18/08/2026
แรงงานนอกระบบ 42% ของคนกรุงเทพมหานครเผชิญแดดทุกวัน DUCT ช่วยบริหารความเสี่ยงถึงระดับชุมชนได้อย่างไร
ลองนึกถึงแม่ค้าส้มตำริมถนนพระราม 4 วินมอเตอร์ไซค์หน้าปากซอยลาดพร้าว ไรเดอร์ส่งอาหารที่จอดรถนิ่ง ๆ กลางสี่แยกในชั่วโมงเร่งด่วน หรือคนเก็บขยะในวันที่อุณหภูมิแตะ 40°C เมื่อกรุงเทพมหานครร้อนขึ้น คนเหล่านี้ได้รับผลกระทบมากกว่าคนที่ทำงานในออฟฟิศติดแอร์ และไม่ได้มีทางเลือกในการหลบความร้อนเหมือนกัน
รายงานของ World Bank ในชื่อ "Shaping a Cooler Bangkok" (2025) และข้อมูลจาก WIEGO (Women in Informal Employment: Globalizing and Organizing) ระบุว่า แรงงานนอกระบบคิดเป็นประมาณ 42% ของกำลังแรงงานในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมทั้งหาบเร่แผงลอย คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง คนรับจ้างก่อสร้าง พ่อค้าแม่ค้าตลาดสด และไรเดอร์แพลตฟอร์มต่าง ๆ คนกลุ่มนี้คือผู้ที่เผชิญความร้อนกลางแจ้งโดยตรงทุกวัน โดยไม่มีระบบประกันสุขภาพ ไม่มีสิทธิหยุดงานเมื่อเสี่ยง และมักไม่ได้รับการสื่อสารเตือนภัยจากหน่วยงานรัฐในรูปแบบที่เข้าถึงได้
หากอุณหภูมิเฉลี่ยของกรุงเทพมหานครสูงขึ้นเพียง 1°C World Bank ประเมินผลกระทบไว้ดังนี้
• ผู้เสียชีวิตจากความร้อนเพิ่มขึ้นมากกว่า 2,300 รายต่อปี
• สูญเสียค่าแรงจากผลิตภาพแรงงานที่ลดลง 44,000 ล้านบาทต่อปี
• ค่าไฟฟ้าจากการใช้เครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้น 17,000 ล้านบาทต่อปี
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้กระจายตัวเท่ากันในประชากร แต่ความร้อนส่งผลกระทบอย่างมากต่อกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว เด็กเล็กในชุมชนแออัด ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) แรงงานกลางแจ้ง และผู้ที่อาศัยในห้องเช่าที่อับลม ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ทับซ้อนกับความยากจน เช่น คนยากจนมักอาศัยในชุมชนที่มีต้นไม้น้อย ห่างไกลพื้นที่สีเขียว และมีระบบระบายอากาศไม่ดี ทำให้เกาะความร้อนเมืองกระทบกลุ่มเปราะบางหนักกว่าหลายเท่า
DUCT ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางความร้อนมองเห็นได้
DUCT ที่ออกแบบโดยคำนึงถึงความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ (climate justice) ไม่ได้แสดงเพียงแผนที่อุณหภูมิ แต่ซ้อนชั้นข้อมูลทางสังคมและสาธารณสุขเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถระบุ Hot spot เชิงสังคม ได้ในระดับที่ละเอียด
ชั้นข้อมูลที่ DUCT สามารถซ้อนทับได้
• อุณหภูมิพื้นผิวและอุณหภูมิอากาศจริง
• ความหนาแน่นของแรงงานนอกระบบและตำแหน่งจอดประจำของไรเดอร์-วินมอเตอร์ไซค์
• ความหนาแน่นของผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว (จากข้อมูลทะเบียนราษฎร)
• การเข้าถึงพื้นที่สีเขียวภายในระยะ 400 เมตร
• ระยะทางถึงโรงพยาบาลและศูนย์บริการสาธารณสุขที่ใกล้ที่สุด
• ลักษณะที่อยู่อาศัย เช่น ความสูงเพดาน ขนาดหน้าต่าง การมีเครื่องปรับอากาศ
• ข้อมูลการเข้ารับการรักษาด้วยอาการ heat-related illness จากกระทรวงสาธารณสุข
ผลที่ได้คือแผนที่ที่บอกได้ชัดเจนว่าย่านใดมีความเปราะบางทางความร้อนสูงที่สุด ไม่ใช่ย่านที่ร้อนที่สุด แต่เป็นย่านที่คนเสี่ยงเสียชีวิตหากร้อนสุดในวันถัดไป ซึ่งเป็นข้อมูลที่นโยบายและการช่วยเหลือควรพุ่งเป้าก่อน
🏠 ห้องหลบร้อน ของ กทม. มาตรการที่เริ่มแล้วในวันนี้
ในขณะที่การพัฒนา DUCT ระดับเมืองยังเป็นโจทย์ระยะกลาง กรุงเทพมหานครได้เริ่มต้นมาตรการระยะสั้นที่จับต้องได้แล้ว นั่นคือโครงการ "BKK Cooling Center" หรือ "ห้องหลบร้อน" ที่กระจายทั่วกรุงเทพฯ รวม 313 จุด
สิ่งที่ผู้สนใจควรรู้
📍เปิดให้บริการช่วงฤดูร้อน 16 มีนาคม – 30 เมษายน 2569 (2026) เวลา 10.00–15.00 น. ทุกวัน
📍ให้บริการฟรี ทั้งห้องปรับอากาศ ที่นั่งพักผ่อน น้ำดื่ม ยาสามัญประจำบ้าน อุปกรณ์ปฐมพยาบาล และระบบเรียกฉุกเฉิน
📍ภาคเอกชนร่วมเปิด "Cool Zones" ในห้างสรรพสินค้า เช่น CentralWorld, Siam Paragon, IconSiam สำหรับผู้ที่ต้องการพักโดยไม่จำเป็นต้องซื้อสินค้า
📍ใช้ระบบเตือนภัยความร้อน 4 ระดับสีตามค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) เขียว–เหลือง–ส้ม–แดง 🟢🟡🟠🔴
ผู้สนใจค้นหาห้องหลบร้อนใกล้บ้านได้ที่แผนที่ออนไลน์ของ กทม. https://greener.bangkok.go.th/heat-escape-room/
กลุ่มเป้าหมายที่ควรใช้บริการเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็กเล็กอายุ 0–5 ปี หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และแรงงานกลางแจ้งที่ทำงานต่อเนื่องนานเกิน 1 ชั่วโมง 🤱🏻🤰🏻👷🏼
จากมาตรการระยะสั้นสู่ระบบที่ฉลาดขึ้น
โครงการห้องหลบร้อนของกทม. คือก้าวที่ดี แต่หากมี DUCT รองรับ จะตอบคำถามต่อยอดได้อีกหลายข้อ 313 จุดที่ตั้งครอบคลุมพื้นที่เปราะบางครบหรือยัง ระยะการเดินถึงห้องหลบร้อนของผู้สูงอายุในชุมชนแออัดเป็นเท่าไร ควรเพิ่มจุดในย่านใดก่อนในปี 2027 และห้างสรรพสินค้าใดควรชวนเข้าร่วมเป็น Cool Zone เพื่อเสริมบริเวณที่ขาดแคลน
นอกจากนี้ DUCT ยังเปิดทางสู่มาตรการระยะกลางอื่น ๆ เช่น
ที่พักร่มเงาริมถนนเช่นป้ายรถเมล์ จุดพักริมถนนที่ติดละอองน้ำ (mist cooling) ในตำแหน่งที่ไรเดอร์และวินมอเตอร์ไซค์จอดประจำ
ระบบเตือนภัยคลื่นความร้อนเฉพาะกลุ่ม (Targeted Heat Alert) ใช้ DUCT ผูกกับฐานข้อมูลผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรัง ส่งข้อความแจ้งเตือนตรงเมื่อ Wet Bulb Globe Temperature (WBGT) ในย่านนั้นเกินเกณฑ์อันตราย
นโยบายสิทธิแรงงานในวันร้อน มาตรฐานอย่าง OSHA ของสหรัฐฯ และข้อกำหนดของกระทรวงแรงงานสิงคโปร์ระบุว่าเมื่อ WBGT เกิน 32°C นายจ้างต้องอนุญาตให้พักตามรอบ ในประเทศไทยยังไม่มีมาตรฐานนี้สำหรับแรงงานนอกระบบ ซึ่งเป็นช่องว่างที่สำคัญ
การออกแบบเมืองที่เน้นความเย็นในย่านยากจน การจัดสรรพื้นที่สีเขียวและหลังคาเขียวควรเริ่มจากย่านที่มีความเปราะบางสูง ไม่ใช่ย่านที่มีงบประมาณท้องถิ่นเยอะ
บทเรียนจากสิงคโปร์และ IPCC
ดร. Winston Chow เน้นใน The Straits Times (มี.ค. 2026) ว่า "ความเสี่ยงทางสภาพภูมิอากาศมักส่งผลกระทบหนักกว่ากับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุและแรงงานกลางแจ้ง" ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินของ IPCC AR6 ที่ระบุว่าการสร้างความยืดหยุ่นไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยเงื่อนไขที่เอื้อ (enabling conditions) เช่น สถาบันที่เข้มแข็ง การเงินที่ยั่งยืน และการมีส่วนร่วมของชุมชน
ในประเทศไทย ภาคประชาสังคมที่ทำงานกับแรงงานนอกระบบ เช่น HomeNet Thailand และเครือข่ายไรเดอร์ มีบทบาทสำคัญในการป้อนข้อมูลและตรวจสอบผลของ DUCT ให้สะท้อนชีวิตจริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขในแบบจำลอง
DUCT ที่ออกแบบโดยปราศจากมิติความเป็นธรรม อาจกลายเป็นเครื่องมือที่ "ทำให้ย่านรวยเย็นขึ้น" และทิ้งย่านยากจนไว้ข้างหลัง การฝังความยุติธรรมทางสภาพภูมิอากาศ เข้าไปในขั้นออกแบบของ DUCT จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขจำเป็น และในระหว่างที่กำลังสร้าง DUCT ระดับเมือง การใช้เครื่องมือที่มีอยู่อย่างห้องหลบร้อนให้คุ้มค่าที่สุด คือสิ่งที่ทำได้ทันที
ในโพสต์ปิดท้ายซีรีส์ DUCT 101 CBiS จะพาผู้สนใจสำรวจอีกหนึ่งมิติที่จะตัดสินว่า DUCT จะกลายเป็นเครื่องมือบนหิ้ง หรือ เครื่องมือที่ปรับเมืองได้จริง นั่นคือมิติของการเงินเพื่อการปรับตัว (adaptation finance)
➡️ เช็กห้องหลบร้อนใกล้บ้าน: https://greener.bangkok.go.th/heat-escape-room/
#สถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน #ห้องหลบร้อน #ความร้อนไม่เท่ากัน #แรงงานนอกระบบ #เกาะความร้อนเมือง #กรุงเทพร้อน
14/08/2026
NVIDIA Earth-2 และ Destination Earth เมื่อ AI เขียนอนาคตสภาพอากาศของโลก
เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2026 NVIDIA เปิดตัว Earth-2 แพลตฟอร์ม AI สำหรับจำลองสภาพอากาศและภูมิอากาศที่ใช้ Generative AI ขับเคลื่อน ขณะที่สหภาพยุโรปประกาศให้โครงการ Destination Earth (DestinE) เข้าสู่เฟส 3 ในเดือนมิถุนายน 2026 พร้อมขยายระยะเวลาดำเนินงานถึงมิถุนายน 2028 ทั้งสองโครงการนี้สะท้อนถึงการลงทุนระดับมหาศาลของชาติมหาอำนาจในการสร้างแฝดดิจิทัลของโลก
🌎 NVIDIA Earth-2
เมื่อ Generative AI ทำสิ่งที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์เคยใช้เวลาเป็นเดือน
หัวใจของ Earth-2 คือ CorrDiff โมเดล Generative AI ที่ใช้เทคนิค diffusion modeling เดียวกับ AI สร้างภาพ (เช่น Stable Diffusion หรือ Midjourney) แต่ปรับมาใช้กับข้อมูลสภาพอากาศ จุดเด่นที่ทำให้ Earth-2 น่าจับตามองคือ
1. ความละเอียดสูงกว่าเดิม 12.5 เท่า จากภาพสภาพอากาศที่โมเดลตัวเลข (numerical weather prediction) เคยให้ในระดับกริด 25 กิโลเมตร CorrDiff สามารถสังเคราะห์ภาพในระดับ 2 กิโลเมตรหรือต่ำกว่า ซึ่งเป็นรายละเอียดเพียงพอต่อการวางแผนเมืองและการจัดการภัยพิบัติ
2. ความเร็วเพิ่มขึ้น 1,000 เท่า การจำลองพายุเฮอริเคนหรือคลื่นความร้อนที่เคยใช้เวลาเป็นชั่วโมงหรือวัน ตอนนี้สามารถทำได้ในเวลาไม่กี่วินาที ทำให้การตอบสนองต่อภัยพิบัติแบบ real-time decision support เป็นไปได้จริง
3. การประหยัดพลังงาน 3,000 เท่า ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในยุคที่ AI ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการบริโภคพลังงาน
แอปพลิเคชันของ Earth-2 ครอบคลุมตั้งแต่บริษัทประกันภัยที่ใช้ประเมินความเสี่ยงภัยพิบัติ หน่วยงานพยากรณ์อากาศ บริษัทพลังงานหมุนเวียนที่ต้องวางแผนการผลิตล่วงหน้า ไปจนถึงนักวางผังเมืองที่ต้องการจำลองภาพอนาคต 30–50 ปีของย่านที่กำลังออกแบบ
🌎 Destination Earth
โครงการที่ทะเยอทะยานที่สุดของยุโรป
Destination Earth (DestinE) เป็นโครงการเรือธงของคณะกรรมาธิการยุโรปที่เริ่มในปี 2022 มีเป้าหมายสร้าง แฝดดิจิทัลของโลกภายในปี 2030 บริการหลักเริ่มเปิดในเดือนมิถุนายน 2024 และในเดือนมิถุนายน 2026 จะเข้าสู่เฟส 3 ที่เน้น 2 แฝดดิจิทัลหลัก
1. Climate Change Adaptation Digital Twin สำหรับจำลองผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว 30–50 ปี ใช้สำหรับการวางแผนนโยบายและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
2. Weather-Induced Extremes Digital Twin สำหรับจำลองภัยพิบัติเฉพาะหน้า เช่น คลื่นความร้อน น้ำท่วมฉับพลัน พายุ และไฟป่า
DestinE ทำงานร่วมกับศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางแห่งยุโรป (ECMWF) องค์การอวกาศยุโรป (ESA) และองค์การยูเมตแซต (EUMETSAT) ปัจจุบันมีเมืองนำร่องที่ใช้ DestinE เชื่อมเข้ากับเครื่องมือเฉพาะทางของแต่ละเมือง ได้แก่ Munich, Konstanz, Zürich, และ Heidelberg ซึ่งเป็นต้นแบบของการ "ต่อท่อ" ระหว่าง digital twin ระดับโลกกับ DUCT ระดับเมือง
🇹🇭 โอกาสมหาศาลของไทย
เราไม่จำเป็นต้องสร้างทุกอย่างเอง
จุดที่น่าสนใจที่สุดสำหรับประเทศไทยคือ DUCT ของกรุงเทพมหานครหรือเมืองอื่น ๆ ไม่จำเป็นต้องสร้างโมเดลภูมิอากาศโลกตั้งแต่ต้น ด้วยการมาถึงของ Earth-2 และ DestinE การพัฒนา DUCT ไทยสามารถใช้แนวทาง 3 ขั้นได้
ขั้นที่ 1 รับข้อมูลจากแพลตฟอร์มระดับโลก ใช้ Earth-2 หรือ DestinE เป็น "ต้นน้ำ" ที่ให้ข้อมูลภูมิอากาศของอนาคต 30–50 ปีในระดับกริด 2 กิโลเมตรหรือละเอียดกว่า
ขั้นที่ 2 ลดสเกลให้เหมาะกับเมืองไทย (downscaling) ใช้แบบจำลองและข้อมูลท้องถิ่น เช่น GISTDA สำหรับภาพถ่ายดาวเทียม กรมอุตุนิยมวิทยาสำหรับข้อมูลย้อนหลัง และเซ็นเซอร์ของกรุงเทพมหานครหรือ One Bangkok สำหรับข้อมูลเรียลไทม์ เพื่อปรับสเกลข้อมูลโลกลงมาในระดับ 100 เมตร × 100 เมตรของกรุงเทพฯ
ขั้นที่ 3 เพิ่มโมเดลเฉพาะเมือง ปรับโมเดลความร้อนจากกิจกรรมมนุษย์ การใช้พลังงานในอาคาร การจราจร และพฤติกรรมการเดินทางให้สอดคล้องกับบริบทไทย เช่น การใช้รถจักรยานยนต์ที่หนาแน่นกว่าเมืองยุโรปอย่างมีนัยสำคัญ
แนวทางนี้ลดต้นทุนและเวลาการพัฒนาได้มหาศาล จากเดิมที่ต้องใช้สิบปีและเงินทุนหลักพันล้าน อาจย่นเหลือ 3–5 ปีและเงินลงทุนระดับร้อยล้าน
คำถามที่ต้องเตรียมตอบ
อย่างไรก็ตาม การเกาะกระแส ของ Earth-2 และ DestinE มีคำถามเชิงนโยบายและจริยธรรมที่ต้องคิดล่วงหน้า
ความเป็นเจ้าของข้อมูล หากใช้แพลตฟอร์มของ NVIDIA หรือสหภาพยุโรปเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูลของเมืองไทยจะไหลออกหรือไม่ และในเงื่อนไขใด
การพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ ในระยะยาวจะมีผลต่อความมั่นคงทางข้อมูลภูมิอากาศหรือไม่ ประเทศจีนซึ่งกำลังพัฒนา digital twin ของตนเอง (China's growing digital twin workforce, CGTN 2026) เป็นทางเลือกหนึ่งที่ต้องพิจารณาเช่นกัน
ทักษะของบุคลากรไทย การ downscale และตีความผลจาก AI ระดับโลกต้องการนักวิจัยที่เข้าใจทั้งฟิสิกส์บรรยากาศและ machine learning ซึ่งเป็นทักษะที่ขาดแคลนทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย
ในโพสต์ถัดไป CBiS จะพาผู้สนใจสำรวจมิติที่อาจถูกมองข้ามที่สุดของ DUCT เรื่องความเหลื่อมล้ำทางสภาพอากาศ และเหตุผลที่ความร้อนใน "เมืองเดียวกัน" ไม่เท่าเทียมกันระหว่างชนชั้นและกลุ่มอาชีพ
07/08/2026
ขอบคุณทุกความไว้วางใจ! LCA for Sustainable Business รุ่นที่ 1 สำเร็จลุล่วง พร้อมส่งต่อองค์ความรู้สู่การใช้งานจริง และเตรียมพบกับรุ่นถัดไปเร็ว ๆ นี้
เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับหลักสูตร “Life Cycle Assessment (LCA) for Sustainable Business รุ่นที่ 1” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–6 สิงหาคม 2569 โดยสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน ตลอดระยะเวลา 3 วัน ผู้เข้าร่วมจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาต่างให้ความสนใจและมีส่วนร่วมในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความสำคัญของการใช้ข้อมูลสิ่งแวดล้อมเพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน
นอกจากการเรียนรู้หลักการ Life Cycle Assessment (LCA) ตามมาตรฐาน ISO 14040/14044 ผู้เข้าร่วมยังได้ลงมือปฏิบัติจริงผ่าน Workshop ตั้งแต่การกำหนด Goal & Scope การจัดทำ Life Cycle Inventory (LCI) การประเมินผลกระทบ Life Cycle Impact Assessment (LCIA) การวิเคราะห์ Hotspot Analysis และการเปรียบเทียบทางเลือกด้วย Scenario Comparison พร้อมฝึกใช้โปรแกรม Umberto เพื่อวิเคราะห์ Material & Energy Flow และประยุกต์ใช้กับกรณีศึกษาจริง พร้อมสิทธิ์ใช้งาน โปรแกรม Umberto ฟรี 1 เดือน
บรรยากาศการอบรมเต็มไปด้วยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้เข้าร่วมและทีมวิทยากร ผู้เข้าอบรมได้ร่วมอภิปราย วิเคราะห์โจทย์ และฝึกแก้ปัญหาจากสถานการณ์จำลองอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้สามารถเข้าใจการประยุกต์ใช้ LCA ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ตลอดจนการวางกลยุทธ์ด้าน ESG และการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม
สถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน ขอขอบคุณผู้เข้าร่วมอบรมทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ในครั้งนี้ พร้อมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการยกระดับองค์กร สร้างนวัตกรรม และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำและการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป
07/08/2026
🎉 ประกาศรายชื่อ 20 ทีมสุดท้าย! 🌱✨
Green Mission by Chula x GULF ภารกิจรักษ์ยั่งยืน ปีที่ 3
ขอแสดงความยินดีกับ 20 ทีมที่ผ่านการคัดเลือกจาก 927 ทีมทั่วประเทศไทย 🎊
จากความตั้งใจและไอเดียสร้างสรรค์ด้านสิ่งแวดล้อมของน้อง ๆ ทุกทีม วันนี้เราได้ทีมตัวแทนที่จะร่วมเดินทางสู่ภารกิจการสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืนแล้ว 💚
ทั้ง 20 ทีมจะได้เข้าร่วมกระบวนการพัฒนาแนวคิดผ่านกิจกรรม Green Mission by Chula x GULF พร้อมเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และต่อยอดโครงการด้านสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด “ภารกิจรักษ์ยั่งยืน” เพื่อสร้าง Impact ที่เกิดขึ้นได้จริงในสังคม 🌏
หมายเหตุ : โครงการจะแจ้งผลการคัดเลือกสำหรับทีมที่ผ่านเข้ารอบและส่งรายละเอียดการเข้าร่วมกิจกรรมผ่านทางอีเมลภายในวันที่ 7 สิงหาคม 2569
หากมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
สามารถติดต่อทีมงานได้ที่ 092-997-4606 (คุณเอกพงศ์)
ขอแสดงความยินดีอีกครั้ง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้พบทุกทีมในกิจกรรมของโครงการ
ทีมงานโครงการ Green Mission by Chula x GULF รุ่นที่ 3
31/07/2026
ผ่านพ้นไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับกิจกรรมค่าย STEM Education ที่มุ่งเน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง (Activity-Based Learning) โดยมีกิจกรรมไฮไลต์หลัก ได้แก่:
Environmental & Sustainability Lecture & Workshop: การเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อกระตุ้นกระบวนการคิดและตระหนักรู้ในปัญหารอบตัว
STEM Escape Room Activity: กิจกรรมไขปริศนาถอดรหัสที่ผสานทักษะ STEM เข้ากับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการทำงานร่วมกันเป็นทีม
ขอขอบพระคุณคณะครูและน้อง ๆ นักเรียนโรงเรียนสอาดเผดิมวิทยาทุกคนที่ให้ความร่วมมือและเข้าร่วมกิจกรรมอย่างแข็งขัน หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมในครั้งนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและทักษะที่นำไปใช้ได้จริงในอนาคต ✨
#สอาดเผดิมวิทยา
30/07/2026
วันนี้วันสุดท้าย! เปิดรับสมัคร “หลักสูตรการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์เพื่อการบริหารจัดการธุรกิจอย่างยั่งยืน”
Life Cycle Assessment (LCA) for Sustainable Business (รุ่นที่ 1)
ในยุคที่การดำเนินธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับ ESG, Circular Economy และ Net Zero ข้อมูลจาก Life Cycle Assessment (LCA) ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ตลอดทั้งวัฏจักรชีวิต และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ
หลักสูตรนี้ได้รับการออกแบบให้ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้ตั้งแต่หลักการตามมาตรฐานสากล ISO 14040 และ ISO 14044 ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ข้อมูล LCA ในการบริหารจัดการธุรกิจ พร้อมฝึกปฏิบัติจริงด้วย Umberto LCA Software ผ่านกรณีศึกษาและ Workshop ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้ทันที
วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ
🔹 ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล
อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและผู้อำนวยการสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (CBiS)
🔹 ดร.ภาวินี พงศ์พันธ์พฤทธิ์
ที่ปรึกษา สถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (CBiS)
🔹 คุณวรุณ วารัญญานนท์
ที่ปรึกษาเพื่อภาคีอุตสาหกรรม ศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
🔹 นายชาคริต ยุกตานนท์
รองหัวหน้าฝ่ายประเมินและบริหารโครงการ
บริษัท ซีบีไอเอส คอนซัลติ้ง จำกัด
🔹 นางสาวชัญญานุช เมฆาวัชร์
รองหัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจและทรัพยากรบุคคล
บริษัท ซีบีไอเอส คอนซัลติ้ง จำกัด
📅 กำหนดการอบรม
วันที่ : 4–6 สิงหาคม 2569
สถานที่ : อาคารวิศวฯ 100 ปี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ระยะเวลา 3 วัน (21 ชั่วโมง)
🎁 สิทธิพิเศษ
- รับสิทธิ์ใช้งาน Umberto LCA License ฟรี 1 เดือน (เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด)
💰 ค่าลงทะเบียน
ราคา 12,900 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%)
🎓 ผู้ที่เคยผ่านการอบรมหลักสูตรของ CBiS รับส่วนลด 10%
สมัครได้ที่ : https://forms.gle/5Jkng6ednxqsMJTy7
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทร : 08 2980 3479
อีเมล : [email protected]
28/07/2026
28 กรกฎาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษา ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน
#สถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน
20/07/2026
💬 ถ้าคุณกำลังคิดว่า…
🌱อยากอัปสกิล ESG แต่ยังไม่รู้จะเริ่มตรงไหน
🌱อยากเตรียมตัวรับมือกติกาโลกใหม่ (ESG, Climate, Carbon)
🌱อยากเรียนรู้กับสถาบันที่ “ทำจริง ไม่ใช่แค่สอน”
นี่คือโอกาสที่เราอยากให้คุณเข้าถึงได้
สถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองเห็นความสำคัญและความจำเป็นของการพัฒนาศักยภาพด้าน ESG ทั้งในภาคธุรกิจ ภาครัฐ และบุคลากรรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตเข้าสู่ระบบการทำงาน
ภายใต้แนวคิดการสร้าง Learning Sustainable Hub พื้นที่เรียนรู้ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ห้องเรียน แต่ต่อยอดสู่การลงมือทำ การแลกเปลี่ยน และการนำไปใช้จริง ด้วยเหตุนี้ทางสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จึงได้ให้การสนับสนุนค่าใช้จ่าย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สนใจสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ด้าน ESG ได้มากขึ้น ในช่วงการเปิดรับสมัครรอบนี้
💰 อัตราค่าลงทะเบียน (สนับสนุนพิเศษ)
จากอัตราปกติ 35,000 บาท ปรับเป็น 30,000 บาท
สิทธิพิเศษนี้ หมดเขตวันที่ 31 กรกฎาคม นี้เท่านั้น
ลงทะเบียนได้ที่ : https://forms.gle/CEaNqYcghEo8s4AKA
🎓 ผู้เข้าร่วมจะได้รับ
🌱การเรียนรู้ด้าน ESG ที่เชื่อมโยงบริบทจริงของประเทศและภาคอุตสาหกรรม
🌱เครือข่ายผู้เรียนและผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน
🌱เครดิตหน่วยกิต 3 หน่วยกิต ซึ่งสามารถนำไปใช้สำหรับสมัครหลักสูตรระดับปริญญาโท ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ เช่น หลักสูตร IES
เราเชื่อว่า ESG ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นองค์ความรู้สำคัญสำหรับการขับเคลื่อนองค์กรและสังคมในระยะยาว
วันที่เรียน :
3 สิงหาคม ถึง 14 กันยายน 2569
เรียน Online ทุกวันจันทร์และพุธ เวลา 17.00–20.00 น.
และ Onsite วันเสาร์ 9.00–16.00 น. (รวม 45 ชั่วโมง)
ลงทะเบียนได้ที่ : https://forms.gle/CEaNqYcghEo8s4AKA
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Facebook: Carbon Institute for Sustainability - CBiS
Email: [email protected]
หรือ โทร 082-980-3479