05/11/2022
สวัสดีค่ะ ขอต้อนรับทุกท่านสู่ช่วงคุณแม่ขอบ่น 😆
แม่ๆ จำตอนเราเป็นเด็กได้ไหมคะ ไม่รู้ว่ามีใครรู้สึกเหมือนเราไหม แต่ว่าทุกครั้งที่เป็นวันที่ใส่ชุดพละไปโรงเรียนมันช่างเป็นวันที่สบายทั้งกายและใจจริงๆ เลย 😆 จะลุกจะนั่งกระโดดโลดเต้นอะไรก็ไม่ต้องกลัวอะไรเลย เป็นความรู้สึกที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง
เด็กๆ ในวัยอนุบาลคงจะยังไม่รู้สึกอะไรกับกระโปรง เพราะยังไม่รู้สึกว่าต้องระวังโป๊ ไม่รู้ว่าถ้ากระโดดโลดเต้นเท่าเพื่อนผู้ชายอาจจะเกิดแผลได้ง่ายกว่าเพราะไม่มีกางเกงมาปกป้องเข่า 🥺
ปกติแม่ๆ อย่างเราๆ ก็เลือกชุดให้ลูกทุกวันตามความเหมาะสมของกิจกรรมในวันนั้นๆ อยู่แล้ว วันไหนไปกินข้าวเที่ยวเล่นในห้างก็แต่งตัวแบบนึง พกแจ็คเก็ตไปด้วยเผื่อหนาว วันไหนไปขี่จักรยานขาไถก็อีกแบบนึง ใส่กางเกงทะมัดทะแมงหน่อยพร้อมกับรองเท้ากีฬาจะได้วิ่งถนัดๆ วันไหนไปเดินเล่นในสวนก็อีกแบบนึง พอวันที่ไปโรงเรียนแล้วต้องหยิบกระโปรงให้ลูกใส่นี่มันรู้สึกแบบว่า
‘มันไม่ใช่อ่ะแม่!’
ลูกฉันวัยอนุบาลวิ่งเล่นทั้งวัน นั่งกับพื้นซีเมนต์บ้าง ดินบ้าง พื้นห้องแอร์เย็นๆ บ้าง ปีนป่ายนู่นนั่นนี่ตลอด ก็โรงเรียนหนูของเล่นเยอะ สนามเด็กเล่นก็ใหญ่ แม่ก็อยากให้ลูกเล่นให้เต็มที่โดยไม่เกี่ยงว่าลูกเป็นเพศหญิงหรือชายถูกไหมคะ
อ้อ อย่าบอกนะว่าก็ใส่เลกกิ้งสิ คือมันก็ใส่ได้ แต่ทำไมต้องใส่แบบนั้นล่ะ ประเทศเราหนาว? มันอับนะ ทำไมเด็กหญิงต้องทน? เรารู้สึกว่ามันไร้สาระ นี่ยังไม่พูดถึงจิมิ๊อับชื้นนะ 😫
สรุป อยากให้ชุดนักเรียนมีความเหมาะสมกับกิจกรรมของเด็ก เพื่อให้เอื้อต่อพัฒนาการเด็ก (practicality) มีความปลอดภัย (safety) และแสดงถึงความเท่าเทียมทางเพศ (sexual equality)
การออกแบบเสื้อผ้าให้ตอบโจทย์นี้ง่ายมากค่ะ ออกแบบให้กระโปรงเป็นกระโปรงกางเกงก็ได้ หรือจะแค่อนุญาตให้เด็กผู้หญิงสามารถเลือกใส่ทั้งกางเกงหรือกระโปรงก็ได้ วันไหนอยากใส่กางเกงก็ใช้กางเกงของชุดนักเรียนชาย ถ้าจะเปลี่ยนเรื่องนี้มันง่ายมากจริงๆ งบไม่ต้องใช้ อำนาจทุกอย่างอยู่ที่ผู้ใหญ่หมดเลย ขอแค่เปิดใจอนุญาต ความจริงก็มีโรงเรียนนานาชาติอนุญาตให้เด็กผู้หญิงใส่กางเกงของผู้ชายได้ถ้าอยากใส่นะคะ สมัยเรียน (20 ปีก่อน) เคยเห็นเพื่อนใส่ตอน Highschool แล้วอิจฉามากเลย (มีทั้งแบบที่ใส่เพราะมันสบายดีและใส่ตามเพศสภาพ) หลายประเทศอย่างออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ ก็ให้ใส่กางเกงกัน (มีประเทศไหนอีกมาแชร์กันนะคะ)
ที่มาพูดนี่ไม่ได้อยากยกเลิกกระโปรงนะคะ แค่อยากให้เด็กๆ มีสิทธิ์เลือกขึ้นมาอีกหน่อย ☺️
นี่ปี 2022 แล้ว Woke กันเถอะ โรงเรียนไหนทำก่อนนี่จะได้ชื่อว่าเป็นผู้นำเลยนะคะ จะได้รับเสียงชื่นชมเลยว่าตามโลกทัน สามารถนำเด็กๆ สู่โลกกว้างในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างสง่างาม
ป.ล. ถ้าได้ไลค์เยอะแม่จะไปเปิดแคมเปญใน Change.com 😆
01/10/2022
วันนี้มาแชร์ประสบการณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองค่ะ ลูกสาวอยู่ชั้น K.2 โรงเรียนนานาชาติย่านบางนา เผื่อจะเป็นประโยชน์กับพ่อๆ แม่ๆ ในห้องนี้ค่ะ เห็นช่วงนี้เป็นกันหลายโรงเรียนเลย (ป.ล. ยาวอีกแล้ว 😆)
ตามหัวเรื่องค่ะ เปิดเทอมมามี 21 คน งงจ้า 🙄 ไปโรงเรียนได้ 3 วันเด็กติดโควิด 3 คน + ครูอีกหนึ่ง จริงๆ ถ้าลูกไม่ได้ติดโควิดก็คงไปคุยกับทางโรงเรียนเรื่องจำนวนนักเรียนตั้งแต่แรก แต่พอติดโควิดก็นะ 😅
ช่วงเด็กๆ ติดโควิด โรงเรียนและคุณครูรับสถานการณ์ได้ดีมากๆ ค่ะ ในวันที่โรงเรียนทราบก็มีข้อความเข้า LINE กลุ่มทันที ขอให้ผู้ปกครองมารับเด็กๆ ได้เลย แต่ไม่ได้บังคับหากท่านใดไม่สะดวก ประเด็นคือต้องการแยกเด็กๆ โดยเร็วที่สุด ไม่มีการประกาศว่าเด็กคนไหนติด เนื่องจากไม่อยากให้เกิดดราม่า เกิดการรังเกียจ พอมีผู้ปกครองถามใน LINE กลุ่มว่าเด็กคนไหนติด คุณครูแค่ตอบว่าไม่สำคัญว่าคนไหนติด เพราะว่าเด็กๆ เล่นด้วยกันตลอดเวลา มีความเสี่ยงเท่ากันหมดเลย ซึ่งเรามีความเห็นว่าดีมากๆ ค่ะ (เคยเห็นโรงเรียนอื่นมีดราม่ากันมาแล้ว) พอวันต่อมาก็ประกาศให้เรียนออนไลน์ทั้งห้องทันที 1 อาทิตย์
ตลอดระยะเวลาที่ลูกป่วยมีการติดต่อกับคุณครูทุกวันทางไลน์ส่วนตัว คุณครูถามไถ่อาการของน้องตลอดด้วยความห่วงใย (ตอนป่วยธรรมดาก็เป็นแบบนี้ ไม่ได้เป็นเฉพาะช่วงโควิด) คอยส่งงานให้ลูกทำตลอด (ลูกชอบ แม่ก็ชอบ กักตัวอยู่บ้านเบื่อมาก 😆) ไม่เคยแสดงให้รู้สึกว่าเราเป็นภาระ อนึ่ง เรียนออนไลน์บวกการบ้านทั้งหลายแหล่ไม่มีการบังคับใดๆ ทั้งสิ้น เอาที่ผู้ปกครองสะดวกเลย
พอเรียนออนไลน์ครบหนึ่งอาทิตย์ก็ต่อด้วย Hybrid อีกหนึ่งอาทิตย์เพื่อให้เด็กๆ ที่สบายดีสามารถมาโรงเรียนได้ และเด็กๆ ที่ไม่สบายสามารถเรียนต่อที่บ้านได้ พร้อมประกาศใน LINE กลุ่มว่าต่อไปจะแยกเป็นสองห้อง ซึ่งผู้ปกครองก็ค่อนข้างพอใจ แต่ติดที่ทางโรงเรียนเพิ่มเติมว่าในส่วนของคลาสพิเศษอื่นๆ เช่น ภาษาไทย ภาษาจีน พละ ยังคงเรียนร่วมกัน
หลังจากที่สถานการณ์กลับเข้าสู่ปกติเราได้บังเอิญไปพบคุณครูพร้อมกับผู้ปกครองท่านอื่นๆ เราจึงปรึกษาคุณครูว่าเรามีความกังวลที่คลาสภาษาต่างๆ ยังไม่ได้แยกกัน (นึกภาพครูจีนหนึ่งคนดูแลเด็กๆ วัย 3-4 ขวบ 21 คน เด็กๆ จะได้อะไรมั้ยคะ 😓 ถึงแม้จะมีครูผู้ช่วยอยู่อีกสองคนก็เถอะ) และที่สำคัญมันผิดจากที่ทางโรงเรียนสัญญาไว้ คุณครูประจำชั้นและคุณครูผู้ช่วยเห็นด้วยกับเรามากๆ (ความเห็นส่วนตัวของเราเดาว่าคุณครูก็ไม่ค่อยแฮปปี้เพราะสอนแล้วเด็กๆ ไม่ได้อะไรมันไม่ fulfilling สำหรับเค้า และเด็กที่เพิ่มขึ้นก็หมายถึงงานที่หนักเพิ่มขึ้นด้วย) จึงสนับสนุนเราให้ไปคุยกับ Principal ได้เลย เนื่องจากเรื่องนี้อยู่เกินขอบเขตอำนาจของคุณครูประจำชั้น
สรุปแล้วคุยกันทาง LINE กลุ่ม ทำนัดผู้ปกครองของนักเรียนได้ 11 คนจาก 21 คน (LINE กลุ่มที่มีคุณครูประจำชั้นและคุณครูผู้ช่วยอยู่นั่นแหละ เหตุผลของเราคือคุณครูก็ Support อยู่แล้ว เรารู้สึกว่าไม่อยากให้คุณครูและผู้ปกครองเกิดความไม่ไว้วางใจในกันและกัน ไม่อยากทำอะไรลับหลัง เพราะเราควรเป็นทีมเดียวกัน 🥰)
พอนัดกันเรียบร้อยแล้วเราก็โทรนัดคุณครูใหญ่และไปพบพูดคุยกัน โดยจุดประสงค์ของเราคืออยากให้เป็นการบอกเล่าถึงความกังวลและสอบถามถึงแผนการของโรงเรียนเท่านั้น ไม่ได้ไปต่อว่าหรือชวนทะเลาะ โรงเรียนนานาชาติที่มีระบบที่ดีจะทำการจัดจ้างคุณครูให้แล้วเสร็จประมาณเดือนเมษายนเพื่อให้ครูเริ่มงานทันวางแผนเปิดเทอมในเดือนสิงหาคม การที่โรงเรียนจะหาคุณครูที่ qualified มาเพิ่มในทันทีแทบไม่มีความเป็นไปได้เลย หากหาคุณครูได้เราจะมีความสงสัยมากว่าเอามาจากไหน qualified จริงไหม ถ้าดีจริงทำไมถึงเพิ่งได้งาน 🙄 (ที่อื่นไม่รับ?) เราจึงคาดหวังแค่จะได้ฟังแผนการว่าโรงเรียนจะแก้ปัญหาอย่างไรมากกว่า
ในฐานะนักธุรกิจคนหนึ่ง (โรงเรียนนานาชาติก็เป็นธุรกิจชนิดหนึ่ง) เราค่อนข้างเข้าใจโรงเรียนที่ไม่อยากปฏิเสธเด็กๆ ที่เพิ่งมาสมัครหนึ่งเดือนก่อนเปิดเทอม โดยเฉพาะช่วงเวลาอันไม่แน่นอนนี้ ถึงแม้จะรู้ว่ามันผิด เราก็ไม่อยากว่า แต่เราคาดหวังว่าโรงเรียนจะสามารถหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับเด็กๆ ได้อย่างทันท่วงทีเท่าที่จะสามารถ และในฐานะผู้ปกครอง หากโรงเรียนมีเด็กๆ มามากขึ้นก็จะเป็นผลดีกับลูกๆ ของเราเช่นกัน นอกจากลูกจะได้พบเจอคนมากขึ้น มีเพื่อนเยอะขึ้น โรงเรียนก็มีเงินมากขึ้นในการลงทุนต่างๆ ซึ่งสุดท้ายก็กลับมาที่เด็กๆ
เราคิดว่าเราโชคดีมากๆ ที่เลือกโรงเรียนที่มีอาจารย์ใหญ่ คุณครูประจำชั้น และคุณครูผู้ช่วยที่คุยรู้เรื่อง ทัศนคติใกล้เคียงกัน มีความเห็นอกเห็นใจ มีความรักและหวังดีกับเด็กอย่างแท้จริง นอกจากนั้นยังทำงานรวดเร็วอีกด้วย หลังจากได้คุยกับอาจารย์ใหญ่เพียงแค่หนึ่งอาทิตย์ก็ได้แยกห้องเลย โดยทางโรงเรียนจัดตารางการสอนใหม่เพื่อให้สามารถแยกห้องได้โดยที่ไม่ต้องจ้างครูเพิ่ม วิน-วินทั้งหมด
ที่เขียนมาทั้งหมดทั้งมวลอยากจะบอกพ่อๆ แม่ๆ ว่าหากมีปัญหากับทางโรงเรียน ขอให้ลองคุยกับคุณครูและอาจารย์ใหญ่ดูก่อน หากโรงเรียนทำผิดสัญญา ช่วยกันปกป้องสิทธิ์ของลูกด้วยนะคะ จ่ายแพงขนาดนี้เรามีสิทธิ์เต็มที่เลยค่ะ การเม้าท์กันเองในหมู่ผู้ปกครองไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น และจะทำให้คุณครูมองพวกเราในแง่ไม่ดีอีกต่างหาก (ไม่มีใครชอบการถูกพูดถึงลับหลัง) และการย้ายโรงเรียนจะเกิดผลกระทบกับลูกเรามากที่สุด เราสงสารลูกถ้าต้องมาทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมใหม่หมด ต้องพยายามหาเพื่อนใหม่หมด ในวัยแค่นี้เอง 😓
และเช่นเคย หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านนะคะ
ด้วยรักและปรารถนาดี ❤️
24/04/2022
โรงเรียนนานาชาติประเภทต่างๆในประเทศไทย
#โพสต์ยาวอีกแล้ว
สวัสดีค่ะ มีอินบ็อกซ์กันเข้ามาให้ช่วยเลือกโรงเรียนเยอะเลย เลยคิดว่าหัวข้อนี้น่าจะเป็นประโยชน์ค่ะ วันนี้ขอเสนอหัวข้อเรื่องโรงเรียนนานาชาติประเภทต่างๆในประเทศไทย (อย่างคร่าวๆ มากๆ หากผิดพลาดประการใดขออภัยล่วงหน้าด้วยค่ะ ขอสารภาพตรงนี้ว่าเขียนเสร็จสักพักละแต่ไม่กล้าโพสต์ กลัวดราม่ามากเบย 😭) พร้อมข้อดีข้อเสียเท่าที่จะนึกได้ค่ะ หลักๆ มีประมาณ 4 ประเภทดังนี้
แบบที่ 1: True International Schools เช่น
- International School of Bangkok
- Bangkok Patana International School
- NIST International School
โรงเรียนนานาชาติของแท้และแน่นอน 😆 หมายถึงโรงเรียนที่มีเด็กไทยแค่ 20-30% นักเรียนที่เหลือมาจากทั่วทุกมุมโลก มีประวัติโรงเรียนอันยาวนาน มีระบบการศึกษาให้เลือกหลักๆ 2 ระบบคืออังกฤษ (IGCSE) หรืออเมริกัน (AP) แต่หลายโรงเรียนมี Option IB ให้ตอน High School คุณครูมีคุณภาพ มีมาตรฐาน และส่วนใหญ่เป็นชาติตะวันตก เนื่องจากเก่าแก่ทำให้การบริหารค่อนข้างนิ่งและดี จึงทำให้สามารถเก็บครูที่ดีมีคุณภาพไว้ได้นาน ไม่เปลี่ยนครูบ่อย Facilities ยิ่งกว่าครบครัน ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำ (อย่างน้อย 1 สระ) สนามฟุตบอล (อย่างน้อย 1 สนาม) ห้องดนตรีพร้อมเครื่องดนตรีทุกประเภท ห้องสมุดขนาดใหญ่ ห้องแลป โรงละคร ห้องพยาบาลพร้อมคุณพยาบาลประจำ กิจกรรมหลังเลิกเรียนให้เลือกสรรเพียบ เช่น ดนตรี เต้น ฟุตบอล ทำอาหาร คลาสเรียนภาษาที่ 2 และ 3 ให้เลือกหลากหลายภาษา ทั้งหมดนี้ทำให้มีสนนราคาอยู่ที่ประมาณ 500,000 - 1,000,000 บาท/ปี ไม่รวมค่าแรกเข้า 2 แสนอัพ
*** อนึ่ง คุณภาพของคุณครูไม่ได้ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติและสำเนียง ครูดีมีมาตรฐานหมายถึงครูที่เรียนจบมาเฉพาะทาง มีความรู้ในวิชาที่ตัวเองสอนเป็นอย่างดีมาก มีประสบการณ์ มีความรักเด็ก และรักการสอนจริงๆ - ความเห็นส่วนตัวผู้เขียน***
ข้อเสีย:
1. แพง 😆
2. เข้ายากเพราะรับน้อย ที่เต็มตลอด
3. สภาพแวดล้อมภายในโรงเรียนไม่สะท้อนโลกแห่งความเป็นจริง
4. โรงเรียนมีประวัติยาวนานทำให้มีความเชื่อมั่นใน curriculum ค่อนข้างสูงจึงไม่ค่อยปรับเปลี่ยนอะไร (เอ๊ะ หรือมันคือข้อดีนะ 😆) เช่น ในปัจจุบันเราอยากให้ลูกเรียนภาษาเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (มีงานวิจัยรองรับมากมาย) แต่ส่วนมากโรงเรียนเหล่านี้จะให้เริ่มเรียนตอน 5 ขวบไปแล้ว
แบบที่ 2: Top Quality International Schools เช่น
- Shrewsbury International School
- Concordian International School
- King’s College International School
- Verso International School
ในมุมมองของเจ้าของธุรกิจโรงเรียนคือสร้างโรงเรียนขึ้นมาเพื่อรองรับเด็กๆ ที่ไม่สามารถเข้า True International Schools ได้เนื่องจาก demand ล้นมากกว่า supply ไปมาก ถ้าจะสู้ก็ต้องทำให้ดีกว่า มีจุดขายอื่นๆที่แข็งมากๆ นำมาสู่การที่ลูกค้า (ผู้ปกครอง) ตั้งใจเลือกด้วยปัจจัยอื่นโดยไม่คิดเลือกแบบที่ 1 เลย ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนขนาดกลางถึงใหญ่ มีทุกอย่างที่ True International Schools มี (หรือบางอย่างมีมากกว่า) ยกเว้นประชากรนักเรียนที่ส่วนมากเป็นเด็กไทยและเอเชีย Curriculum มีการปรับให้เหมาะสมกับโลกปัจจุบันมากกว่า เช่น Concordian สอนเป็นภาษาอังกฤษกับจีนตั้งแต่ชั้นแรกที่เข้าเรียนจนเรียนจบ ทั้งหมดนี้ทำให้ราคาแพงกว่าแบบที่ 1 สนนราคาอยู่ที่ประมาณ 600,000 - 1,200,000 บาท/ปี Range ราคาค่อนข้างกว้าง หลักๆ ที่แตกต่างจะเป็นเรื่องของขนาดโรงเรียนและ facility ต่างๆ
ข้อเสีย:
1. แพงมากกก 😂
2. สภาพแวดล้อมภายในโรงเรียนไม่สะท้อนโลกแห่งความเป็นจริง
แบบที่ 3: Good International Schools เช่น
- The American School of Bangkok (Green Valley)
คือโรงเรียนที่อยู่ตรงกลางระหว่างแบบที่ 2 กับ 4 คุณภาพค่อนข้างดี ราคาอยู่ระหว่าง 400,000 ถึง 500,000 บาทต่อปี มีหลายหลักสูตรให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ อเมริกัน (AP), IB, Montessori, Waldorf etc. เราค้นพบว่าโรงเรียนแบบนี้มีอยู่ค่อนข้างน้อยกว่าแบบอื่น แล้วบางทีโรงเรียนก็สามารถเปลี่ยนแบบไปมาได้ ปีนี้เป็นแบบที่ 3 แต่ 5 ปีผ่านไปพัฒนาตัวเองเป็นแบบที่ 2 หรือจากแบบที่ 3 ถดถอยกลายเป็นแบบที่ 4 ก็มี
แบบที่ 4: Affordable International Schools
- Ekamai International School
- Niva International School
- Wells International School
- Raffles International School
โรงเรียนมีขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ทุกอย่างดรอปลงมา เช่น สถานที่ ครู facilities ประชากรนักเรียนส่วนมากเป็นเด็กไทยและเอเชียนิดหน่อย มีให้เลือกเยอะมาก ค่าเทอมอยู่ประมาณ 200,000 - 300,000 บาท/ปี
แบบที่ 5: Very Affordable International Schools
โรงเรียนขนาดเล็ก Curriculum เป็นของอินเดียหรือฟิลิปปินส์ ประชากรนักเรียนส่วนมากเป็นเด็กไทยเชื้อสายอินเดีย ค่าเทอมไม่เกิน 200,000 บาท/ปี
ที่กล่าวมาข้างต้นนี้มีจุดประสงค์อยากให้ทุกท่านที่เลือกโรงเรียนอยู่เปรียบเทียบโรงเรียนที่เป็นแบบเดียวกัน แบบ Apple to Apple เหมือนซื้อรถแล้วเปรียบเทียบฮอนด้ากับโตโยต้า ไม่ใช่เอาฮอนด้าไปเทียบกับ Ferrari ☺️
หากโรงเรียนที่ท่านกำลังเลือกอยู่ตกอยู่ในแบบที่ 1-3 ที่กล่าวมานี้ ความคิดเห็นส่วนตัวผู้เขียนท่านไม่จำเป็นต้องมีโรงเรียนไทย EP หรือ Bilingual อยู่ในตัวเลือกเลย เพราะไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้จริงๆ หากจะเลือก ขอให้ศึกษาให้ดีมากๆ และเลือกได้เลยว่าชอบแบบไหน แบบไหนถูกจริต แบบไหนเหมาะกับบริบทที่บ้าน ไม่มีอะไรถูกผิดเลยค่ะ
แต่หากกำลังเลือกโรงเรียนแบบที่ 4-5 อยู่ ในบางโรงเรียนอาจจะสามารถนำไปเปรียบเทียบกับโรงเรียนไทย EP/Bilingual ได้โดยดูบริบทที่บ้านเป็นสำคัญ เช่น ไกลบ้าน อายุและความสามารถทางภาษาของลูก etc. (หากอยากทราบข้อแตกต่างระหว่างโรงเรียนนานาชาติกับโรงเรียนไทย EP/Bilingual สามารถอ่านได้จากบทความที่แล้วนะคะ)
เนื่องจากผู้เขียนไม่สามารถไป visit ทุกโรงเรียนได้ จึงไม่สามารถบอกได้ทุกโรงเรียนว่าโรงเรียนไหนเป็นแบบไหนนะคะ หากอยากทราบ ขออนุญาตแนะนำให้ไป visit โรงเรียนใดก็ได้ที่อยู่ในแบบที่ 1 หรือแบบที่ 2 เพื่อดูว่าแต่ละโรงเรียนมีอะไร เป็นแบบไหน เพื่อนำมาเป็นมาตรฐานเปรียบเทียบกับโรงเรียนที่คิดว่าจะส่งลูกไปเรียนจริงๆ ค่ะ และจริงๆ มีโรงเรียนอีกเยอะที่ไม่ตกอยู่ในข้อหนึ่งข้อใดเลยค่ะ อันนี้คือการวิเคราะห์ส่วนตัวแบบคร่าวๆ จริงๆ
สรุปสั้นที่สุดคือ แนะนำให้เลือกอันที่ใกล้บ้านที่สุดที่จ่ายไหวค่ะ ☺️
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่คุณพ่อคุณแม่บ้างไม่มากก็น้อยเหมือนเดิมค่ะ 🙏☺️
ด้วยรักและปรารถนาดี ❤️
18/04/2022
โรงเรียนนานาชาติ ≠ไม่เท่ากับ≠ EP และ/หรือ Bilingual
#โพสต์ยาวมากค่ะ
ก่อนอื่นเลยขอกราบสวัสดีผู้ปกครองทุกท่านค่ะ ขออนุญาตแจ้งเจตจำนงของการเขียนโพสต์นี้ เราเพียงต้องการมาบอกเล่าประสบการณ์ส่วนตัวของเราเองค่ะ เผื่อจะเป็นประโยชน์ของทุกท่านที่กำลังจะตัดสินใจว่าจะให้ลูกไปสายไหน ทั้งหมดที่เขียนเป็นประสบการณ์ตรงของเราที่เคยเรียนทั้งโรงเรียนเอกชนของไทย (2 แห่ง ทั้งสหและหญิงล้วน) และโรงเรียนนานาชาติ (อีก 2 แห่ง) มหาวิทยาลัยไทยและออสเตรเลีย รวมถึงประสบการณ์ของเพื่อนพ้อง และญาติพี่น้องของเรา ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนจะต้องเป็นเหมือนกันหรือเจอเหมือนกันนะคะ
ประเด็นหลักที่เราอยากบอกคือโรงเรียนนานาชาติไม่ได้มีดีแค่ภาษานะคะ และมันแตกต่างจากระบบไทยมากๆ ค่ะ เด็กๆ นอกจากจะได้ภาษาติดตัวมาแล้วยังได้ soft skills ที่สำคัญในการใช้ชีวิตเช่น creativity, critical thinking, team work etc. ซึ่งในโรงเรียนไทย เด็กๆ มักจะถูกปลูกฝังให้กลายเป็นเด็กห้ามคิด ห้ามถาม ห้ามเถียง ห้ามฝัน เน้นสอบแข่งขัน ฟังเลคเชอร์ ท่องตำรา เราเลยได้เด็กไทยที่สอบเก่งมาก ได้ทุนเยอะมาก แต่ตอนเรียนจบมัธยมไม่สามารถบอกได้ว่าอยากเรียนต่อวิชาอะไร กระทั่งจบมหาวิทยาลัยก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าชีวิตนี้อยากทำอะไร
โรงเรียนไทย EP และ/หรือ bilingual ก็เป็นโรงเรียนไทยที่สอนเป็นภาษาอังกฤษค่ะ ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่มีอะไรถูกผิดค่ะ มันแค่อยู่ที่ว่าคุณชอบแบบไหน แบบไหนเหมาะกับบริบทของครอบครัวมากกว่า เรามีเพื่อนเก่งๆ จากโรงเรียนไทยหลายคนเหมือนกันค่ะ แต่เรามองว่าเพื่อนเก่งๆ ของเราเป็นคนส่วนน้อยที่รอดจากระบบการศึกษาไทย และสิ่งที่พวกเค้าบ่นเกี่ยวกับโรงเรียนไทยมันก็เป็นสิ่งเดียวกับที่พวกเราบ่นนี่แหละค่ะ แต่สิ่งสำคัญคือเรารู้แล้วว่าหากเราส่งลูกเข้าโรงเรียนไทยเราต้องระวังเรื่องไหนหรือต้องเสริมเรื่องไหนให้กับลูก เหมือนถ้าเราจะให้ลูกเข้าโรงเรียนนานาชาติ เราก็รู้อยู่แล้วว่าเราต้องเสริมภาษาไทยให้เค้านะ (ส่วนตัวเราตั้งใจจะหลอกให้ลูกติดโดราเอมอน 😆)
สิ่งที่สำคัญกว่าที่อยากแชร์คือในโรงเรียนนานาชาติเด็กๆ จะถูกปลูกฝังเรื่องกระบวนการคิดและวัฒนธรรมที่ไม่ใช่ของไทยมาด้วย ซึ่งหลายๆ ครั้งอาจจะเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองไม่ได้พึงประสงค์ อันนี้ไม่ได้บอกว่าเป็นสิ่งไม่ดีนะคะ แต่อาจเป็นสิ่งที่แตกต่างกับที่ตัวผู้ปกครองเองเคยมีมา ยกตัวอย่างเช่น
- ความกล้าคิดกล้าแสดงออก อาจถูกมองเป็นความก๋ากั่น ก้าวร้าว
- ความขี้สงสัยทำให้ชอบถาม ถามเยอะ สงสัยเยอะ ก็อาจถูกมองว่าไม่เชื่อฟัง หัวดื้อ หัวรั้น
- ความเปิดเผยอาจถูกมองเป็นความไม่สำรวม
- เวลามีความรักและแสดงความรักต่อเพศตรงข้าม อาจถูกมองว่าแรด แก่แดด
- ความรักความยุติธรรมและความเสมอภาค อาจถูกมองว่าไร้เดียงสา อยู่ไม่เป็น
และอื่นๆ อีกมาก
ตอนเด็กๆ อาจไม่มีปัญหากับสิ่งเหล่านี้ แต่ตอนวัยรุ่นขอให้เตรียมใจไว้เลยนะคะ ถึงคุณพ่อคุณแม่จะเข้าใจและเต็มใจที่จะเมตตาสอนเรื่องศิลปะแห่งการสื่อสาร สอนเรื่องเส้นบางๆ ระหว่างความกล้าแสดงออกกับความก้าวร้าว และอื่นๆ อีกมากมายตามขนบธรรมเนียมอันดีงามและงดงามของไทยโดยรักษาตัวตนของลูกไว้ แต่ก็คงมีสมาชิกครอบครัวอีกหลายชีวิตที่จะคอยตัดสินลูกเสมอ
ช่วยเป็นกำลังใจให้ลูกด้วยนะคะ คุณเป็นคนเลือกให้เขาถูกปลูกฝังมาแบบนี้ค่ะ การที่ลูกมีวัฒนธรรมที่โรงเรียนแตกต่างกับวัฒนธรรมที่บ้านทำให้ชีวิตลูกยากขึ้นมากค่ะ
สำหรับตัวเจ้าของโพสต์เองก็ได้ผ่านช่วงวัยรุ่นที่ยากลำบากมาพอควร ถูกมองว่าดื้อ หัวรั้นสุดๆ ป๊ากับม๊าทำไมไม่เข้าใจหนู ทำไมไม่เชื่อใจกันบ้าง จนถึงขั้นหนีออกจากบ้าน (2 วัน 😂) พอผ่านช่วงวัยที่คิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่างบวกกับการได้ไปเรียนเมืองนอก ได้บินออกจากรัง ทำให้เกิดการตระหนักรู้ว่าโลกนี้ไม่มีใครรักเราเท่าป๊าม๊าอีกแล้ว ❤️
ทุกวันนี้ก็นึกขอบคุณท่านอยู่เสมอที่ทำงานหนักเพื่อให้เราได้เรียนในที่ๆ ท่านคิดว่าดีที่สุดเท่าที่จะสามารถส่งได้ หากท่านไม่ได้ให้เรียนโรงเรียนนานาชาติเราก็ไม่มีทางที่จะมาอยู่จุดที่เราอยู่ ณ ตอนนี้อย่างแน่นอน
สุดท้ายนี้ ขอแตะเรื่องอบายมุขเล็กน้อย สังคมโรงเรียนนานาชาติหายาเสพติดได้ง่ายมากค่ะ มาโดยไม่ต้องเสาะหา และฟรี ใช่ค่ะ รักเพื่อน เพื่อนรัก เอามาแบ่งปันค่ะ เล่นด้วยกันสนุกกว่า เงินไม่ใช่ปัญหาเลย เที่ยวผับ บาร์ ไม่ต้องห่วงค่ะ เป็น VIP
สิ่งเดียวที่ทำให้เรารอดพ้นจากอบายมุขทั้งปวง (ติดเหล้าติดยา ท้องก่อนแต่ง เรียนไม่จบ etc) มาได้ก็คือ (แถ่นแทนแท๊นนนน) ความเชื่อใจจากแม่เราค่ะ
ไม่ได้บอกว่าไม่ได้ทำนะคะ แต่จะบอกว่ารอดมาได้โดยไม่มีรอยขีดข่วนค่ะ 😆
เพราะแม่รักและมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าเราเป็นคนดี เป็นคนฉลาด เราจึงเชื่อตามนั้นค่ะ เราเลยมี self esteem, self respect และเราหลีกเลี่ยงการทำให้แม่ผิดหวังโดยทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัวค่ะ 🤭 ไม่ได้รอดเพราะเสียงบ่น ดุด่า จากพ่อ แต่รอดมาได้เพราะแม่รักและเชื่อมั่น + เชื่อใจค่ะ แค่นั้นเลย 😌
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยนะคะ ขอให้ทุกท่านได้โรงเรียนตามที่ใจหวังค่ะ ❤️
18/04/2022
Criteria ในการเลือกโรงเรียน
#โพสต์นี้ไม่ยาวมาก 😆
สวัสดีค่ะ แม่กลับมาสืบเนื่องจากโพสต์ที่แล้วมีคุณพ่อคุณแม่ส่งหลังไมค์มาปรึกษาเยอะ (เปิดเพจซะเลยยยย 😂) เลยคิดว่าหัวข้อนี้น่าจะเป็นประโยชน์ในการเลือกโรงเรียนค่ะ
อนึ่ง criteria ของการเลือกโรงเรียนแต่ละบ้านไม่เหมือนกัน มันเป็นความเห็นส่วนตัวล้วนๆ ไม่มีถูกผิด สำหรับผู้เขียนมีลำดับความสำคัญดังนี้ค่ะ
1. ต้องจ่ายไหว สำคัญที่สุดดดดด จ่ายไหวโดยไม่เอางบการศึกษาลูกไปลงที่โรงเรียนอย่างเดียว เราอยากให้ลูกมีชีวิตแบบ well rounded เราอยากให้ลูกมีกิจกรรมหลังเลิกเรียนที่เค้าชอบและสนุก เช่น เรียนว่ายน้ำ เรียนดนตรี ฯลฯ และที่สำคัญเราอยากให้ลูกได้เดินทางท่องเที่ยว อันนี้สำคัญสำหรับเรามาก 😆 อย่าดูถูกการท่องเที่ยวนะคะ สุภาษิตญี่ปุ่นยังมีบอก “รักลูก ให้ลูกเดินทาง” เลย สำหรับเรารู้สึกได้เลยว่าลูกได้อัพเลเวลทุกทริปค่ะ
2. ต้องใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 30 นาทีจากบ้านทั้งขาไปและขากลับ อันนี้ส่วนตัวเคยมีประสบการณ์นั่งรถไป-กลับ ขาละ 1 ชั่วโมง ไม่รวมทุกครั้งที่ฝนตกหนักนำ้จะท่วมทำให้เพิ่มเวลาไปอีก 2-3 เท่า หนักสุดเคยถึงบ้าน 2 ทุ่ม (ออกจากโรงเรียน 4 โมงเย็น) เป็นระยะเวลาหลายปี กลายเป็นความเห็นพ้องต้องกันของเราสามพี่น้องเลยว่า ไม่เอาแล้วววววววแม่จ๋าาาาาาา 😂 และเราจะไม่ให้ลูกต้องมามีชีวิตในรถแบบนี้ค่ะ ตื่นเช้ามาก ถึงบ้านก็เย็นมาก น้องชายเกลียดการกินข้าวเช้าไปเลย เพราะตอนกินในรถทำหกบ่อย บางทีก็เมารถแล้วก็อ้วก ไปโรงเรียนแบบเลอะๆ เหม็นทั้งวัน มันฝังใจมากเลยค่ะ
3. เจ้าของ/ผู้บริหารโรงเรียนทัศนคติดี (ถูกจริตเรา) จะทำให้ทุกอย่างดีไปด้วย (ไว้มีเวลาจะมาเขียนเรื่องสิ่งที่ควรถามและดูเวลาไป school visit นะคะ)
4. Facilities ดี เข้าไปเห็นแล้วรู้สึกดี ฮัมเพลง “โรงเรียนของเราน่าอยู่” ได้ รู้สึกตื่นเต้น อยากไปเรียน คอยดูหน้าลูกด้วยนะคะ ☺️ (มีหลายที่ที่ได้โอกาสไปเยี่ยมชมแล้วนำ้ตาจะไหลเหมือนกัน ทำไมฉันไม่รวยกว่านี้นนนนนนนน 😭 แต่ดีที่ได้ดูจริงๆ ค่ะ) สำหรับโรงเรียนนานาชาติ facility ที่เรารู้สึกว่าควรมีคือ
- สนามเด็กเล่นสำหรับเด็กเล็ก
- สระว่ายน้ำ
- สนามฟุตบอล (ขนาดเล็กก็ได้)
- Gymnasium
- ห้องสมุดสำหรับเด็กทุกระดับชั้น
- Chemistry Lab
- Theatre
- ห้องพยาบาลพร้อมพยาบาลประจำ
อันนี้แบบเบสิคนะคะ
5. บางท่านอาจมีคำถามอยู่แล้วว่าทำไมไม่เห็นพูดเรื่อง curriculum เลย นั่นเป็นเพราะเรารู้สึกว่ามันไม่ค่อยสำคัญมากเมื่อเทียบกับข้อ 1-4 ค่ะ เอาจริงๆ เราชอบแนวคิด Montessori มากที่สุด แต่มีโรงเรียนให้เลือกน้อยมากเลย และพอเทียบที่เหลือก็คิดว่า IB น่าจะดีสุด แต่เราเองเรียน AP มาก็ไม่ได้รู้สึกยากอะไรตอนเลือกมหาวิทยาลัยนะคะ เราไป Australia ซึ่งคนละระบบ และตอนนั้นพี่ชายเรียนอยู่อังกฤษก็บอกว่าถ้าอยากจะไปมันก็ไม่มีปัญหาอะไรเลย (พี่ชายเรียนระบบ IGCSE มาก่อน) ทุกที่ก็มี requirements ให้เราทำตามอยู่แล้ว
สุดท้ายนี้ ของถูกและดีไม่มีในโลกค่ะ และของแพงก็ไม่ได้ดีเสมอไป และหากดีก็ไม่ได้ความว่าจะดีได้ทุกอย่างและไม่ได้ตลอดไป ปีนี้ดี ปีหน้าไม่ดี ปีถัดไปก็กลับมาดีได้ค่ะ อนิจจัง แต่หากอ่านมาถึงตรงนี้ได้ ลูกคุณโชคดีแล้วค่ะ เพราะพ่อกับแม่เป็นคนละเอียด อ่านเยอะขนาดนี้ ใส่ใจขนาดนี้ ชีวิตลูกมีชัยไปกว่าครึ่ง ❤️ สู้ๆ นะคะ ✌️