Dr. Thanat Kornsuphkit

Dr. Thanat Kornsuphkit

แชร์

Aj.Sandy’s Official Facebook Fanpage 🧿🙏🏻🇹🇭🇮🇳

"Dedicated to empowering the next generation of global business leaders."

Lecturer | International Business Management Faculty of Management Science (International Program) | BSRU

25/06/2026

94 years of love, wisdom, and grace.

Today, we say goodbye to our beloved Grandma.

Thank you for every lesson, every smile, and every precious moment. Though you are no longer with us, your love will remain in our hearts forever.

Rest in peace. Your journey on earth has ended, but your memory will live on for generations.

Forever loved. Forever missed. 🤍🕊️
🙏🏻

20/06/2026

วันนี้ คุณทำวิทยานิพนธ์เสร็จแล้ว หรือไม่
ตอบแค่ “ใช่” หรือ “ไม่”
ถ้ายังไม่เสร็จ บัณฑิตวิทยาลัย ขอส่งกำลังใจให้นักศึกษาทุกท่าน และอย่าลืมดูแลสุขภาพกันด้วยนะครับ

Photos from ที่ซุกหัวนอน's post 20/06/2026

Having first arrived in Singapore in 2008, I have been fortunate enough to witness nearly two decades of continuous transformation.

What separates Singapore is not wealth alone, but its ability to turn long-term vision into reality through planning, ex*****on, and consistency.

While many cities focus on solving today’s problems, Singapore is already building for the next generation.

Therme Singapore is yet another example of why this nation continues to be a model for urban development, sustainability, and quality of life in Southeast Asia. 🇸🇬👏🧿❤️🤍
——
ตั้งแต่วันที่ผมก้าวเท้าลงสิงคโปร์ครั้งแรกในปี 2008 จนถึงวันนี้ 18ปีไปๆมาๆ ผมได้เห็นประเทศเล็กๆ แห่งนี้พัฒนาตัวเองอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง

สิ่งที่ผมชื่นชมเสมอไม่ใช่แค่ตึกสูงหรือความเจริญทางเศรษฐกิจ แต่คือวิสัยทัศน์ ความกล้าคิด และความสามารถในการเปลี่ยนแผนระยะยาวให้เกิดขึ้นจริง

หลายเมืองกำลังแก้ปัญหาของวันนี้ แต่สิงคโปร์กำลังสร้างคำตอบสำหรับวันพรุ่งนี้

Therme Singapore คืออีกหนึ่งตัวอย่างของการมองไกลกว่าคำว่า “การพัฒนา” และยกระดับไปสู่การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าสำหรับคนรุ่นต่อไป

นี่คือเหตุผลที่ผมเชื่อว่า สิงคโปร์ยังคงเป็นมาตรฐานของการพัฒนาในอาเซียน และเป็นประเทศที่น่าศึกษาในหลายมิติ 🇸🇬 👍🏻🧿❤️🤍

19/06/2026

เสรีภาพในการเลือกเสพสื่อ และขอบเขตของการวิพากษ์วิจารณ์

การเลือกรับชมรายการหรือเนื้อหาต่าง ๆ ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลโดยแท้ บุคคลย่อมมีอำนาจเต็มในการตัดสินใจว่าจะติดตามสิ่งใด โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ใดมาชี้นำหรือกำหนดให้

ทว่าปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าสังเกตในสังคมไทยคือ คนจำนวนไม่น้อยมักวางตนเป็น “ผู้นำทางความคิด” (opinion leader) โดยที่ศักยภาพหรือองค์ความรู้ของตนยังไม่สอดคล้องกับบทบาทดังกล่าว

ยกตัวอย่างเช่น รายการ “โหนกระแส” หากผู้ชมท่านใดไม่ต้องการรับชมในวันใด ก็ย่อมสามารถเลือกรับชมเนื้อหาอื่นได้ตามอัธยาศัย ส่วนกรณีของเพจที่ทำหน้าที่รีวิวเนื้อหาต่าง ๆ นั้น ผู้ใช้งานก็มีสิทธิเลือก “บล็อก” ได้เช่นกัน เพื่อไม่ให้รกฟีด

หลักการพื้นฐานที่ควรยึดถือคือ ผู้ใดต้องการติดตามเรา ก็ให้เป็นผู้กดติดตาม หากไม่พึงพอใจก็เลือก “อันฟอลโลว์”

ถ้าเป็นเพจส่วนตัว ไม่ได้เปิดสาธารณะ หากไม่ต้องการคบหาก็ “ลบเพื่อน” หรือไม่เพิ่มเป็นเพื่อนตั้งแต่แรก

ด้วยเหตุนี้ บุคคลควรอยู่ในขอบเขตของตนเอง และพึงหลีกเลี่ยงการ “สอน” หรือชี้นำผู้อื่น หากเรื่องนั้นมิได้อยู่ในอำนาจหรือสิทธิอันชอบธรรมของตน หรือเป็นการระรานผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับตน

การที่เพจหนึ่งใดมีบทบาทในการรีวิว มิได้หมายความว่าเพจนั้นมีสิทธิรีวิวได้ในทุกเรื่อง เพราะผู้วิจารณ์อาจเป็นเพียงเสียงส่วนน้อยที่มีมุมมองเช่นนั้น มิใช่ตัวแทนความเห็นของสังคมโดยรวม ยกตัวอย่างเช่น มีเพจยดการแสดงสีหน้าการแสดงอารมณ์ของคุณหญิง-รฐา

ท้ายที่สุดแล้ว การอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีความหลากหลายทางความคิด อาจไม่ได้เกิดจากการทำให้ทุกคนคิดเหมือนกัน แต่อยู่ที่การเคารพสิทธิของกันและกันในการ “เลือก” มากกว่า

เพราะถ้าคุณคิดเอาบรรทัดฐานของคุณนำสังคม มันอาจจะเป็นการก้าวก่ายขึ้นมาโดยอาจจะรู้ตัวแต่ทำเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง

อย่าให้ “ล“ ในการเลือกสรร ต้องเปลี่ยนเป็น ”ส“ ดังพี่หนุ่มกรรชัยท่านหนึ่งกล่าว (เพียงเพราะอยากได้รับบางสิ่งบางอย่าง)
🙏🏻

17/06/2026

เมื่อความ “ตกฉลาก” ไม่ใช่แค่เรื่องโปรตีน

ดราม่าโปรตีนตกฉลากที่กลายเป็นข่าวใหญ่ ไม่ว่าจะอกไก่ปั่น ไม่ว่าจะเครื่องดื่ม หรือเวย์ผง ไม่ใช่เรื่องของผลิตภัณฑ์ตัวเดียวหรือแบรนด์เดียว มันคือกระจกที่สะท้อนปัญหาที่ฝังลึกอยู่ในสังคมไทยมานาน นั่นคือ “ความซื่อสัตย์” ที่หายไปจากหลายภาคส่วนพร้อมกัน ซึ่งจุดเริ่มต้นคงหนีไม่พ้น “คุณภาพ”!การเมืองที่เราเผชิญกันและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราในทุกๆวัน ไม่ว่าจะการเมือง ธุรกิจ หรือสังคม
👇🏻
การเมือง: ต้นแบบของการ “เลี่ยงความจริง”

เมื่อผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศใช้คำพูดกำกวม ให้ข้อมูลครึ่งเดียว หรือปฏิเสธความรับผิดชอบด้วยข้อแก้ตัวทางเทคนิค สิ่งที่ตามมาคือสังคมเรียนรู้ว่า “การพูดความจริงทั้งหมด” ไม่ใช่บรรทัดฐาน แต่เป็นทางเลือก การเมืองไทยสร้างวัฒนธรรมที่ความรับผิดชอบมีไว้สำหรับ “คนอื่น” ไม่ใช่ตัวเอง และเมื่อผู้มีอำนาจไม่ต้องรับผิดต่อคำพูดของตัวเอง ก็ไม่แปลกที่ผู้ประกอบการจะมองว่าการติดฉลากเกินจริงเป็นเรื่อง “ปรับตัวตามสถานการณ์” ได้เช่นกัน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ไม่กี่วันที่ผ่านมาในจังหวัดใหญ่จังหวัดหนึ่งผู้บริหารมีปัญหา เมื่อผู้บังคับบัญชาเรียกให้ชี้แจ้งยังหาเรื่องเฉไฉบอกขอชี้แจ้งเป็นเอกสารภายหลัง เพื่อซื้อเวลา หรืออาจจะไปเจรจากันนอกรอบเพื่อหาทางรอด

ธุรกิจ: กำไรมาก่อนความรับผิดชอบ

ธรรมาภิบาลที่แท้จริงต้องมีระบบตรวจสอบที่มีอำนาจจริง ไม่ใช่แค่ตำแหน่งในองค์กรที่มีไว้โชว์ในรายงานประจำปี ปัญหาคือบริษัทไทยจำนวนมาก ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ยังขาดกรรมการอิสระที่กล้าทักท้วง ขาดฝ่ายตรวจสอบภายในที่มีอำนาจหยุดงาน และที่สำคัญที่สุดคือขาด “ต้นทุนของการโกหก” ที่สูงพอจะยับยั้งใคร

Whistleblowers มักมีจุดจบที่ย่ำแย่ไม่ต่างจากบริษัทระดับโลกทั้งหลาย และถ้าพวกคุณดูในซีรีส์ “ทนายปีศาจ” สุดท้ายระบบที่บิดเบี้ยวก็จะกลืนคนเรานั้นที่ต้องยอมจำนนเพื่อความอยู่รอด

และเมื่อบทลงโทษทางกฎหมายเบาเกินไปเทียบกับกำไรที่ได้จากการโฆษณาเกินจริง การคำนวณทางธุรกิจง่ายๆ คือ “เสี่ยงแล้วคุ้ม” และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ใช่แค่ในอุตสาหกรรมอาหารเสริม แต่ในแทบทุกอุตสาหกรรมที่มีช่องว่างให้เลี่ยงได้ไม่ว่าจะสินค้าหรือการบริการ

หน่วยงานกำกับดูแล: คนเฝ้าประตูที่ไม่มีกำลังพอหรือไม่ตรวจสอบจริงจัง?

อย. และหน่วยงานกำกับดูแลอื่นๆ ไม่ได้ขาดความตั้งใจ แต่ขาดทรัพยากรเทียบกับจำนวนผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนในแต่ละปี ระบบ “แจ้งข้อมูลเอง” (self-declare) จึงกลายเป็นช่องโหว่ที่ผู้ประกอบการรู้ดีว่าจะไม่มีใครมาตรวจสอบจริงจัง จนกว่าจะมีคนนอกระบบ อย่างอินฟลูเอนเซอร์หรือสื่อ มาทำหน้าที่ตรวจสอบแทน ที่น่าคิดคือ กลไกตรวจสอบที่ทำงานได้จริงในเคสนี้ ไม่ใช่หน่วยงานราชการ แต่เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ลงทุนตรวจสอบเอง นี่คือสัญญาณว่าระบบทางการล้มเหลวในหน้าที่พื้นฐานของตัวเอง แล้วเราจะมีหน่วยงานเหล่านี้ไว้เพื่ออะไร?

สังคม: ความเคยชินที่อันตรายที่สุด

สิ่งที่น่ากลัวกว่าการโกหกครั้งเดียว คือสังคมที่ “เคยชิน” กับการถูกโกหก จนเริ่มมองว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ตกใจ ไม่โกรธ ไม่เรียกร้อง เพราะรู้สึกว่าทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ความเฉื่อยชานี้เองที่เป็นเชื้อเพลิงให้ทุกภาคส่วน ทั้งการเมือง ธุรกิจ และระบบกำกับดูแล กล้าที่จะเลี่ยงความจริงต่อไป เพราะรู้ว่าต้นทุนทางสังคมของการโกหกนั้นต่ำเกินไป และสุดท้ายคนในระบบหรือแม้กระทั้งคู่แข่งก็จำนนเพื่อรักษาผลประโยชน์กันและกัน

ที่ว่ามาทั่งหมดคือภาพใหญ่และปัญหาโปรตีนตกฉลากจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ตราบใดที่สามเหลี่ยมของความไม่ซื่อสัตย์ คือการเมืองที่ไม่ต้องรับผิด ธุรกิจที่ไม่มีต้นทุนจากการโกหก และสังคมที่เฉื่อยชาเกินกว่าจะเรียกร้อง ยังคงค้ำกันอยู่อย่างมั่นคง

การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุอย่างการจับกุมหรือฟ้องร้องเป็นรายกรณี อาจช่วยได้เฉพาะหน้า แต่จะไม่เปลี่ยนแปลงอะไร จนกว่าต้นทุนของการไม่ซื่อสัตย์ในทุกระดับจะสูงพอที่จะทำให้คนเลือกทางที่ถูกต้องเพราะ “คุ้มกว่า” ไม่ใช่เพราะคุณธรรมเพียงอย่างเดียว

และเมื่อความซื่อสัตย์เป็นสิ่งหายากในประเทศนี้ แล้วเราจะไว้ใจใครได้บ้าง?

15/06/2026

สภาพสังคมจากการนำเสนอของรายการต่างๆในทุกวันนี้รู้สึกได้ว่า เรากำลังอยู่ร่วมกับ “Failed Generation”



ไม่ใช่เพราะคนรุ่นนี้โง่กว่าใคร หรือคนรุ่นไหนฉลาดกว่าใคร แต่เพราะหลายคนเติบโตมาในสังคมที่สอนให้เรียกร้องสิทธิมากกว่ารับผิดชอบต่อหน้าที่

สอนให้เอาชนะมากกว่ารู้จักเคารพกติกา และสอนให้หาข้ออ้างมากกว่ายอมรับผลของการกระทำตัวเอง

Jonathan Haidt นักจิตวิทยาสังคมจาก NYU เคยอธิบายไว้ใน The Coddling of the American Mind (2018) ว่า วัฒนธรรมที่ปกป้องเด็กจาก “ความไม่สบายใจ” มากเกินไป แทนที่จะสร้างความแข็งแกร่งทางจิตใจ กลับผลิตคนที่รับมือกับความล้มเหลวในชีวิตจริงไม่ได้ ซึ่งเราเห็นกันตลอดเวลา พอหมดทางไปก็ออกมาขอโทษ ขอโอกาส และคาดหวังแสงนั้นจะช่วยต่อยอด

สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่การทำผิด แต่คือการทำผิดแล้วไม่รู้ว่าตัวเองผิด

Albert Bandura นักจิตวิทยาผู้บุกเบิกทฤษฎี Social Learning เรียกกลไกนี้ว่า Moral Disengagement — กระบวนการที่คนเราแยกตัวเองออกจากความรับผิดชอบทางศีลธรรมด้วยการโยนความผิดให้สภาพแวดล้อม สังคม หรือคนอื่น จนในที่สุดมโนธรรมก็เสื่อมสลายไปโดยไม่รู้ตัว โทษสังคมกับความพ่ายแพ้ในชีวิตของตนเอง

เมื่อความละอายต่อสังคมกลายเป็นเรื่องล้าสมัย และความรับผิดชอบถูกผลักให้เป็นหน้าที่ของคนอื่น สุดท้ายสิ่งที่พังไม่ใช่แค่คนคนหนึ่ง แต่คือคุณภาพของคนทั้งสังคมในภาพรวม ในเมื่อแสงไปเกาะที่คนเหล่านั้นมากกว่าใคร

Brené Brown นักวิจัยด้านจิตวิทยาจาก University of Houston ชี้ให้เห็นใน Dare to Lead ว่า ความแตกต่างระหว่างคนที่เติบโตกับคนที่หยุดนิ่งอยู่ที่เดิม คือความสามารถในการ “own it” — รับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองทำโดยไม่มีเงื่อนไข การปรับปรุงตัวเองในทางที่ดีขึ้นไม่ต้องการความเห็นใจแต่1โอกาสที่จะนำไปใช้จริง และให้สังคมรอบข้างไว้ใจอีกครั้งไม่ใช่การบังคับให้เห็นใจ

น่าเศร้าที่บางครั้ง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คดีในข่าว แต่อยู่ที่ทัศนคติที่ทำให้คดีแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะสังคมที่ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่ได้พังในวันเดียว — มันค่อย ๆ พังทีละนิด ผ่านคนที่เลือกจะไม่เรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเองซ้ำๆจนเป็นnormของสังคม

สงคมที่อาศัยดราม่าขับเคลื่อนมักมีเหยื่อรายใหม่มาให้ระเรง สร้างยอด ไลค์ ยอดเอนเกจเมนท์ และการติดตามอยู่เรื่อยไป

และนั้นคือวงจรที่น่ากลัวที่สุด — ไม่ใช่เพราะมีคนทำผิด แต่เพราะระบบได้ ออกแบบมาเพื่อให้คนทำผิดแล้วกลายเป็นเนื้อหา กลายเป็นเซเล็บ(celebrity)

Shoshana Zuboff เรียกสิ่งนี้ว่า Surveillance Capitalism ในหนังสือชื่อเดียวกัน — ระบบที่ดึงเอาพฤติกรรมของมนุษย์ไม่ว่าจะดีหรือเลวมาแปลงเป็นข้อมูล และขายความสนใจของเราให้ผู้โฆษณา ยิ่งเราโกรธ ยิ่งเราตัดสิน ยิ่งเราแชร์ — ยิ่งมีคนได้เงิน

เมื่อความอยุติธรรมถูกบรรจุในรูปแบบของ คอนเทนต์ ความเห็นใจก็กลายเป็นแค่ปฏิกิริยา และความยุติธรรมกกลายเป็นแค่ตัวเลขในหน้าฟีดก็เท่านั้น

สุดท้ายเราไม่ได้กำลังแก้ปัญหา เราแค่กำลัง บริโภคเรื่องเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แค่เปลี่ยนตัวละคร ไม่เห็นเหรอครับผู้จัดละครหลายท่านยังต้องปิดบริษัท เราไม่ต้องสร้างละครแล้ว เอาเรื่องมนุษย์เรามาทำเป็นซีรีส์แบบนี้แหละ

สุดท้ายสักวันเราจะสับสนกันเองว่า เราโกรธเพราะอยากเห็นความเป็นธรรม หรือเพราะอยากได้ส่วนหนึ่งของความสนใจนั้นด้วย

🙏🏻

15/06/2026

#ทนายปีศาจ

ทนายปีศาจ กับ สามเสาค้ำโลกที่คดเคี้ยว

มีสปอยล์ — ถ้ายังไม่ดู อย่าอ่าน

พูดกันตรง ๆ สิ่งที่ซีรีส์ ทนายปีศาจ พยายามสะท้อนออกมานั้น ไม่ได้ต่างจากความจริงที่หลายคนพบเจอในสังคมไทยมากนัก

มันไม่ใช่การบอกว่าสิ่งเหล่านี้ถูกต้อง แต่เป็นการชี้ให้เห็นว่า ในโลกความเป็นจริง โดยเฉพาะในสังคมที่ระบบอุปถัมภ์ยังมีบทบาทสูง การมีเพียงความถูกต้องหรือความตั้งใจดี อาจไม่เพียงพอสำหรับการเอาตัวรอด ผู้คนใช้ระบบที่บิดเบี้ยวเพื่อตัวเองในทางใดทางหนึ่งเสมอ — และคนที่ปฏิเสธจะเล่นเกมนี้ก็มักจบลงด้วยการถูกระบบเล่นงานแทน

เงิน — ไม่ใช่แค่ซื้อความสุข แต่คือเกราะ

เงินในโลกของ ทนายปีศาจ ไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะสัญลักษณ์ของความฟุ้งเฟ้อหรือความโลภ แต่ถูกนำเสนอในฐานะ ทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ ที่กำหนดว่าใครจะมีทางเลือก และใครจะถูกบีบให้ไม่มี

คนที่มีเงินสามารถซื้อเวลาได้ — เวลาในการสู้คดี เวลาในการหาทางออก เวลาในการไม่ต้องยอมจำนนต่อข้อเสนอที่ไม่เป็นธรรมเพียงเพราะหมดแรงและหมดทุน ในขณะที่คนที่ไม่มีเงินมักถูกบีบให้ตัดสินใจในสภาวะกดดัน เร่งรีบ และหมดหวัง ซึ่งนั่นคือเงื่อนไขที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการตัดสินใจผิดพลาด

มีงานวิจัยทางจิตวิทยาพฤติกรรมที่ชื่อว่า Scarcity โดย Mullainathan และ Shafir ที่อธิบายปรากฏการณ์นี้ไว้ว่า ความขาดแคลนไม่ได้แค่ลดทรัพยากรทางกายภาพ แต่ยังกัดกร่อน แบนด์วิดธ์ทางความคิด ของมนุษย์ด้วย คนที่กังวลเรื่องเงินอยู่ตลอดเวลาจะมีพื้นที่สมองน้อยลงสำหรับการคิดระยะยาว วางแผน หรือต้านทานแรงกดดัน

ซีรีส์เรื่องนี้แสดงให้เห็นตรรกะนั้นผ่านตัวละครอย่างเจ็บแสบ — ไม่ใช่ว่าคนจนโง่ แต่เพราะระบบถูกออกแบบมาให้คนที่ไม่มีทุนสำรองพลาดได้ง่ายกว่า และแพ้ได้ง่ายกว่า แม้จะอยู่ฝั่งที่ถูกต้อง

อำนาจ — ไม่ต้องมีตำแหน่ง แต่ต้องมีแสง

สิ่งที่น่าสนใจในซีรีส์คือ อำนาจที่มีผลต่อเรื่องราวมากที่สุด ไม่ใช่อำนาจในแบบที่เราคิด มันไม่ได้มาจากตำแหน่งในระบบราชการหรือกฎหมาย แต่มาจาก สถานะ ความน่าเชื่อถือ และการมีพื้นที่

ในยุคที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นเวทีสาธารณะ คนที่มีแสง มีผู้ติดตาม มีสื่อเชื่อมต่อ กลายเป็นคนที่มีอำนาจในแบบใหม่ที่กฎหมายเขียนไว้ไม่ทัน เสียงของพวกเขาสามารถทำลายชื่อเสียงคนอื่นได้ภายในคืนเดียว หรือในทางกลับกัน ดึงความสนใจสาธารณะมาปกป้องตัวเองได้เมื่อระบบล้มเหลว

ขณะที่คนที่ไม่มีแสง ไม่มีพื้นที่ ไม่มีสื่อ แม้จะถูกกระทำอย่างอยุติธรรม ก็มักได้รับแค่ความเงียบ หรือถูกเล่าเรื่องในฐานะตัวประกอบในดราม่าของคนอื่น

ทนายปีศาจ ไม่ได้บอกว่าการมีอำนาจเป็นเรื่องเลวร้าย แต่มันตั้งคำถามว่า เมื่อกระบวนการยุติธรรมเป็นทางการไม่ทำงาน คนที่เอาตัวรอดได้คือคนที่มีอำนาจนอกระบบ — แล้วนั่นมันยุติธรรมสำหรับใคร?

คอนเนกชั่น — ประตูที่กฎหมายเปิดให้ไม่ได้

ถ้าเงินคือเกราะ และอำนาจคือเสียง คอนเนกชั่นคือ กุญแจ

ในโลกของซีรีส์เรื่องนี้ มีประตูหลายบานที่ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน ไม่ว่าจะมีหลักฐานชัดแค่ไหน ก็เปิดไม่ได้ด้วยความสามารถเพียงอย่างเดียว ต้องรู้จักคนที่รู้จักคนที่ถือกุญแจ และนั่นคือความเป็นจริงที่ซีรีส์ไม่ได้แต่งขึ้น

นักสังคมวิทยา Mark Granovetter เคยเขียนถึงสิ่งที่เรียกว่า The Strength of Weak Ties — ความสัมพันธ์ที่ไม่ได้ใกล้ชิดมากนักมักเป็นสิ่งที่เปิดโอกาสใหม่ได้มากกว่าคนใกล้ชิด เพราะมันพาเราเข้าสู่วงสังคมที่เราเข้าไม่ถึงด้วยตัวเอง คอนเนกชั่นในความหมายนี้ไม่ใช่แค่เส้นสายแบบไทย ๆ ที่เราคุ้นเคยในเชิงลบ แต่มันคือทุนทางสังคมที่มนุษย์ทุกคนพึ่งพา — เพียงแต่ใครมีมากกว่ากัน

สิ่งที่ ทนายปีศาจ ขุดให้ลึกกว่านั้นคือ เมื่อคอนเนกชั่นกลายเป็นปัจจัยที่ ทดแทนความยุติธรรมได้ ไม่ใช่แค่เสริมมัน นั่นคือจุดที่ระบบเริ่มพังจากข้างใน เพราะมันไม่ได้แค่ให้ข้อได้เปรียบกับคนที่มี แต่มันกีดกันคนที่ไม่มีออกจากกระบวนการที่ควรเป็นของทุกคนตั้งแต่แรก

ซีรีส์ไม่ได้เฉลิมฉลอง — มันกำลังท้าทาย

สิ่งที่ทำให้ ทนายปีศาจ น่าพูดถึงมากกว่าซีรีส์กฎหมายทั่วไปคือมันไม่ได้นำเสนอตัวละครที่ใช้เงิน อำนาจ และคอนเนกชั่นในฐานะฮีโร่ที่โก้เก๋ มันนำเสนอในฐานะ สิ่งที่จำเป็นต้องมีเพื่อเอาตัวรอดในระบบที่บกพร่อง ซึ่งเป็นการวิจารณ์ที่เจ็บกว่ามาก

เพราะถ้าซีรีส์บอกว่าคนร้ายผิดและคนดีชนะ เราก็แค่รู้สึกดีแล้วกลับบ้าน แต่เมื่อซีรีส์บอกว่าคนดีอาจเอาตัวรอดได้ก็ต่อเมื่อมีเงิน มีอำนาจ หรือมีเส้นสายพอ มันทำให้เราต้องหันกลับมาถามว่า แล้วระบบที่เราอยู่ในนั้น มันยุติธรรมอยู่จริงหรือเปล่า?

และถ้าไม่ — แล้วใครเป็นคนได้ประโยชน์จากการที่เราเชื่อว่ามันยุติธรรม?

คนที่ไม่มีทั้งสามสิ่ง ไม่ได้ผิด แต่มักจบแบบผิด

บางทีประเด็นที่หนักที่สุดของซีรีส์ไม่ใช่ฉากดราม่า ไม่ใช่การพลิกคดี แต่คือความจริงเงียบ ๆ ที่ฝังอยู่ใต้ทุกเหตุการณ์ว่า ตัวละครที่ไม่มีเงิน ไม่มีอำนาจ และไม่มีคอนเนกชั่น ไม่ได้ทำอะไรผิด พวกเขาแค่เกิดมาในตำแหน่งที่เปราะบางกว่า และในระบบที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อปกป้องพวกเขา

ความเปราะบางนั้นไม่ใช่ความบกพร่องส่วนตัว มันคือโครงสร้าง

และบางที นั่นอาจเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดที่ ทนายปีศาจ ฝากไว้กับคนดู ไม่ใช่ว่ามีคนชั่วอยู่ในโลกนี้ แต่ว่า ระบบที่เราเรียกว่ายุติธรรม อาจไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อความยุติธรรมตั้งแต่แรก

เครดิตภาพ 📸 : ThaiMovieReview

13/06/2026

🧡🖤🕊️🙏🏻

พระองค์ภาในความทรงจำ🧡

รูปนี้เป็นรูปเดียว ที่ผมได้มีโอกาสถ่ายภาพกับองค์ภา ไม่เคยให้ใครดู ไม่เคยโพสต์ลงที่ไหนมาก่อน

ก่อนอื่นต้องขออนุญาตใช้คำพูดแบบปกติธรรมดาในข้อความนี้นะครับ เพื่อจะได้เล่าเรื่องราวได้เป็นธรรมชาติที่สุด และต้องขออภัยล่วงหน้าหากมีถ้อยคำไหนที่ไม่เหมาะสมหรือมิบังควรมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

ผมเป็นนักศึกษารุ่นเดียวกับท่านในรั้วธรรมศาสตร์ ปี 2540 แต่อยู่คนละคณะ ท่านอยู่คณะนิติศาสตร์ ส่วนผมอยู่คณะวารสารและสื่อสารมวลชน

ได้มีโอกาสเจอท่านบ่อยๆ ทั้งที่รังสิตและท่าพระจันทร์ ได้มีโอกาสเรียนคลาสเดียวกับท่าน เพราะจะมีห้องบรรยายรวม และเรียนวิชาพื้นฐานเหมือนกัน

ตอนเรียนรังสิต ก็จะเห็นท่านต่อแถวซื้อข้าวในโรงอาหารเช่นเดียวกับนักศึกษาทั่วไป จะมีก็แต่องครักษ์ที่ตามดูอยู่ห่างๆ

ตอนเรียนท่าพระจันทร์ก็จะเห็นท่านเดินผ่านหน้าคณะวารสารบ่อยๆ พร้อมกลุ่มเพื่อนๆนักศึกษา ก็เห็นนักศึกษาทุกคนนั่งปกติ เดินสวนปกติ ไม่มีการหยุดหรือต้องทำความเคารพใดๆ จะมีก็แต่องครักษ์ที่คอยตามอยู่ห่างๆ อาจจะมีคอยกันระยะห่าง ก็เหมือนถวายอารักขาเป็นเรื่องปกติ

และในภาพนั้นก็คือ📸 เป็นวันเดียวกับที่ผมเรียนในห้องเดียวกับองค์ภา ซึ่งผมไม่รู้เลยว่าต้องเรียนคลาสเดียวกับท่าน(ถ้าในห้องเรียนจะไม่มีองครักษ์มาอยู่ จะมีแค่ท่านและพระสหายมาเรียนเหมือนนักศึกษาทั่วไป ท่านอาจต้องการความเป็นส่วนตัว)

ตอนนั้นจำไม่ได้ว่าวิชาอะไรแต่น่าจะเป็นวิชาพื้นฐานของทุกคณะ วันนั้นผมนั่งหลับในห้อง และไม่รู้ว่าข้างหน้าผมคือองค์ภา!! คือผมนั่งอยู่หลังท่านเลย และช่วงพักเบรค ผมก็ตื่นมา(ในรูปหน้าผมยังงัวเงียอยู่เลย เพราะเพิ่งตื่น) ผมพูดกับเพื่อนแบบข้ามหัวท่าน ผมบอกเพื่อนว่าเมื่อกี้จดอะไรไปบ้างขอดูเลคเชอร์หน่อย ผมจะได้มารีบจดก่อนจะเริ่มเรียนหลังพักเบรค

ผมตะโกนไปหลายครั้ง เพื่อนผมก็ทำปากจุ๊ๆ(แบบอย่าเพิ่งพูดตอนนี้ได้ไหม) ผมก็ตะโกนอีกเอาเลคเชอร์มาหน่อยๆๆ เพื่อนผมก็ทำปากจุ๊ๆ(มีเอามือป้องปากด้วย) แล้วเพื่อนก็ส่งสัญญาณเหมือนชี้ให้ผมเห็นว่าองค์ภานั่งอยู่ แล้วก็พูดแบบไม่มีเสียง ผมก็อะไรนะๆๆๆ พูดอะไรนะ สักพักนึง ท่านก็หันมา วินาทีนั้นคือ..ใจหายแว้บบบ หน้าผมเหวอมาก หน้าถอดสี ใจหล่นตุ๊บ (ในใจมันตะโกนว่าเฮ้ย..องค์ภา)

ผมทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยกมือขึ้นท่วมหัวบอกขอโทษครับๆๆๆๆ ขอประทานอภัยครับ ขอถวายบังคม ตอนนั้นใช้ภาษาไม่เป็นแล้วไม่รู้จะพูดราชาศัพท์ยังไง(ในหัวมันนึกถึงคำพูดในหนังจักรๆวงศ์ๆ) มันหลายอารมณ์ปนเปมาก ทั้งตกใจ ทั้งกลัว ทั้งไม่รู้ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น ท่านจะโกรธไหม ถ้าท่านไม่พอใจผมจะถูกองครักษ์เรียกไปพบมั้ย แล้วผมจะโดนอะไรตามมาบ้าง???

ยอมรับว่าวินาทีนั้นตกใจกลัวสุดๆ เพื่อนผมทุกคนหันหน้ากลับและก้มหัวหมด สักพักองค์ภาก็พูดกับผมว่าจะเอาเลคเชอร์เหรอคะ ผมก็บอกว่า อ๋อไม่ครับไม่ครับ แล้วผมก็พูดกลับไปว่าขออนุญาตถ่ายรูปด้วยได้ไหมครับ ไม่รู้ตอนนั้นผมคิดอะไร ถึงกล้าพูดไปแบบนั้น(วันนั้นเป็นวันที่เด็กวารสารเกือบทุกคนน่าจะพกกล้องไป เพราะว่าเป็น back to school เป็นงานของคณะที่ให้ใส่ชุดนักเรียนมาปาร์ตี้กัน ซึ่งจะจัดกันในวันวาเลนไทน์) ท่านก็ตอบว่าได้ค่ะ แล้วผมที่นั่งอยู่หลังท่าน ก็เดินมานั่งข้างๆท่าน ตอนแรกผมก็แบบจะนั่งพื้นนะ ท่านก็บอกว่าไม่ต้องค่ะ นั่งบนเก้าอี้นี้ได้เลย(เก้าอี้ข้างๆท่านว่างพอดี) ผมจึงได้ภาพนี้มา 🧡

*** ในปีนั้นยังไม่มีกล้องดิจิตอล ยังไม่มีกล้องมือถือ สมัยนั้นจะเป็นยุคที่ทุกคนใช้เพจเจอร์ ถ้าใครมีฐานะก็จะเป็นมือถือแบบกดปุ่ม กล้องที่ใช้จะเป็นกล้องฟิล์มตัวใหญ่ๆ เราจะไม่เห็นรูปในทันที ต้องไปล้างฟิล์ม ไปอัดภาพ แล้วก็ต้องมาลุ้นว่า รูปที่ได้จะถ่ายติดมั้ยจะเสียหรือเปล่า ซึ่งปกติก็ไม่ได้พกกล้องไปทุกวัน หากวันนั้นไม่ใช่เป็นวันงานของคณะวารสาร หรือไม่มีวิชาถ่ายภาพก็ไม่ได้พกกล้องมา และก็คงไม่ได้มีโอกาสถ่ายรูปกับท่าน ***

เชื่อไหมว่าหลังจากที่ผมได้ถ่ายรูปนี้แล้ว และออกมาจากห้องเรียน เหมือนยกทุกอย่างออกจากอก โคตรดีใจ ที่ท่านไม่โกรธ แถมยังให้ผมได้ถ่ายรูปคู่อีก และผมยังโดนเพื่อนถามว่า กล้าขอถ่ายรูปได้ไง ดีนะหัวไม่หลุดจากบ่า ผมก็บอกเพื่อนกลับไปว่า แล้วทำไมไม่บอกว่าเป็นองค์ภา เพื่อนก็บอกว่าบอกแล้ว บอกแล้ว มึงไม่ได้ยิน😊

รูปนี้มาจากกล้องฟิล์ม ซึ่งอัดภาพมารูปเดียว หาฟิล์มนี้ไม่ได้แล้ว ไม่สามารถจะไปเซฟหรือ copy ที่ไหนมาได้อีก และฟิล์มก็ไม่รู้อยู่ไหนแล้ว รูปอาจไม่ชัดเท่าไหร่ แต่ถือว่าเป็นพระกรุณาธิคุณและเป็นความทรงจำสูงสุด ที่ครั้งหนึ่งผมเคยได้ถ่ายภาพกับองค์ภา อย่างชิดใกล้ และท่านทรงเป็นกันเองมาก

และตอนได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในรอบเดียวกับพระองค์ท่าน (รอบเช้า) เป็นโอกาสที่หาที่สุดมิได้จริงๆ ที่ได้เห็นในหลวงร.10 พระเทพ พระองค์โสม เสด็จพร้อมกันและอยู่บนเวทีเดียวกันในหอประชุม

มาวันนี้ สุดแสนสงสาร สุดแสนเสียใจ ท่านอายุยังน้อย ถ้ายังอยู่น่าจะเป็นกำลังหลักในการถวายงานให้กับเสด็จพ่อ และเป็นความหวังของราชวงศ์

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

น้อมเสด็จสู่สวรรคาลัย
สถิตในดวงใจตราบนิรันดร์

ข้าพเจ้านายสัณหณัฏฐ์ มาตุเรศ(ชื่อในขณะนั้น)
นักศึกษาธรรมศาสตร์ ปี 2540
รหัสนักศึกษา 4007610753

ขอบันทึกไว้ในความทรงจำ
🙏🧡🖤🇹🇭

#ธรรมศาสตร์ #องค์ภา #พระองค์ภา #พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่

747 On Nut 7 Alley, Khwaeng Suan Luang, Khet Suan Luang, Krung Thep Maha Nakhon
Bangkok