มอนเตสซอรี่ผู้สูงอายุ Montessori for Aging

มอนเตสซอรี่ผู้สูงอายุ Montessori for Aging

แชร์

นำมอนเตสซอรี่ไปประยุกต์ใช้กับผู้ส?

25/05/2026

เมื่อเร็วๆนี้ ที่เขตซีหู เมืองหางโจว ได้มีกระแสพูดถึง “โครงการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในราคาประหยัด” ที่อาจจะกลายมาเป็นโมเดลสำหรับการดูแลผู้สูงอายุในอนาคต

หนึ่งในคนต้นแบบก็คือ คุณยายโหล่ว วัย 93 ปี ที่มี คุณป้าเซี่ย วัย 77 ปี คอยมาดูแลทำความสะอาดบ้าน และ คุณป้าหาน วัย 77 ปี ที่มักจะทำกับข้าวมาเผื่อเวลาที่ลูกชายของคุณยายไม่อยู่

อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือเหล่านี้จะถูกตอบแทนเป็นเงินค่าสินน้ำใจเช่นด้วยกัน ภายใต้คติที่ว่า “เงินมากเงินน้อยไม่สำคัญ สำคัญที่ความสบายใจ” ซึ่งมาจากการสำรวจที่พบว่า ผู้สูงอายุเกือบ 20% ต่างยินดีจ่ายเงินค่าตอบแทนที่ประมาณ 5-10 หยวนต่อครั้งด้วยความเต็มใจ

โดยในปัจจุบัน รัฐบาลจีนได้ออกนโยบายระดับชาติเพื่อสนับสนุนโครงการนี้ และหางโจวก็เป็นเมืองนำร่องอย่างเป็นทางการ ด้วยเป้าหมายสำคัญคือ เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุมีคนคอยช่วยเหลือคอยพูดคุย และเพื่อให้ผู้คนได้ใช้เวลาว่างในการหารายได้เสริม รวมทั้งได้รู้สึกถึงคุณค่าของการแบ่งปันน้ำใจภายในชุมชน


ต่างฝ่ายต่างเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ช่วยให้สังคมน่าอยู่ค่ะ 🥰🤝
— จอย


Cr. >> 潮新闻

#เรื่องราวอบอุ่นหัวใจ #สังคมสูงวัย #น้ำใจชุมชน

19/05/2026
14/05/2026

หญิงชรากลุ่มหนึ่งในวัยไม้ใกล้ฝั่งมีความคิดคล้ายๆ กันว่า บางครั้งหนทางสู่ชีวิตที่เป็นสุข อาจคือการยอมรับและไม่ปฏิเสธสิ่งที่มาคู่กับชีวิตด้วย นั่นคือ ‘ความตาย’ เมื่อนั้นแหละเวลาที่เหลืออยู่จะมีความหมายมากขึ้น

พวกเธอคือหญิงชรา 4 คนในวัยไล่เลี่ยกัน ตั้งแต่ 78 จนถึง 89 นัดกันเดือนละครั้งที่บ้านใครคนหนึ่งที่สะดวก แต่งตัวสดใสเหมือนกับกำลังเฉลิมฉลองให้กับอะไรสักอย่าง มันคือบทสนทนาถึงการตายและความตายของเหล่าคุณยายที่เริ่มต้นขึ้นแบบสบายๆ ตั้งแต่ความประสงค์ของแต่ละคนว่าต้องการการดูแลอย่างไรในช่วงเจ็บป่วยจนถึงตอนที่หมดลมหายใจ วิธีตายที่ต้องการของแต่ละคนเป็นอย่างไร มีทางเลือกแบบไหนบ้าง ยังมีอะไรที่ยังค้างคา ทำไม่สำเร็จ และถ้าสังขารเอื้ออำนวย พวกเธออยากจะทำอะไรเป็นการทิ้งท้ายบ้าง หรือแม้แต่การแจ้งข่าวการเสียชีวิตของพวกเธอเองที่ก็ฝึกเขียนและดราฟต์กันไว้เรียบร้อยแล้ว

ยิ่งกว่านั้นพวกเธอยังได้เขียนสั่งเสียไว้ร่วมกันถึงคนที่ยังอยู่ว่า ขอ ‘ไม่ยื้อ’ เด็ดขาด ถ้าหากวาระสุดท้ายนั้นมาถึง

นี่ไม่ใช่วงสนทนาของคนชราชวนสิ้นหวังหดหู่ แต่คือสิ่งที่คุณยายเหล่านี้เรียกมันว่า ‘Life-affirming exercise’ เหมือนเป็นคลาสที่ช่วยทั้งฝึกซ้อมจิตใจตอนที่ยังอยู่ดี ตอนร่างกายป่วยร่วงโรย จนถึงตอนที่กำลังจะจากโลกนี้ไปได้ดีที่สุด มันช่วยทำให้พวกเธอที่กำลังจะต้องเผชิญหน้ากับความตาย (แบบหนีไม่พ้น) ในอีกไม่นานนี้ ได้ค่อยๆ ทำความเข้าใจ เรียนรู้ที่จะเป็นมิตรกับมันมากขึ้น และเมื่อเข้าใจมันแล้ว ก็จะช่วยให้เป็นอิสระจากความกลัว

“หลายๆ ครั้ง เราหลีกเลี่ยงการพูดถึงความตาย ราวกับว่ามันจะไม่เกิดขึ้นสักวันหนึ่งน่ะ” เหล่าคุณยายเลือกที่จะคุยทำตรงข้าม คือการชวนคุยถึงความตายแบบทะลุปรุโปร่งเท่าที่จะทำได้ เท่าที่คนยังไม่ตายจะรู้จัก แล้วก็ใช้โมเมนต์นี้เองครุ่นคิดถึง ‘เวลา’ ที่เหลืออยู่ ปรากฏว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาที่จัดกลุ่มคุยกัน พวกเธอกลับรู้สึกเอ็นจอยกับชีวิตมากขึ้น

“นี่เป็นความมหัศจรรย์ของมันเลยค่ะ การคุยเรื่องน่าหวาดหวั่นอย่างความตาย มันกลับทำให้รู้สึกปลอดภัย สบายใจ กลัวน้อยลง กับความตายที่กำลังจะมาถึง” คุณยาย Daphne Hutchinson วัย 80 ผู้ผ่านอาการหัวใจวายรุนแรงมาแล้วหลายครั้งกล่าว “มันคือการพูดถึงความตายตอนที่คุณยังรู้สึกดี พูดถึงความตายในวันที่คุณยัง ‘เปลี่ยนแปลง’ วิธีที่คุณใช้ชีวิตของคุณเองได้”

กลุ่มคนยายตั้งชื่อกลุ่มของพวกเธอนี้ว่า RONettes ตามชื่อวงเกิร์ลกรุ๊ปสาวอเมริกันในยุค 70s เจ้าของเพลงฮิต Be My Baby บวกกับมาจากชื่อกลุ่ม Ready or Not ซึ่งเป็นโปรแกรมเพื่อช่วยคนชราท้องถิ่นในเวอร์จิเนียให้ได้ซ้อมสั่งเสียลูกหลานและจัดการสะสางเรื่องต่างๆ ในบั้นปลายไปด้วยกัน และหลังจบโปรแกรม มันก็กลายเป็นกลุ่มซับพอร์ตขนาดย่อมที่ดีใจของกันและกันมาจนถึงทุกวันนี้

มีงานวิจัยที่ช่วยยืนยันว่าการวางแผนเกี่ยวกับวันสุดท้ายของชีวิต ไม่ใช่แค่มีผลดีต่อสุขภาพจิต ช่วยลดความกังวลใจ หรือทำให้ผู้กำลังเผชิญหน้ากับความตายรู้สึกว่ามีอำนาจเหนือสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แต่การพูดถึงวาระสุดท้าย ยังส่งผลดีต่อการ ‘อยู่’ ของคนเราด้วย ในแง่ที่ว่ามันอาจไปกระตุ้นให้เกิดคำถามถึงตัวเอง เช่น เราเกิดมาทำไม มีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร ไปจนถึงสิ่งไหนคือคุณค่าของเราที่จะหลงเหลือไว้ให้คนรุ่นหลังหรือโลกใบนี้บ้าง

และคำถามเหล่านี้เองอาจช่วยให้เราหันกลับมาใคร่ครวญ ‘คุณค่า’ ในชีวิตตัวเองที่ผ่านมามากขึ้นกว่าเดิม

“เวลาที่คนบอกว่าจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ในอีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้า ฉันบอกเลยว่า ไม่ล่ะ นั่นไม่ใช่วิธีคิดของฉัน ฉันพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดในทุกๆ วัน เพราะไม่รู้ว่าอาทิตย์หน้าฉันจะยังมีชีวิตอยู่ได้ทำสิ้งนั้นอีกหรือเปล่าน่ะ” คุณยาย Ann Tate วัย 80 กล่าว

อ้างอิง

https://www.washingtonpost.com/health/2026/02/20/end-of-life-plans-benefits/

เครดิตภาพ Hanna Leka/For The Washington Post

21/04/2026

📢 เปิดรับ ‘อาสาสมัคร’ เพื่อมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมอายุยืนอย่างมีคุณภาพและมีความสุขไปกับพวกเรา ในงาน ‘มนุษย์ต่างวัย Fest 2026’ ‘ลองGEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม’

เพราะเราตั้งใจให้งานนี้สนุกและเป็นประโยชน์สำหรับทุกคน ภายในงานจึงมีพื้นที่กิจกรรมให้เข้าร่วมมากมาย คงจะดี ถ้าจะมีใครสักคนมาคอยช่วยเหลือผู้มาร่วมงาน ที่อาจจะงงกับการลงทะเบียน คนที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหน หรือคนที่อยากจะได้ข้อมูลกิจกรรมเพิ่มเติม

ใครสักคนที่จะมาช่วยเปลี่ยนงานอีเวนต์ใหญ่ ๆ ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่อบอุ่น

ถ้าคุณคือคนที่อยากพบเพื่อนต่างวัย อยากเปิดประสบการณ์ใหม่ และได้ทำในสิ่งที่มีความหมายให้กับคนอื่น ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ คุณคือคนที่เรากำลังมองหา

📌คุณสามารถมาเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครด้านไหนกับเราบ้าง

📝ฝ่ายลงทะเบียนและประชาสัมพันธ์
เป็นอาสาสมัครฝ่ายนี้ คุณจะเป็นคนแรกที่ผู้เข้าร่วมงานได้เจอ เพื่อให้ความช่วยเหลือตั้งแต่การลงทะเบียน ไปจนถึงให้ข้อมูลกิจกรรมต่าง ๆ ที่น่าสนใจภายในงาน

📝ฝ่ายกิจกรรม
คุณจะเป็นคนที่คอยให้คำแนะนำ ให้ความช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกกับผู้เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ภายในงาน เช่น โซนนิทรรศการ โซนเวิร์กช็อป โซนกิจกรรม โซนตรวจสุขภาพ

คุณสมบัติ
✅มีสุขภาพแข็งแรง สามารถเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครตลอดทั้งวัน ในงานวันที่ 12-14 มิถุนายน 2569
✅ชอบพูดคุยและสามารถสื่อสารได้ดี
✅มีความเข้าใจในเทคโนโลยีเบื้องต้น (สำหรับฝ่ายลงทะเบียน)

📆เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้- 5 พฤษภาคม 2569
ประกาศรายชื่ออาสาสมัคร วันที่ 8 พฤษภาคม 2569
ปฐมนิเทศอาสาสมัคร วันที่ 6 มิถุนายน 2569

🔗ลงทะเบียนอาสาสมัคร เพื่อเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเราได้ที่ : https://forms.gle/WGvAM8VWkXij2v5F8
.
📌มนุษย์ต่างวัย Fest 2026 ‘ลองGEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม’
📅12-14 มิถุนายน 2569
📍Impact Exhibition Center Hall 6
ลงทะเบียนเข้างานได้ที่ https://www.zipeventapp.com/e/Manoottangwai-Fest2026
ลงทะเบียน 1 ครั้งเข้างานได้ 3 วัน

แล้วมาพบกันนะครับ
..
#มนุษย์ต่างวัย #มนุษย์ต่างวัยFest #มนุษย์ต่างวัยFest2026

12/03/2026

ทำไมบางคน
ถึงจากไปอย่างสงบ
แต่บางคนถึงจากไปอย่างทรมาน

หมอเคยฟังเทศน์หลวงพ่อ
ความว่า
ครั้งหนึ่งท่านประสบอุบัติเหตุรถชนอย่างรุนแรง

ตอนนั้น
สติเริ่มเลือนลาง
การรับรู้ค่อย ๆ ดับลง
สิ่งที่เห็นคือ
แสงสีขาวจาง ๆ

แล้วในช่วงที่กำลังจะหมดสติ
มีภาพบางอย่าง
ผุดขึ้นมาในใจ
ภาพพระที่เคยสร้าง
ภาพการสวดมนต์
ภาพความดีที่ทำมาตลอดชีวิต

ในวินาทีนั้น
ไม่มีคำว่า
รวย
จน
ตำแหน่ง
หรือชื่อเสียง

สิ่งที่ปรากฏในใจ
มีเพียง
สิ่งที่เราเคยทำมาตลอดชีวิต

ในทาง neuroscience
เมื่อสมองเข้าสู่ภาวะใกล้หมดสติ
ความทรงจำที่มีอารมณ์ร่วมที่แรง
มักถูกกระตุ้นขึ้นมา
สมองส่วน hippocampus กับ amygdala
จะดึง “ความทรงจำสำคัญของชีวิต”
ขึ้นมาทีละภาพ

ในงานวิจัยเกี่ยวกับ
near-death experience
มีคนจำนวนมากเล่าว่า
ในช่วงใกล้ตาย
เหมือนชีวิตทั้งชีวิต
กำลังผ่านเข้ามาในใจ

ในพุทธศาสนา
มีคำอธิบายเรื่องนี้มานานแล้ว
เรียกว่า
“กรรมปรากฏในจิต”

ในวาระสุดท้ายของชีวิต
จิตมักระลึกถึง
สิ่งที่เราทำมาตลอดชีวิต
ไม่ว่าจะเป็น
บุญ
หรือ
บาป

หมอเองดูแลคนไข้โคม่า
คนไข้วิกฤตช่วงสุดท้ายของชีวิตมาไม่น้อย
สิ่งที่หมอสังเกตเห็นบ่อยครั้ง

คนไข้บางคน
จากไปอย่างสงบมาก
สีหน้าเหมือนคนนอนหลับ

แต่บางคน
กระสับกระส่าย
ดูกลัว
กระวนกระวาย

แน่นอน
ส่วนหนึ่งมาจากโรค
แต่หลายครั้ง
ดูเหมือนจะมีอีกส่วนหนึ่ง
มาจาก จิตใจ

คนไข้บางราย
อยู่ในภาวะโคม่า
ใส่ท่อช่วยหายใจ
พูดไม่ได้
ขยับไม่ได้

แต่เมื่อญาติ
มากระซิบข้างหู
พูดปลอบประโลมใจ
น้ำตาคนไข้กลับไหลออกมา

สิ่งนี้บอกเราว่า
แม้การรับรู้ภายนอก
จะลดลงมาก
แต่ อารมณ์และความรู้สึก
อาจยังคงอยู่

ลองคิดดูนะครับ
ถ้าคนคนหนึ่ง
กำลังจะจากโลกนี้ไป
และเขารู้ดีว่า
ตลอดชีวิต
เขาทำอะไรไว้บ้าง

ถ้าทำความดีมาตลอด
ใจอาจสงบ

แต่ถ้าในใจรู้ว่า
เคยทำความชั่วมากมาย
แม้โลกจะไม่รู้
แม้จะปิดบังได้

แต่มีคนหนึ่งที่รู้ทุกอย่างเสมอ
คือ
ตัวเราเอง

ในวาระสุดท้ายของชีวิต
มันอาจไม่มีใครมาตัดสินเรา

แต่
จิตของเราเอง
อาจกำลังตัดสินเราอยู่

จิตรับรู้ว่า
เมื่อจากโลกนี้ไป
มีสองที่ ที่จะไปคือ
ไม่นรก ก็สวรรค์

แม้จะมีหรือไม่มีจริง
แต่จิตใจเราก็ทราบเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว
และมันก็มากพอที่จะทำให้เรา
กลัว หรือ สบายใจ

นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่ง
ที่พุทธศาสนาสอนเรื่อง
มรณานุสติ
การระลึกถึงความตาย
ไม่ใช่เพื่อทำให้เรากลัว

แต่เพื่อให้เราตื่นรู้ขึ้นว่า
วันหนึ่ง
วาระสุดท้ายนี้
จะมาถึง

ในจิตวิทยาสมัยใหม่
มีแนวคิดหนึ่งเรียกว่า
mortality awareness
การตระหนักว่า
ชีวิตมีจุดจบ

งานวิจัยพบว่า
คนที่ระลึกถึงความตาย
มักใช้ชีวิต
อย่างมีความหมายมากขึ้น
เพราะเรารู้ว่า
เวลาไม่ได้มีไม่จำกัด

บางที
การระลึกถึงความตาย
อาจไม่ใช่เรื่องน่ากลัว
แต่มันคือสิ่งที่เตือนเราว่า

ก่อนจะโกงใคร
ก่อนจะทำร้ายใคร
ก่อนจะทำสิ่งที่ผิด
ให้หยุดถามตัวเองสักนิดว่า

ถ้าวันนี้
เป็นวันสุดท้ายของชีวิต
เราจะยังเลือกทำแบบเดิมไหม

เพราะในวาระสุดท้าย
สิ่งที่ติดตัวเราไป
ไม่ใช่เงิน
ไม่ใช่ตำแหน่ง
ไม่ใช่ชื่อเสียง

แต่คือ
สิ่งที่เราทำไว้กับโลกใบนี้

#สมองแจ่มใจ
#มรณานุสติ

#จิตวิทยา
#ธรรมะ

09/03/2026

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก บอกว่า ‘ภาวะสมองเสื่อม’ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่ 7 ของโลก และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุเกิดความพิการและสูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิต

“เมื่อคนเราอายุเกิน 60 ปี โอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์จะเพิ่มขึ้น 5-8% พออายุ 65 ปี ความเสี่ยงนั้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในทุก ๆ 5 ปีที่ผ่านไป และเมื่ออายุ 85 ปีไปแล้วความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ใน 3 หรือหมายความว่า ‘ในคนอายุ 85 ปีจำนวน 3 คนจะมี 1 คนที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์’

“แต่ถึงอย่างนั้นภาวะสมองเสื่อมก็ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างปุปปับ กะทันหัน แต่เกิดจากการสะสมความเสื่อมมาเรื่อย ๆ ซึ่งบางครั้งกว่าจะมีการแสดงอาการผิดปกติออกมา สัญญาณความเสื่อมเหล่านั้นก็อาจเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 20 ปีแล้ว โดยที่เราไม่เคยรู้ตัว”

‘หมอนุช’ พญ.ปิยะนุช รักพาณิชย์ ผู้อำนวยการแพทย์สวนสุขภาพอรุณสหคลินิก ได้พูดคุยถึงความสำคัญของโรคอัลไซเมอร์ พร้อมให้แนวทางในการดูแลสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไว้ในรายการบุพการีที่เคารพ Season 3 EP.42

‘ภาวะสมองเสื่อม’ เป็นภาวะที่สมองมีการทำงานลดลง และเมื่อสมองมีปัญหาจนถึงจุดหนึ่งที่เซลล์สมองตายไป หรือมีความผิดปกติเกิดขึ้นในสมอง เราเรียกภาวะนั้นว่า ‘สมองเสื่อม’ แต่คำว่า ‘สมองเสื่อม’ เป็นเหมือนภาพใหญ่ ที่จริง ๆ แล้วมีโรคอีกมากมายที่อยู่ภายใต้คำนั้น แต่ที่เราได้ยินบ่อย ๆ ก็จะเป็น ‘อัลไซเมอร์’ เพราะกว่า 60-80% ของคนไข้ที่ป่วยสมองเสื่อมล้วนเกิดจากการเป็นโรคอัลไซเมอร์ นอกจากสมองเสื่อมแบบอัลไซเมอร์ ยังมีสมองเสื่อมประเภทอื่น ๆ เช่น สมองเสื่อมเนื่องจากหลอดเลือดสมองตีบ หรือสมองเสื่อมเพราะการบาดเจ็บทางสมองเนื่องจากอุบัติเหตุ ฯลฯ

อย่างไรก็ตามอายุไม่ได้เป็นสาเหตุเดียวเท่านั้นที่ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ เรื่องของพันธุกรรมก็มีส่วนเช่นเดียวกัน ซึ่งเราสามารถตรวจเช็กความเสี่ยงว่าเรามียีนที่มีความเสี่ยงจะเป็นอัลไซเมอร์จากหรือไม่ ได้ด้วยการตรวจเลือดเพื่อหายีน APOE (Apolipoprotein E) ซึ่งถ้าเราตรวจพบยีนนี้ เราก็สามารถดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงได้

ส่วนปัจจัยอื่น ๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอัลไซเมอร์นั้นกว่า 45% ล้วนเป็นปัจจัยที่สามารถป้องกันได้ ไม่ว่าจะเป็น การไม่หยุดเรียนรู้ การออกกำลังกาย การเข้าสังคม การดูแลสุขภาพหลอดเลือดหัวใจ การหลีกเลี่ยงมลพิษต่าง ๆ การหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บทางสมอง รวมทั้งการดูแลสุขภาพสายตาและความสามารถในการได้ยินให้เป็นปกติ

ถึงแม้ในปัจจุบันโรคอัลไซเมอร์จะยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาด แต่งานวิจัยโดย ดร.เดล เบรเดเซน (Dr. Dale Bredesen) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรมประสาท ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ทำการศึกษาเรื่องโรคอัลไซเมอร์มามากกว่า 30 ปี ที่ช่วยดูแลผู้ป่วยจนสามารถกลับไปทำงานและใช้ชีวิตประจำวันได้

อย่างไรก็ตามการดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ก็ไม่ได้มีวิธีที่ตายตัว ต้องมีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ เพื่อให้เหมาะสมกับตัวผู้ป่วย แต่สิ่งที่สามารถทำได้ เพื่อช่วยให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้น คือการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ซึ่งงานวิจัยได้ให้คำแนะนำไว้ 7 อย่าง คือ

🔷1. อาหาร
เลือกกินอาหารแบบคีโต (Ketogenic diet) หรือกินอาหารประเภทแป้งน้อย เพิ่มการกินไขมันดีและโปรตีน ที่สำคัญคือเลือกกินคีโตที่เป็น Plant Based หรือโปรตีนจากพืชเป็นหลัก เลี่ยงอาหารแปรรูป ที่สำคัญคือเลี่ยงการกินน้ำตาลในปริมาณสูง เพื่อลดการกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของสมอง

🔷2. การออกกำลังกาย
ออกกำลังกายให้หลากหลายและสม่ำเสมอ ประกอบด้วย 1. ออกกำลังกายแบบแอโรบิก อย่างน้อยวันละ 30 นาที 2. ออกกำลังกายแบบ HIIT (High Intensity Interval Training) หรือออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นสูงในระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น กระตุ้นให้เลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น 3. การออกกำลังกายแบบเสริมสร้างกล้ามเนื้อ (Weight Training) ช่วงหลัง ๆ มักจะมีงานวิจัยออกมาว่าแรงบีบมือมีความสัมพันธ์กับสุขภาพสมองและสุขภาพหัวใจ ถ้ามือแข็งแรง โอกาสในการเป็นโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูงจะลดลง และดีต่อสุขภาพสมองด้วย สำหรับผู้สูงอายุควรฝึกการทรงตัวเพื่อป้องกันการล้ม และฝึกความยืดหยุ่นเพื่อให้สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น

🔷3. การนอนหลับ
คนที่นอนไม่ดี หรือนอนหลับอย่างไม่มีคุณภาพจะทำให้ความเสี่ยงในการป่วยภาวะสมองเสื่อมเพิ่มขึ้น สิ่งสำคัญคือควรตรวจเช็กภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) เพราะจะทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ เป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์

วิธีสังเกตเบื้องต้น คือดูจากการกรนขณะหลับ ความรู้สึกที่ตื่นขึ้นมาแล้วไม่สดชื่น หรือเช็กเบื้องต้นด้วยการใส่สมาร์ตวอทช์ หากพบความผิดปกติหรืออาการที่น่าสงสัย ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กอาการต่อไป

🔷4. การจัดการความเครียด
ความเครียดเรื้อรังเป็นสาเหตุที่นำไปสู่ภาวะซึมเศร้า ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงโดยตรงต่อโรคอัลไซเมอร์ ดังนั้น เราควรหาวิธีผ่อนคลายความเครียดในแบบของตัวเอง เช่น นั่งสมาธิ ทำงานอดิเรก ฯลฯ

🔷5. การออกกำลังสมอง (Brain Stimulation)
เวลาที่ร่างกายไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อนาน ๆ กล้ามเนื้อก็จะลีบ สมองก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่ได้ใช้นาน ๆ มันก็จะฝ่อ พอเราอายุมากขึ้น จะมีสมองส่วนที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน ดังนั้น เราจึงต้องกระตุ้นสมองในด้านต่าง ๆ เช่น ความจำ ความว่องไว การวางแผน ฯลฯ ด้วยการทำสิ่งที่ท้าทาย การออกไปเจอสิ่งใหม่ ๆ หรือทำสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อน

🔷6. วิตามินเสริม (Dietary Supplements)
วิตามินบางอย่างช่วยในการทำงานของสมองได้ เช่น วิตามินบี 12, น้ำมันตับปลา ฯลฯ แต่ทุกวันนี้เราสามารถตรวจเช็กได้ว่าร่างกายของเราควรได้รับวิตามินตัวไหน ในปริมาณเท่าไร ถึงจะเพียงพอ แต่ข้อจำกัดคือมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง อาจไม่สะดวกสำหรับทุกคน

ถ้าหากสุขภาพของเราไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก คำแนะนำเบื้องต้นในการกินวิตามิน ก็คือให้กินเป็นวิตามินรวมทั่วไป ในกรณีของผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้ง

🔷7. การขจัดสารพิษในร่างกาย (Detoxification)
การมีของเสียในร่างกายมากเกินไปเป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ เช่น PM2.5, มลพิษ, โลหะหนักต่าง ๆ, สารปนเปื้อน หรือเชื้อรา ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถตรวจเช็กได้ และหากเจอสารพิษตัวไหนอยู่ในร่างกาย เราก็สามารถกำจัดออกไปได้ด้วยกระบวนการทางการแพทย์ แต่ถ้าไม่สะดวก การใช้วิธีธรรมชาติก็สามารถช่วยขจัดของเสียออกจากร่างกายได้ เช่น การดื่มน้ำ การขับถ่าย การออกกำลังกาย หรือการซาวน่า

สมองของคนเรามีการทำงานหลายด้าน ทั้งความนึกคิด ความจำ การวางแผน อารมณ์ ความรู้สึก บุคลิกภาพล้วนเป็นหน้าที่ของสมองทั้งหมด เราจึงควรดูแลสุขภาพสมองของเราให้แข็งแรงและทำงานได้ปกติอยู่เสมอ

ปัจจุบันมีแบบทดสอบความเสี่ยงการเป็นโรคอัลไซเมอร์ที่สามารถช่วยในการเช็กความผิดปกติเบื้องต้นของสมอง รวมทั้งวิธีตรวจเช็กด้วยการเจาะน้ำไขสันหลัง เจาะเลือด หรือตรวจเอ็กซเรย์สมอง เพื่อตรวจหาความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมได้ ซึ่งเราสามารถไปตรวจเช็กได้ โดยไม่ต้องรอให้อายุมาก เพราะความเสี่ยงเหล่านี้ ยิ่งเรารู้เร็วเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสป้องกัน และดูแลรักษาได้มากเท่านั้น

📍ลิงก์ฟังรายการเต็มอยู่ในคอมเมนต์

#มนุษย์ต่างวัย #สมองเสื่อม #อัลไซเมอร์ #บุพการีที่เคารพ

06/03/2026

ตัวอย่างที่ดีของการจัดยาให้สูงวัยในบ้าน 👏🏻

วิธีจัดยาเบื้องต้น

• แยกยาตามช่วงเวลา เช่น เช้า / กลางวัน / เย็น / ก่อนนอน

• ใช้กล่องจัดยารายวันหรือรายสัปดาห์

• ตรวจสอบชื่อยาและขนาดยาก่อนจัดทุกครั้ง

• หากมียาที่ต้องทานเฉพาะเวลา ควรเขียนกำกับไว้ชัดเจน

19/02/2026

#โรคหัวใจและหลอดเลือดนำเสี่ยงสมองเสื่อมแต่ป้องกันได้

เรามาป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดกันเถอะ ปรับเปลี่ยนการกินและการใช้ชีวิต เพื่อการมีสุขภาพที่ดีและห่างไกลสมองเสื่อม

#สมองเสื่อม #อัลไซเมอร์ #พลังใจสู้สมองเสื่อม #ผู้ดูแล

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่

Bangkok
10210