07/08/2026
🥹
อาจารย์อาร์ตเอาไว้ให้ความรู้เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ แล้วก็ขายคอร์สออนไลน์บน SkillLane นะทุกคน สนใจคอร์สไหน ลองคลิกดูตัวอย่างจากลิงค์เพจด้านล่างได้เลย
เป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (สร้างบ้านขาย) และ เป็นนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ (อพาร์ทเม้นท์ให้เช่า) นอกจากนั้นยังชอบงานสอนอีกด้วย เลยเป็นที่มาของ คอร์สออนไลน์ ซึ่งก็ถ่ายทอดจากประสบการณ์ล้วนๆ
07/08/2026
🥹
01/08/2026
ถ้า Mindset ถูก แต่ไม่ได้เรียนรู้จากของจริงจนเกิด Skill ก็คงไม่มีประโยชน์
มากลัดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้อง ทั้ง Mindset + Skill กับ SkillLane กันครับ
ว่าแล้วก็...
แปะลิงค์ขายของซะหน่อย 😁 ขายมันโต้งๆนี่แหละ
1️⃣คอร์สออนไลน์ สร้างอพาร์ทเม้นท์หลังแรกฯ
skilllane.com/learning/build-apartment-for-rent
2️⃣คอร์สออนไลน์ สร้างบ้านหลังแรกขายฯ
skilllane.com/learning/Build-and-Sale-House
3️⃣คอร์สออนไลน์ i'm Developer สุดยอดนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
skilllane.com/learning/Im-Developer
เรียนรู้ได้ 24HR. บน
แพทฟอร์มออนไลน์ อันดับ1ของประเทศไทย
อยากเริ่มต้นแบบไหน คลิ๊กดูได้เลยจ้า👍
#การลงทุนอสังหาริมทรัพย์
#การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
31/07/2026
เลือกผู้อำนวยการ หรือ ลูกของเขา แต่เขาตัดสินใจที่จะทำบางอย่างที่แตกต่างออกไป
เขาเรียกนักบริหารหนุ่มๆในบริษัทของเขามารวมกัน และพูดว่า
“ถึงเวลาที่ฉันจะวางมือและเลือกคนที่จะเป็น CEO คนใหม่แล้วล่ะ” “และฉันก็จะตัดสินใจเลือกคนหนึ่งในพวกคุณนี่แหละ”
พวกหนุ่มต่างรู้สึกช็อค เขาพูดต่ออีกว่า “วันนี้ผมจะให้เมล็ดพืชแก่พวกคุณคนละเมล็ด เป็นเมล็ดพิเศษ คุณต้องดูแลและรดน้ำ
นับจากวันนี้ไปอีก 1 ปี และผมจะตัดสินจากต้นไม้ที่เจริญเติบโตขึ้น ที่พวกคุณนำมาให้ผม คนที่ผมเลือก จะได้เป็น CEO คนต่อไป”
นักบริหารหนุ่มคนหนึ่ง ชื่อ จิม เขาเป็นหนึ่งในหนุ่มๆที่ได้รับการคัดเลือกในวันนั้น เขาได้รับเมล็ด มา 1 เมล็ด
และนำกลับบ้านด้วยความตื่นเต้น เขาบอกภรรยา และช่วยกันเตรียมกระถาง ดิน และปุ๋ย เพื่อเตรียมปลูกต้นไม้
พวกเขาดูแลรดน้ำอย่างดีผ่านไปสามสัปดาห์ พวกนักธุรกิจหนุ่มคนอื่นได้พูดคุยกันเกี่ยวกับเมล็ดพืชที่เขาได้รับและเริ่มเจริญเติบโต แต่จิมก็เฝ้าดูทุกวัน แต่ก็ยังไม่มีต้นอะไรงอกออกมา .. 3 สัปดาห์ผ่านไป .. 4 สัปดาห์ ผ่านไป.. 5 สัปดาห์ ผ่านไป ก็ยังไม่เห็นอะไรในกระถาง ตอนนี้หนุ่มๆได้พูดถึงต้นไม้กันอีกแล้ว แต่จิมไม่มีอะไรจะพูด เพราะเขาไม่เห็นต้นไม้ของเขา เขาเริ่มรู้สึกว่าล้มเหลว ผ่านไป 6 เดือน
ก็ยังไม่มีอะไรงอกขึ้นมา เขาเริ่มรู้สึกว่าเขาได้ทำลายเมล็ดนั้นไปซะแล้ว ทุกๆคนมีต้นไม้ที่เติบโตขึ้น ยกเว้นจิมที่ไม่มี แต่เขาก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้กับเพื่อนร่วมงาน เขาก็ยังคงเฝ้าดูแลรดน้ำต่อไป ผ่านไปครบ 1 ปี ทุกคนก็ได้นำต้นไม้ไปให้ CEOได้ตัดสิน… จิมพูดกับภรรยาว่า “ผมจะไม่เอากระถางเปล่าๆใบนี้ไปแน่”
ภรรยาบอกเขาว่าให้พูดความจริงออกไปว่ามันเป็นยังไง จิมรู้สึกว่าท้องปั่นป่วนไปหมด เป็นวินาทีที่เขารู้สึกอับอายที่สุดในชีวิต แต่เขาก็คิดว่าภรรยาของเขาพูดถูก ดังนั้นเขาจึงถือกระถางเปล่าๆ เข้าไปในห้องที่ได้นัดหมายกันไว้ เมื่อจิมมาถึง เขาแปลกใจมากว่า ทำไมต้นไม้ของคนอื่นถึงสวยและแข็งแรงกันหมดทุกคน
เมื่อพวกเขาเห็นกระถางของจิม ส่วนใหญ่ก็จะหัวเราะเยาะ มี 2-3 คนเท่านั้นที่แสดงความเห็นใจ เมื่อท่านประธานเข้ามาถึง เขาได้ทักทายทุกๆคน จิมได้แต่แอบหลบอยู่ข้างหลังห้อง
“โอ ทำไมต้นไม้ของพวกคุณถึงได้สวยกันเหลือเกิน เอาละ หนึ่งในพวกคนจะได้เลื่อนเป็นCEO กันวันนี้แหละ”
พอท่านประธานเห็นกระถางของจิม ที่อยู่ข้างหลังห้อง เขาก็บอกให้ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินเรียกจิมขึ้นมาข้างหน้า จิมรู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูก เขาคิดว่าท่านประธานคงคิดว่าเขาล้มเหลว และเขาอาจจะถูกไล่ออก
เมื่อจิมเดินมาหน้าห้อง ท่านประธานก็ถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกับต้นไม้ของคุณ” จิมก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง
แล้วท่านประธานก็บอกให้ทุกคนนั่งลง ยกเว้นจิมท่านมองมาที่จิมและก็ประกาศว่า “CEO คนต่อไปก็คือ……. จิม”
จิมแทบไม่เชื่อหูตัวเอง เพราะต้นไม้ของเขาก็ไม่มี เขาจะได้เป็น CEO ได้อย่างไร และแล้วท่านประธานก็พูดว่า
“เมื่อปีที่แล้ว ผมได้ให้เมล็ดพืชกับพวกคุณทุกคน ให้พวกคุณดูแลรดน้ำมันทุกๆวัน แต่มันเป็นเมล็ดที่ต้มแล้ว ดังนั้น มันจะงอกเป็นต้นไม้ได้อย่างไร พวกคุณทุกคนยกเว้นจิม นำต้นไม้ที่สวยงามมาให้ผม
นี่ก็แสดงว่าเมื่อพวกคุณพบว่าเมล็ดมันไม่งอก พวกคุณก็เอาเมล็ดอื่นปลูกแทนน่ะสิ จิมเป็นคนเดียวที่กล้ายอมรับความจริง และนำกระถางเปล่าพร้อมกับเมล็ดที่ผมให้มาให้ผม”
“ ดังนั้น ผมจึงแต่งตั้ง จิม ให้เป็น CEO คนต่อไป”
คติธรรม ที่ได้ …
เมื่อคุณปลูกความซื่อสัตย์ คุณก็จะได้รับความไว้วางใจ
เมื่อคุณปลูกความดี คุณก็จะได้รับมิตรภาพ
เมื่อคุณปลูกความอ่อนน้อมถ่อมตน คุณก็จะได้รับความยิ่งใหญ่
เมื่อคุณปลูกความพากเพียร คุณก็จะได้รับความสำเร็จ
เมื่อคุณปลูกความพิจารณา คุณก็จะได้รับความละเอียดลออ
เมื่อคุณปลูกความทำงานหนัก คุณก็จะได้รับความสำเร็จ
เมื่อคุณปลูกการให้อภัย คุณก็จะได้รับการคืนดี
เมื่อคุณปลูกอพาร์ทเม้นท์ คุณจะได้ลูกหอสาวสวย✌️
ดังนั้น … ตรองดูสักนิดว่าคุณจะปลูกอะไร คุณก็สามารถกำหนดสิ่งที่คุณจะได้รับได้
CR : บทความดีๆ "ตามความรู้สึก"
18/06/2026
ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดีแบบนี้ เล่ห์เหลี่ยมคนยิ่งเยอะ
โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องมีการลงทุนสูง
เรียนรู้ในสิ่งที่ถูกต้อง และหาทางป้องกันไว้ตั้งแต่แรก
กับคอร์สออนไลน์ของ จารย์อาร์ต คอร์สหลักพันต้นๆ เนื้อหาแน่น เซฟความเสี่ยงหลักล้าน ✌️
ไม่มีการขายคอร์สต่อเนื่อง เรียนทีเดียวรู้เรื่อง
ไม่มีการชวนเข้ากลุ่ม แต่มีไลน์กรุ๊ปให้คำปรึกษา
ดูแลกันต่ออีก 2 ปี เพื่อให้ลูกศิษย์ไปได้ดี
ถ้าร่ำรวยกันแล้ว ก็อย่าลืม เลี้ยงเหลาอาจารย์ด้วย
ว่าแล้วก็...
แปะลิงค์ขายของซะหน่อย 😁 ขายมันโต้งๆนี่แหละ
1️⃣คอร์สออนไลน์ สร้างอพาร์ทเม้นท์หลังแรกฯ
skilllane.com/learning/build-apartment-for-rent
2️⃣คอร์สออนไลน์ สร้างบ้านหลังแรกขายฯ
skilllane.com/learning/Build-and-Sale-House
3️⃣คอร์สออนไลน์ i'm Developer สุดยอดนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
skilllane.com/learning/Im-Developer
เรียนรู้ได้ 24HR. บน
แพทฟอร์มออนไลน์ อันดับ1ของประเทศไทย
อยากเริ่มต้นแบบไหน คลิ๊กดูได้เลยจ้า👍
#การลงทุนอสังหาริมทรัพย์
#การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
22/03/2026
ภาพห้องที่ตึก อ.อาร์ตเอง ก่อนจะปล่อยห้องให้ลูกค้าย้ายเข้า อันดับแรกเลยคือ สีห้องต้องใหม่ อุปกรณ์ทุกอย่างต้องใช้งานได้ปกติ และ ทำความสะอาดให้เรียบร้อย
เพราะเมื่อถึงเวลาลูกค้าย้ายออก จะได้รู้ว่า ตลอดระยะเวลาที่เขาอยู่ ทำอะไรเสียหายไปบ้างนั่นเอง
* ภาพจริงห้องจริง + พร็อพจำลองโดย Gemini Ai
#อพาร์ทเม้นท์ให้เช่า
#คอร์สออนไลน์
16/02/2026
♦️新年快乐♦️
(ซินเหนียนไคว้เล่อ)
สวัสดีปีใหม่
♦️恭喜发财♦️
(กงสี่ฟาไฉ)
ขอให้ร่ำรวย
♦️万事如意♦️
(ว่านซื่อหรูอี้)
สมหวังทุกประการ
♦️身体健康♦️
(เซินถี่เจี้ยนคัง)
สุขภาพแข็งแรง
🏮✨ ️Happy Chinese New Year ✨️🏮
21/01/2026
เตือนด่วน! เตรียมกระเป๋าฉีก "ภาษีที่ดินปี 69" รัฐเอาจริงเก็บเต็ม 100% ไร้ลดหย่อน! ใครมี "ที่รกร้าง" ระวังโดนเบิ้ลค่าปรับอ่วม!
ลืมภาพการลดภาษีไปได้เลย! ปี 2569 นี้ กระทรวงมหาดไทยส่งสัญญาณชัดเจน "เก็บเต็มเม็ดเต็มหน่วย 100%" ไม่มีโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมอีกต่อไป! ใครมีที่ดินเยอะ เตรียมตัวหนาว เพราะงานนี้คิดตามมูลค่าจริง ยิ่งแพง ยิ่งจ่ายหนัก!
ไฮไลท์ความเดือด: ที่ดินรกร้าง ปล่อยไว้มีเจ็บตัว!
ใครชอบซื้อที่ดินเก็บไว้เฉยๆ ไม่ทำประโยชน์ ฟังทางนี้! อัตราภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่า คือ ยาแรง ของจริง:
• สตาร์ทโหด: เริ่มต้นที่ 0.3% - 0.7% (เท่ากับพาณิชย์)
• กฎเหล็ก "ยิ่งนาน ยิ่งแพง": หากปล่อยร้างติดต่อกัน 3 ปี ปีที่ 4 เก็บเพิ่มอีก 0.3% ทันที! และจะบวกเพิ่มทุกๆ 3 ปี จนชนเพดาน 3%
• ตัวอย่าง: ที่ดินเปล่า 100 ล้าน ปล่อยทิ้งไว้นานๆ อาจโดนภาษีปีละ 3 ล้านบาท!
เปิดอัตราภาษีปี 69 ใครต้องจ่ายเท่าไหร่? เช็กเลย!
✅️
1. บ้านหลังหลัก (คนมีบ้านเฮได้นิดหน่อย)
• บ้าน+ที่ดิน (ชื่อในโฉนด+ชื่อในทะเบียนบ้าน): ไม่เกิน 50 ล้าน "ฟรี! ไม่เสียภาษี"
• เฉพาะตัวบ้าน (ปลูกบนที่เช่า): ไม่เกิน 10 ล้าน "ฟรี!"
• ส่วนเกิน: จ่ายล้านละ 200 - 1,000 บาท ตามขั้นบันได
✅️
2. บ้านหลังที่ 2 เป็นต้นไป (สายลงทุน/คอนโดปล่อยเช่า)
• โดนตั้งแต่บาทแรก!
• ล้านละ 200 บาท (ไม่เกิน 50 ล้าน) สูงสุดล้านละ 1,000 บาท
✅️
3. เกษตรกรรม (ชาวสวนตัวจริงรอด)
• บุคคลธรรมดา มูลค่าไม่เกิน 50 ล้าน "ยกเว้นภาษี"
• ส่วนเกินคิดเบาๆ เริ่มล้านละ 100 บาท
✅️
4. พาณิชยกรรม (ตึกแถว/ร้านค้า/โรงแรม/โรงงาน)
• โดนหนักสุด! เริ่มต้นล้านละ 3,000 บาท (0.3%)
• สูงสุดล้านละ 7,000 บาท (0.7%)
ขีดเส้นตาย! เริ่มจ่ายเมื่อไหร่? (ขยายเวลาให้หายใจ 2 เดือน) ข่าวดีเดียวในเรื่องนี้คือ "เลื่อนเวลาเก็บเงิน" ออกไป ให้คุณได้เตรียมตัวหมุนเงินทัน:
• รับใบประเมิน: เมษายน 2569
• ควักกระเป๋าจ่าย: ภายใน มิถุนายน 2569
• ผ่อน 3 งวด: จบงวดสุดท้าย สิงหาคม 2569
❌️ อย่าซ่ากับกรมที่ดิน! จ่ายช้า ค่าปรับโหดเหมือนเงินกู้นอกระบบ
• ช้าแต่ยังไม่โดนจดหมายเตือน: โดนปรับ 10%
• โดนจดหมายเตือนแล้วค่อยจ่าย: โดนปรับ 20%
• ลากยาวจนเกินกำหนดในหนังสือเตือน: โดนปรับ 40%!
• แถมดอกเบี้ยเดินรายเดือนอีก 1% ต่อเดือน!
❌️ ระเบิดเวลาลูกใหญ่: ปี 2570 "นรกแตกกว่าเดิม"
อย่าเพิ่งดีใจถ้าปี 69 รอดมาได้ เพราะปี 2570 คือของจริง!
• ราคาประเมินใหม่มาแล้ว: กรมธนารักษ์จะปรับราคาประเมินที่ดินใหม่ (รอบปี 2570-2573)
• แนวโน้ม: ปรับขึ้นเพื่อให้ใกล้เคียงราคาตลาด (รอบที่แล้วขึ้นเฉลี่ย 8% รอบหน้าอาจแรงกว่า!)
• ผลลัพธ์: ฐานภาษีสูงขึ้น = จ่ายแพงขึ้นทวีคูณ!
บทสรุป: ปี 2569 คือปีแห่งการ "รีเช็กสินทรัพย์" ใครมีที่ว่างเปล่า รีบปลูกกล้วย ปลูกมะนาว หรือ ทำประโยชน์ด่วน! ก่อนบิลภาษีจะมาเคาะประตูบ้านแบบเต็มคาราเบลในเดือนเมษายน ปีหน้า! (ต้องถ่ายรูปส่งราชการก่อนมีนาคมด้วยนะ)
ขอบคุณข้อมูลดีๆนะครับ
Cr.FB
#ภาษีที่ดิน #ภาษีที่ดิน2569 #ที่ดินรกร้าง
04/01/2026
ดร.ริชาร์ด ไวส์แมนชาวอังกฤษมีความสงสัยว่าทำไมคนบางคนถึงได้พบโชคดีอย่างต่อเนื่องในขณะที่คนอื่นพบเพียงเล็กน้อยหรือไม่ก็เจอแต่โชคร้าย
หลังจากทำการวิจัยกับอาสาสมัครเป็นเวลาหลายปี ผ่านการสัมภาษณ์ การทำแบบสอบถาม การขอให้อาสาสมัครเขียนบันทึกส่วนตัว
การทดสอบในห้องทดลอง ดร.ริชาร์ด ไวส์แมน ได้ผลสรุปว่า
คนโชคดีสร้างโชคชะตาที่ดีของพวกเขาขึ้นเองทัศนคติ 4 อย่าง
1. คนโชคดีมักสร้างโอกาสให้กับตัวเอง ไม่ปิดกั้นตัวเองจากการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เปิดโอกาสให้ตัวเองในการพบเจอคนใหม่ๆ และสิ่งใหม่อยู่เสมอ
นอกจากนี้คนโชคดีมักสังเกตเห็นโอกาสดีๆอยู่เสมอๆ ในการทดลองให้คนโชคดีกับคนโชคร้ายหาว่าในหนังสือพิมพ์เล่มหนึ่งมีรูปทั้งหมดกี่รูป กลุ่มคนโชคร้ายใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 2 นาทีในการหาคำตอบ
ในขณะที่กลุ่มคนโชคดีใช้เวลาไม่กี่วินาที ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่าในหนังสือพิมพ์หน้าที่สองมีข้อความว่า “ในหนังสือพิมพ์นี้มีรูปทั้งหมด 43 รูป” ข้อความนี้ใช้ตัวอักษรใหญ่กว่า 2 นิ้วและกินเนื้อที่ร่วมครึ่งหน้ากระดาษ นอกจากนั้นในส่วนหลังของหนังสือพิมพ์เล่มเดียวกันนี้ยังมีข้อความขนาดเดียวกันกับข้อความแรกใจความว่า
“หยุดนับรูปได้แล้ว และบอกกับผู้ทดสอบว่าคุณเห็นข้อความนี้และได้รางวัล ”
คนโชคร้ายมองไม่เห็นข้อความที่หนึ่ง และยังคงไม่เห็นแม้กระทั่งข้อความที่ 2 นั่นเพราะคนโชคร้ายมีความจริงจังในการทำสิ่งต่างๆมากเกินไป จนไม่สังเกตเห็นข้อความนี้ ในขณะที่คนโชคดีมองเห็นข้อความที่หนึ่งตั้งแต่แรก
2. คนโชคดีตัดสินใจโดยฟังความรู้สึกข้างในหัวใจของตัวเอง
มนุษย์มีสมองอยู่ 2 ส่วนคือส่วนที่เป็นเหตุผลและส่วนที่เป็นอารมณ์กับความรู้สึก ในอดีตเมื่อนานมาแล้วสมองส่วนที่เป็นอารมณ์และความรู้สึกหรือที่บางคนเรียกว่าสัญชาติญาณช่วยให้มนุษย์เราอยู่รอดปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ และดำรงเผ่าพันธุ์ของเรามาได้จนถึงปัจจุบันนี้
แต่ปัจจุบันเราตัดสินใจทุกๆอย่างด้วยสมองส่วนที่ใช้เหตุผล จนลืมการใช้งานสมองส่วนที่เป็นสัญชาติญาณไป
คนโชคดีอาศัยประโยชน์จากสมองทั้งสองส่วน เมื่อต้องตัดสินใจเรื่องต่าง คนโชคดีมักตัดสินใจได้ถูกต้องเพราะเชื่อเสียงในหัวใจของตัวเอง แน่นอนว่าไม่ใช่ว่าคนโชคดีรู้สึกยังไงก็ตัดสินใจตามนั้นโดยไม่รอบคอบ แต่เวลาที่ต้องตัดสินใจถ้าเขารู้สึกแปลกๆ เขาจะฟังตัวเอง ค่อยๆสังเกต และเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น
ในขณะที่คนโชคไม่ดีมักจะเชื่อแต่หลักฐานที่มีอยู่ แต่ไม่ฟังเสียงข้างในใจของตัวเอง แล้วรู้รึเปล่าวิธีฝึกฟังเสียงจากหัวใจตัวเราที่ดีที่สุดอย่างนึงก็คือ
"การนั่งสมาธิ"
3. คนโชคดีเชื่อว่าตัวเองจะประสบโชคดีอยู่เรื่อยๆ
คนโชคดีเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี เช่น ถ้าเจอกับเพื่อนใหม่ ก็คิดว่าความสัมพันธ์ก็น่าจะไปได้ด้วยดี ถ้าไปเรียนที่ใหม่ก็มันก็น่าจะไปได้ด้วยดี มองโลกค่อนข้างสวย
ในขณะที่คนโชคร้ายชอบมองโลกในแง่ร้าย เมื่อเจอเหตุการณ์ร้ายๆ คนโชคร้ายจะปล่อยตัวเองอยู่กับเหตุการณ์นั้นเพราะเชื่อว่า มันก็ต้องเป็นอย่างนี้แหละ เพราะเราเป็นคนโชคร้ายทำอะไรไปมันก็คงไม่ดีขึ้นหรอก
กลับกันกับกลุ่มคนโชคดี คนที่เชื่อมั่นว่าตัวเองเป็นคนโชคดี เมื่อเจอเหตุการณ์ร้ายๆ เขาจะหาทางนำพาตัวเองออกจากเหตุการณ์นั้นๆ เพราะเชื่อว่าตัวเองโชคดีและจะต้องมีโชคดีรออยู่ข้างหน้าแน่นอน
วิธีฝึกในข้อนี้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อนะค่ะนั่นก็คือ ทุกครั้งที่คุณตื่นนอนขึ้นมาทุกวันให้พูดกับตัวเองว่า
“ฉันเป็นคนโชคดี และวันนี้จะเป็นวันที่โชคดีอีกวันนึงของฉัน”
4. คนโชคดีมีแนวคิดที่เปลี่ยนโชคไม่ดีให้เป็นโชคดีได้
นักกีฬาที่ได้เหรียญทองแดงมักมีความสุขมากกว่านักกีฬาที่ได้เหรียญเงิน นั่นเพราะว่านักกีฬาที่ได้เหรียญทองแดงมักคิดว่า ดีนะไม่ได้ทำให้แย่กว่านี้อีกนิดอาจจะไม่ได้เหรียญอะไรเลย
แต่นักกีฬาที่ได้เหรียญเงินกลับคิดว่าถ้าทำได้ดีกว่านี้อีกนิดก็ได้เหรียญทองแล้ว นี่เป็นอาการทางจิตวิทยาของคนที่มักจะนึกเปรียบเทียบสิ่งที่ตัวเองคาดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ
ในการทดลองของ ดร.ริชาร์ด มีการสมมติเรื่องว่าคุณไปธนาคาร เจอโจรถือปืนปล้นธนาคาร แล้วคุณก็โดนยิงเข้าที่แขน ถามว่าถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้กับคุณ คุณคิดว่าคุณโชคร้ายหรือโชคดี กลุ่มคนโชคดีจะตอบว่าตัวเองโชคดี
ในขณะที่กลุ่มคนโชคร้ายจะบอกว่าตัวเองโชคร้าย คนโชคดีคนนึงตอบว่า ผมโชคดีสุดๆเลยที่กระสุนมันโดนที่แขนไม่ใช่ที่หัวไม่อย่างนั้นผมอาจตายไปแล้ว กลุ่มคนโชคดีมักจะมีวิธีคิดเหมือนคนที่ได้เหรียญทองแดง ในขณะที่กลุ่มคนโชคร้ายมักมีวิธีคิดแบบคนที่ได้เหรียญเงิน
เมื่อคนโชคดีเจอเหตุการณ์ร้ายๆ เขามักคิดว่าเขาโชคดีมากที่เหตุการณ์มันไม่ได้แย่ไปกว่านี้ ความคิดแบบนี้ช่วยให้คนโชคดีรู้สึกดี และรักษาความคาดหวังเกี่ยวกับอนาคตที่ดีไว้ และยังเพิ่มโอกาสให้พวกเขาได้ดำเนินชีวิตที่โชคดีของพวกเขามากขึ้นไปอีก
หลังจากค้นพบพฤติกรรม 4 อย่างนี้แล้ว ดร.ริชาร์ด สงสัยว่าแล้วเราสามารถทำให้คนโชคดีเพิ่มขึ้นได้หรือไม่
เขาก็เลยลองจัดโครงการ “โรงเรียนโชคดี”
ขึ้นมาสอนให้คนเข้าใจเทคนิคในการคิดและปฏิบัติตัวเหมือนที่คนโชคดีทำกัน โรงเรียนโชคดีใช้เวลาทั้งหมด
หนึ่งเดือน พบว่า 80% ของผู้ที่เข้าร่วมโครงการรู้สึกว่า ตัวเองมีความสุขมากขึ้น มีความพึงพอใจกับชีวิตของตัวเองมากขึ้น และที่สำคัญคือรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากขึ้นด้วย
Cr.blog ✌️
ปล.ภาพไม่เกี่ยวกับบทความ 😆
31/12/2025
เตรียมตัวพุ่งทะยานข้ามปี 2025 สู่ปีม้า ฮี๊....กับๆ
ขอให้ปี 2026 ใจดีกว่าปีนี้นะ...
Happy New Year 2026
26/12/2025
ชอบบทความนี้จริงๆ
[ ] รวยแบบไหนถึงรวยได้นาน? เพราะ “หาเงิน” กับ “เก็บเงินให้อยู่” คือทักษะคนละชุด
🏢 กลางทศวรรษ 1920 อับราฮัม เจอร์แมนสกี (Abraham Germansky) คือมหาเศรษฐีแห่งโลกอสังหาฯ แถมยังคลั่งไคล้การลงทุนในตลาดหุ้น เขาทุ่มเงินใส่ตลาดราวกับมันไม่มีวันตก
เข้าใจได้ เพราะนี่คือช่วงเวลาที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่า ‘The Roaring Twenties’ ที่เป็นช่วงที่เศรษฐกิจเฟื่องฟูและประเทศประสบกับการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมมากมาย
แต่อย่างที่เรารู้ ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา
ในวันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม 1929 หรือ ‘Black Thursday’ มาถึง ฟองสบู่แตก ผู้คนแตกตื่นขายเททุกอย่าง เจอร์แมนสกีหายตัวไปพร้อมทรัพย์สินที่กลายเป็นเศษกระดาษ ข่าวสั้นๆ ใน “The New York Times” เขียนเอาไว้ว่าทนายกำลังตามหาตัวเขาอยู่—ครั้งสุดท้ายคือบ่ายวันพฤหัสบดีนั้น เพื่อนของเขาเห็นเขาฉีกตั๋วกระดาษ (ใบหุ้น) แล้วโปรยมันขึ้นบนอากาศแล้วเดินจากไป
แล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีใครเห็นเศรษฐีผู้นี้อีกเลย
สัปดาห์เดียวกัน เจสซี ลิเวอร์มอร์ (Jesse Livermore) เจ้าพ่อเก็งกำไรที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในโลกการลงทุน เดินกลับเข้ามาที่บ้านพร้อมรอยยิ้ม
ภรรยาของเขารู้ข่าวเรื่องตลาดหุ้นและความโกลาหลที่เกิดขึ้น เตรียมใจรับสภาพแล้วว่าต่อไปชีวิตคงลำบาก แต่ลิเวอร์มอร์กลับกระซิบบอกว่า “ไม่ต้องประหยัดแล้วนะที่รัก วันนี้ผมทำเงินได้มากที่สุดในชีวิต” แค่วันเดียวเขากวาดกำไรเทียบค่าเงินปัจจุบันกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์ จากการ ‘ชอร์ต’ ตลาด
😭 เหตุการณ์เดียวกัน สองชีวิต สองขั้ว—คนหนึ่งสิ้นเนื้อประดาตัว อีกคนขึ้นแท่นคนรวยที่สุดในโลก
ถ้าเรื่องจบแค่นี้ก็คงง่ายไป ทว่าเพียงสี่ปีถัดมา ลิเวอร์มอร์ใช้ชัยชนะเป็นเชื้อไฟเดิมพันใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายพอร์ตแตก เสียศักดิ์ศรีและสภาพคล่อง เหลือเพียงหนี้สินกับความละอาย เขาหายตัวไปสองวันก่อนกลับมาอย่างคนหมดไฟในปี 1933 แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถฟื้นกลับมาเป็นคนเดิมได้ และเลือกที่จะจบชีวิตตนเองในปี 1940 ด้วยอายุเพียงแค่ 63 ปีเท่านั้น
หลายคนยกให้ เจสซี ลิเวอร์มอร์ เป็นสุดยอดเทรดเดอร์ตลอดกาล ทว่าอีกฝ่ายกลับมองว่าชีวิตของเขาเป็นบทเตือนใจถึงอันตรายของการใช้ Leverage หวังผลกำไรมหาศาล แทนที่จะเลือกกลยุทธ์ที่มุ่งเก็บผลตอบแทนที่ขนาดเล็กแต่สม่ำเสมอและมั่นคงกว่า
แต่นั้นแหละครับ จุดจบของลิเวอร์มอร์ซ้อนทับชะตาของเจอร์แมนสกี—ต่างกันแค่จังหวะเวลา
มอร์แกน เฮาเซิล (Morgan Housel) บอกว่าเรื่องเล่าสั้น ๆ นี้สะท้อนบทเรียนทางการเงินอย่างหนึ่งว่า “หาเงิน” กับ “เก็บเงินให้อยู่” คือทักษะคนละชุดจริง ๆ
🌱 [ ความสำเร็จมักฝังเมล็ดพันธุ์ความพินาศ ]
เศรษฐกิจหมุนเป็นวงจร—เฟื่องฟูจนราคาแพง แพงจนคนตระหนก ตระหนกจนเกิดภาวะถดถอย แล้วความฝืดเคืองทำให้เกิดของขาด กระตุ้นรอบใหม่ของความเฟื่องฟู
ทุกคลื่นย่อมย้อนตีกลับ เข้ามา แล้ว เคลื่อนตัวกลับออกไป
ในวันที่ฟ้าเปิด น้ำทะเลนิ่งสงบ และเรือแล่นได้อย่างราบรื่นที่สุด น้อยคนจะคิดถึงเสื้อชูชีพ หรือเรือชูชีพ
ของเหล่านี้มักจะถูกมองเป็นของที่ "เอาไว้ใช้ยามฉุกเฉิน" ซึ่ง…ดูห่างไกลเกินกว่าจะให้ความสำคัญในวันนี้
แต่ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ จะเห็นว่าเหตุการณ์ไม่คาดคิดมักเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก—ไม่ว่าจะเป็นฟองสบู่ตลาดหุ้น, วิกฤตการเงินปี 2008, โควิด-19 , สงคราม, ภาวะเงินเฟ้อ หรือแม้แต่ตัวผู้นำที่ดูเหมือนจะบริหารประเทศผ่านทวิตเตอร์ที่ไม่มีใครคาดเดาได้แม่นยำล่วงหน้า แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือความปั่นป่วนเหล่านี้ “จะเกิดอีก”
ดังนั้น สิ่งที่เราควบคุมได้จริงๆ ไม่ใช่พายุ แต่คือ “การเตรียมตัว” ของเรามากกว่า
บริษัทและคนก็เช่นกัน ความสำเร็จที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อนิสัยและพฤติกรรมของเราเอง
หากร่ำรวยได้ หาเงินได้เก่ง เราเริ่มเชื่อว่าตัวเอง ‘ถูกเสมอ’ เปิดรับสิ่งใหม่ลดลง ยึดติดกับสิ่งเดิมๆ ไม่เตรียมตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง
และเมื่อโลกเปลี่ยน—ไม่ว่าจะเทคโนโลยี คู่แข่ง หรือพฤติกรรมผู้บริโภค—จุดแข็งเดิมกลายเป็นจุดอ่อนทันที
แอนดี โกรฟ (Andy Grove)ผู้ก่อตั้งบริษัท Intel เคยเตือนว่า “ความสำเร็จทางธุรกิจมีเมล็ดพันธุ์แห่งการล่มสลายซ่อนอยู่”
เขาจึงปลูกฝังวัฒนธรรม “หวาดกลัวอย่างสร้างสรรค์” (healthy paranoia) ให้ทีมเสมอ
📖 สื่อ Harvard Business Review เขียนเอาไว้ว่า
“โกรฟเชื่อว่าการมี “ความกลัวเล็ก ๆ” เป็นเรื่องดี — โดยเฉพาะในองค์กรที่เคยลิ้มรสความสำเร็จมาแล้ว เพราะความกลัวทำหน้าที่เป็นยาถอนพิษให้กับความเฉื่อยชาและความพึงพอใจเกินเหตุที่มักตามมาหลังชัยชนะ เขาจึงให้มี “ความระแวง” เล็กน้อยไว้เสมอ — ความรู้สึกสงสัยว่าโลกอาจกำลังเปลี่ยนไปในทางที่ไม่เข้าข้างเรา”
แม้แต่ บิล เกตส์ (Bill Gates) ตอนที่เริ่มทำบริษัท Microsoft แม้จะประสบความสำเร็จและเติบโตเร็วแค่ไหน เขาก็มักระวังความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นและเก็บเงินสำรองของบริษัทไว้เผื่อจ่ายให้กับพนักงานเป็นระยะเวลา 1 ปีเสมอ
ในการสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งเขาบอกว่า “ผมตั้งใจจะเก็บเงินสดไว้ในธนาคารให้พอจ่ายเงินเดือนพนักงานได้ทั้งปี แม้จะไม่มีรายรับเข้ามาเลยก็ตาม และแทบตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมก็รักษากฎข้อนี้ไว้ได้จริง ๆ”
Microsoft ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่ปรับตัวได้ทัน และไม่ยึดติดกับความสำเร็จในอดีต จนสามารถก้าวผ่านไปสู่ยุคใหม่ได้อย่างสวยงาม จากเมื่อก่อนคือบริษัทขายซอฟต์แวร์ ถ้าไม่เปลี่ยนและยังยึดติดกับการขาย Windows หรือ Microsoft Office พวกเขาอาจจะหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์แล้วก็ได้
ตอนนี้พวกเขากลายเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ให้บริการคลาวด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และผู้นำด้าน AI ด้วยการร่วมมือกับ OpenAI สำหรับยุคสมัยต่อไปด้วย
หรืออย่าง Netflix ที่ยอมปิดธุรกิจ DVD ของตัวเองเมื่อรู้แล้วว่าสตรีมมิงกำลังจะมา
ในโลกธุรกิจไม่ว่า ‘คูเมืองลึก’ แค่ไหน ก็สามารถถูกสั่นคลอนได้ถ้าไม่เปลี่ยนแปลง
💰 [ แล้วเราจะ ‘รวยให้นาน’ ได้ยังไง? ]
เฮาเซิล สรุปไว้แบบนี้ว่า “หนทางสู่ความร่ำรวยมีเป็นล้านวิธี แต่หนทางเดียวที่จะรักษาความมั่งคั่งไว้ได้ คือ ‘ความถ่อมตัว’ — ถ่อมจนบางครั้งแทบเป็นความระแวงเลยทีเดียว และชวนย้อนแย้งตรงที่ แทบไม่มีอะไรทำลายความถ่อมตัวได้รวดเร็วเท่ากับการร่ำรวยเสียเอง”
อยากรวยได้นานต้อง
1. หาให้เก่ง – ใช้ความกล้า เสี่ยงคำนวณผลได้ผลเสีย เห็นโอกาสก่อนใคร
2. ยอมรับความไม่แน่นอน – ความสำเร็จเมื่อวานอาจไร้ค่าพรุ่งนี้
3. ถ่อมตัวให้สุด - ไม่มีอะไรทำลาย ego ให้แตกละเอียดได้ดีเท่าตลาดขาลงอีกแล้ว
บทเรียนอีกอย่างหนึ่งจากชีวิตของลิเวอร์มอร์คือการ “เก็บเงินให้อยู่” เป็นเรื่องที่ยากมาก ตลอดชีวิตการทำงานของเขาขึ้นสุดลงสุดมาหลายรอบ รวยสุดขั้วแล้วก็จนสุดขีดมาไม่ต่ำกว่า 4 รอบ และเงื่อนไขก็เหมือนเดิมทุกครั้ง—กำไรใหญ่ → มั่นใจเกินเหตุ → ใช้เลเวอเรจ → ตลาดพลิก → ล้างพอร์ต
แน่นอนว่าเราอาจจะไม่ได้มีการใช้ Leverage เหมือนอย่างลิเวอร์มอร์ แต่สิ่งที่ต้องเข้าใจคือจิตวิทยาเบื้องหลังสิ่งที่เกิดขึ้นมากกว่า
เราอาจจะลงทุนในตลาดขาขึ้นพอดี กลายเป็นเศรษฐีที่ร่ำรวย คิดเอาว่าตัวเองเป็นเซียนหุ้น ลงทุนหนักขึ้นไปอีก
แต่อย่างที่โกรฟบอก “ความสำเร็จทางธุรกิจมีเมล็ดพันธุ์แห่งการล่มสลายซ่อนอยู่”
เมื่อวัฏจักรเปลี่ยน แล้วเราไร้ภูมิคุ้มกัน สุดท้ายทุกอย่างจะพังทลายลง
คนทั่วไปอาจไม่มีเลเวอเรจระดับนั้น แต่รูปแบบทางจิตวิทยาเหมือนกันเป๊ะ เราได้โบนัสก้อนโตแล้วเชื่อว่าลงหุ้น *อะไรก็ขึ้น* เราซื้อคอนโดหลังแรกแล้วคิดว่าตัวเองเป็นกูรูอสังหาฯ … จนวัฏจักรเปลี่ยน เรากลับไร้ภูมิคุ้มกัน
🎯 การได้มาซึ่งความมั่งคั่ง ต้องการสายตาแหลมคม กล้าได้กล้าเสีย แต่การรักษาความมั่งคั่งต้องการหัวใจที่ยอมรับว่า “ฉันอาจมองพลาด” อยู่ทุกวัน
ถ้าคุณเพิ่งทำกำไรก้อนโต นั่นคือสัญญาณเตือนให้ควร “ถ่อมตัวเป็นพิเศษ” เพราะความสำเร็จอาจจะกำลังบังตาเราไม่เห็นว่าไฟไหม้อยู่ตรงหน้า
ตรงกันข้าม หากคุณกำลังฝังตัวอยู่ในโหมดระวังภัยจนอาจพลาดโอกาสใหญ่ ก็อย่าลืมว่า “กลัวเกินไป” ก็เท่ากับถอยหลังในโลกที่เคลื่อนที่ตลอดเวลา
จงกล้าพอจะวิ่งไล่คว้าโอกาส แต่จงกลัวพอจะหยุดมองว่าเส้นทางข้างหน้ามีหน้าผารออยู่รึเปล่า
สุดท้าย คำถามที่สำคัญไม่ใช่ “จะรวยได้ไหม?” แต่คือ **“รวยแบบไหนถึงจะรวยได้นาน?”**
เพราะเส้นทางสู่ความร่ำรวยกับการรักษามันเอาไว้ เป็นสองทักษะที่แตกต่างกัน
การเป็นเศรษฐีสอนให้เราเชื่อว่าตัวเองเก่ง
แต่การอยู่รอดสอนให้เรารู้ว่าโลกเปลี่ยนเร็วแค่ไหน
- โสภณ ศุภมั่งมี (บรรณาธิการ )
#การเงินส่วนบุคคล #แนวทางการเก็บเงินให้อยู่ #ทักษะการเงิน