15/12/2025
เดินทางมาถึง ครั้งสุดท้าย ครั้งที่ 6 ของกิจกรรมคาราวานการเรียนรู้เพื่อเด็กและครอบครัว Wonder Journey แล้ว
ครั้งนี้ #พิเศษ มาในธีม 🎁 สิ่งมหัศจรรย์ ของขวัญพิเศษที่เด็กมอบให้โลก
รวมศาสตร์การดูแลชีวิตเรา ชีวิตลูก อย่างเป็นองค์รวม
เด็กๆ จะได้ทำกิจกรรมกับครูและเพื่อนๆ ทั้งศิลปะสีน้ำ กับ ครูจิน ครูหญิง จาก สมาคมศิลปะบำบัดแนวมนุษยปรัชญา และ งานฝีมือย้อมผ้าสีธรรมชาติ กับกลุ่มแาสาพลาทร ส่วนพ่อแม่ ผู้ใหญ่นั้นมีพื้นที่เรียนรู้เฉพาะผู้ใหญ่ ให้เลือก 2 จาก 5 ฐานกิจกรรม ทั้ง ศิลปะการปั้นดิน การเคลื่อนไหว ไปถึงการ การดูแลสุขภาพ ถนอมรักษาความอบอุ่น และ การกินอาหารที่ส่งเสริมพลังชีวิต
📌 ที่นั่งมีจำนวนจำกัด
🔗 ลงทะเบียนทันที ก่อนเต็ม: https://forms.gle/EWhAAjfeXyFoxwTx5
#กิจกรรมเพื่อสังคม ไม่มีค่าใช้จ่าย
02/09/2025
#ครูอิ๊บ
🔴จินตนาการคือ “ภาพในใจที่มีชีวิต” ไม่ใช่การหนีจากความจริง แต่คือประตูสู่โลกที่เต็มไปด้วยความงาม
🔴เด็กวัยผลัดฟันน้ำนม (6–8 ปี) เรียนรู้โลกผ่าน ความรู้สึกและประสบการณ์ตรง มากกว่าความคิดนามธรรม
🔴ศิลปะและธรรมชาติคือ อาหารหัวใจ ที่หล่อเลี้ยงจินตนาการและพัฒนาจิตใจเด็กอย่างละเอียดอ่อน
🔴ผู้ใหญ่ที่ฟื้นคืนจินตนาการ จะเห็นโลกด้วยสายตาที่มีชีวิต และส่งต่อสายตานั้นให้ลูกได้
🔴การบ่มเพาะความงามในหัวใจเด็กและผู้ใหญ่ คือรากฐานของการเติบโตที่สมดุลทั้งกายและใจ
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
SEED OF IMAGINATION: บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งจินตนาการ ปลูกความงามในหัวใจ
บทความโดย วิชภา มีทองคลัง (ครูอิ๊บ) Vichapa Meethongklang
นักออกแบบกิจกรรมศิลปะแนวมนุษยปรัชญาเพื่อดูแลสุขภาวะองค์รวม The SOULITUDE Holistic Art Learning & Living Space
The SOULITUDE Holistic Art
เมื่อพูดถึงคำว่า ‘จินตนาการ’ เรามักนึกถึงเรื่องของความคิดสร้างสรรค์แบบไร้ขอบเขต การมโนภาพ หรือฝันกลางวัน เวลาที่เราพูดถึงคำว่า จินตนาการ เรามักนึกถึงว่าเป็นคำกล่าวสำหรับเด็กๆ ขึ้นมาก่อนเสมอ เช่นที่เรามักพูดกันว่า อยากส่งเสริมให้ลูกมีจินตนาการ อยากให้เขารู้จักคิดสร้างสรรค์ หรือจินตนาการสำคัญกว่าความรู้
ในแนวทางมนุษยปรัชญา ได้พูดถึงคำว่า จินตนาการ ในมุมของ ‘ภาพในใจที่มีชีวิต’ คือ ภาพที่เกิดขึ้นจากการรับรู้โลกภายนอกอย่างลึกซึ้ง ผ่านประสบการณ์ ความรู้สึก และการเชื่อมโยงภายในตัวเรา ทั้งในมิติของความงาม ความสัมพันธ์ และความมีชีวิต เป็นการมองโลกแบบที่ไม่แยกเราจากสิ่งที่เราสังเกต แต่มองอย่างมีชีวิตอยู่ร่วมกันกับสิ่งนั้น
จินตนาการไม่ใช่การหนีออกจากความจริง แต่เป็นประตูสู่การเข้าถึงความจริงอย่างมีชีวิตชีวา เช่น การมองต้นไม้ ไม่ใช่เพียงเห็นส่วนประกอบทางพฤกษศาสตร์ แต่เห็นพลวัตของการเติบโต เห็นพลังชีวิตที่เคลื่อนไหวจากภายในสู่ภายนอก และความงามที่ซ่อนอยู่ในจังหวะธรรมชาติของมัน
สำหรับเด็กวัยเปลี่ยนผ่าน จินตนาการ คือ กระบวนการภายในตัวเด็ก ที่เด็กเกิดความรู้สึกสัมผัส เรียนรู้และเข้าใจโลกผ่านภาพที่ปรากฏในใจ พ่อแม่และผู้ดูแลเด็กเป็นผู้นำพาให้เด็กมีประสบการณ์และได้สัมผัสสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่มีความงาม และช่วยประคองหล่อเลี้ยงภาพในใจของเด็กให้มีชีวิต
#สำหรับเด็กช่วงวัยเปลี่ยนผ่าน ผลัดฟันน้ำนม จินตนาการสำคัญอย่างไร
ในทางมนุษยปรัชญา รูดอล์ฟ สไตเนอร์ ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับจินตนาการสำหรับเด็กๆ ไว้จากหนังสือ Educating Children Today ว่า:
“ก่อนอายุเจ็ดขวบ เราต้องให้ต้นแบบและตัวอย่างทางกายภาพซึ่งเด็กสามารถเลียนแบบได้ ดังนั้นระหว่างผลัดฟันไปจนถึงวัยหนุ่มสาว เราต้องแวดล้อมเด็กด้วยสิ่งต่างๆ ที่มีความหมายและมีคุณค่าภายในที่เหมาะสม บัดนี้ เด็กผู้กำลังเติบโตจะใช้ความหมายและคุณค่าภายในของสิ่งต่างๆ เป็นตัวนำพาชีวิต อะไรก็ตามที่มีความหมาย ทำงานผ่านภาพและการเปรียบเทียบเชิงอุปมาอุปไมย เป็นสิ่งที่เหมาะสมสำหรับช่วงเวลานี้ กายชีวิตจะพัฒนาพลังขับเคลื่อนของมัน หากชีวิตแห่งจินตนาการที่มีการวางระเบียบอย่างดีสามารถหาที่ทางของมันได้จากความหมายที่สร้างขึ้นมาผ่านภาพและอุปมาอุปไมย ไม่ว่าจะเป็นการสังเกตจากชีวิตจริง หรือสิ่งที่สื่อสารกับใจของเขา สิ่งที่ทำงานกับกายชีวิตซึ่งกำลังเติบโตได้อย่างเหมาะสมไม่ใช่ความคิดนามธรรมแต่เป็นความจริงที่สัมผัสได้ต่างหาก และไม่ใช่จากสัมผัสภายนอก แต่เป็นการสัมผัสด้วยดวงตาภายในแห่งจินตนาการ ในระหว่างช่วงเวลาเหล่านี้ วิถีทางที่เหมาะสมในการให้การศึกษา คือ ทำงานกับการรับรู้ผ่านจินตนาการ”
ในช่วงวัย 7–14 ปี หรือช่วงวัยที่ ‘กายชีวิต’ (Etheric Body) เป็นอิสระและพัฒนาเต็มที่ และเป็นช่วงของการบ่มเพาะ ‘กายความรู้สึก’ (Astral Body) เด็กไม่ได้ต้องการความคิดนามธรรมที่เป็นเหตุเป็นผล แต่ต้องการ ภาพ และ เรื่องราว ที่มีความหมาย มีคุณค่า และเปี่ยมชีวิตชีวา ซึ่งจะทำงานอย่างลึกซึ้งภายในตัวเขา สิ่งที่สไตเนอร์ย้ำคือ การให้การศึกษาในช่วงวัยนี้ต้องทำผ่านการรับรู้เชิงจินตนาการ ผ่านการเปรียบเทียบ อุปมาอุปไมย นิทาน ภาพเล่า เรื่องเล่าที่ปลุก ‘ดวงตาภายใน’ ให้เริ่มต้นทำงาน
#จุดเปลี่ยนของช่วงวัย จากปฐมวัยสู่ประถม เด็กเรียนรู้โลกผ่าน ‘ความรู้สึก’
ก่อน 7 ขวบ เด็กเรียนรู้โลกผ่านสิ่งที่จับต้องได้จริงตรงหน้า จดจำโลกจากประสบการณ์ตรง เช่น การเล่นทราย โคลน หรือของเล่นไม้ธรรมดาๆ แต่เมื่อเข้าสู่วัยหลัง 7 ขวบ เด็กสามารถสร้าง ‘ภาพในใจ’ ได้เองอย่างชัดเจน
เมื่อเด็กก้าวพ้นวัย 7 ขวบ โลกภายในและโลกภายนอกเริ่มแยกตัวออกจากกันมากขึ้น เด็กเริ่มรู้สึกถึงความเป็น ‘ฉัน’ และรับรู้ว่าโลกคือสิ่งที่แยกออกจากตัวเอง เป็นจุดเริ่มต้นของการเกิด ‘ภาวะสำนึกรู้’ (consciousness) ต่อตนเองและโลกรอบตัวมากขึ้น ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ไม่ควรให้เด็กเรียนรู้แบบแยกส่วนหรือวิเคราะห์ด้วยตรรกะเหตุผล เพราะวิธีที่เด็กเข้าใจโลก ณ วัยนี้ ยังไม่ได้ผ่านฐานของ ‘ความคิด’ แต่คือ ‘ความรู้สึก’ ผ่านการสัมผัสตรงจากประสาทสัมผัสที่ละเอียดอ่อน
ในแนวทางมนุษยปรัชญา (Anthroposophy) ช่วงวัย 7–14 ปี เป็นช่วงพัฒนาของประสาทสัมผัสช่วงกลาง 4 ชนิด ได้แก่ การดมกลิ่น (smell), การรับรส (taste), การมองเห็น (sight) และ การรับความอบอุ่น (warmth) ซึ่งเป็นประตูที่เปิดให้เด็กนำโลกภายนอกเข้าสู่โลกภายใน เด็กเริ่มรับรู้ความแตกต่างของกลิ่น สี รส สัมผัส และอุณหภูมิอย่างมีความหมายมากขึ้น เช่น เด็กสามารถบอกได้ว่าสิ่งใด สวย หรือไม่สวย รู้สึกถึงความหอม ความเย็น ความสว่าง หรือแม้แต่คุณลักษณะทางอารมณ์ เช่น ‘อบอุ่น’ ‘เศร้า’ หรือ ‘อ่อนโยน’ ได้ชัดเจนขึ้น
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การสอนให้เด็กเข้าใจโลกด้วยคำอธิบาย แต่เป็นการพาเด็ก ‘สัมผัสโลกที่มีชีวิต’ ผ่านประสบการณ์ตรง เช่น การเดินสำรวจธรรมชาติ การเล่านิทาน แล้วกลับมาทำงานศิลปะ จะช่วยให้เด็กสะท้อนความรู้สึกภายในหลังจากได้รับประสบการณ์จากโลกภายนอก เป็นการเรียนรู้ที่เริ่มจาก ‘การได้รู้สึก’ ก่อน ‘การได้เข้าใจ’
#เด็กเข้าใจโลกแบบ ‘ #เข้าไปที่ใจ ’ : ศิลปะพาเด็กไปรู้จัก ‘คุณลักษณะ’ และสร้างรอยประทับของ ‘ความงาม’ ในหัวใจเด็ก
สิ่งที่ทำงานกับฐานของความรู้สึก และเหมาะกับพัฒนาการของเด็กช่วงวัยนี้ คือ ศิลปะ
เด็กๆ ต้องการอาหารทางจิตใจที่ลึกซึ้งขึ้น ต้องการสุนทรียภาพ ทั้งจากการฟังนิทาน การระบายสีด้วยกระบวนการเกิดภาพอย่างค่อยเป็นค่อยไป การลากเส้นรูปทรง งานปั้น การเคลื่อนไหวที่งดงาม การฟังเสียงดนตรีและการร้องเพลงที่ไม่ใช่แค่เพื่อความสนุก แต่เต็มไปด้วยการสัมผัสภายใน เมื่อเด็กมีประสบการณ์กับ ความงาม ผ่านศิลปะแขนงต่างๆ เขาจะค่อยๆ ค้นพบโลกของความประณีต ความใส่ใจ และพัฒนาจิตใจที่ละเอียดอ่อน
เมื่อเราเล่าเรื่องธรรมชาติให้เด็กฟัง สำหรับช่วงวัยนี้ยังไม่ได้ต้องการความรู้ความเข้าใจเชิงวิทยาศาสตร์
ในวัยที่กำลังเรียนรู้โลกกว้างผ่านฐานความรู้สึก เรายังไม่จำเป็นต้องอธิบายว่า รุ้งเกิดจากการหักเหของแสง แต่เราพาเขาหยุดยืนชื่นชมความงามของรุ้ง แถบโค้งของสีรุ้งที่อยู่บนท้องฟ้า คือความมหัศจรรย์ที่ทำให้หัวใจเบิกบาน อิ่มเอม เราอาจชี้ชวนให้เด็กๆ มองสีสัน เอ่ยถามว่า เด็กๆ ชอบสีอะไร สิ่งเหล่านี้คือการเชื้อเชิญให้เด็กมีประสบการณ์ตรงกับความรู้สึก ความงาม และความมหัศจรรย์ของโลก
เช่นเดียวกับการพูดถึงพระอาทิตย์ ก่อนที่เราจะสอนเด็กว่าดวงอาทิตย์อยู่ห่างจากโลกกี่ล้านไมล์ เราให้เด็กได้ยืนท่ามกลางแดดอ่อนๆ แล้วรู้สึกถึง ความอบอุ่น ที่สัมผัสผิวกาย
เด็กจะได้ประสบการณ์ของ คุณลักษณะ ของธรรมชาติ ไม่ใช่แค่ข้อมูล แต่เป็นความรู้สึกภายใน และเมื่อได้สัมผัสโลกในมุมนี้ เด็กจะไม่มองโลกแบบแยกส่วน เป็นเพียงวัตถุสิ่งของ แต่รับรู้ถึงการเชื่อมโยงกับสิ่งรอบตัวในแบบที่เต็มไปด้วยชีวิต
#เนรมิตต้นไม้สวรรค์ : บทหนึ่งจากนิทาน ‘สมุดมหัศจรรย์’ กับภาษาที่สร้างภาพในใจให้เด็กเห็นความจริงธรรมชาติเบื้องหลังต้นไม้
เด็กวัยนี้กำลังเรียนรู้ ‘คุณลักษณะ’ หรือ qualities ต่างๆ ของโลก เช่น ความอุ่น-เย็น, สว่าง-มืด, เร็ว-ช้า, หนัก-เบา, ตรง-โค้ง, ดีใจ-เสียใจ ซึ่งล้วนเป็นคู่ตรงข้าม (polarity)
เด็กๆ สัมผัสคุณลักษณะเหล่านี้ผ่านนิทานเรื่องเล่า ภาษาที่มีความงามแฝงอยู่ของถ้อยคำ รวมถึงตัวละครที่แสดงความรู้สึกที่หลากหลาย จะช่วยเปิดประสาทสัมผัส 4 ประสาทสัมผัสช่วงกลางและสร้างภาพในใจที่ชัดเจน จากนิทาน สมุดมหัศจรรย์ : The-Seven-Year-Old Wonder Book ครูอิซาเบล ไวแอตต์ ผู้เขียน พาเด็กๆ ไปสัมผัสการเติบโตของต้นไม้อย่างงดงาม
หนังสือ Wonder Book สมุดมหัศจรรย์ ภาพหน้าปกหนังสือสะดุดตาด้วยโทนสีนุ่มละมุนเหมือนท้องฟ้ายามรุ่งอรุณ มีเด็กหญิงในชุดสีน้ำตาลกำลังกอดม้าสีดำอย่างอ่อนโยน เหนือทุ่งหญ้าและดอกไม้ เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ของโลกธรรมชาติ เหมือนกำลังเชื้อเชิญให้ผู้อ่านก้าวเข้าสู่โลกจินตนาการ
“เทวดาและนางฟ้าแห่งหยาดน้ำค้าง ขอให้ซิลเวียได้ดูพวกเธอเนรมิตต้นไม้สวรรค์สักต้นได้มั้ยจ๊ะ ?”
เหล่านางเงือกจิ๋วที่แหวกว่ายอยู่ในหยดน้ำค้างจึงมารวมตัวกันล้อมรอบลำต้นสีเขียว พวกเธอว่ายเข้าไปในลำต้นและว่ายออกมา พลางกล่าวพึมพำโดยพร้อมเพรียงกันว่า
“เติบโตขึ้นมาเถิดเจ้าลำต้นน้อย มาสู่แสงแห่งอาทิตย์ ออกมาจากลำต้นเถิดใบไม้น้อยทั้งหลาย”
แล้วลำต้นก็สูงขึ้นและเริ่มมีใบไม้ผลิออกมา เหล่านางเงือกนำหยดน้ำค้างมาให้บรรดาใบไม้ได้ดื่มกิน
....
มีคำถามชวนคิดว่า “ #เรารู้สึกถึงอะไรบ้างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังภาษาที่งดงามและมีจินตนาการถึงเทวดาและนางฟ้าจากนิทานนี้บ้าง ”
ในนิทานนี้ เรารู้สึกถึง ภาพที่มีชีวิต เช่น การเติบโตอย่างเป็นขั้นตอนตามธรรมชาติ จากลำต้น มีใบ และค่อยๆ สูงขึ้น มีคุณลักษณะของ น้ำ ผ่านตัวละครนางฟ้าแห่งหยาดน้ำค้าง ที่เข้ามามีบทบาทช่วยให้ต้นไม้งอกงาม และเห็นสีสันของต้นไม้
เรื่องเล่าที่เหมาะกับเด็กๆ ไม่ใช่แค่เล่าว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน แต่มีการพรรณนา ที่ทำให้ผู้อ่านเกิดภาพปรากฏชัดในใจ มีสีสัน มีคุณลักษณะต่างๆ ที่พาให้สัมผัสความงามของโลก
ศิลปะในแนวทางมนุษยปรัชญา อย่างเช่น การระบายสีน้ำ ก็สามารถนำพาเด็กสัมผัสคุณลักษณะต่างๆ ผ่าน gesture ของสีได้เช่นกัน เช่น สีแดงเคลื่อนไหวรวดเร็ววิ่งไปมา สีฟ้าโอบอุ้มและเชื่องช้า สีเหลืองเปล่งแสงสว่าง ศิลปะจึงไม่ได้สอนให้ระบายสีแบบที่ ถูก หรือ สวย แบบตามแบบ แต่เปิดประตูให้เด็ก รู้สึก กับการเคลื่อนไหวอยู่ภายในในลักษณะต่างๆ
จากการระบายสีน้ำแบบอิสระในช่วงปฐมวัย พอเข้าสู่วัยผลัดฟันน้ำนม จะเป็นการระบายสีลักษณะที่พาสีต่างๆ มาเจอกันผ่านเรื่องเล่าสั้นๆ ที่ทำให้เด็กสัมผัสคุณลักษณะต่างๆ ก่อนที่จะพัฒนาการระบายสีแล้วเกิดเป็นรูปร่างสัตว์ หรือ มนุษย์ ในวัย 8-9 ขวบ
#ชวนเด็กๆ พักหน้าจอ สัมผัสโลกจริงที่มีชีวิต
เด็กยุคนี้เติบโตมากับเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พ่อแม่จำนวนมากใช้สื่อดิจิทัลช่วยเลี้ยงลูก ลูกใช้เวลาไปกับสื่อและเกมส์บนจอมือถือ จากประสบการณ์การทำงานศิลปะบำบัดกับเด็กที่วาดทุกสิ่งอย่างเป็นสี่เหลี่ยมมาประกอบกันแบบในเกมส์ ต้นไม้สี่เหลี่ยม พระอาทิตย์สี่เหลี่ยม เป็น pixel ต่อๆ กัน ถ้ามองในมุมศิลปะทั่วไปว่าเป็นเชิงเทคนิคการวาด ก็คงไม่แปลกอะไร อาจจะดูว่าน่าสนใจ แต่ถ้าถามว่า การวาดรูประบายสีแบบไหนที่จะหล่อเลี้ยงหัวใจ ให้เด็กๆ มีพลังชีวิต และส่งเสริมด้านความรู้สึกสัมผัสที่ดี นักศิลปะบำบัดจะชวนเด็กกลับมารู้สึกถึงโลกที่เป็นจริง มีสีสัน ระบายสีอย่างมีชีวิตชีวา
AI ทำให้เราเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ได้ผลลัพธ์ที่เร็ว ขณะเดียวกัน สิ่งที่เราอาจกำลังสูญเสียไปคือ ‘กระบวนการทางชีวิต’ ที่ต้องอาศัยการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสจริง การรับข้อมูลเข้ามาประสบการณใหม่เข้ามา ใช้เวลาในการซึมซับและหล่อเลี้ยงประสบการณ์ภายใน คัดกรอง จัดระเบียบและตกผลึกในตัวเอง ก่อนจะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ สิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอในปัจจุบันมีมากมายและรวดเร็ว ทำให้เราต้องฝึกใช้ประสาทสัมผัสอยู่ตลอดเวลาว่า สิ่งนี้จริงหรือเปล่า มีสัตว์หน้าตาประหลาด เรื่องแต่ง ข่าวปลอม ที่เกิดจากการ generate มากมาย
AI หรือ โลกเสมือนบนหน้าจอ ไม่สามารถทดแทนการรับรู้สัมผัสผ่านร่างกายได้ เช่น สีของท้องฟ้าที่เราเห็นด้วยตา ไม่ใช่บนรูปถ่ายหรือหน้าจอ กลิ่นดินหลังฝนตก ความนุ่มของหญ้า ความอุ่นของแดดยามเช้า หรือเสียงธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้คือการรับรู้โลกจริง ที่ทำให้เด็กได้รู้สึกว่า ‘ฉันมีตัวตน และฉันเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้’ นี่แหละคือความมีชีวิต
#จินตนาการที่แห้งเหี่ยวของผู้ใหญ่และการฟื้นฟูให้กลับมาหล่อเลี้ยงชีวิตอีกครั้ง
จินตนาการมีอยู่แล้วในทุกคน แต่ความเป็นผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยหน้าที่ ระบบระเบียบ และเป้าหมายที่ต้องไปให้ถึง เราคุ้นเคยกับการมองโลกแบบแยกส่วน วิเคราะห์ แยกแยะ เปรียบเทียบและจัดหมวดหมู่ เพื่อให้เข้าใจโลกอย่างมีระบบ แต่การรับรู้ในลักษณะนี้ เป็นการมองจากภายนอก มองสิ่งต่างๆ เป็นวัตถุ เป็นสิ่งที่ ‘เราดู’ ไม่ใช่สิ่งที่ ‘เรามีชีวิตอยู่ร่วม’ เหล่านี้ทำให้จินตนาการค่อยๆ ลางเลือน เมื่อจินตนาการแห้งเหี่ยว เราจะเริ่มมองโลกด้วยความเย็นชา แข็งกระด้าง โลกกลายเป็นภาพขาวดำที่ไร้ชีวิตชีวา มีถูกมีผิด ตัดสินไปเสียหมด
“สำหรับเด็ก โลกของจินตนาการและจิตวิญญาณอาจ "จริง" พอๆ กับโลกทางกายภาพและชีวิตประจำวัน เด็กๆ ดูเหมือนจะมีความสามารถในการข้ามสะพานระหว่างสองโลกนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ—เหมือนผีเสื้อที่บินไปมาอย่างอิสระ แต่สำหรับผู้ใหญ่หลายคน การจะก้าวแม้แต่เพียงก้าวเดียวกลับรู้สึกเหมือนเป็นหนอนผีเสื้อที่มีขาหลายคู่ ต้องพยายามยกตัวเองทีละนิดอย่างทุลักทุเลจากโลกหนึ่งไปสู่อีกโลกหนึ่ง” – Healing Stories for Challenging Behavior, Susan Parrow.
หากเราฟื้นจินตนาการกลับมาได้ ผ่านกระบวนการศิลปะที่ทำให้เราช้าลงและเปิดสายตาใหม่ เราจะเปิดการรับรู้แบบมีส่วนร่วม มีความสัมพันธ์ เป็นการรับรู้ที่เราไม่ได้แยกออกจากสิ่งที่เราสังเกต แล้วเราจะเริ่ม ‘เห็น’ อีกครั้ง - เห็นชีวิตที่เชื่อมโยงกับเรา เห็นความเคลื่อนไหว ความเปลี่ยนแปลงของแสงและสี เห็นชีวิตอยู่ในสิ่งธรรมดา เห็นความเป็นไปได้ ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงและลื่นไหลได้ แล้วโลกใบเดิมนี้ก็จะกลับมามีความมหัศจรรย์ มีความหมาย มีสีสัน และเต็มไปด้วย “ความงาม” อีกครั้ง
เมื่อผู้ใหญ่เห็นความงามของโลก จะเป็นผู้ถ่ายทอดความงามและความมีชีวิตให้เด็กเห็นเช่นกัน
“คุณพ่อคุณแม่รู้สึกถึงความงามในชีวิตประจำวัน ความงามที่อยู่รายล้อม และความงามหล่อเลี้ยงชีวิตอย่างไรบ้าง”
หนึ่งคำถามชวนคิด ให้เราหลุดออกจากความคิดภายในตนเองและมองไปยังโลกรอบตัว ในโลกยุคดิจิทัลที่เต็มไปด้วยข้อมูลเชิงวิชาการ การวิ่งหาประสบการณ์ให้เด็กๆ มาพร้อมกับการประกวดแข่งขัน พ่อแม่ลืมไปว่า เราช้าลงได้สักหน่อย เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้โลกในมุมที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น เด็กยังต้องการ ‘ประสบการณ์ภายในที่มีชีวิต’ เพื่อเรียนรู้ว่าโลกนี้งดงามและมีชีวิตชีวาจริงๆ
ความสำคัญของสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กและการพาเด็กมีประสบการณ์กับโลกภายนอกที่มีความงามนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เด็กวัยนี้ต้องการพ่อแม่ที่มีจินตนาการ อ่อนโยน และมองโลกด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยชีวิต เด็กจะเรียนรู้ว่าโลกนี้มีความงามและมีชีวิตชีวาได้ ก็ต่อเมื่อพ่อแม่หรือครูได้ รู้สึก ถึงสิ่งนั้นจริงๆ เสียก่อน ไม่ใช่เพียงการสอนหรือบอกกล่าว พ่อแม่ควรบ่มเพาะความละเอียดอ่อน ความมีสุนทรียะ เห็นความงามแม้ในสิ่งเล็กน้อย และมอบ ‘จินตภาพที่งาม’ ให้ลูกผ่านการใช้ชีวิตและประสบการณ์ร่วมกัน จินตนาการที่มีความงามจะเป็นพลังหล่อเลี้ยงให้ดวงจิตของเด็กเติบโตอย่างแข็งแรงและสมดุลทั้งกายและใจ
หากเราพาเด็กไปมีประสบการณ์กับความงาม ความอ่อนโยน เด็กจะซึมซับคุณลักษณะของความงาม ความอ่อนโยนไว้ในตัว แต่หากโลกที่เขาเติบโตเต็มไปด้วยความน่าเกลียด ความยุ่งเหยิง ไร้ระเบียบ ความรู้สึกเหล่านั้นก็จะฝังอยู่ในเนื้อตัวของเขาด้วยเช่นกัน
#บ่มเพาะสายตาที่มองโลกอย่างมีชีวิต กับ Workshop “Seed of Imagination”
‘SEED OF IMAGINATION: บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งจินตนาการ ปลูกความงามในหัวใจ’
https://www.facebook.com/share/p/16xN2gkRr9/
Workshop นี้ ชวนคุณพ่อคุณแม่ของเด็กๆ วัย 6-8 ปี มาเปิดหัวใจ ฟื้นคืนพลังแห่งจินตนาการซึ่งเป็นสะพานเชื่อมโลกกับเด็กน้อยภายในตัวเรา มองโลกด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา และความมหัศจรรย์ ผ่านการสัมผัสธรรมชาติ และกิจกรรมศิลปะระบายสีแนวมนุษยปรัชญา ที่ไม่ได้มุ่งสร้างผลงานสำเร็จรูป แต่เป็นการบ่มเพาะการรับรู้อย่างละเอียดลึกซึ้ง
คุณพ่อคุณแม่จะได้ฝึกเชื่อมโยงกับธรรมชาติ เปิดความรู้สึกสัมผัส และมองความงามในสิ่งเล็กน้อยของชีวิต
จากภาพจริงตรงหน้า สู่จินตภาพในใจที่มีชีวิต และถ่ายทอดออกมาผ่านการระบายสีด้วยกระบวนการที่สอดคล้องกับธรรมชาติ เพื่อให้พ่อแม่กลับมา รู้สึก ถึงความมีชีวิตชีวาของโลก และส่งต่อประสบการณ์นี้ให้ลูกได้เติบโตอย่างงดงามทั้งกายและใจ
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
✨กจกรรมคาราวานการเรียนรู้เพื่อเด็กและครอบครัว “Wonder Journey: มหัศจรรย์แห่งการเปลี่ยนผ่าน”
ออกแบบมาเพื่อโอบอุ้มช่วงวัยเปลี่ยนผ่านของเด็กวัยผลัดฟันน้ำนม (6–8 ปี)
พร้อมสร้าง #พื้นที่ปลอดภัย สำหรับพ่อแม่ ครู ผู้ดูแลเด็ก
และ #พื้นที่เรียนรู้สำหรับครอบครัว ให้เติบโตอย่างมั่นคงไปด้วยกัน
คาราวานการเรียนรู้ไปตามพื้นที่ ห้องสมุดและการเรียนรู้ ของกรุงเทพมหานคร
ตลอด 6 เดือน ตั้งแต่ ก.ค. - ธ.ค. 68
ร่วมใจ ร่วมจัด โดย
กรุงเทพมหานคร ส่วนห้องสมุดและการเรียนรู้ กรุงเทพมหานคร
โครงการเพื่อสังคม SEEDS OF WISDOM – The Social Initiative by The HUMAN Academy
และ 26 ภาคีเครือข่าย ทั้งพ่อแม่ ครู แพทย์ นักศิลปะบำบัด นักกิจกรรมเพื่อสังคม และองค์กรธุรกิจเพื่อสังคม
ภายใต้แนวคิด #ระบบสังคมที่มีชีวิตสามภาคส่วน – Threefold Social Organism
การเรียนรู้ที่เสรี | สังคมที่เป็นธรรม | เศรษฐกิจที่เกื้อกูลกัน
จุดประกาย และ ทุนตั้งต้นสำหรับค่าใช้จ่ายในโครงการ
โดยวรรณกรรมเยาวชนแปล #สมุดมหัศจรรย์– The 7-Year-Old Wonder Book" โดย The HUMAN Academy
สนับสนุนหนังสือเพื่อร่วมสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม ที่ https://s.shopee.co.th/LcrQC411W
--------------------------------------
ติดตามข่าวสารและสาระความรู้สำหรับพ่อแม่ได้ที่:
FB Page : “Wonder Village : Wonder Journey Caravan”
คลิกเลย https://www.facebook.com/profile.php?id=61577888241747
FB กลุ่มสาธารณะ “Wonder Journey”
คลิกเลย https://www.facebook.com/share/g/16nUCxkbx3/
#เพื่อนร่วมทางพ่อแม่
#กิจกรรมเพื่อสังคมไม่มีค่าใช้จ่าย
#มหัศจรรย์แห่งการเปลี่ยนผ่าน
06/08/2025
เดินทางต่อกับ Wonder Journey ครั้งทึ่ 2 เสาร์ที่ 23 สค. 68 ครั้งนี้ นี้พากันไปในสวนสวยกลางเมืองกรุงเทพมหานคร ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้สวนลุมพินี อาคารห้องสมุดเก่าแก่ตั้งแต่ 2498 ถูกจัดเป็นสัดส่วน มีห้องสมุดเต่าทองที่เด็กๆชอบกันมาก พวกเราภาวนาบอกฟ้าฝนเมตตา อนุญาตให้พวกเราพาเด็กๆ และพ่อแม่ ออกไปทำกิจกรรมในสวนข้างๆห้องสมุด ครั้งนี้เรียนรู้จากครั้งก่อน ทุกกลุ่มจะมีคนดูแลหลัก
พ่อแม่ทำศิลปะเสวนา กับ ครูอิ๊บThe SOULITUDE Holistic Art
เด็ก6 ขวบขึ้นไป มีคลาสเด็ก กับครูจิ้ม ครูเบญ ครูแป๋ม จาก สมาคมศิลปะบำบัดแนวมนุษยปรัชญาไทย
ส่วนน้องน้อยต่ำกว่า 6 ขวบ ได้ ครูข้าวและ เพื่อนครู ผู้ปกครอง ศิริ์รัถยา การศึกษาทางเลือก วอลดอร์ฟ - Siratthaya Waldorf Learning Center มาทำเพลย์กรุ๊ป ในห้องสมุดเต่าทอง
และยังมี เวิร์คชอป ทั้งของเล่นให้ลูกด้วยสองมือ  ซึ่งเด็กเด็กเล็กๆก็เข้ามาเป็นผู้ช่วยได้ด้วย
โดยครูแพร Craftpybara (คราฟพี่บารา) แปลงร่างฝาขวดเป็นของเล่นน่าสนุก
และ แม่จ๋า eat-play-love มาสอนเย็บตุ๊กตาง่ายๆ คราวก่อน พ่อแม่ ผู้สูงวัย และเด็กโต 9-10-12 ขวบ นั่งเย็บกันเพลินเชียว
รีบลงชื่อนะคะ รับได้ไม่เกิน 30 ครอบครัว ตอนนี้ ลงทะเบียนมาเกินครึ่งแล้วค่ะ ถ้าเต็มจะต้องปิดรับ เพราะที่จำกัด
ลงทะเบียนล่วงหน้า ได้มาถ่ายรูป photobooth กับ winspace studio ด้วยนะคะ
✨ ครั้งที่ 2
📍 เสาร์ที่ 23 สิงหาคม 2568 | เวลา 09:00–12:00 น.
ณ ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้สวนลุมพินี
👉 กดแชร์โพสต์นี้ และลงทะเบียนทันที ก่อนเต็มแบบครั้งที่แล้ว https://shorturl.at/VIHA5
🗺แผนที่ คลิก https://maps.app.goo.gl/m9v1E24jEu9zuPjc9
เพจ ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้สวนลุมพินี
...........................
หลังจาก #นับหนึ่ง เริ่มต้นการเดินทางอย่างอบอุ่น
กับครอบครัวกว่า 100 ชีวิต ณ หอสมุดเมืองกรุงเทพฯ
(ชมภาพประทับใจ https://shorturl.at/vkokS )
เราพร้อมแล้ว...ที่จะ #นับสอง เดินทางต่อ
พาทุกครอบครัวกลับมาเชื่อมต่อกับหัวใจของลูกวัย 6–8 ปี
และหัวใจของพ่อแม่ ที่ต้องการการโอบอุ้มไม่แพ้กัน
✨ Wonder Journey: มหัศจรรย์แห่งการเปลี่ยนผ่าน
คือกิจกรรมคาราวานการเรียนรู้ 6 เดือน
ที่ออกแบบมาเพื่อโอบอุ้มช่วงวัยเปลี่ยนผ่าน
ของเด็กวัยผลัดฟันน้ำนม (6–8 ปี)
พร้อมพื้นที่เรียนรู้ให้ครอบครัวได้เติบโตไปด้วยกัน
กับทีมครู นักบำบัด นักกิจกรรม และภาคีเครือข่ายที่ร่วมแรงร่วมใจ
🌱 3 กิจกรรมคู่ขนาน ออกแบบมาอย่างตั้งใจสำหรับ ทุกคนในครอบครัว พร้อมกันในเช้าวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 2568
📌 ไม่มีค่าใช้จ่าย
📌 ลงทะเบียนล่วงหน้า ก่อนเต็มเหมือนครั้งที่แล้ว *** #รับจำนวนจำกัดเพียง 30 ครอบครัวเท่านั้น *** และ รับสิทธิ์ถ่ายภาพครอบครัวน่ารัก ที่ Wonder Photo Booth
👉 กดแชร์โพสต์นี้ และ ลงทะเบียนที่นี่ https://shorturl.at/VIHA5
🎨 1. Parents’ Journey – วงศิลปะเสวนา
👥 สำหรับ: พ่อแม่ ครู ผู้ดูแลเด็ก
หัวข้อ: “Seed of Imagination”
โดย ครูอิ๊บ วิชภา มีทองคลัง
นักศิลปะบำบัดแนวมนุษยปรัชญา จาก The Soulitude Holistic Art
ติดตามงานครูอิ๊บที่เพจ The SOULITUDE Holistic Art
🧒 2. Kids’ Journey – กิจกรรมสำหรับเด็ก 6 ขวบขึ้นไป
โดยทีมครูจากภาคีเครือข่ายหลักของ Wonder Journey สมาคมศิลปะบำบัดแนวมนุษยปรัชญาไทย ติดตามงานที่เพจ สมาคมศิลปะบำบัดแนวมนุษยปรัชญาไทย
🪶 ฟังนิทาน “สมุดมหัศจรรย์” ตอน เนรมิตต้นไม้แห่งสวรรค์
🎨 ระบายสีน้ำเสริมสมดุลระบบหายใจ
✂️ งานฝีมือที่เชื่อมโยงจินตนาการกับมือของตนเอง
👶 3. Playgroup – สำหรับเด็กเล็กและผู้ดูแล
โดย คณะครูจากศูนย์การเรียนศิร์รัถยา
ติดตามที่เพจ ศิริ์รัถยา การศึกษาทางเลือก วอลดอร์ฟ - Siratthaya Waldorf Learning Center
💫 เล่นอิสระในห้องสมุดเต่าทอง
🎨 ศิลปะเด็กเล็ก
📚 นิทานตั้งโต๊ะ
🌸 พร้อมกิจกรรมทำของเล่นด้วยสองมือ จากเพื่อนภาคีเครือข่าย:
– “ฝาขวดแปลงกาย” โดย ครูแพร – Craftpybara Studio BKK https://www.instagram.com/craftpybara/
– “ตุ๊กตาของหนูน้อย” โดย แม่จ๋า – Eat.Play.Love by Mar Jah
👫 กิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมใจร่วมจัดโดย:
กรุงเทพมหานคร ส่วนห้องสมุดและการเรียนรู้ กรุงเทพมหานคร
ร่วมกับโครงการเพื่อสังคม Seeds of Wisdom: The Social Initiative by The HUMAN Academy
และภาคีเครือข่ายพ่อแม่ ครู แพทย์ นักบำบัด นักกิจกรรม และองค์กรธุรกิจเพื่อสังคม
🫶 เพราะการเลี้ยงลูก...ไม่ใช่งานลำพังของพ่อแม่
แต่ต้องมี “หมู่บ้าน” ที่โอบอุ้ม และเข้าใจ
ขอชวนทุกครอบครัวมาเป็นส่วนหนึ่งของ Wonder Village : Wonder Journey Caravan รายละเอียดโครงการและสาระดีๆที่เพจ https://www.facebook.com/profile.php?id=61577888241747
📌 รีบลงทะเบียนก่อนเต็มเหมือนครั้งที่แล้วนะคะ!
👉 https://forms.gle/jkojuJD5RRMeMVmB9
#มหัศจรรย์แห่งการเปลี่ยนผ่าน
#กิจกรรมเพื่อสังคม
#กิจกรรมฟรีสำหรับครอบครัว
#เพื่อนร่วมทางพ่อแม่
#เด็กวัยผลัดฟันน้ำนม
#ห้องสมุดสวนลุมพินี เพจ ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้สวนลุมพินี
ร่วมด้วยช่วยแชร์กิจกรรมเพื่อสังคมนะคะ