมากขึ้นสำหรับทุกคน

25/04/2026

Learning Mechanics and the Second Formation of Deep Learning Theory

The recent paper “There Will Be a Scientific Theory of Deep Learning” should not be read as a conventional critique of deep learning, nor as a narrow technical paper offering one new theorem, model, or experiment. Its importance lies elsewhere. It is best understood as a field-formation paper: a paper that attempts to organize scattered lines of deep learning theory into a coherent foundational research programme. In this sense, it has the character of a literature review, but it is more ambitious than an ordinary review. It does not simply summarize existing work. It proposes that several strands of theory are converging toward what the authors call learning mechanics, a future scientific theory of the learning process itself.

The phrase “trial and error” in the paper should therefore be understood carefully. The authors are not saying that deep learning researchers merely guess randomly. Deep learning already has sophisticated engineering methods, including neural architecture search, scaling laws, optimizer heuristics, hyperparameter transfer, and accumulated architectural wisdom. Neural Architecture Search (NAS), for example, can systematically explore model-design spaces before a final architecture is chosen. But from the viewpoint of this paper, NAS still belongs largely to the empirical-engineering regime. It automates exploration; it does not yet provide a first-principles explanation of why a particular architecture should work, how its representations will form, what scaling behavior it will follow, or what failure modes will emerge. NAS searches the design space. Learning mechanics would explain the design space.

This is why the paper feels like a literature-review style work, especially around Table 1. The authors categorize existing research into five major bodies of evidence: analytically solvable settings, simplifying limits, simple empirical laws, theories of hyperparameters, and universal phenomena across models and tasks. These categories are not merely a convenient taxonomy. They are presented as the beginnings of a systematic science. The authors compare them to the role of solvable models, limiting regimes, empirical laws, scaling analysis, and universal behavior in physics. In doing so, they are trying to give deep learning theory a disciplinary map.

This makes the paper valuable as foundational knowledge. A useful analogy is economics. Economics did not become a systematic field all at once. It passed through political economy, marginalism, neoclassical theory, econometrics, macroeconomic formalization, game theory, information economics, behavioral economics, and computational approaches. Each stage contributed different primitives, methods, and explanatory ambitions. Political economy supplied broad conceptual framing. Neoclassical theory formalized agents, constraints, equilibria, and optimization. Econometrics introduced measurement, estimation, and predictive testing. Later traditions revised or extended the framework, but the field became powerful because it developed a layered foundation of concepts, mathematical tools, and empirical methods.

The paper is attempting something similar for deep learning. It asks whether the field can move from accumulated engineering success toward a more mature scientific theory. The proposed objects of this theory are architecture, data, objective function, learning rule, initialization, optimizer, hyperparameters, scale, representations, weights, and performance. The desired theory would not predict every microscopic detail of every neural network. Rather, like physics or economics, it would operate at the right level of abstraction. It would explain and predict coarse but meaningful quantities: loss curves, scaling laws, training regimes, feature formation, sharpness, hyperparameter behavior, and representation geometry.

This is also why Imre Lakatos provides a strong philosophical frame for understanding the paper. In Lakatosian terms, the paper is not presenting a completed theory. It is formulating a research programme. The proposed hard core is that deep learning can be scientifically explained through the mathematical dynamics of learning. Neural networks are not permanently inscrutable black boxes; they are complex but measurable systems whose training processes may obey discoverable laws. Around that hard core, the paper identifies a protective or research belt: solvable toy models, infinite-width and infinite-depth limits, neural scaling laws, edge-of-stability phenomena, hyperparameter-scaling theory, µP, neural collapse, representation universality, and related empirical regularities. Section 5 then functions as the positive heuristic: it tells future researchers what problems to pursue if they want to make the programme progressive.

But this raises an obvious historical question: did deep learning not already have such a research programme long ago, with Hinton, Bengio, and LeCun? The answer is yes, but with an important distinction. The older deep learning programme was primarily constructive. Its hard core was that intelligence-like behavior could emerge from distributed representations learned by multilayer neural networks trained through gradient-based methods. This programme gave us backpropagation, representation learning, convolutional networks, deep architectures, pretraining, feature learning, and eventually the practical foundations of modern AI.

The new paper does not deny that earlier programme. Instead, it suggests that the field is now entering a second phase. The first phase showed that deep learning works. The second phase asks whether we can explain, predict, and control why it works. Hinton, Bengio, and LeCun helped establish the constructive research programme of deep learning. This paper tries to formulate the theoretical research belt needed to turn that programme into a mature science.

What we also found out from last week’s AI research monitoring is that this “learning mechanics” shift is not merely philosophical; it is already appearing at the frontier of LLM research. The strongest papers selected by the monitor were not simply about making models produce better answers, but about making their reasoning processes observable, steerable, testable, and auditable. Work on shared logical subspaces, contrastive prompt optimization, CFG interpretation, process reward models, grounded pausing, neural garbage collection, calibrated multi-attempt reasoning, causal attention alignment, and sabotage auditing all point in the same direction: LLMs are being treated less like mysterious text oracles and more like instrumentable systems. The old stack was largely prompt, answer, score, and tune; the emerging stack is internal representation, reasoning trace, process reward, formal testbed, memory policy, causal pathway, and controlled behavior. In Lakatosian terms, this looks like a new protective belt around the LLM reasoning programme: moving beyond prompt engineering and benchmark chasing toward telemetry, process supervision, activation steering, formal diagnostics, and alignment-by-control. This is why the monitoring results felt coherent. They captured the operational birth of what we might call LLM reasoning mechanics: a practical counterpart to the broader theoretical ambition of learning mechanics, where the goal is not only to make models perform, but to understand, shape, and govern the process by which they perform.

25/04/2026

NotebookLM อัปเกรดใหม่: จัดระเบียบแหล่งข้อมูลอัตโนมัติ เปลี่ยนความวุ่นวายให้เป็นระบบความคิด

NotebookLM ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ต้องจัดการกับข้อมูลจำนวนมากโดยตรง นั่นคือความสามารถในการจัดหมวดหมู่แหล่งข้อมูลโดยอัตโนมัติ เมื่อผู้ใช้มีแหล่งข้อมูลตั้งแต่ 5 รายการขึ้นไป ระบบจะเริ่มทำการตั้งชื่อและจัดกลุ่มข้อมูลให้ทันที ช่วยลดภาระในการจัดการไฟล์หรือโน้ตด้วยตัวเอง และทำให้ผู้ใช้สามารถโฟกัสกับการคิด วิเคราะห์ และเรียนรู้ได้มากขึ้น

จุดเด่นสำคัญของฟีเจอร์นี้คือความยืดหยุ่นในการจัดการข้อมูลที่มีความซับซ้อน โดยเฉพาะในกรณีที่แหล่งข้อมูลหนึ่งเกี่ยวข้องกับหลายหัวข้อ ระบบสามารถจัดข้อมูลนั้นให้อยู่ในหลายหมวดหมู่พร้อมกันได้ ซึ่งสะท้อนแนวคิดแบบ multi-dimensional knowledge structure มากกว่าการจัดแบบเส้นตรงแบบเดิม อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ยังคงมีอำนาจควบคุมเต็มที่ สามารถลบ แก้ไข หรือปรับเปลี่ยนหมวดหมู่ได้ตามต้องการ

นอกจากความสามารถอัตโนมัติแล้ว NotebookLM ยังเปิดให้ผู้ใช้ปรับแต่งโครงสร้างได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนชื่อหมวดหมู่ การสร้างหมวดใหม่ หรือแม้แต่การใช้ emoji เพื่อช่วยเพิ่มความเข้าใจเชิงภาพและความจำ ทำให้การจัดระเบียบข้อมูลไม่ใช่เพียงแค่มีประสิทธิภาพ แต่ยังสอดคล้องกับสไตล์การทำงานของแต่ละคน

ในขณะเดียวกัน ทีมพัฒนายังส่งสัญญาณถึงทิศทางในอนาคต โดยกำลังพิจารณาการจัดระเบียบ “ผลลัพธ์” เช่น flashcards, quizzes หรือ mind maps รวมถึงแนวคิดในการให้ผู้ใช้กำหนดรูปแบบการจัดหมวดหมู่ผ่าน prompt ซึ่งจะทำให้ระบบมีความชาญฉลาดและตอบสนองบริบทการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น

การอัปเดตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนบทบาทของ AI จากเครื่องมือที่ช่วยตอบคำถาม ไปสู่ระบบที่ช่วยจัดระเบียบความคิดและความรู้ของมนุษย์อย่างเป็นระบบมากขึ้น สำหรับผู้ที่ต้องทำงานกับข้อมูลจำนวนมาก นี่อาจไม่ใช่แค่ฟีเจอร์ใหม่ แต่เป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนวิธีการทำงานและการเรียนรู้ไปโดยสิ้นเชิง

25/04/2026

Qwen-Image-2.0-Pro: โมเดลสร้างภาพ AI จาก Alibaba ที่กำลังไต่ระดับสู่แถวหน้าของโลก

Alibaba ได้เปิดตัวโมเดลสร้างภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่ในชื่อ Qwen-Image-2.0-Pro ซึ่งสะท้อนถึงพัฒนาการสำคัญของเทคโนโลยี Text-to-Image ที่กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงการแข่งขันระดับสูง โมเดลนี้ไม่ได้เพียงแค่ปรับปรุงคุณภาพของภาพเท่านั้น แต่ยังเน้นไปที่ความสามารถในการ “เข้าใจคำสั่ง” ของผู้ใช้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการใช้งานจริง

สิ่งที่โดดเด่นอย่างชัดเจนคือความสามารถในการตีความ prompt ที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นฉากที่มีหลายองค์ประกอบ การจัดวางตำแหน่งของวัตถุ หรือการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของแต่ละองค์ประกอบ โมเดลสามารถสร้างภาพที่ตรงกับความตั้งใจของผู้ใช้ได้แม่นยำขึ้น ลดข้อผิดพลาดที่เคยพบในระบบก่อนหน้า เช่น วัตถุผิดตำแหน่ง หรือรายละเอียดไม่ตรงคำอธิบาย

ในด้านคุณภาพของภาพ Qwen-Image-2.0-Pro ได้ยกระดับความสมจริงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในเรื่องของพื้นผิว แสง และวัสดุ ทำให้ภาพที่ได้มีความละเอียดและสมจริงมากขึ้น ที่น่าสนใจคือโมเดลสามารถรักษาคุณภาพระดับสูงนี้ได้ทั้งในภาพแนวสมจริงและภาพเชิงศิลปะ ซึ่งเดิมมักต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ความสามารถนี้สะท้อนถึงการพัฒนาเชิงโครงสร้างของโมเดล ไม่ใช่เพียงการปรับแต่งผิวเผิน

อีกหนึ่งความสามารถที่เพิ่มเข้ามาคือการรองรับหลายภาษา โดยเฉพาะการสร้างข้อความภายในภาพ เช่น ป้ายหรือองค์ประกอบกราฟิก ทำได้แม่นยำมากขึ้นในหลายภาษา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการใช้งานในระดับสากล

เมื่อพิจารณาจากการจัดอันดับในเวทีสาธารณะ Qwen-Image-2.0-Pro สามารถขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 9 ของโลกในหมวด Text-to-Image และติด Top 10 ในหลายหมวดย่อย เช่น ภาพบุคคล ภาพสมจริง และงานศิลปะ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ใกล้เคียงกับโมเดลชั้นนำของอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว

24/04/2026

เมื่อคุณสามารถ ‘คุยกับแบบบ้าน’ ได้: การออกแบบยุคใหม่ด้วย AI ของ Maket

ลองจินตนาการว่าคุณไม่จำเป็นต้องเปิดโปรแกรมออกแบบที่ซับซ้อน ไม่ต้องลากเส้น วัดสัดส่วน หรือแก้แบบซ้ำไปมาอีกต่อไป แต่สามารถเพียงแค่ “พูด” หรือพิมพ์สิ่งที่ต้องการ แล้วแบบบ้านก็เปลี่ยนไปตามนั้นทันที นี่คือแนวคิดที่ Maket นำเสนอผ่านฟีเจอร์ AI Editing ซึ่งกำลังเปลี่ยนวิธีการออกแบบแปลนบ้านอย่างสิ้นเชิง

กระบวนการเริ่มต้นนั้นเรียบง่าย ผู้ใช้เพียงกำหนดขนาดพื้นที่ เลือกรูปทรงของอาคาร ปรับความยาวและความกว้าง เลือกประเภทห้อง และใส่รายละเอียดเพิ่มเติมตามต้องการ ภายในเวลาเพียง 2–3 นาที ระบบก็สามารถสร้างแปลนบ้านเบื้องต้นออกมาได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งถือว่าเร็วมากเมื่อเทียบกับวิธีการแบบดั้งเดิม

แต่สิ่งที่ทำให้ Maket แตกต่างอย่างแท้จริงคือความสามารถในการแก้ไขแบบผ่านภาษา ผู้ใช้สามารถพิมพ์คำสั่งง่าย ๆ เช่น เพิ่มห้องทำงาน สลับตำแหน่งห้องครัวกับห้องอาหาร หมุนแบบ หรือขยายพื้นที่บางส่วน ระบบ AI จะประมวลผลและปรับแบบให้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือออกแบบใด ๆ นี่คือการเปลี่ยน “การออกแบบ” ให้กลายเป็น “การสื่อสาร”

เมื่อได้แปลนที่พอใจแล้ว ผู้ใช้ยังสามารถแปลงแบบนั้นให้กลายเป็นภาพสามมิติได้ทันที โดยใช้คำอธิบายหรือภาพตัวอย่างเพื่อกำหนดสไตล์และบรรยากาศ เช่น ห้องนอนสไตล์โมเดิร์นที่มีงานศิลปะบนผนังและผ้าม่านสูงจากพื้นจรดเพดาน ระบบจะสร้างภาพที่สะท้อนจินตนาการนั้นออกมาอย่างชัดเจน

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เครื่องมือใหม่ แต่คือการเปลี่ยน paradigm ของการออกแบบ จากเดิมที่ต้องพึ่งพาทักษะเฉพาะทาง กลายเป็นสิ่งที่ใครก็สามารถทำได้ผ่านภาษา ผลลัพธ์คือความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ความยืดหยุ่นในการทดลองไอเดีย และการเปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้าถึงการออกแบบในระดับที่เคยจำกัดอยู่เฉพาะผู้เชี่ยวชาญ

ในภาพใหญ่ Maket สะท้อนแนวโน้มสำคัญของโลก AI ที่กำลังเปลี่ยนทุกอินเทอร์เฟซให้กลายเป็น “ภาษามนุษย์” และเมื่อถึงจุดนั้น การออกแบบบ้านอาจไม่ใช่เรื่องของการวาดอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของการคิดและการสื่อสารอย่างแท้จริง

24/04/2026

Meta จับมือ AWS ใช้ชิป Graviton เสริมพลัง Agentic AI รองรับอนาคต AI ระดับโลก

Meta ได้ประกาศความร่วมมือกับ Amazon Web Services (AWS) เพื่อเสริมศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ โดยนำหน่วยประมวลผล AWS Graviton จำนวนหลายสิบล้านคอร์เข้ามาใช้งานในระบบของบริษัท ถือเป็นหนึ่งในดีลที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของโลก AI ที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ “Agentic AI” อย่างเต็มตัว

Agentic AI คือระบบ AI ที่ไม่ได้เพียงตอบสนองคำสั่ง แต่สามารถคิด วิเคราะห์ วางแผน และดำเนินการได้อย่างอัตโนมัติในระดับที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งทำให้ความต้องการด้านคอมพิวต์เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่เน้น GPU เป็นหลัก สู่การต้องใช้ CPU ประสิทธิภาพสูงจำนวนมาก เพื่อรองรับกระบวนการ reasoning และ ex*****on ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

AWS ได้พัฒนาชิป Graviton5 ซึ่งเป็น custom silicon ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับ workload ลักษณะนี้โดยเฉพาะ จุดเด่นของ Graviton คือความสามารถในการประมวลผลข้อมูลได้รวดเร็วและมี bandwidth สูง ทำให้เหมาะกับงาน AI ที่ต้องทำงานในระดับขนาดใหญ่และต้องการความต่อเนื่องของการคำนวณ

สำหรับ Meta การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนแนวคิดเชิงกลยุทธ์ที่เรียกว่า “portfolio approach” ซึ่งหมายถึงการไม่ยึดติดกับโครงสร้างพื้นฐานหรือสถาปัตยกรรมเพียงแบบเดียว แต่เลือกใช้เทคโนโลยีที่หลากหลายให้เหมาะสมกับงานแต่ละประเภท ทั้งการลงทุนใน data center ของตนเอง การพัฒนา hardware เฉพาะทาง และการร่วมมือกับผู้ให้บริการ cloud อย่าง AWS

แนวทางดังกล่าวช่วยให้ Meta สามารถเพิ่มความยืดหยุ่นในการขยายระบบ รองรับ workload ที่แตกต่างกัน และเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของระบบ AI ที่ต้องให้บริการผู้ใช้งานระดับหลายพันล้านคนทั่วโลก

24/04/2026

Project Ace: เมื่อ AI ก้าวออกจากโลกเสมือนสู่สนามแข่งขันจริง

Project Ace ของ Sony AI คือหมุดหมายสำคัญของการพัฒนา AI และหุ่นยนต์ยุคใหม่ เพราะมันพิสูจน์ว่า AI ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในโลกดิจิทัล เกม กระดานหมากรุก หรือการประมวลผลภาษาอีกต่อไป แต่สามารถก้าวเข้าสู่โลกจริงที่เต็มไปด้วยความเร็ว ความไม่แน่นอน และปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพกับมนุษย์ได้อย่างจริงจัง

หัวใจของหุ่นยนต์อัตโนมัติทุกตัวประกอบด้วยสามสิ่งสำคัญ คือการรับรู้ การตัดสินใจ และการลงมือทำ ความยากของ Project Ace ไม่ได้อยู่ที่การสร้างแต่ละส่วนแยกจากกัน แต่อยู่ที่การทำให้ทั้งสามส่วนทำงานร่วมกันได้เร็วพอที่จะตอบสนองลูกปิงปองที่พุ่งมาด้วยความเร็วสูง มีทิศทางซับซ้อน และมีสปินที่เปลี่ยนวิถีของลูกได้ตลอดเวลา

Ace ถูกออกแบบให้แข่งขันกับนักปิงปองระดับสูงภายใต้กติกาสากลจริง ไม่ใช่เพียงการสาธิตในห้องทดลอง ระบบของมันใช้กล้องความเร็วสูงและเซนเซอร์แบบ event-based เพื่อติดตามตำแหน่ง ความเร็ว และการหมุนของลูกในระดับมิลลิวินาที จากนั้นใช้การเรียนรู้แบบ reinforcement learning ที่ฝึกในสภาพแวดล้อมจำลอง ก่อนถ่ายทอดความสามารถนั้นมายังหุ่นยนต์จริงโดยไม่ต้องฝึกใหม่บนระบบจริง

สิ่งที่ทำให้ Ace โดดเด่นคือความสามารถในการเชื่อมโยงโลกของ AI เข้ากับข้อจำกัดทางฟิสิกส์จริง แขนหุ่นยนต์ต้องเคลื่อนไหวเร็ว แม่นยำ และปลอดภัย ขณะเดียวกันระบบ AI ต้องคาดการณ์วิถีลูก ตัดสินใจเลือกจังหวะตี และปรับมุมไม้ภายในเวลาสั้นมาก ความหน่วงของระบบอยู่ที่เพียงประมาณ 20.2 มิลลิวินาที ซึ่งเร็วกว่าการตอบสนองของนักกีฬามนุษย์ระดับสูงหลายเท่า

Project Ace ยังสืบทอดแนวคิดจากความสำเร็จเดิมของ Sony AI อย่าง GT Sophy ซึ่งเป็น AI สำหรับการแข่งขัน Gran Turismo แต่ครั้งนี้ความท้าทายสูงขึ้น เพราะ AI ไม่ได้อยู่ในสนามแข่งเสมือนอีกต่อไป มันต้องเผชิญแรงจริง ลูกจริง มนุษย์จริง และข้อผิดพลาดที่เกิดจากโลกจริง นี่จึงเป็นก้าวสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า Physical AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถทำงานในโลกกายภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้ Ace จะสามารถแข่งขันกับผู้เล่นระดับมหาวิทยาลัยและมืออาชีพได้ แต่ทีมวิจัยยังยอมรับว่าระบบนี้ยังไม่สมบูรณ์ มันยังไม่ใช่หุ่นยนต์ที่เหนือกว่าแชมป์โลก ยังมีข้อจำกัดด้านพลังการตี สปิน กลยุทธ์ระยะยาว และความแม่นยำของแบบจำลองฟิสิกส์ในบางสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญของงานนี้ไม่ได้อยู่ที่การสร้างหุ่นยนต์ที่ชนะทุกคน แต่อยู่ที่การเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ของ AI ที่รับรู้ ตัดสินใจ และเคลื่อนไหวในโลกจริงได้ทันเวลา

ความสำคัญของ Ace จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่กีฬาเทเบิลเทนนิส แต่ยังอาจนำไปสู่การพัฒนาหุ่นยนต์ช่วยเหลือมนุษย์ ระบบฟื้นฟูสมรรถภาพ หุ่นยนต์ฝึกกีฬา และระบบอัตโนมัติที่ต้องทำงานร่วมกับมนุษย์ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

24/04/2026

NotebookLM อัปเดตใหม่: แชร์โน้ตบุ๊กให้หลายคนพร้อมกันได้ง่ายขึ้นในคลิกเดียว

NotebookLM ได้พัฒนาฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยแก้ปัญหาเล็ก ๆ แต่สร้างความยุ่งยากให้ผู้ใช้งานมาโดยตลอด หรือที่เรียกว่า “papercut” โดยเฉพาะในเรื่องของการแชร์โน้ตบุ๊กให้ผู้อื่น

ก่อนหน้านี้ ผู้ใช้งานจำเป็นต้องเพิ่มอีเมลของผู้รับทีละคน ซึ่งอาจใช้เวลานานและไม่สะดวก โดยเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องแชร์ให้กับหลายคนพร้อมกัน แต่การอัปเดตครั้งใหม่นี้ได้เปลี่ยนประสบการณ์ดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง

ผู้ใช้สามารถคัดลอกรายชื่ออีเมลหลายรายการแล้ววาง (copy & paste) ลงไปได้ในครั้งเดียว จากนั้นเพียงกดส่ง ก็สามารถแชร์โน้ตบุ๊กให้กับทุกคนได้ทันที ลดขั้นตอนและเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานร่วมกัน

การปรับปรุงเล็ก ๆ นี้สะท้อนแนวคิดการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างแท้จริง และช่วยให้การทำงานแบบ collaborative มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

https://tensibility.ai/

ที่อยู่

23/F, M. Thai Tower, All Seasons Place , 87 Witthayu Rd, Khwaeng Lumphini, Pathum Wan
Bangkok
10330