12/08/2026
"แชร์เฮาส์ผู้สูงวัย" แก้ปัญหาการอยู่คนเดียว แต่ยังใช้ชีวิตได้อิสระ มีกฎข้อเดียวคือ...ต้องรับประทานอาหารเย็นร่วมกันทุกวัน
-------------------------
Odense Nakanoshima เป็นแชร์เฮาส์สำหรับผู้สูงวัย อยู่ที่เมืองคาวาซากิ จังหวัดคานากาวะ เดินเพียง 7 นาทีจากสถานี Nakanoshima อาคาร 2 ชั้น ถูกแบ่งออกเป็น 10 ห้อง แต่ละห้องกว้างขวาง มีห้องน้ำ อ่างอาบน้ำ และครัวในตัว ทำให้ผู้สูงวัยสามารถใช้ชีวิตส่วนตัวได้อย่างอิสระเป็นส่วนตัว ขณะเดียวกันก็มีพื้นที่ส่วนรวมให้ได้พบปะผู้อื่น
จุดเด่นที่หลายคนชอบที่นี่กว่าการอยู่บ้านพักคนชราหรือสถานดูแล คือ "ความอิสระ" นั่นเอง
ค่าใช้จ่ายในการเข้าพัก มีค่าเช่าและค่าส่วนกลาง รวมประมาณ 155,000 เยน/เดือน รวมอาหารเย็น (≈31,000 บาท)
ปัจจุบันมีผู้เข้าพักเต็มทั้ง 10 ห้อง
อายุเฉลี่ยคือ 86 ปี
เงื่อนไขการอยู่อาศัยที่นี่ จะต้องเป็นผู้สูงวัยที่ยังสามารถดูแลช่วยเหลือตัวเองได้
โดยทางแชร์เฮาส์มีกฎ 1 ข้อ คือ "ต้องรับประทานอาหารเย็นร่วมกันทุกวัน"
ระหว่างวันแต่ละคนจะใช้ชีวิตส่วนตัวหรือออกไปข้างนอกอย่างไรก็ได้ แต่ในตอนเย็นจะต้องมาร่วมตัวกันที่ห้องรับประทานอาหารส่วนกลาง ซึ่งมีอาหารจัดเตรียมไว้ให้ เพื่อได้พบปะพูดคุย ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันและกัน
เป็นการเช็กว่า "ทุกคนยังสบายดีอยู่ไหม?"
ถ้าใครหายไป ก็รู้ได้เลยว่าอาจจะเกิดเหตุขึ้น
-------------------------
ผู้ก่อตั้งแชร์เฮาส์ Odense Nakanoshima คือ คุณยาสึโอะ ฟูจิอิ เคยทำกิจการโรงพยาบาลผดุงครรภ์ จนอายุเยอะ จึงได้ส่งต่อให้คนรุ่นหลัง แล้วคิดอยากทำอะไรเพื่อตอบแทนสังคม ซึ่งตอนนั้นก็มีคนแนะนำแนวคิดเรื่อง "การอยู่อาศัยร่วมกัน"
ตัวเขาได้เห็นผู้สูงอายุที่ต้องอยู่ตัวคนเดียวจนกลายเป็นโรคซึมเศร้าหรือเกิดความวิตกกังวล จึงคิดว่าการอยู่อาศัยร่วมกันสำหรับผู้สูงอายุเป็นไอเดียที่น่าสนใจ
เขาจึงหาทำเลที่เดินทางสะดวก และก่อตั้งแชร์เฮาส์ Odense Nakanoshima ขึ้นในปี 2015
-------------------------
หนึ่งในผู้อยู่อาศัยที่อยู่ที่นี่มาตั้งแต่แรก เป็นเวลานานถึง 11 ปี
คุณโยชิโกะ โคโมริ (อายุ 91 ปี) เคยเป็นครูอนุบาลตั้งแต่อายุ 24 ปี ออกไปใช้ชีวิตตัวคนเดียว จนเกษียณ เป็นโสด รวมใช้ชีวิตตัวคนเดียวมา 56 ปี เมื่ออายุมากขึ้น การใช้ชีวิตคนเดียวก็กังวลเรื่องความปลอดภัย
จนอายุ 80 ปี จึงย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ เธอชอบที่นี่เพราะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ
-------------------------
ข้อมูลเพิ่มเติม
กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นระบุว่า ปัจจุบันมีผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) ที่อยู่คนเดียวมากกว่า 9.33 ล้านคน ซึ่งสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
-------------------------
โมเดลแชร์เฮ้าส์ผู้สูงวัยถือว่าน่าสนใจเลย ที่ไทยมีใครทำบ้างไหม
ที่มา https://www.youtube.com/watch?v=_y027Uqh4Xs
28/07/2026
เวลาพูดถึงสังคมผู้สูงอายุ หลายคนอาจจะนึกถึงปัญหาหรือเรื่องที่ต้องดูแล แต่ที่ญี่ปุ่นมีธุรกิจหนึ่งที่มองต่างออกไป และทำให้เห็นว่า สติปัญญา ประสบการณ์ชีวิต และความเมตตา ที่สั่งสมมาทั้งชีวิตของผู้สูงอายุ คือสมบัติล้ำค่าของสังคมที่ควรนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์
เรื่องนี้เริ่มต้นมาจากบริษัทที่ชื่อว่า Client Partners ในกรุงโตเกียว บริษัทนี้ทำธุรกิจ "รับจ้างสารพัด" (ทำความสะอาด ซ่อมแซมบ้าน ซื้อของ ฯลฯ) แต่จุดเด่นคือมี พนักงานเป็นผู้หญิงล้วน เพื่อให้ลูกค้าผู้หญิงหรือคนที่อยู่บ้านคนเดียวรู้สึกปลอดภัยเวลาเรียกใช้บริการ
จนกระทั่งในปี 2011 บริษัทก็เปิดแผนก "OK! Obaachan" (โอเค! คุณยาย) ขึ้นมา โดยรับสมัครผู้สูงวัยที่เป็นผู้หญิงอายุระหว่าง 60-94 ปี มาทำงานเป็น "คุณยายให้เช่า"
งานของคุณยายไม่ได้เน้นแง่แรงงาน แต่เน้นไปที่การดูแลจิตใจ เช่น มาทำกับข้าวรสมือแม่ให้กิน สำหรับคนที่ทำงานหนักแล้วเบื่ออาหารกล่องสำเร็จรูป ,เป็นผู้ฟังที่ปลอดภัย คอยนั่งฟังปัญหาชีวิต บ่นเรื่องงาน เรื่องแฟน โดยที่คุณยายจะไม่ตัดสิน หรือแสดงคาดหวังเหมือนญาติผู้ใหญ่แท้ๆ ,บางทีก็รับบทคุณยายจำเป็นไปร่วมงานโรงเรียนหรืองานกีฬาสีของเด็กๆ ในครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว ,บางคนก็จ้างคุณยายไปเพื่ออยากฟังความคิดเห็นและคำแนะนำเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกจากประสบการณ์จริง ,ลูกค้าบางรายที่สูญเสียคุณแม่ไป จ้างคุณยายมาทำอาหารและพูดคุยด้วย เพียงเพื่อต้องการสัมผัสถึงความอบอุ่นแบบแม่ลูก และรื้อฟื้นความทรงจำดีๆ ในอดีตอีกครั้ง
ในมุมหนึ่ง คนหนุ่มสาววัยทำงานที่ต้องจากบ้านมาอยู่เมืองใหญ่ก็ได้คนมาช่วยฮีลใจ แต่อีกมุมหนึ่งที่น่ารักมากๆ คือบริการนี้ได้มอบอิคิไก เหตุผลของการมีชีวิตอยู่ ให้กับตัวคุณยายเองด้วย
คุณยายหลายคนพอเกษียณแล้วก็เหงา บางคนรายได้ก็อาจไม่เพียงพอ แต่การได้ออกมาทำงาน ได้ช่วยเหลือคนรุ่นใหม่ (เรทค่าจ้างเริ่มต้นที่ 3,000 เยน/ชั่วโมง ประมาณ 620 บาท ) ทำให้พวกท่านรู้สึกว่า ตัวเองยังมีคุณค่า อีกทั้งยังช่วยสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้สามารถดูแลตัวเองได้อย่างภาคภูมิใจ
#สังคมผู้สูงวัย #อิคิไก #มูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา
23/07/2026
ปัจจุบันประเทศไทยเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว (มีผู้สูงอายุร้อยละ 21 ของประชากร) และคาดการณ์ว่าจะเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอดภายในปี 2577
อย่างไรก็ตาม การที่ประชากรเกิดน้อยลงและมีอายุยืนยาวขึ้น ก็นับเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และระบบสาธารณสุขของประเทศ
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การพยายามกลับไปสู่โครงสร้างประชากรแบบเดิม หรือทำให้เด็กเกิดมากขึ้น แต่คือการออกแบบระบบต่าง ๆ เพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างมีคุณภาพ
มนุษย์ต่างวัยนำส่วนหนึ่งของเซสชัน ‘มองอนาคตประเทศไทยในวันที่ประชากรลดลง สุขภาพ สังคม และการอยู่ร่วมกันของคนต่างวัย’ ในการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 20 “ประชากรและสังคม 2569 Decode Tomorrow” ถอดรหัสประชากร สร้างอนาคตที่ยั่งยืน ที่จัดขึ้น ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ บางพลัด กรุงเทพมหานคร
ร่วมแลกเปลี่ยนโดย นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.), คุณประสาน อิงคนันท์ ผู้ก่อตั้งสื่อออนไลน์มนุษย์ต่างวัย, รศ. ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม และ รศ. ดร.ศุทธิดา ชวนวัน อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ดำเนินวงเสวนาโดย ดร.ณปภัช สัจนวกุล คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (UN ESCAP)
สร้างชุมชนที่เอื้อต่อการ ‘อายุยืน’ ในถิ่นเดิมด้วยแนวคิด 4S
ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการเกิดลดลงมาก อัตราเจริญพันธุ์รวม หรือ TFR (Total Fertility Rate อัตราการเจริญพันธุ์รวม คือ จำนวนบุตรโดยเฉลี่ยที่ผู้หญิง 1 คนจะมีได้ตลอดช่วงวัยเจริญพันธุ์ โดยทั่วไปนับช่วงอายุ 15-49 ปี) ) ต่ำกว่า 1 คนแล้ว (0.86) โครงสร้างของครอบครัวไทยก็เล็กลงจนเหลือสมาชิกโดยเฉลี่ยเพียงครอบครัวละ 2 คนกว่า ๆ ขณะที่การอยู่ลำพังของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 13% และการอยู่กันเองแบบสองคนตายายก็มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ
ผู้สูงอายุหลายคนก็ไม่ได้มีทุนทรัพย์เพียงพอที่จะย้ายไปอยู่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในช่วงบั้นปลายของชีวิต ดังนั้น การออกแบบระบบนิเวศให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหรือชุมชนเดิมได้อย่างมีคุณภาพ (Aging in Place) จึงเป็นอีกแนวคิดหนึ่งจะช่วยสร้างคุณภาพชีวิตให้ผู้สูงอายุสามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างมีความสุข ซึ่งสามารถทำได้โดยใช้แนวคิด 4S ประกอบด้วย
1. Safe Home (บ้านปลอดภัย) : การปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้มีความปลอดภัย และพร้อมรองรับการใช้ชีวิตในวันที่อายุมากขึ้น เช่น การติดตั้งราวจับในห้องน้ำ ทำบ้านให้ไม่มีพื้นต่างระดับ ฯลฯ
2. Strong Community (ชุมชนเข้มแข็ง) : คอมมูนิตี้หรือสังคมเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยทำให้ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข การสร้างระบบที่เอื้อต่อการดูแลผู้สูงอายุ มีศูนย์ดูแลสุขภาพในชุมชน มีทีมช่วยเหลือฉุกเฉิน จะช่วยลดความโดดเดี่ยวให้กับผู้สูงอายุได้ และทำให้ผู้สูงอายุสบายใจที่จะใช้ชีวิตในชุมชนมากขึ้น
3. Smart Health (ระบบสุขภาพเชิงรุกใกล้บ้าน) : การสร้างนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ส่งเสริมให้คนสามารถดูแลสุขภาพตัวเองได้แม้อยู่บ้าน เช่น ปรึกษาแพทย์ออนไลน์ผ่านระบบ Telemedicine จัดทีมสุขภาพเยี่ยมบ้าน รวมทั้งเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลสุขภาพไว้ในที่เดียวกัน เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์หรือทีมสาธารณสุขชุมชน สามารถทำงานได้ง่ายขึ้น
4. Social Connection (การเชื่อมต่อทางสังคม) : การจัดกิจกรรมเพื่อให้เกิดการสื่อสาร หรือความเชื่อมโยงในชุมชน เช่น การจัดตั้งชมรมผู้สูงอายุ การจัดกิจกรรมสันทนาการ การทำงานอาสาร่วมกับคนต่างวัย ฯลฯ เพื่อให้ผู้สูงอายุรู้สึกถึงคุณค่าในตัวเอง เชื่อมโยงกับผู้คน และสามารถร่วมสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนได้
เปลี่ยน ‘ซ่อม’ เป็น ‘สร้าง’ และพัฒนาระบบสุขภาพที่พร้อมดูแลตลอดช่วงชีวิต
เพราะ ‘สุขภาพ’ เป็นต้นทุนสำคัญของการมีชีวิตที่ยืนยาว การเตรียมความพร้อมในเรื่องระบบสุขภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่การจะแก้ไขปัญหาสุขภาพให้ได้อย่างยั่งยืนนั้น ไม่ใช่แค่การสร้างโรงพยาบาลเพิ่ม หรือเพิ่มจำนวนหมอและพยาบาล เพราะปัจจัยนี้ช่วยแก้ปัญหาสุขภาพได้เพียง 10-20% เท่านั้น แต่อีก 80% ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางสังคมและพฤติกรรม เช่น พันธุกรรม พฤติกรรมสุขภาพ รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่
ถึงแม้ในปัจจุบันเราจะได้รับการยอมรับในระดับสากลในเรื่องของความคุ้มค่า แต่ระบบสุขภาพไทยกลับกำลังเผชิญความท้าทายจากวิกฤต NCDs และภาระงบประมาณจำนวนมาก ความชุกในการเกิดโรคเบาหวานเพิ่มจาก 7% เป็น 10.6% ประชากรเกือบ 30% เป็นโรคความดันโลหิตสูง และกว่า 45% มีภาวะอ้วน ซึ่งเป็นโรคที่นำไปสู่การเกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาและคาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า เราจะมีผู้ป่วยที่ต้องฟอกไตเพิ่มเป็น 3 - 4 แสนคน ซึ่งจะกลายเป็นภาระงบประมาณจำนวนมหาศาล และสร้างความเสียหายให้กับระบบสุขภาพได้
สิ่งสำคัญในการแก้ปัญหาสุขภาพคือการสร้างระบบสุขภาพปฐมภูมิ (พรบ. สุขภาพปฐมภูมิ) ซึ่งเป็นสิ่งที่ครอบคลุมการดูแลรักษาตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งเสียชีวิต ประเทศไทยมีกฎหมายรองรับระบบนี้มาตั้งแต่ปี 2562 เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการวางรากฐานระบบสุขภาพระยะยาว
เพราะการดูแลคุณภาพประชากรจึงต้องเริ่มตั้งแต่ ‘ก่อนเกิด’ โดยเฉพาะการจัดการให้ผู้ที่วางแผนจะมีบุตรได้รับกรดโฟลิก (Folic Acid) ล่วงหน้า 1-3 เดือน เพื่อป้องกันความพิการแต่กำเนิดและสร้างต้นทุนสมองที่ดีให้กับทารก
นอกจากนี้การขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพในระดับพื้นที่และชุมชนให้เข้มแข็ง เพื่อให้เกิดการ ‘สร้างสุขภาพ’ มากกว่าการ ‘ซ่อมสุขภาพ’ ในโรงพยาบาลก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาอาสาพยาบาลในชุมชน เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลที่บ้านอย่างมีคุณภาพ ลดภาระให้ลูกหลานไม่ต้องลาออกจากงานมาดูแลเพียงลำพัง รวมทั้งสื่อสารให้คนรุ่นใหม่ตระหนักว่าสุขภาพคือ ‘ต้นทุน’ ที่สำคัญในชีวิต ถ้าเราดูแลตัวเองดี ไม่เจ็บป่วย ก็จะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพหรือค่ารักษาพยาบาลในระยะยาวได้
เปลี่ยนระบบการจ้างงานให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากร
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการส่งเสริมหรือสนับสนุนให้ผู้ที่ต้องการมีบุตรแต่ติดปัญหาหรือข้อจำกัดต่าง ๆ ยังเป็นนโยบายที่สำคัญ เพราะถ้าหากมองภาพระยะยาวในอีก 20 - 30 ปีข้างหน้า ผลกระทบจากการลดลงของจำนวนประชากรที่กระทบต่อ GDP (มูลค่าการผลิตสินค้าและบริการทั้งหมดภายในประเทศที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น รายปี รายไตรมาส) จะชัดเจนขึ้นมาก
จากข้อมูลบัญชีกระแสการโอนประชาชาติ (NTA) ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ปี 2564 ร่วมกับข้อมูลการคาดประมาณประชากรไทยของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม พบว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอาจทำให้รายได้ในภาพรวมของประเทศไทย (GDP) ลดลง 5.1% ในช่วง 10 ปีข้างหน้า
เมื่อเด็กเกิดน้อย ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น สิ่งที่ตามมาคือการลดลงของประชากรวัยแรงงาน ดังนั้น ระบบเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องปรับตัวผ่านนโยบายเชิงรุกมากขึ้น ประเทศไทยต้องเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงานให้ได้อย่างน้อย 5% ภายใน 10 ปีข้างหน้า เพื่อแก้ปัญหา GDP ที่จะหายไป
ในขณะเดียวกันถึงแม้จำนวนเด็กเกิดใหม่จะลดลงจนทำให้งบประมาณด้านการศึกษาในภาพรวมอาจลดตามไปด้วย แต่จุดนี้ก็ถือเป็นโอกาสในการเพิ่ม ‘งบประมาณต่อหัว’ เพื่อยกระดับคุณภาพของประชากรให้ดียิ่งขึ้น
อีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องปรับเปลี่ยนคือการสร้างนโยบายในการจ้างงานให้มีทางเลือกที่หลากหลาย และทำให้ผู้สูงอายุสามารถทำงานได้นานขึ้น เพราะถ้าเราให้คนวัย 60-64 ปี ทำงานต่อ สามารถช่วยลดผลกระทบจากการลดลงของ GDP ของประเทศไทยจาก 5% มาอยู่ที่ 3.5% ได้
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การขยายอายุเกษียณ แต่คือการขยายช่วงเวลาในการทำงานของคนไทยให้นานขึ้น ทำให้เกิด 'การเกษียณอายุแบบยืดหยุ่น (Flexible Retirement)' ที่ไม่ได้บังคับให้ทุกคนต้องหยุดทำงานในวัย 60 ปี แต่เป็นการเกษียณตามความสมัครใจและลักษณะงาน เพื่อลดแรงต้านของสังคม
รวมทั้งสนับสนุนให้ผู้ว่าจ้างเห็นความคุ้มค่าในการจ้างงานผู้สูงอายุ สร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนจ้างงานผู้สูงอายุ รวมทั้งสร้าง Silver Workforce Ecosystem หรือระบบสนับสนุนการทำงานของผู้สูงอายุ เพื่ออัปสกิล-รีสกิลทักษะต่าง ๆ ที่จำเป็นและเชื่อมโยงกับความต้องการของตลาดแรงงานให้ผู้สูงอายุ รวมทั้งออกแบบลักษณะงานให้มีความเหมาะสมกับช่วงวัย เพื่อให้ผู้สูงอายุได้ทำงานต่อ และใช้ทักษะที่มีในการสร้างประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และเศรษฐกิจของประเทศ
สังคมสูงวัยไม่ใช่ภาระแต่คือโอกาสในการสร้างความหมายใหม่ ๆ ให้กับชีวิต
เวลาพูดถึงสังคมสูงวัย คนมักจะนึกถึงว่ามันเป็นเรื่องของผู้สูงอายุอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องของทุกคน เพราะในวันข้างหน้าสังคมไทยจะไม่ได้เป็นแค่สังคมสูงวัยแต่จะกลายเป็นสังคมอายุยืน นั่นหมายความว่าคนเราจะมีโอกาสที่จะมีอายุยืนยาวมากขึ้น ดังนั้น ไม่ว่าเราจะอยู่ในช่วงวัย หรือเจเนอเรชันไหนก็ตาม เราก็ควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และการจะทำให้คนหันมาสนใจเรื่องนี้ได้ อาจต้องเริ่มที่การสร้างมายด์เซ็ตที่ถูกต้อง เพื่อชวนทุกคนกลับมามองว่าผู้สูงอายุเป็นภาระจริงหรือไม่ รวมทั้งเปิดใจและทำความเข้าใจความแตกต่างซึ่งกันและกัน เพราะในอนาคตสังคมของเราก็จะยิ่งมีคนหลากหลายเจเนอเรชันอยู่ร่วมกันมากขึ้น
อีกมายด์เซ็ตหนึ่งที่สำคัญก็คือมายด์เซ็ตที่ผู้สูงอายุมีต่อตัวเอง พอสังคมเรากลายเป็นสังคมอายุยืน ผู้สูงอายุก็อาจต้องทำงานนานขึ้น ต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนหลากหลายเจเนอเรชันมากขึ้น ดังนั้น ถ้าผู้สูงอายุยังมีมายด์เซ็ตแบบเดิม ๆ ที่คิดว่าอายุ 60 ต้องเกษียณไปอยู่บ้านเลี้ยงหลานก็จะไม่มีพลังในการลุกขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดัน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หรือสร้างคุณค่าให้กับสังคม
วันหนึ่งที่สังคมค่อย ๆ ขยับมากขึ้นเรื่อย ๆ ความต่างและความหลากหลายทางเจเนอเรชันเพิ่มขึ้น คุณค่าบางอย่างในสังคมที่เราเคยให้ความสำคัญมันก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย ดังนั้น การจัดการปัญหาช่องว่างระหว่างวัย รวมถึงอคติทางช่วงวัย จึงถือเป็นกุญแจสำคัญในการก้าวสู่สังคมอายุยืน
ในมุมของสื่อ มนุษย์ต่างวัยทำงานโดยรับช่วงต่อจากงานนโยบาย หรืองานวิชาการต่าง ๆ แล้วนำภาพใหญ่ไปย่อย เพื่อสื่อสารกับสาธารณะ กับผู้คนกลุ่มใหญ่ เพื่อทำให้เกิดความรู้ สร้างความตระหนัก และชวนคนเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อสังคมสูงวัย รวมทั้งสร้างความเข้าใจในการอยู่ร่วมกันของคนต่างวัยให้เกิดขึ้น โดยประเด็นหลัก ๆ ในการทำงาน 4 ประเด็น คือ Health, Wealth, Work หรือ Skill และ Joy
เริ่มจาก Health (สุขภาพ) คือการชวนให้คนเห็นความสำคัญของการรักษาสุขภาพเพื่อให้มีต้นทุนในการใช้ชีวิต แต่ถ้าหากเรายังไม่รู้สึกรักสุขภาพ ก็ให้รักเงินในกระเป๋าของเรา เพราะการเจ็บป่วยคือค่าใช้จ่ายมหาศาลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
เรื่องต่อมาคือ Wealth (การเงิน) ซึ่งเป็นเรื่องที่รอไปคุยตอนเกษียณไม่ได้ แต่ควรเริ่มวางแผนตั้งแต่ตอนที่ยังอายุน้อย ๆ หรือยังเป็นหนุ่มสาว ไม่ใช่เพื่อความร่ำรวยแต่เพื่อให้เรามีเงินพอที่จะใช้ไปตลอดชีวิต และสามารถเลือกใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ โดยเฉพาะในวันที่คนเราอาจมีชีวิตยืนยาวขึ้น
ถัดมาคือเรื่องของ Work (การงาน) หรือ Skill (ทักษะต่าง ๆ) สนับสนุนเรื่องของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการเชื่อมโยงเราให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลก หลายคนถึงแม้เกษียณแล้ว แต่ก็ยังอยากทำงานอยู่ ดังนั้น การสร้างพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุหรือคนที่เกษียณไปแล้วได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ หรือสร้างช่องทางใหม่ ๆ ที่เอื้ออำนวยให้พวกเขาได้ทำงานตามความสมัครใจ ในรูปแบบที่เหมาะสมกับช่วงวัยและทักษะของตัวเอง ไม่ใช่เพื่อให้ผู้สูงอายุมีเงินหรือรายได้เท่านั้น แต่เพื่อให้เขายังรู้สึกและสัมผัสถึงคุณค่าของตัวเองได้อยู่เสมอ
สุดท้ายคือเรื่องของ Joy (การมีเป้าหมายชีวิต) ที่อาจไม่ได้หมายถึงความสุขในรูปแบบเดียวกัน แต่คือการวางเป้าหมายในแบบของตัวเอง เพื่อให้มีความหวังและพลังในการใช้ชีวิตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยิ่งใหญ่อะไร อาจเป็นเรื่องเล็ก ๆ เช่น อยากดูแลสุขภาพเพื่อให้ตัวเองเป็นคนอายุ 80 ที่ยังแข็งแรงอยู่ เพื่อให้ช่วงเวลาชีวิตที่อาจยาวนานขึ้น เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขและมีความหมาย
…
#สสส #วัยนี้วัยดี #มนุษย์ต่างวัย #สังคมสูงวัย
19/07/2026
“ความแก่ชราคือความหมายที่งดงาม
เพราะมันคือการสั่งสมประสบการณ์มาจนถึงวันหนึ่ง
โดยที่ไม่ต้องมีใครบอกอะไรเราเลย
เราจะรู้เองว่าควรเก็บสะสมอะไรไว้
หรือว่าควรจะสลายอะไรไป”
อ.ประมวล เพ็งจันทร์
อดีตอาจารย์สอนวิชาปรัชญา
และนักเขียนรางวัลศรีบูรพา
📌รับชมคลิปสัมภาษณ์ได้ทาง : https://youtu.be/upI_uKpCxVA?si=oledKHX_rc4kgwkq
…
#มนุษย์ต่างวัย #คำคมวันอาทิตย์ #อาจารย์ประมวล
05/07/2026
🏡การดูแลบุพการี คือการปฏิบัติธรรม
และการดูแลบุพการี ที่ป่วยสมองเสื่อม เป็นการปฏิบัติธรรม อย่างยิ่งยวด**
สติและหลักธรรม หลายข้อ ได้ถูกนำมาใช้อย่างมากในการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม เช่น พรหมวิหาร4
เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
ความมีขันติ(สุดๆ)
การ balance ระหว่างชีวิตผู้ดูแล และ การดูแลผู้ป่วย เป็นการเดินทางสายกลาง
สำหรับฉัน เมื่อน้ำในแก้ว แห้งเหือด จนไม่สามารถ จะเติมให้ใครได้
จากความเหนื่อยล้า อ่อนแรงจวนหมดพลัง ทั้งกายและใจ
ฉันเลือกที่จะออกมาเติมเต็ม ตัวเองก่อน นั่นคือหน้าที่ ต่อตนเองที่ต้องมีความเมตตา กรุณา ตนเองด้วย อย่าละทิ้งตนเองเด็ดขาด เมื่อเต็มแล้วจึงจะมีแบ่งปันให้คนอื่นต่อไปได้ยาวๆ
การดูแลที่มีเมตตานำ จะไปได้ดีกว่า เอาหน้าที่นำ โดยเฉพาะการถูกภาวะจำยอมต่างๆ ที่ให้ต้องทำหน้าที่ ซึ่งน่าเห็นใจมากๆ
ความเมตตา ที่ไม่มีเงื่อนไข จะทำให้เรารับ อาการของผู้ป่วยได้และให้อภัยได้ ในทุกๆสถานการณ์(เหมือนแม่กับลูก ที่ทำหน้าที่สลับกันแล้วในตอนนี้)
เมื่อทำหน้าที่เต็มที่แล้ว ก็ต้องมีอุเบกขากำกับเสมอ ไม่เช่นนั้นความทุกข์ก็จะมาตกอยู่ที่คุณ
เมื่อรู้สึกโดดเดี่ยว หนักอึ้ง จากการดูแล คุณมีsave zone ไหม ที่จะระบายให้ใครสักคน รับฟังคุณอย่างไม่ตัดสินใดๆ ฉันโชคดี ที่มีสามี ญาติสนิทและเพื่อน ที่รับฟัง
สำหรับฉันการทำสมาธิและเจริญสติปัฏฐาน4 คือsave zoneจากภายใน ที่สำคัญที่สุด ของตนเอง ควรฝึกไว้เสมอ คือเพื่อนแท้ ตลอดไป ในชีวิตนี้เลย
การผละออกมาจากตรงนั้น บ้าง ให้คนอื่นเขาได้ทำหน้าที่ ที่ฉันทำแทนมานาน ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว มันจะทำให้การเดินทางเส้นทางนี้ ยืดยาวราบรื่นไปได้ดี
ให้มันเป็นวาระร่วมกันของครอบครัว ไม่ใช่เดอะแบก เพียงคนเดียว
ถ้ามองในมุมผู้ป่วย คง อยากจะได้รับการดูแล โอบกอด ได้รับความรักจากลูกๆหลานๆทุกคน
ซึ่งจะส่งผลดีกับผู้ป่วยด้วย
เมื่อคุณมีความมั่นคงในใจแล้ว
ถ้าหากจะต้องเผชิญ สิ่งต่างๆภายนอก เช่น
คำพูดผู้ป่วยเอง (ที่เกิดจากอาการป่วย) บางครั้งกระทบใจ จิตตก คุณยังจะเมตตาไหม
ความเข้าใจผิดในการดูแลของเรา จากคนรอบตัว ที่เขาไม่เข้าใจโรคไม่เคยช่วยเราดูแล แต่ตัดสินเราไปแล้ว คุณจะยังคงยืนหยัดดูแลผู้ป่วยต่อไปไหม
เมื่อไม่มีคำชม คำสรรเสริญ จากคนที่คุณรับภาระดูแลแทนเขา คุณรู้สึกอย่างไร ยังจะทำดีต่อไปไหม
นี่คือการเดินทางด้านในทั้งหมด ที่คุณจะผ่านมันไปได้ เชื่อสิ
ผู้ป่วย100คน 100คำภีร์ การดูแล สถานการณ์ที่ผู้ดูแลจะต้องเผชิญ ก็หลากหลายไม่เหมือนกัน
ขอเป็น พื้นที่เล็กๆ ที่จะส่งพลังและเชียร์ อยู่ตรงนี้ เดินไปด้วยกันค่ะ เราต้องรอด!!!💞
#ส่งพลังผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม
#การดูแลบุพการีคือการปฏิบัติธรรม
27/06/2026
#ระวังคำพูดทำร้ายผู้ป่วยสมองเสื่อมก่อปัญหาเพิ่ม
ความเหน็ดเหนื่อยและความเครียดสะสมของผู้ดูแล อาจทำให้ผู้ดูแลสติหลุด ใช้คำพูดทำร้ายผู้ป่วยโดยไม่ตั้งใจ
แต่ ! อย่าปล่อยให้การทำร้ายด้วยวาจาเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หรือเป็นความเคยชิน ถึงจะไม่ได้ทำร้ายทางร่างกาย แต่การทำร้ายจิตใจสามารถส่งผลเสียทั้งต่อตัวผู้ป่วย และสร้างปัญหาในการดูแลเพิ่มมากขึ้นค่ะ
⚠สัญญาณเตือนผู้ป่วยถูกทำร้ายทางวาจา
ผู้ดูแลสังเกตสัญญาณเตือนว่าความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจเกิดจากการถูกทำร้ายด้วยคำพูดที่รุนแรง ไม่เหมาะสม
- แสดงอาการกระวนกระวายมากขึ้น เช่น โยกตัว ดูดนิ้ว หรือพูดพึมพำกับตัวเอง
- มีอาการกลัว หวาดระแวง
- อารมณ์ไม่ดี หรือสภาพอารมณ์แย่ลงกว่าเดิม
- เลิกทำกิจกรรมที่เคยทำตามปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ต่อต้าน ทำให้การดูแลยากขึ้น
- มีอาการซึมเศร้า
✅8 วิธีลดและเลี่ยงการทำร้ายด้วยคำพูด
1. เลิกพยายามอธิบายเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจเหตุผลหรือความจริง ไม่เอาชนะ เบี่ยงเบนความสนใจไปเรื่องอื่นแทน
2. เมื่อเริ่มโกรธผู้ป่วยให้เดินเลี่ยงไปหายใจเข้าออกลึกๆ ให้อารมณ์สงบลงก่อนค่อยกลับมาใหม่
3. เลี่ยงการบังคับ ใช้การชักชวนด้วยข้อเสนอที่ผู้ป่วยสนใจ เช่น กิจกรรม อาหารว่าง หรือขนมที่ชอบ
4. ผู้ดูแลสังเกตตัวเองมักจะโกรธผู้ป่วยด้วยเรื่องไหน ลองแก้ปัญหาในจุดนั้นก่อน หรือรู้ว่าปัญหานั้นจะเกิดในเวลาไหนอย่างไร เตรียมการรับมือไว้ล่วงหน้า
5. ศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะสมองเสื่อมและอาการต่าง ๆ
6. เตือนตนเองว่าเพราะผู้ป่วยมีปัญหาทางสมองจึงมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม พยายามไม่ถือสา มีเมตตาต่อผู้ป่วย ลดอคติและหันมามองมุมดี ๆ ของผู้ป่วย
7. ให้เกียรติผู้ป่วยในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่งเช่นเดียวกับเรา ถึงแม้จะสมองเสื่อมก็ควรได้รับเกียรตินี้เท่ากับคนทั่วไปเช่นกัน
8. ระบายความรู้สึก หรือเข้าร่วมกลุ่มผู้ดูแลแลกเปลี่ยนความรู้สึกและรับคำแนะนำดี ๆ
พรุ่งนี้เรามาดูกันว่าคำพูดแบบไหนทำร้ายผู้ป่วยบ้างค่ะ
ติดตามสาระรอบด้านเกี่ยวกับผู้สูงอายุและสมองเสื่อมได้ทางเว็บไซต์ Caregiverthai ของเรา
#สมองเสื่อม #อัลไซเมอร์ #พลังใจสู้สมองเสื่อม #ผู้ดูแล