Mrs. Melon's Diary

Mrs. Melon's Diary

แชร์

แม่ลูกสอง ครู และผู้ก่อตั้งโรงเรียนที่เด็กคูลๆเขาเรียนกัน

A mother of two, an educator, and the founder of a school where cool kids go.

เลี้ยงลูกคนแรกมีโน่น นี่ นั่น ให้สงสัย แก้ไข ศึกษาอยู่ตลอด ไหนๆ ก็ต้องหาข้อมูล อ่านเยอะเพื่อทำความเข้าใจกับลูกตัวเองอยู่แล้ว ก็เขียนแชร์ให้แม่คนอื่นๆ อ่านด้วยซะเลย

24/05/2026

ข่าวกระทรวงศึกษาธิการร่วมมือกับ TikTok พลิกวงการสื่อการเรียนการสอน เน้นสร้างคลิปสั้นความยาวไม่เกิน 2 นาที เพื่อลดภาระครู 😂 โอ๊ยยยย หัวจะปวด เรื่องง่ายๆ เช่น เลิกขอเอกสารบ้าบอซ้ำซากไม่ทำ

ถามว่ามันเป็นไปได้ไหมที่จะมีประโยชน์ 🙄 คือ อาจจะ แต่มองยังไงก็ไม่คุ้มกับโทษอะ

มีงานวิจัยที่พบว่ามันช่วยดึงดูดเด็กมัธยมเข้าสู่เนื้อหา แบบ pre-class learning หรือ review lesson

แต่ประเทศที่ระบบการศึกษาแข็งแรงจริง ๆ เช่น Finland, Japan, Singapore เขาไม่ได้เอาความสั้นมาแทนความลึก

เด็กยังอ่านยาว, project-based learning, discussion, การเขียน, การฝึกความอดทน และคิดวิเคราะห์ต่อเนื่อง

เข้าใจไหมว่าการเรียนรู้ มันคือการพัฒนาความคิด ไม่ใช่แค่ "รับความรู้"

และตอนนี้ปัญหาของการศึกษาเราโดยรวมคือการที่รับ จำ อย่างเดียว ไม่ค่อยคิดนี่แหละ ที่มันทำให้คนของเราทำงานยุคใหม่ไม่ได้

การศึกษาแบบเดิมก็พังอยู่แล้ว เน้นรับเนื้อหา มากกว่าการพัฒนาความคิด มาเจอ Tiktok เพิ่ม ความรู้ตื้น สมาธิหลุด วอกแวกง่ายเข้าไปอีก

โอ๊ย ระเบิดระเบ้อ
เหมือนเราเอาจุดอ่อนของระบบเก่า มารวมกับจุดอ่อนของโลกออนไลน์เข้าไว้ด้วยกัน

โลกตอนนี้ไม่ได้ต้องการแค่คนรู้ข้อมูล เพราะ AI หาได้เร็วกว่าอยู่แล้ว

สิ่งที่ต้องการคือ การคิดเชิงระบบ การเชื่อมโยง การตั้งคำถาม ความอดทนกับความซับซ้อน การสร้างอะไรใหม่ การทำงานร่วมกับคน กำกับตัวเอง
การรู้เท่าทันข้อมูลและอารมณ์ตัวเอง

ที่ทำให้อ่านแล้วเดือด คือ ความรู้สึกว่าคนที่ออกคิด solution นี้กำลังมองปัญหาซับซ้อนแบบง่ายเกินไป
ทั้งที่คำถามจริงอาจใหญ่กว่านั้นมาก

บ่อยครั้งนโยบายการศึกษาชอบสิ่งที่วัดง่าย เห็นเร็ว ขายได้ง่าย

แต่การศึกษาที่ดี #วัดผลยากและช้า ค่ะ

22/05/2026

ไม่รู้ว่าเห็นโพสของคุณแม่ท่านหนึ่งที่เจอบันทึกของลูก เขียนระบายความในใจ ไม่อยากไปโรงเรียน โดนล้อ โดนแกล้ง เหนื่อยแต่ไม่มีคนอยู่ข้างๆ จริงๆเนื้อหาค่อนข้างรุนแรง น่าเป็นห่วง

เห็นแล้วก็คิดนะ ว่าถ้าเป็นลูกเรา เราจะทำยังไงดีนะ จะรีบพาย้ายโรงเรียนดีไหมนะ

แต่มาคิดดูดีๆ การที่ความรู้สึกเหล่านี้ถูกเก็บมาเนิ่นนานโดยที่เราไม่รู้เลยก็เป็นประเด็นที่น่าคิด

“เพื่อนทำให้รู้สึกแบบนี้ทั้งหมดจริงไหม”

หรือมันมีปัญหาหลายอย่างซ้อนกัน

ความสัมพันธ์ในครอบครัว
ความกดดันในโรงเรียน
บุคลิกของเด็ก
ภาวะซึมเศร้า/วิตกกังวล

แต่ถ้ามีการกลั่นแกล้งต่อเนื่องจนเด็ก
ไม่อยากไปโรงเรียน ดูแล้วไม่มี safe person ในโรงเรียนเลย อันนี้การย้ายโรงเรียนก็อาจเป็นทางเลือกที่ดี

แต่สิ่งที่บ่อยๆพ่อแม่ไม่ได้ระวัง คือ
บางครั้งพอมีปัญหา พ่อแม่รีบย้ายทันที โดยยังไม่ได้ช่วยเด็ก process สิ่งที่เกิดขึ้น เด็กบางคนเลยเข้าใจว่า

“ปัญหาคือฉัน”
“ฉันอยู่ที่ไหนก็ไม่มีใครเอา”

ยิ่งถ้าย้ายแล้ว pattern เดิมเกิดขึ้นอีก ก็ยิ่งคอนเฟิร์มความคิด

ดังนั้นก่อนตัดสินใจย้าย ต้องดูหลายอย่างร่วมกัน

โรงเรียนรับรู้ปัญหาไหม
มีผู้ใหญ่ safe คนไหนในโรงเรียนไหม
โดนแกล้งระดับไหน เด็กยังมีช่วงที่โอเค มีเพื่อนอยู่ไหม
พอหยุดเรียน/ปิดเทอม อาการดีขึ้นไหม
เด็กอยากย้าย หรือแค่อยากหนีความรู้สึก (หรือเราก็อยากหนีความรู้สึก)

ก่อนที่จะคิดเรื่องย้าย คิดเรื่องนี้ก่อน
“ตอนนี้ลูกต้องการอะไรเพื่อกลับมารู้สึกปลอดภัยและมีคุณค่าอีกครั้ง”

บางครั้งคำตอบ คือ ย้าย
บางครั้งคำตอบ คือ support system ใหม่ในโรงเรียนเดิม
บางครั้งคือ therapy + family support + การจัดการ bullying จริงจัง

และไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่ควรเกิดคือ ปล่อยให้เด็กอยู่ในที่ที่เขารู้สึก “ไม่มีใครเห็นคุณค่าของเขาเลย” นานเกินไป

20/05/2026

สัปดาห์ที่แล้ว ได้มีโอกาสไป Business Pitch 5 นาที ให้อาจารย์และนักศึกษาที่ Sasin เกิดความรู้สึกปะปนกันมากมาย

ตั้งแต่ตอนตอบไปว่าจะไป pitch
ตอนนั้นฟีลประมาณ “อุ้ย อยากมาเป็น case study”

แต่พอใกล้วัน pitch จริง ก็เริ่มพบว่า..
อู้ย ธีสิสก็ต้อง defend
ต้องแก้เล่มต่อ
ต้องเขียนบทความตีพิมพ์ให้ทัน
Event พลังงานก็ถึงวันจัด
ร.ร. ก็ใกล้เปิดเทอม
บทคุณรุจ ป้ารุจ ยามรุจ ก็สวมอยู่
แล้วต้องมาเตรียม pitch อีก
โถ่เอ้ย ไม่น่าเลยเรา

ก่อนวัน ประมาณสองสามวัน คุยกับสามีในแท็กซี่ตอนกลับบ้าน เรื่อง Grab ที่แก้ pain point ง่าย ๆ แค่เรื่องเดียว คือ “ความสบายใจ”

สบายใจว่าจะไม่โดนปฏิเสธ ไม่โดนโกง และรู้แน่ ๆ ว่าจะจ่ายเท่านี้เพื่ออะไร

แล้วก็คิดขึ้นมาว่า

เอ๊ะ ถ้าเอา mindset นี้มาทำกับการศึกษาล่ะ

ถ้าสมมุติมี Grab Ed. ที่การันตีง่าย ๆ ว่า

ลูกคุณจะไม่โดนปฏิเสธ
ไม่โดนครูตี
ไม่โดนด่า, พูดอะไรที่ทำให้เสีย self ล่ะ

หื่ม..ไหน ๆ ที่จะไป pitch มันไม่ใช่การหานักลงทุนจริงจัง แต่เป็นที่จำลองกระบวนการเหมือนกำลังจะลงทุนจริง...ลองเอาไอเดียใหม่ไป pitch ดีกว่าไหม

ค่ะ พนิดาลองทำ pitch ใหม่ขึ้นมา
ลองกับสามีก่อน ปรากฎว่า

โดนสับจนไม่เหลือชิ้นดีค่ะ 5555
Grab Ed. ดับที่ห้อง Making Room

เหลือเวลาอีกแค่สองวัน ไอเดียใหม่แก้ไม่ทัน ไม่มีเวลา งั้นเอา pitch ปกติไปแก้ให้สั้น ลองพูดดู

เฮ้ย ยากนะ แค่ 5 นาที

แต่ไม่มีเวลาแล้ว ตามนั้น ได้เท่าที่ได้

พอไปถึงสถานที่จริง เพราะความไม่พร้อม ทำให้วิตกมากตรงหน้าห้อง มาคนเดียวอีก

เปลี่ยนไป pitch ผ่าน Zoom จะดีไหมนะ...😂

ช่วง 15 นาทีแรก ไม่กล้าเข้าไปดูคนอื่น pitch กลัวจะหลอนกว่าเดิม แต่ก็นั่นแหละ สุดท้ายก็ทำทุกอย่างที่ควรทำค่ะ

แล้วพอพูดเสร็จ ความรู้สึกมันแบบ

“เฮ้ย… ฉันชอบตัวเองนะ”

“ฉันว่าฉันเกินพอนะ”

หลังจากนั้น นั่งดูบริษัทอื่นต่อจนจบ
หลายบริษัทไม่ใช่ startup และไม่เล็กแล้ว

แต่เรายังรู้สึกว่า บริษัทเรา และธุรกิจเรา มีความโดดเด่นเฉพาะตัวนะ

เรารู้สึกชอบในสิ่งที่เราเห็น
และชอบในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่
แม้ 364 วัน มันจะยากลำบากมากก็ตาม

วันนั้น ได้มองตัวเองในหลายบทบาท
บทบาท Founder
บทบาทของคนพรีเซนต์
บทบาทของนักศึกษา ป.โท

แพทรู้สึกภูมิใจในทุกบทบาทเลย
โดยเฉพาะตอนที่ professor และนักศึกษาเดินเข้ามาคุยต่อหลัง pitch

เราไม่ได้เห็นภาพนั้นเกิดขึ้นกับทุกบริษัท

เรารู้สึกจริง ๆ ว่า pitch ของเรามันมี “ความเป็นมนุษย์” และมีอารมณ์มากกว่าธุรกิจอื่น

วันนั้นมันเลยไม่ใช่แค่ pitch จบ แต่มันกลายเป็น moment สำคัญ เหมือนสมองเราได้ recalibrate ภาพตัวเองใหม่

ตอนแรกมันอยู่ในโหมด
“ฉันคือ educator นางหนึ่ง”
“มาช่วย มาเอา experience”
“ยังไม่พร้อม”
“งานวิจัยก็ยังต้องตีพิมพ์”
“pitch ไม่สมบูรณ์”

แต่พอพูดจริง แล้วเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นสมองมันมี evidence ใหม่

บ้าจริง

บริษัทฉันก็ไม่ใช่ย่อยนะ
เราสื่อสาร vision ได้นะ
เรามี lived experience จริง
เราไม่ได้เป็นแค่ educator นางหนึ่งนะ
เราเป็น founder ที่สร้างของจริงขึ้นมาแล้ว และเรามี narrative ที่คน connect

มันเกิดความรู้สึกแบบ
“เอ้า… หรือจริง ๆ เราเก่งกว่าที่คิดวะ”

ถึงแม้ปกติจะเป็นคนที่เยินยอตัวเองมากอยู่แล้ว

แต่เวลาเราอยู่ในความวุ่นวาย อยู่กับปัญหา อยู่กับของจริงทุกวัน เห็นแต่สิ่งที่ยังไม่เสร็จ ยังไม่สมบูรณ์ มันต้องใช้พลังในการปกป้อง self-esteem ตัวเองเยอะมากนะ

มันเป็นแบบนั้นจริงๆสินะ ที่เวลาเราเหนื่อย ยาก ทุกอย่างล้นมือไปหมดแล้ว แต่การออกไปทำประโยชน์ให้คนอื่น มันคืน Self-esteem กลับมา

มันบอกว่า เราไม่ได้พังอย่างที่กลัว

ปล. ยังหาเธออยู่นะ พาร์ตเนอร์ สนใจพูดคุย เชื่อมต่อกันได้

ปล 2. จริงๆ อยาก connect กับบริษัทอื่นที่มาวันนั้นนะ ถ้าเขามาทำอะไรแบบนี้ น่าจะสนใจงานเพื่อ community อยากชวนเอา HR มาทำ Job Mock Interview ให้นักศึกษา ฟรี (ดูแล้วขาดสกิลนี้กันมาก) แต่ทำบริษัทเดียวไม่น่าสนใจ และเอาจริง ตอนนี้แตกโฟกัสเพิ่มไม่ไหว

20/05/2026

“ถ้าวันหนึ่ง คนที่ทำร้ายลูกคุณ คือลูกอีกคนของคุณเองล่ะ?”

นี่น่าจะเป็นหนึ่งในคำถามที่เจ็บปวดที่สุดของคนเป็นพ่อแม่

ในเชิงจิตวิทยาครอบครัว นักวิจัยหลายคนมองว่า พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องเลิกรักลูกที่ก่อเหตุ แต่ต้องยอมรับความจริง ไม่ปกป้องพฤติกรรม ไม่โยนภาระให้อีกคนต้องให้อภัย และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำก่อน

มี systematic review ที่รวบรวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “Sibling Sexual Abuse / Sibling Sexual Behavior” โดยดูว่า

อะไรคือปัจจัยเสี่ยง
อะไรคือปัจจัยปกป้อง
ครอบครัวตอบสนองแบบไหนแล้วผลลัพธ์ดีหรือแย่
และ intervention แบบไหนช่วยลดผลกระทบระยะยาวได้

สิ่งที่น่าสนใจคือ เขาพบว่ามันไม่ได้มี “สาเหตุเดียว” แต่เป็นหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น

• เติบโตมาในบ้านที่ขอบเขตไม่ชัด
• ขาดการพูดคุยเรื่อง consent และความเป็นส่วนตัว
• เข้าถึง sexual content เร็วเกินวัย โดยไม่มีผู้ใหญ่คอยสอน
• ไม่รู้สิทธิในการพูดว่า “ไม่”
• ความรุนแรง ความเครียด หรือ dysfunction ในครอบครัว เช่น conflict สูง การละเลยทางอารมณ์ การใช้ความรุนแรง หรือบรรยากาศที่เด็กไม่สามารถพูดเรื่องยาก ๆ ได้

ในหลายบ้านของไทย เราแทบไม่พูดเรื่องเพศกันเลย แต่เด็กกลับเข้าถึงอินเทอร์เน็ต เกม และ sexual content ได้ง่ายขึ้นเรื่อย ๆ มีพ่อแม่เยอะมากที่ให้ลูกดู Youtube โดยไม่ได้นั่งดูด้วย

เกิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้เรื่องเพศจากอินเทอร์เน็ต เพื่อน หรือสื่อ โดยไม่ได้รับฟีดแบคจากผู้ใหญ่ที่ปลอดภัย เด็กก็อาจเข้าใจเรื่องเหล่านี้ไปตามสิ่งที่เขาเห็น

นักวิจัยจำนวนมากพูดตรงกันว่า
การคุยเรื่อง consent, body autonomy, privacy และ emotional safety อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยป้องกันที่สำคัญที่สุดของครอบครัว

ในไทย หลายบ้านยังมี culture แบบ

• อาบน้ำด้วยกันนานเกินวัย
• ล้อเรื่องอวัยวะเพศ
• บังคับให้กอดหอมญาติ
• ไม่มี privacy
• ใช้คำว่า “อย่าพูดเรื่องน่าเกลียด”

ซึ่งทุกอย่างไม่ได้เกิดจากเจตนาไม่ดี แต่สะท้อนว่า boundary เรื่องร่างกายยังไม่ค่อยถูกพูดอย่างชัดเจน

เวลานึกถึงว่าถ้าลูกทำร้ายลูก มันเป็นความรู้สึกที่ใจหวิวและคิดไม่ออกจริง ๆ

เลยอยากชวนคิด ว่าเราจะป้องกันยังไง
เราจะสอนลูกยังไง และเราจะสร้างบ้านที่เด็กกล้าพูดเรื่องยาก ๆ ได้ยังไงมากกว่าค่ะ

ปล. งานวิจัยก็ย้ำมากว่า “risk factor” ≠ “ข้อแก้ตัว” ทุกการกระทำไม่ว่ามีเหตุมาจากอะไร ยังคงต้องรับผลของมัน

20/05/2026

ในฐานะแม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เจ็บปวดมากสำหรับทุกคนในครอบครัว

แม่อาจไม่ได้เข้าใจ หรือแสดงออกในแบบที่ควรจะเป็น

แม่ยอมรับว่า ตัวแม่เองเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่สอนให้ปกปิดปัญหาและความไม่สมบูรณ์แบบในครอบครัวอยู่เสมอ จนบางครั้งเผลอมองว่านั่นเป็นเรื่องปกติ และหลงลืมความรู้สึกของลูกไป

แม่ยอมรับว่า แม่อาจพลาดไปจริง ๆ

สิ่งที่แม่เสียใจที่สุด คือการที่ทำให้ลูกรู้สึกว่าต้องแบกความรู้สึกเหล่านี้ไว้คนเดียวมาเป็นเวลานาน และรู้สึกว่าตัวเองไม่มีใคร

แม้วันนี้จะมีหลายมุม หลายความรู้สึก และอีกหลายเรื่องที่ยังต้องใช้เวลา แต่แม่ไม่อยากให้การออกมาพูดของลูก
ถูกมองว่าเป็นการทำลายใคร

วันนี้แม่ได้กลับมาทบทวนตัวเองอีกครั้ง ว่าสิ่งสำคัญของครอบครัว อาจไม่ใช่การรักษาภาพลักษณ์ หรือทำให้ทุกอย่างดูปกติอยู่เสมอ แต่คือการทำให้คนในบ้านรู้สึกปลอดภัยพอที่จะพูดความจริง และได้รับการรับฟัง

แม่เชื่อว่าลูกสมควรได้รับพื้นที่ปลอดภัยในการพูดถึงความรู้สึกของตัวเอง และหวังว่าครอบครัวเราจะค่อย ๆ เรียนรู้ เยียวยา และเดินต่อด้วยความเข้าใจกันมากขึ้น

สิ่งที่แม่ทำได้ในเวลานี้ คือพยายามมองเรื่องนี้ด้วยหัวใจของคนเป็นแม่ มากกว่าความกลัว และแม่อยากขอโทษ หากที่ผ่านมา แม่ทำให้ลูกรู้สึกว่าไม่มีใครเคียงข้างเลย

แม่

19/05/2026

มีงานวิจัยชิ้นนึงถูกนำมาพูดถึงช่วงนี้ ของ Karen Arnold ที่ติดตามชีวิต Valedictorians หรือเด็กเกรดดีที่สุดของโรงเรียน แล้วพบว่าทุกคนโตมาประสบความสำเร็จดี แต่ไม่ค่อยทำอะไรที่แตกต่างเปลี่ยนโลก

แล้วคนก็เอาไปสรุปว่า
เด็กเรียนเก่ง = ไม่สร้างสรรค์

ตอนแรกได้ยิน รู้สึก เอ๊ะ เลยเอาคำว่า Valedictorians ไปหาอ่านต่อ ถึงแม้แพทจะไม่ได้นิยมเรื่องการสอบได้คะแนนดี แต่แพทคิดว่าการสอบได้ดี ไม่น่าจะมีผลกับความคิดสร้างสรรค์ชัดเจนขนาดนั้น

สรุปแล้ว งานวิจัยมันไม่ได้สรุปแบบนั้นค่ะ สิ่งที่งานวิจัยบอกจริงๆ คือ ระบบที่วัด Valedictorian มักให้รางวัลกับคนที่ optimize ระบบเก่ง หมายถึง ทำตามกติกาของกฎ เหมือนที่เรารู้ว่าจะสอบแบบไหน สอบอะไร แล้วเราก็ไปติวแบบนั้นโดยไม่สนว่าทำไปเพื่ออะไรนั่นแหละ

ระบบนี้จะไม่ให้รางวัลคนที่ท้าทายระบบพวกความนอกกรอบเลยไม่ได้ถูกวัด

เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่ว่าเด็กเรียนเก่งไม่ creative แต่คือ "ระบบที่วัด" มันไม่ได้วัด creativity ต่างหาก

จริงๆ คนที่ทั้งเก่งในระบบและสร้างสรรค์ก็มีค่ะ แค่หายาก เพราะต้องมีความเป๊ะตามระบบที่วัด แต่ก็กล้าเสี่ยง กล้าลองด้วย การเป็นสองแบบนี้ในเวลาเดียวกันมันยาก

โดยส่วนตัวพบว่า เด็กที่ challenge ระบบ ท้าทาย สร้างสรรค์ พอถึงเวลาถ้าต้องทำตามระบบ เขาทำได้ง่ายกว่านะ คือ รู้ว่าระบบไม่ make sense มีบ่น มีติ แต่ถ้ามันคือหน้าที่ ก็ทำๆไป แล้วเดี๋ยวไปสร้างสรรค์ตรงที่สร้างได้เอา

แต่ถ้าติดในกรอบแต่แรก จะสอนให้สร้างสรรค์ แหกกรอบ มันยากกว่าจริงๆ

ส่วนตัวแพทไม่ได้ไม่แคร์ว่าลูกจะเก่งหรือเปล่า แต่แคร์ว่าเขากล้าคิด กล้าผิดและยังรู้สึกดีกับตัวเองอยู่ไหม เพราะมันคือรากที่ทำให้เขาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และเก่งได้ทุกเรื่องในตอนท้าย

ใครสนใจอยากคุยเรื่องแนวทางการเรียนรู้ของลูก ทักมาได้เลยนะคะ ยินดีแชร์ค่ะ

ปล. อยู่ๆ ก็แต่งตัวออกมาสภาพนี้

18/05/2026

แพทเคยเขียนเรื่องของคุณทรายครั้งหนึ่ง ตอนนั้นฟังแล้วก็คิดว่าเขาต้องผ่านการ work on ตัวเองมาเยอะมากๆ ถึงจะเข้าใจอะไรในชีวิตได้แบบนี้ แล้ววันนี้ก็พบว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ

ตอนแรกอ่านข่าวผ่านๆก็รู้สึกก้ำกึ่ง แต่พอฟังสัมภาษณ์แล้วกลับรู้สึกทึ่ง — นี่คือคนอายุ 28 ที่รู้จักตัวเองดีมาก การจะพัฒนาตัวเองจนมาถึงจุดที่มีความมั่นคงทางใจแบบนี้ ต้องผ่านอะไรมาเยอะและทุ่มเทกับตัวเองไม่น้อย

ลักษณะของคนที่ “เจอตัวตน” จริง ๆ คือคนที่รู้ว่าอะไรสำคัญกับตัวเอง และกำลังทำอะไรอยู่เพื่ออะไร เขาจะตรงไปตรงมาในคำตอบ ไม่ปกปิด ไม่กลัวคำวิจารณ์ เพราะเขาไม่ได้ทำเพื่อต้องการให้ใครเห็นดีเห็นงาม แต่เพราะสิ่งที่เขาทำมันมีความหมายสำหรับเขา และไม่เบียดเบียนผู้อื่น

น่าเสียดายที่ผู้ใหญ่อย่างเรา กว่าจะรู้จักตัวเองจริง ๆ ได้ ต้องผ่านจิตแพทย์ ผ่านบำบัด เสียเงิน เสียความสัมพันธ์ เสียเวลากับความทุกข์มากมายกว่าจะเข้าใจ
แต่ก็นับว่ายังดีที่ได้พบ เพราะยังมีอีกมากที่ไม่เคยได้รู้จักตัวเองเลยตลอดชีวิต

เพราะแบบนั้น รุ่นลูก รุ่นเด็ก ๆ แพทไม่ยอมแล้ว แพทรู้แล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้เราอยู่กับความทุกข์ความสุขได้อย่างไม่พัง อะไรที่ทำให้เราสงบ ทนทานต่ออุปสรรค ความกดดัน ความเครียดในชีวิต

เราต้องมีหลักของเราเอง — หลักที่เราเชื่อจริง ๆ ไม่ต้องรอให้ใครมาชื่นชม ไม่ต้องให้ใครยืนยันคุณค่า เราจะรู้ได้เองว่าเราทำอะไรอยู่ และถ้าใครจะตำหนิหรือวิจารณ์ เราก็จะรู้แยกแยะว่าอะไรที่ควรฟัง และอะไรที่ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจ

เราไม่สามารถควบคุมได้ว่าโลกจะพูดถึงเรายังไง แต่เราควบคุมได้ว่า เราจะอยู่กับตัวเองแบบไหน

แล้วลูกละ เราอยากให้เติบโตเป็นแบบไหน? คนที่รู้ว่าตัวเองมีความหมาย และใช้ชีวิตอย่างมีสติ มีศักดิ์ศรี และมีอิสระ แบบนั้นไหม?

ถ้าเราตั้งใจจะพาลูกไปทางนั้น ก็ต้องเริ่มจากการที่เรารู้จักตัวเองก่อนเหมือนกัน

18/05/2026

รับสมัครแล้ว สำหรับ AY 2027-2028
เราว่าบรรยากาศที่ ร.ร. ดีและชิลมากๆ เด็กๆ พร้อมมาก แม้จะแค่ขวบกว่าๆ การมาเที่ยวเล่น ร.ร. บ่อยๆ มา Playgroup ทำให้เด็กพร้อมจริงๆ

Book A Visit : www.carrollprep.ac.th/book-a-tour

18/05/2026

โหนกระแสวันนี้ บอกเลยว่าต้อง “ฮึบ” หลายครั้ง ดูแล้วเกือบร้อง

มันสะท้อนให้เห็นว่า คำสอนที่ดูไม่มีพิษไม่มีภัยอย่าง

“ครอบครัวต้องรักกัน”
“อย่าทำให้ครอบครัวแตกแยก”
“ทำให้พ่อแม่หรือผู้ใหญ่เสียใจมันบาป”

บางครั้ง อาจกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ใครบางคนไม่กล้าพูดความจริง

จริง ๆ แล้ว ประโยค “ครอบครัวต้องรักกัน” ไม่ได้ผิด แต่ปัญหาคือ บางครั้งมันถูกใช้เพื่อกดความรู้สึก กดความจริง หรือกดปัญหา ที่ไม่อยากดีลหรือดีลยากเอาไว้

ทั้งที่ความรักที่ดี ไม่ว่ากับใคร ก็ควรเป็นพื้นที่ที่เรารู้สึกปลอดภัย ไม่ใช่พื้นที่ที่ต้องยอมทนกับความอึดอัด ความกลัว หรือความเสียใจของตัวเอง

เด็กจำนวนมากไม่ได้กลัวความจริงเท่ากับกลัว “ผลหลังจากพูด”

กลัวแม่เสียใจ
กลัวบ้านแตก
กลัวไม่มีใครเชื่อ
กลัวตัวเองกลายเป็นต้นเหตุของปัญหา

ดังนั้นเวลาสอนลูก นอกจากสอนว่า “ครอบครัวต้องรักกัน” ต้องสอนเพิ่มด้วยว่า “ความรักที่ดี ต้องไม่ทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัย”

ความสัมพันธ์ที่ดีจริง ๆ ไม่ได้แปลว่า “ไม่มีปัญหา” แต่มันคือความสัมพันธ์ที่ ต่อให้มีปัญหา เรายังรู้สึกปลอดภัยพอที่จะพูดความจริงได้

อย่าสอนให้เด็ก “รักษาความสัมพันธ์”
จนลืมสอนให้เขา “รักษาตัวเอง” ด้วยนะคะ

18/05/2026

เดี๋ยวนะ ดิฉันเพิ่งรู้ ว่าถ้าคนติดโซล่าเยอะ แต่ฉันไม่มีตังติด สุดท้ายถ้ารัฐไม่ทำไร ฉันจะต้องแบกค่าไฟเพิ่มจากค่าพร้อมจ่ายที่หารกันน้อยลง ค่าไฟฉันจะขึ้น ใช่หรอ?

คนที่ไม่มีทุนติด solar กลายว่าจะต้องแบกต้นทุนแทน 😂

ไทยเรา เอาไงคะ ถ้าไม่ปรับโครงสร้าง ให้ทันกับยุค solar มันก็มีโอกาสเกิดสิ่งที่เรียกว่า utility death spiral หรือป่าว

คือ คนมีเงิน > ติด solar > จ่ายค่าไฟน้อยลง

การไฟฟ้ารายได้ลด
ขึ้นค่าระบบกับคนที่เหลือ
คนที่มีกำลัง หนีไปติด solar เพิ่ม
คนรายได้น้อยแบกต้นทุนหนักขึ้น

มันน่าสนใจมาก เพราะสุดท้ายมันคือคำถามเดียวกับการศึกษา สาธารณสุข หรือขนส่งสาธารณะเลย

“เราจะทำยังไงให้ของดี ไม่กลายเป็นสิทธิของคนที่มีเงินเท่านั้น”

16/05/2026

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความพลาดหลายระดับทับกันหลายชั้น

ในประเทศที่เหตุแบบนี้ไม่ค่อยเกิด เพราะเขาสร้างระบบที่รู้ว่ามนุษย์พลาดได้ มันเลยมีวิธีการหลายระดับ เช่น

- ถ้ารถติด ห้ามเข้า intersection เด็ดขาด
- ถ้ามีรถค้างบนราง ระบบสัญญาณรถไฟจะจับได้
- มีไม้กั้นเต็มรูปแบบ
- รถไฟชะลออัตโนมัติตรงจุดที่มีแยก มีถนน
- พยายามยกเลิกจุดตัดเดียวกันทำสะพาน/อุโมงค์แทน
- ระบบไฟจราจรเชื่อมกับรางรถไฟ ไม่ปล่อยให้รถติดค้างบนทางข้าม
- คนขับรถสาธารณะถูกฝึกเรื่องห้ามจอดค้างบนรางแม้ไฟเขียวเข้มมาก

เพราะหลายประเทศมองว่า ถ้าความผิดพลาดเล็กน้อยของมนุษย์ ทำให้คนตายหมู่ได้ แปลว่าระบบยังออกแบบไม่ปลอดภัยพอ

ของไทยก็ซ้อนเยอะ ปัญหานะคะที่ซ้อน

รถติดหนักมาก จุดตัดรถไฟหลายแห่งอยู่กลางเมือง สัญญาณไฟไม่เชื่อมกันทั้งหมด การบังคับใช้กฎเรื่องฝ่ามาติดคาตามแยกค่อนข้างอ่อน รถเมล์ต้องแข่งรอบ

และวัฒนธรรม ค่อยๆ เบียด เดี๋ยวไปได้ ถูกทำให้ปกติมานาน ทุกคนชินกับการ ขยับไปก่อน

อีกเรื่องที่สำคัญ คือ ประเทศที่อุบัติเหตุลดลงมากๆ เขาก็เคยผ่านเหตุการณ์ใหญ่จนสังคมรับไม่ได้มาก่อน แล้วเอาไปแก้ทั้งระบบ

หลังเหตุพวกนี้ จะมีการสอบสวนเชิงระบบหนักมาก ไม่ใช่แค่หาคนผิดรายบุคคล

งั้นบ้านเราวันนี้ จะจบแค่
คนขับผิดไหม
พนักงานกั้นรางผิดไหม
ใครประมาท

แค่นั้นหรือป่าว?

อยากได้คำถามระดับระบบ เช่น

ทำไมรถถึงสามารถติดค้างบนรางได้ตั้งแต่แรก

ทำไมสัญญาณไม่ fail-safe

ทำไม urban planning ยังมี choke point แบบนี้

ถ้ารถเมล์เต็มคันติดบนราง ระบบอื่นช่วยอะไรได้บ้าง

คำถามพวกนี้สำคัญไม่แพ้กันเลย เพราะถ้าไม่แก้ที่ระบบ ต่อให้ลงโทษคน ก็ยังมีโอกาสเกิดซ้ำได้อีกในวันรถติดหนักวันถัดไป

ขอแสดงความเสียใจกับผู้สูญเสียด้วยค่ะ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่

Bangkok