26/03/2019
อย่าส่งเสริมให้ลูกแค่เรียน จงสนับสนุนให้ลูกรู้จักหน้าที่อื่นๆด้วย
อย่าเลี้ยงลูกให้เรียนอย่าเดียว แต่ควรสอนให้ลูกรู้จักหน้าที่ - ยิ้มละมุน
อย่าเลี้ยงลูกให...
27/02/2019
ลูกๆอนุบาล ปิดภาคเรียนเดือนมีนาคมนี้ จะไปอยู่ไหน ใครจะดูแล ปฐวี เบบี้โฮม มีคำตอบ เราพร้อมจะดูแลลูกหลานของคุณพ่อคุณแม่ มีบริการให้เลือกหลายโปรแกรม ทั้งวันจันทร์ถึงวันศุกร์ และวันจันทร์ถึงวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 07.00 - 21.00 น. ลองโทรมาคุยกับเรานะครับ ที่
0956324515 (ครูต่อ)
02/02/2019
ตื่นตัวกันนะครับคุณพ่อคุณแม่ หาหน้ากากกันฝุ่นสำหรับเด็กให้ลูกๆใช้กันด้วยนะครับ
https://www.facebook.com/100015140111719/posts/568236587024340/
ม้วนเดียวจบ แถลงการณ์ฝุ่น pm 2.5 เตรียมรับมือให้ดี
สรุปจาก Live ของ "Rama Channel" แถลงการณ์เรื่องฝุ่น pm 2.5 ของมหาวิทยาลัยมหิดล -คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล
25/01/2019
#พัฒนาการที่ควรสงสัยว่าผิดปกติในเด็กอายุ2ถึง3ปี
ลูกวัยนี้เป็นวัยที่ย่างเข้าสู่วัยก่อนเรียน เป็นช่วงที่การเจริญเติบโตทางร่างกาย และพัฒนาการการเคลื่อนไหวเริ่มช้าลง แต่พัฒนาการด้านสมองก้าวหน้า จะเห็นได้ว่า ลูกฉลาดขึ้น สังคมและอารมณ์ก็มีการเปลี่ยนแปลง พูดเก่งขึ้น ต้องการเป็นอิสระ และควบคุมตัวเองได้ดี คุณพ่อคุณแม่จะเห็นได้ว่า ลูกเมื่อเติบโตมาถึงอายุ 2 ขวบ จะเริ่มปฏิเสธเสมอ เข้าวัย เจ้าวายร้าย อายุ 2 ขวบปี (Terrible twos)
#พัฒนาการที่ปกติด้านการเคลื่อนไหว
-ปีนป่ายได้ดี
-ขึ้นลงบันไดโดยก้าวสลับเท้า
-เตะบอล
-วิ่งได้ว่องไว
-ถีบสามล้อได้
-ก้มลงได้โดยหัวไม่ขมำ
#พัฒนาการที่สงสัยว่าจะผิดปกติ มีอาการดังต่อไปนี้
-หกล้มบ่อย ๆ ขึ้นบันไดด้วยความยากลำบาก
-น้ำลายไหลตลอดเวลาหรือพูดไม่ชัด
-ต่อบล็อกได้ไม่ถึง 4 บล็อก
-หยิบจับของชิ้นเล็กไม่ค่อยถนัด
-เขียนวงกลมให้ดูแล้ว เขียนตามไม่ได้
-พูดเป็นวลีสั้น ๆ ไม่ได้
-เล่นสมมติไม่เป็น
-ไม่เข้าใจคำบอกง่าย ๆ
-ไม่ค่อยสนใจเด็กคนอื่น ๆ
-ไม่ยอมจากแม่เลย
#พัฒนาการด้านอื่นๆที่ปกติสำหรับเด็กวัยนี้มีดังนี้
-การใช้มือและนิ้ว
-เขียนเส้นตั้ง เส้นนอน และวงกลมได้
-เปิดหนังสือทีละหน้า
-ต่อบล็อกได้ถึง 6 บล็อก
-จับดินสอในท่าเขียนเหมือนเด็กโต
-หมุนปากขวดบิดและเปิดได้
-หมุนพวงมาลัยได้
#ด้านภาษา
-ทำตามคำสั่ง 2-3 อย่างได้
-รู้จักสิ่งของที่คุ้นเคยและรูปภาพของคนที่รู้จัก
-เข้าใจประโยคต่าง ๆ มากขึ้น
-เข้าใจความสัมพันธ์ของสิ่งที่อยู่ ? บน ? ใน ? และ ใต้ ?
-ใช้ประโยคยาว 4-5 คำ
-บอกชื่อ อายุ และเพศของตนเองได้
-ใช้สรรพนามแทนตัวได้
-พูดให้ผู้อื่นเข้าใจได้ส่วนใหญ่
#ความจำและความฉลาด
-จัดของเล่นที่เหมือนกันให้อยู่กลุ่มเดียวกันได้
-เล่นสมมติกับตุ๊กตา สัตว์ และเพื่อนได้
-หาสิ่งของที่รูปร่างและสีมาเติมตรงที่ขาดได้
-ต่อรูปภาพ 3-4 ชิ้น เข้ากันได้
#ด้านสังคมและอารมณ์
-ทำตามผู้ใหญ่และเพื่อน
-ชอบเพื่อนที่คุ้นเคยกัน
-รอจังหวะผลัดกันเล่นเป็นแล้ว
-เข้าใจความเป็นเจ้าของ ของฉัน? ของเธอ?
-แสดงความรัก ชอบ อย่างเปิดเผย
-แสดงออกด้านอารมณ์หลากหลาย
-จากแม่ไปโรงเรียนหรือที่ต่าง ๆ ได้โดยไม่ร้องตาม
-ขัดขืนการเปลี่ยนแปลงที่เขาทำเป็นประจำ
#กิจกรรมที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องทำในช่วงนี้
-พาลูกไปตรวจฟัน
-ฝึกหัดให้ลูกขับถ่าย
-การนอน เด็กวัยนี้ต้องนอน 9-13 ชั่วโมง
-ฝึกระเบียบวินัย
-เตรียมตัวไปโรงเรียน
ขอขอบคุณ ที่มา : นิตยสาร Modern Mom ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
29/05/2017
7 พฤติกรรม รักลูกเกินเหตุ (พ่อแม่รังแกฉัน ตอนจบ)
ประเภทที่เจ็ด - กลัวลูกเหลิง
พ่อแม่ประเภทนี้ไม่ยอมแสดงความรักที่มีต่อลูก รวมไปถึงไม่ยอมชื่นชมหรือให้กำลังใจเมื่อลูกทำสิ่งใดได้ เพราะกลัวว่าลูกจะเหลิง เข้าข่ายรักนะแต่ไม่แสดงออก วิธีคิดแบบนี้ ลูกอาจจะคิดว่าพ่อแม่ไม่รัก และหันออกไปหาความรักนอกบ้าน จากเพื่อนหรือคนอื่นๆที่แสดงความรักและเห็นว่าเขามีคุณค่า ซึ่งหากเขาพบคนที่ดีก็โชคดี แต่ถ้าเจอคนที่มาหลอกลวงนำพาไปสิ่งที่ไม่เหมาะสมก็เป็นอันตรายยิ่ง
ทั้ง 7 ประการล้วนแล้วแต่เป็นอุปสรรคของความรักที่พ่อแม่มีต่อลูก และอาจนำไปสู่การแปรเปลี่ยนเป็นทำร้ายลูกได้ความรักเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการเลี้ยงดูลูก ความรักที่พอดีจะทำให้ลูกเติบโต มีพัฒนาการสมกับวัยของเขา แต่ถ้าเมื่อไรพ่อแม่ให้เขามากเกินไปจนเขาสำลักความรัก เขาก็จะอ่อนแอในการใช้ชีวิต
หรือถ้าคุณไม่มีความรักให้กับเขาเลย เขาก็จะอ่อนแอเกินกว่าจะเผชิญกับสิ่งต่าง ๆ ในโลกได้เช่นเดียวกัน พ่อแม่เป็นคนสำคัญที่สุดสำหรับลูก ความรักของพ่อแม่ต้องมีสมดุล
ที่มา : เว็บไซต์ผู้จัดการ เรื่องโดย สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน
25/05/2017
7 พฤติกรรม รักลูกเกินเหตุ (พ่อแม่รังแกฉัน ตอนที่ 2)
ประเภทที่สี่ - ลูกฉันไม่เคยผิด
พ่อแม่ประเภทนี้เป็นพ่อแม่ที่ปกป้องลูกตลอดเวลา ไม่ว่าลูกจะมีปัญหาอะไรกับใคร หรือมีปัญหากับสมาชิกในครอบครัว พ่อแม่ก็มักปกป้องลูกอยู่ดี ลูกฉันไม่เคยผิด แม้ลูกจะทำผิดก็โทษผู้อื่นเสมอ เวลาลูกมีปัญหากับใคร พ่อแม่ก็มักออกโรงปกป้องเต็มที่ ซึ่งหารู้ไม่ว่าลูกประเภทนี้มักจะมีปัญหาเมื่อเขาเติบโตขึ้นเสมอ
ประเภทที่ห้า - รู้ไม่เท่าทันลูก
พ่อแม่ประเภทนี้พร้อมจะเชื่อลูกทุกอย่าง ลูกบอกอะไรก็เชื่อ โดยไม่ได้สนใจหรือตรวจสอบเลยว่าลูกทำอะไร ลูกคบเพื่อนแบบไหน ลูกทำสิ่งที่เหมาะสมหรือเปล่า พ่อแม่ประเภทนี้มักขาดความรู้ เช่น ลูกขอซื้อคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือด้วยเหตุผลเพื่อนำมาใช้หาความรู้ ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องใช้สเปคสูงๆหรือราคาแพงจนเกินไป แต่ด้วยความที่เชื่อลูก ก็ให้เงินซื้อมาอย่างง่ายดาย โดยในความเป็นจริงลูกอาจนำมาเล่นเกมหรือใช้อย่างไม่เหมาะสม โดยที่พ่อแม่ไม่รู้ หรือไม่ตรวจสอบ หรือไม่ได้สนใจด้วยซ้ำไป
ประเภทที่หก - เข้มงวดเกินไป
พ่อแม่ประเภทนี้มักจะไม่ยอมให้ลูกอยู่นอกสายตา ไม่ว่าลูกจะทำอะไรจะคอยกำกับอยู่เสมอ จะไม่ยอมให้ออกนอกลู่นอกทางเด็ดขาด ส่วนใหญ่จะมีกฏเกณฑ์กติกาและตารางชีวิตสำหรับลูก เช่น ถึงเวลาอ่านหนังสือ ได้เวลาไปเรียนกวดวิชา ไม่อนุญาตให้ไปเที่ยวกับเพื่อนลำพังจะต้องไปด้วยทุกครั้ง ฯลฯ พ่อแม่มักไม่ค่อยผ่อนปรน สิ่งใดที่ไม่เห็นด้วยจะไม่ยอมให้ลูกทำเด็ดขาด ส่วนใหญ่ลูกจะอึดอัด และสุดท้ายจะนำไปสู่การโกหกและหลีกหนี
ที่มา : เว็บไซต์ผู้จัดการ เรื่องโดย สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน
พรุ่งนี้อย่าลืมติดตามตอนสุดท้ายด้วยนะครับ
24/05/2017
7 พฤติกรรม รักลูกเกินเหตุ (ตอนที่ 1)
ประเภทแรก - กลัวลูกลำบาก
พ่อแม่ประเภทนี้มักจะทำทุกสิ่งอย่างให้ลูก เพราะกลัวว่าลูกจะลำบาก กลัวลูกอด กลัวลูกเจ็บ ฯลฯ กลัวไปซะทุกเรื่อง ไม่ยอมให้ลูกลำบากตรากตรำ คอยปรนนิบัติพัดวีให้ทุกอย่าง เมื่อมีปัญหาใด ๆ ก็มักจะยื่นมือไปช่วยเหลือในทันที แทบจะไม่ปล่อยให้ลูกเผชิญกับปัญหาหรือความลำบากเลย ถ้าเป็นลูกเล็ก แม่ก็จะคอยอุ้มอยู่ตลอดเวลา ไม่ค่อยยอมปล่อยให้ไปคลุกดินคลุกทราย หรือเดินโดยลำพัง พอเริ่มโต ก็จะมีคนคอยเดินตามประกบทุกฝีก้าว และเมื่อเด็กพลาดล้มก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปทันที
ประเภทที่สอง - ทดแทนชีวิตวัยเด็ก
พ่อแม่ประเภทนี้ต้องการให้ลูกทดแทนบางสิ่งบางอย่างที่ขาดหายไปของพ่อแม่เมื่อวัยเด็ก อะไรที่ไม่เคยมี ก็อยากให้ลูกได้มี อะไรที่ไม่เคยทำ ก็อยากให้ลูกได้ทำ หรือเมื่อครั้งวัยเด็ก พ่อหรือแม่อาจมีฐานะไม่ดีนัก หรือมีปมด้อย หรือลำบากมาก่อน พ่อแม่ประเภทนี้จะฝังใจอยู่กับอดีต ฉะนั้นเมื่อตัวเองประสบความสำเร็จก็พยายามชดเชยอะไรบางอย่างให้กับลูกตลอดเวลา
ประเภทที่สาม - ขีดเส้นให้ลูกเดิน
พ่อแม่ประเภทนี้จะเชื่อว่าเส้นทางที่เลือกไว้ให้ลูกคือเส้นทางที่ดีที่สุดเสมอ และมักเชื่อว่าตัวเองได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก โดยที่จะพูดย้ำกับลูกอยู่เสมอว่าเพราะพ่อแม่รักลูกถึงเลือกเส้นทางชีวิตเช่นนี้ให้ลูก โดยไม่ฟังเสียงของลูก เช่น อยากให้ลูกสืบทอดกิจการ ก็วางเส้นทางเพื่อให้ลูกเดินตามรอยที่ตัวเองต้องการ โดยไม่ได้ดูความถนัดหรือความชอบของลูกเลย ปัจจุบันเด็กไทยประสบปัญหาข้อนี้อย่างมากในแทบทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องเรียน ที่เด็กมักเลือกเรียนตามที่พ่อแม่ต้องการมากกว่าที่จะรู้ว่าตัวเองชอบหรือถนัดอะไรหรือมีเป้าหมายชีวิตของตัวเองชัดเจน
ที่มา : เว็บไซต์ผู้จัดการ เรื่องโดย สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน
23/05/2017
7 พฤติกรรม รักลูกเกินเหตุ
พ่อแม่ทุกคนรักลูก พ่อแม่ทุกคนล้วนปรารถนาอยากจะให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูก เพียงแต่ต้องขี้นอยู่กับเงื่อนไขและปัจจัยชีวิตว่าจะทำสิ่งที่ปรารถนาให้ลูกได้มากน้อยแค่ไหนตามข้อจำกัดที่มีอยู่
เวลาพูดถึงความรัก เราไม่สามารถวัดขนาดของมันได้ว่า ความรักของพ่อแม่ครอบครัวไหนจะรักลูกมากกว่าครอบครัวนั้น ครอบครัวนี้ เพราะเราไม่มีมาตรวัดขนาดของความรัก และความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกก็ปราศจากเงื่อนไข
สิ่งที่พอจะประเมินความรักของพ่อแม่ได้ ก็ต้องดูที่ผลลัพธ์จากตัวลูก ว่าเป็นผลผลิตของความรักแบบไหน เขาเติบโตขึ้นไปเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่เช่นไร แล้วจึงจะสะท้อนได้ว่าเป็นผลผลิตจากความรักที่ถูกวิธีหรือไม่ ถูกเลี้ยงดูมาแบบรักมากเกินไป รักน้อยเกินไปหรือเปล่า เพราะเรื่องความรัก นอกจากต้องใช้สัญูชาตญาณของความเป็นพ่อแม่ในการเลี้ยงดู ก็ต้องมีความรู้ควบคู่ด้วยจึงจะถูกวิธี มิเช่นนั้นแล้วอาจกลายเป็นทำร้ายลูกก็ได้
แล้วพ่อแม่แบบไหนที่ใช้ “ความรัก”ทำร้ายลูก ตรวจสอบกันดูหน่อยว่าคุณเป็นพ่อแม่ประเภทไหน เข้าข่ายทำร้ายลูกหรือไม่
อยากรู้มั๊ย ว่า 7 พฤติกรรมทำร้ายลูก มาจากพ่อแม่ประเภทไหน ติดตามกันต่อนะครับ
ที่มา : เว็บไซต์ผู้จัดการ เรื่องโดย สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน
27/02/2017
5 เคล็ดลับ อ่านหนังสือให้ลูกฟัง ช่วยฝึกภาษาพูดให้กับลูกอย่างรวดเร็ว
อ่านหนังสือให้ลูกฟัง
อ่านหนังสือให้ลูกฟัง เป็นสิ่งสำคัญ ก่อนที่ลูกของฉันจะเกิด ฉันได้รับของขวัญต่าง ๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือ หนังสือหลายเล่ม ตอนนั้นฉันยังคิดว่าลูกยังไม่ทันจะเกิด ยังยกหัวตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำจะอ่านหนังสือได้ยังไง?
และเมื่อลูกคลอดออกมา ฉันก็เลี้ยงเขาตามปกติ และลองหยิบหนังสือมาอ่านให้เขาดูในตอนแรกไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พอผ่านไปสักพัก อ่านให้ฟังหลาย ๆ ครั้งเข้า ลูกดูสนใจกับหนังสือที่อ่านอยู่มาก และเมื่อเริ่มพูดได้ลูกก็พูดว่าให้อ่านมัน อ่านมัน การอ่านหนังสือให้ลูกฟังทำให้ฉันได้ใกล้ชิดกับลูกมากขึ้น และ เป็นการฝึกภาษาพูดให้ลูกได้มากอีกด้วย ลูกสามารถพูดได้หลายคำและจำคำศัพท์บางอย่างได้อย่างรวดเร็ว การอ่านหนังสือให้ลูกฟังช่วยให้ลูกได้ประโยชน์สูงสุด และคุณควรเริ่มต้นดังนี้
5 เคล็ดลับ อ่านหนังสือให้ลูกฟัง ช่วยฝึกภาษาพูดให้กับลูกอย่างรวดเร็ว
1. อ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกวัน
ทำให้เหมือนเป็นกิจวัตรประจำวัน ให้ลูกคุ้นชิน ไม่ว่าคุณจะเหนื่อยกับงานบ้าน หรืองานนอกบ้านมากแค่ไหน ควรหยิบหนังสือมาอ่านกับลูกเพียงแค่ 5 นาที หรือ 10 นาทีก็ได้ ลูกต้องการความถี่และความเคยชิน ผลวิจัยพบว่าถ้าคุณเริ่มอ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่ 5 เดือน พอลูกอายุ 18-25 เดือน ลูกจะรู้คำศัพท์และนัยสำคัญบางอย่างมากกว่าเด็กทั่วไปที่ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือให้ฟังค่ะ
2. ทำให้ลูกหลงรักหนังสือ
เลือกหนังสือที่มีสีสันสดใส ภาพประกอบเข้าใจง่าย ๆ หรือ ภาพที่ลูกคุ้นชิน อาจจะเริ่มด้วยภาพถ่ายครอบครัว หรือ หมา แมว สัตว์ที่ลูกเคยเห็นก่อน ก็จะง่ายต่อการจดจำ พูดคุย ซักชวนให้ดู เพื่อให้ลูกได้ตอบสนองในสิ่งที่เห็นอยู่ด้วยก็จะดีมากค่ะ
3. ทำซ้ำบ่อย ๆ ทำเรื่อย ๆ อ่านเรื่องเดิมบ่อย ๆ
คุณอาจจะไม่ตื่นเต้น แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า สำหรับลูกจะเป็นเรื่องตื่นเต้นเสมอ คุณไม่ต้องกลัวว่าลูกจะเบื่อ ลูกจะชอบและจดจำศัพท์ และประโยคได้เป็นอย่างดี ลูกจะเก็บคำศัพท์และข้อมูลต่าง ๆ ไว้ในสมองก่อน ลูกจะยังไม่สื่อสารหรือแสดงออกมาให้เห็นว่าลูกจำได้แล้ว หรือ สามารถพูดออกมาเป็นคำได้ แต่อีกไม่นานลูกจะนำมาใช้ได้ดี จนคุณทึ่งในความสามารถของสมองเล็ก ๆ ของลูกค่ะ
4. อ่านหนังสือให้ลูกฟัง เหมือน คุยกับลูกไปด้วย
เวลาอ่านหนังสือให้ลูกฟัง ควรใช้น้ำเสียงที่สูงต่ำให้เข้ากับเรื่องที่อ่าน ชักชวนลูก ให้เข้ามาในบทสนทนา ให้ลูกเหมือนอยู่ในจินตนาการ เป็นหนึ่งเดียวไปกับหนังสือ ช่วงที่ควรเริ่มอ่านหนังสือให้ลูกฟังคือ 5-6 เดือนเป็นต้นไป เพราะในช่วงนี้ลูกจะพยายามออกเสียงและเริ่มหัดพูดแล้ว
5. ทำให้แน่ใจว่าเรื่องที่อ่านอยู่ทำให้ลูกของคุณสนุกสนาน
มันเป็นสิ่งสำคัญมาก คุณควรเลือกหนังสือที่จะอ่านให้ลูกฟังให้ดี ว่าควรเลือกแบบไหน หนังสือแบบไหนเหมาะกับวัยของลูก หนังสือนิทานที่ดูน่ากลัว หรือ หนังสือที่เกี่ยวกับวิชาการ ก็ไม่ควรนำมาเปิดอ่านหรือเล่าให้ลูกฟัง เพราะนอกจากลูกจะไม่รู้เรื่องแล้ว คุณยังหาเรื่องคุยกับลูกยากอีกด้วย
Cr. maerakluke (แม่รักลูก)
18/09/2014
การเสริมสร้างและพัฒนาการเรียนรู้รอบด้านที่ดีสำหรับลูกน้อยอีกวิธีหนึ่งก็คือ “การเล่น” การเล่นเป็นสิ่งสำคัญกับเด็กทุกคน พ่อแม่จะรู้จักลูกน้อยได้ดีขึ้นว่า เขาชอบอะไรและไม่ชอบอะไรผ่านการเล่นได้ การเล่นของเด็กช่วยเสริมสร้างจิตนาการ ฝึกกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อตา กล้ามเนื้อแขน – ขา ประสาทสัมผัส และแสดงอารมณ์ เป็นต้น ฝึกความคิดและวิธีการแก้ปัญหา นอกจากนี้แล้วการเล่นยังสร้างความผ่อนคลายกับเด็กๆ ได้มากอีกด้วย
การเลือกของเล่นให้เหมาะสมกับลูก
เวลาคุณพ่อคุณแม่เดินตามห้างจะมีแผนกของเด็กเล่น การเลือกของเล่นให้เหมาะสมกับลูกของเรานั้นให้สังเกตดูข้างกล่องจะระบุว่าเป็นของเล่นสำหรับเสริมสร้างพัฒนาการตามช่วงอายุต่าง ๆ แต่ราคาจำหน่ายมักค่อนข้างสูง การเล่นของลูกไม่จำเป็นต้องพึ่งของมีราคาแพงหรือของเล่นที่นำเข้ามาแต่อย่างใด เพียงแค่คุณใส่ใจและเล่นกับเขา ประดิษฐ์ของเล่นขึ้นมาเองก็ได้ เพียงแค่คิดว่ามันจะช่วยเสริมสร้างอะไรกับลูกน้อยได้บ้างเท่านั้นก็พอ
ส่งเสริมการเรียนรู้ให้ลูกจากการเล่่น
คุณอาจเลือกซื้อบล็อกไม้หลากหลายขนาดที่สามารถต่อเป็นสิ่งต่าง ๆ ได้ และปล่อยให้เด็กได้ใช้ความคิดในการสร้าง จากนั้นลองถามเขาว่าสิ่งนี้คืออะไร คุณจะทราบถึงจินตนาการที่ไม่รู้จบของเด็ก ๆ หรือหาซื้อเลโก้มาก็ได้ หรือเด็กบางคนที่ชอบของเล่นพวกเครื่องดนตรี แม้จะหยิบของเล่นมาหลากหลายแล้ว แต่ลูกน้อยก็เลือกหยิบแต่ของเล่นรูปเครื่องดนตรีมาเล่นเท่านั้น เมื่อเขาโตในระดับหนึ่งแล้ว ลองปล่อยให้เขาได้เรียนรู้ดนตรีและสนับสนุนเค้าอย่างจริงจังได้เหมือนกัน
สิ่งที่ไม่ควรทำเลยหรือควรหลีกเลี่ยงคือ การปล่อยให้เขาอยู่กับเกม รายการโทรทัศน์มากเกินไป แม้บางรายการจะเสริมสร้างความรู้ หรือเป็นเกมพัฒนาความคิดของเด็ก สิ่งเหล่านี้ก็มีอีกด้านคือทำให้เด็กสมาธิสั้นลงได้ ไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งใดได้นาน กลายเป็นปัญหาต่อไปด้วย
การเล่นอาจไม่ใช่การผ่อนคลายอย่างเดียว แต่นับเป็นการเรียนรู้ของเด็กได้มากยิ่งขึ้น เพียงแต่ครอบครัวควรส่งเสริมให้ถูกต้องและเหมาะสม อยู่ในขอบเขตที่เด็กสนใจและปลอดภัยจากอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึง หรือมีส่วนร่วมในการเล่นกับเด็ก ๆ ก็ถือเป็นการช่วยฝึกการเข้าสังคมเบื้องต้นได้
จาก : แม่รักลูก