15/05/2026
📢 เปิดรับสมัครหลักสูตรการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร รุ่นที่ 2 (CFO)
ยกระดับความรู้ด้านการจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์
✨ สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้
• มาตรฐานการประเมิน CFO ตามแนวทาง อบก. และ ISO 14064-1
• การแยก Scope 1-3 อย่างถูกต้อง
• วิธีการเก็บ Activity Data และเลือก Emission Factor
• Workshop การรายงาน CFO ด้วย Verification Sheet แบบ Step-by-step
• โอกาสได้รับเคสการประเมิน CFO ขององค์กรจริง
• รับวุฒิบัตรและสามารถใช้ประกอบการขึ้นทะเบียนที่ปรึกษา CFO ของ TGO
📅 วันที่อบรม: 29–30 มิถุนายน 2569
📍 สถานที่อบรม: โรงแรมเดอะ ทวิน ทาวเวอร์ กรุงเทพฯ
💰 ค่าลงทะเบียน: 8,500 บาท (ไม่รวม VAT)
🎓 ผู้ที่เคยผ่านอบรมหลักสูตรจาก CBiS รับส่วนลด 10%
⚡ รับจำนวนจำกัด 50 ที่นั่ง (รีบสมัครด่วน!)
***สามารถลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ 200%***
🔗 ลงทะเบียนได้ที่: https://forms.gle/stVF46RmdaFJxhZ38
📞 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: โทร. 08 2980 3479 (คุณศิริลักษณ์)
📧 [email protected]
14/05/2026
DUCT ทำงานอย่างไร? เลเยอร์ทั้งสามของเมืองในโลกเสมือน ตั้งแต่เซนเซอร์บนถนน ถึง AI ในคลาวด์
หากเปรียบเทียบ DUCT กับสิ่งที่คนทั่วไปคุ้นเคย ภาพที่ใกล้เคียงที่สุดอาจเป็นเกม SimCity ที่กราฟิกสมจริงระดับทุกแผ่นของฟุตบาท แล้วเติมสมองด้วย AI และข้อมูลจริงจากเซนเซอร์ทั่วเมือง แต่ที่จริง DUCT ไม่ใช่ของเล่นหรือวิดีโอเกม ภายใต้หน้าจอเรียบ ๆ ที่ผู้ใช้งานเห็น แต่ประกอบไปด้วยสถาปัตยกรรม 3 ชั้นที่ทำงานประสานกัน ตามต้นแบบที่พัฒนาโดยทีม Cooling Singapore 2.0
ชั้นที่ 1 Application Layer: หน้าจอที่ผู้ใช้งานเห็น
ในกรณีของ Cooling Singapore 2.0 ส่วนนี้ถูกเรียกว่า DUCT Explorer เป็นอินเทอร์เฟซที่นักวางผังเมือง นักวิจัย และเจ้าหน้าที่นโยบายใช้ในการตั้งคำถามแบบ what-if scenarios เช่น
• หากเพิ่มต้นไม้ 10,000 ต้นบริเวณคลองเตย อุณหภูมิในรัศมี 1 กิโลเมตรจะลดลงเท่าใด
• หากปรับเปลี่ยนวัสดุปูถนนในย่านสีลมจากแอสฟัลต์เป็นคอนกรีตสีอ่อน (cool pavement) ดัชนีความสบายในการเดินจะดีขึ้นแค่ไหน
• หากเปลี่ยนตึก 50 หลังในย่านธุรกิจให้มีหลังคาเขียว ผลจาก Heat Island Effect จะลดลงกี่องศา
ระบบจะส่งคำถามเหล่านี้ลงไปยังชั้นล่าง และรายงานผลกลับมาในรูปแผนที่ความร้อน กราฟ และตัวเลขเปรียบเทียบ ซึ่งสามารถใช้ประกอบการตัดสินใจของรัฐบาลและองค์กรปกครองท้องถิ่นได้โดยตรง
ชั้นที่ 2 Computation Layer: สมองจริงของระบบ
ชั้นนี้คือ "Features of Merit" หรือ FoMs เป็นชั้นที่รวมโมเดลทางวิทยาศาสตร์หลายสิบตัวที่ทำงานควบคู่กัน ที่สำคัญได้แก่
- โมเดลสภาพอากาศจุลภาค หรือ microclimate models เช่น PALM-4U และ ENVI-met คำนวณการไหลของอากาศ ความชื้น และการแลกเปลี่ยนพลังงานในระดับเมืองและถนน
- โมเดลความร้อนจากกิจกรรมมนุษย์ ครอบคลุมความร้อนที่ปล่อยจากเครื่องปรับอากาศ ยานพาหนะ และการผลิตอุตสาหกรรม
- โมเดลการใช้พลังงานในอาคาร ใช้แพลตฟอร์มอย่าง EnergyPlus และ CityBES คำนวณการใช้ไฟฟ้าและความร้อนที่ปล่อยออกจากอาคารแต่ละหลัง
- โมเดล AI/Machine Learning ใช้ทำนายรูปแบบความร้อนในอนาคตจากข้อมูลในอดีต และตรวจจับความผิดปกติ (anomaly detection) แบบเรียลไทม์
- ข้อมูลพื้นผิวดิน Land Surface Temperatur จากดาวเทียม Landsat ของ NASA และ Sentinel ของ ESA ใช้เป็น "ความจริงภาคพื้นดิน" สำหรับสอบเทียบโมเดล
จุดเด่นที่ทำให้ DUCT แตกต่างจาก digital twin ทั่วไปคือ ทุกโมเดลถูกผูกเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผลลัพธ์ของโมเดลหนึ่งกลายเป็นข้อมูลนำเข้าของอีกโมเดล เช่น ความร้อนจากแอร์ที่คำนวณได้จะส่งต่อให้โมเดลอากาศจุลภาคเพื่อจำลองว่าอากาศร้อนจะกระจายไปในย่านอย่างไร
ชั้นที่ 3 Infrastructure Layer: คลาวด์และโครงสร้างพื้นฐาน
ชั้นล่างสุดนี้คือ Sim-as-a-Service หรือ Sim-aaS ระบบคลาวด์คอมพิวติ้งที่ใช้ประมวลผลการทำ simulation ขนาดใหญ่ เพราะการรันโมเดลภูมิอากาศเมืองทั้งเมืองในระดับความละเอียด 100 เมตร × 100 เมตร ต้องใช้กำลังการประมวลผลเทียบเท่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระดับเล็ก
ปัจจุบันโครงการระดับโลกอย่าง NVIDIA Earth-2 ที่เปิดตัวเมื่อ 26 มกราคม 2026 ใช้ Generative AI ชื่อ CorrDiff สร้างภาพสภาพอากาศที่ละเอียดกว่าโมเดลตัวเลขเดิม 12.5 เท่า รันเร็วขึ้น 1,000 เท่า และประหยัดพลังงานมากขึ้นถึง 3,000 เท่า ขณะที่โครงการ Destination Earth ของสหภาพยุโรปจะเข้าสู่เฟส 3 ในเดือนมิถุนายน 2026 พร้อมเชื่อม Climate Change Adaptation Digital Twin กับ Weather-Induced Extremes Digital Twin เพื่อให้เมืองอย่างมิวนิก ซูริก และไฮเดลเบิร์ก ใช้สำหรับวางนโยบายระดับท้องถิ่น
จากเซ็นเซอร์บนถนนจริง สู่การตัดสินใจ
วงจรการทำงานของ DUCT สามารถสรุปได้เป็น 4 ขั้น
- Data Acquisition: เซ็นเซอร์อุณหภูมิ ความชื้น ทิศทางลม คุณภาพอากาศ ภาพถ่ายดาวเทียม และข้อมูลการใช้พลังงานป้อนเข้าระบบอย่างต่อเนื่อง
- Information Processing: AI และโมเดลฟิสิกส์ประมวลข้อมูลดิบให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึก เช่น แผนที่ความร้อนแบบไดนามิก
- Decision Support: ผลลัพธ์ถูกส่งให้ผู้กำหนดนโยบายและนักวางผังเมืองผ่าน DUCT Explorer
- Feedback Loop: มาตรการที่นำไปใช้จริงถูกวัดผลและป้อนกลับเข้าระบบเพื่อปรับโมเดลให้แม่นยำยิ่งขึ้น
นี่คือเหตุผลที่ทีม Cooling Singapore 2.0 ใช้เวลากว่า 5 ปีในการบูรณาการโมเดลทุกตัวเข้าด้วยกัน และเป็นเหตุผลที่ DUCT แตกต่างจากแผนที่ 3 มิติ หรือ digital twin ในแบบที่ใช้ในงานก่อสร้างทั่วไป ที่มักโฟกัสที่โครงสร้างของอาคารเดี่ยว ไม่ใช่ระบบนิเวศของเมืองทั้งเมือง
ความท้าทายและโอกาสของไทย
การพัฒนา DUCT ระดับกรุงเทพฯ ต้องอาศัยความร่วมมือข้ามภาคส่วน ทั้งสถาบันการศึกษา, GISTDA สำหรับข้อมูลดาวเทียม, กรมอุตุนิยมวิทยา, การเคหะแห่งชาติ และกรุงเทพมหานคร สิ่งที่จำเป็นคือกรอบการกำกับข้อมูลที่ชัดเจน เงินทุนระยะยาวสำหรับการบำรุงรักษาระบบ และการสร้างทีมที่มีทักษะข้ามสาขา
ในโพสต์ถัดไป CBiS จะพาผู้สนใจดูตัวอย่างการใช้ DUCT ทดสอบโครงการ "1 ล้านต้น" ของกรุงเทพมหานคร ก่อนการลงทุนจริง และคำถามสำคัญที่ตามมาคือ ปลูกอย่างไรให้ลดอุณหภูมิได้คุ้มที่สุด
11/05/2026
กรุงเทพฯ ร้อนขึ้น 5.26°C ใน 25 ปี ทำความรู้จัก "แฝดดิจิทัลเมืองภูมิอากาศ" (DUCT) เครื่องมือใหม่ที่อาจเปลี่ยนวิธีออกแบบเมืองให้รับมือวิกฤตความร้อน
ในรอบ 25 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิเฉลี่ยของกรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้นถึง 5.26°C จากปรากฏการณ์ที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า เกาะความร้อนเมือง หรือ Urban Heat Island (UHI) ตัวเลขนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิระดับโลกหลายเท่า และส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ ผลิตภาพแรงงาน และต้นทุนพลังงานของคนเมือง
รายงานล่าสุดของธนาคารโลก (World Bank, 2025) ในชื่อ Shaping a Cooler Bangkok ระบุว่า หากอุณหภูมิเฉลี่ยของกรุงเทพฯ สูงขึ้นเพียง 1°C จะส่งผลให้
• มีผู้เสียชีวิตจากความร้อนเพิ่มขึ้นกว่า 2,300 ราย/ปี
• สูญเสียค่าแรงจากผลิตภาพที่ลดลงปีละ 44,000 ล้านบาท
• ค่าไฟจากการใช้เครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้นปีละ 17,000 ล้านบาท
ในขณะเดียวกัน Climate Risk Index ปี 2024 จัดให้ประเทศไทยอยู่อันดับ 17 ของโลกด้านความเสี่ยงต่อสภาพอากาศรุนแรง ขยับขึ้นจากอันดับ 72 ในปี 2022 อย่างก้าวกระโดด ทั้งหมดนี้ชี้ว่าเราไม่สามารถ "รอดู" ได้อีกต่อไป
แต่จะปรับตัวอย่างไรในเมืองที่มีตัวแปรนับล้าน
ทั้งทิศทางลม ความสูงของอาคาร วัสดุก่อสร้าง ปริมาณต้นไม้ ไปจนถึงความร้อนที่ปล่อยออกมาจากเครื่องปรับอากาศแต่ละหลัง การจะทดลองมาตรการลดความร้อนในเมืองจริง เช่น ปลูกต้นไม้เพิ่มจุดไหนได้ผลที่สุด หรือ ใช้วัสดุปูถนนชนิดใดสะท้อนความร้อนดีที่สุด ทำได้ยากและมีต้นทุนสูง การทดลองผิดเพียงครั้งเดียวอาจหมายถึงงบประมาณหลายร้อยล้านบาทที่สูญเปล่า
นี่คือเหตุผลที่นักวิจัยทั่วโลกหันมาใช้แฝดดิจิทัลเมืองภูมิอากาศ หรือ Digital Urban Climate Twin (DUCT)
DUCT คืออะไร
DUCT คือสำเนาดิจิทัลของระบบภูมิอากาศของเมืองทั้งเมือง รวมโมเดลคำนวณทุกมิติเข้าด้วยกัน ตั้งแต่สภาพอากาศจุลภาค (microclimate) ความร้อนจากกิจกรรมของมนุษย์ (anthropogenic heat) การใช้พลังงานในอาคาร ไปจนถึงข้อมูลการจราจรและการเคลื่อนไหวของประชากร ทั้งหมดเชื่อมต่อกับเซ็นเซอร์ในเมืองจริงแบบเรียลไทม์
ความแตกต่างจากแผนที่ 3 มิติ หรือระบบ Geographic Information System (GIS) ทั่วไป คือ DUCT มีการไหลของข้อมูลสองทาง (bidirectional) ข้อมูลจริงป้อนเข้าโมเดล และผลจำลองส่งกลับไปปรับการตัดสินใจในโลกจริง ทำให้นักวางผังเมืองสามารถ "ทดลอง" มาตรการต่าง ๆ ในโลกเสมือนก่อนลงมือจริง
กรณีศึกษา Cooling Singapore 2.0
โครงการวิจัยระดับชาติของสิงคโปร์ที่ดำเนินการโดยความร่วมมือของ Singapore-ETH Centre, มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS), Singapore Management University (SMU), Cambridge CARES และ TUMCREATE ใช้ DUCT จำลองความร้อนระดับ 100 เมตร × 100 เมตร ครอบคลุมทั้งเกาะ และพบว่าความต่างของอุณหภูมิภายในเมืองสูงถึง 7°C ระหว่างย่านศูนย์กลางธุรกิจกับเขตชานเมืองที่มีพื้นที่สีเขียว
ในเดือนมีนาคม 2026 รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศให้ปีนี้เป็น Year of Climate Adaptation พร้อมจัดสรรงบประมาณ 40 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์สำหรับงานวิจัยด้านความร้อนโดยเฉพาะ และตั้ง Heat Resilience Policy Office เพื่อประสานงานข้ามกระทรวง
ดร. Winston Chow ศาสตราจารย์ด้านภูมิอากาศเมืองจาก SMU และประธานร่วมคณะทำงาน IPCC Working Group II เขียนบทความใน The Straits Times (23 มี.ค. 2026) ระบุว่า DUCT ทำให้รัฐบาลสามารถ "ทดลอง" ผลของการออกแบบเมือง วัสดุก่อสร้าง และพื้นที่สีเขียว ก่อนลงทุนจริง ลดความเสี่ยงและเพิ่มความคุ้มค่าของงบประมาณภาครัฐได้อย่างมีนัยสำคัญ
แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหน
ปัจจุบันกรุงเทพฯ ยังไม่มี DUCT ระดับเมืองในแบบเดียวกับสิงคโปร์ แต่มีรากฐานที่เข้มแข็ง ทั้งความร่วมมือระหว่างกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในการพัฒนาเครื่องมือ Monitoring, Evaluation and Learning (MEL) สำหรับการรายงานต่อ UNFCCC รวมถึง Urban Heat Management Framework ของกรุงเทพมหานครที่ออกในปี 2024 และเป้าหมายปลูกต้นไม้ 2 ล้านต้นภายใน 2026
ในระยะกลาง การพัฒนา "Bangkok DUCT" จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว และเป็นโอกาสสำคัญที่ภาควิชาการ ภาครัฐ และภาคเอกชนจะร่วมกันสร้างเครื่องมือที่ตอบโจทย์เมืองของเราเอง
ในซีรีส์ "DUCT 101" ตลอด 4 สัปดาห์ต่อจากนี้ CBiS จะพาผู้สนใจสำรวจหัวข้อนี้ผ่าน 8 มุมมอง ตั้งแต่หลักการทำงานของ DUCT, การใช้ทดสอบโครงการ 1 ล้านต้น ของ กทม., การวางแผนรับมือน้ำท่วมและแผ่นดินทรุด, ไปจนถึงโอกาสด้านการเงินและความเหลื่อมล้ำทางสภาพอากาศ
ติดตามและแชร์ต่อ เพราะการเข้าใจเครื่องมือนี้คือก้าวแรกของการสร้างเมืองที่อยู่ได้ในโลกที่ร้อนขึ้นทุกปี
#เกาะความร้อนเมือง #กรุงเทพฯร้อน
20/04/2026
📣 เปิดรับสมัครเพิ่มเติมแล้ว (รอบสุดท้ายเเล้ว) ‼️
BIOO CAMP 2026 ค่ายที่ไม่ได้มีแค่ทฤษฎี แต่เน้น Learn by Doing | Think Critically | Design Sustainably
ค้นหาตัวเองผ่านโลกของ "วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม" ✨
🔸 กิจกรรมกลุ่มสุด Creative
🔸 ฝึกแก้โจทย์จริงด้วย Design Thinking
🔸 เตรียมตัวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยพร้อม Connection แน่น ๆ
📅 Save the date!
🔹 25-26 เม.ย. : มัธยมปลาย (ม.4-6)
💥 โปรโมชั่นพิเศษ! สมัครพร้อมกัน 3 คน รับไปเลยคนละ 2,199 บาท (จากราคาปกติ 2,500 บาท)
📍 คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
⚠️ ปิดรับสมัคร 23 เม.ย. นี้ (รับเพียง 40 ที่นั่งต่อรอบ!)
สแกนสมัครได้ที่ QR Code ในโปสเตอร์ได้เลย!
#ค่ายมปลาย #ค่ายประถม
10/04/2026
CBiS x The NOVA Expo 2026
พลิกโฉมอาคารเก่า... เพื่อโลกไร้คาร์บอนไปด้วยกันกับ CBiS 🌍⚡
สถาบันคาร์บอนพื่อความยั่งยืน (CBiS) ขอเชิญชวนทุกท่าน
มาอัปเกรดความรู้และนวัตกรรมกับงานใหญ่แห่งปีที่ไม่ควรพลาด!
The NOVA Expo 2026 – Re:Build พลิกโฉมอาคารเก่า เพื่อโลกไร้คาร์บอน
งานที่รวมคำตอบของการบริหารจัดการอาคารอย่างยั่งยืน
💡 มางานนี้แล้วได้อะไร?
1️⃣ Update Knowledge: ฟังเสวนาเทคนิคการอัปเกรดอาคารสู่มาตรฐานระดับสากล
2️⃣ Innovative Solutions: ชมสินค้าและนวัตกรรมประหยัดพลังงานจากแบรนด์ชั้นนำ
3️⃣ Lucky Draw: ใครลงทะเบียนล่วงหน้ามา มีของรางวัลให้ลุ้นรับกลับบ้านทุกวัน!
🌟 สิทธิพิเศษสำหรับแฟนเพจ CBiS!
เพียงลงทะเบียนเข้างานล่วงหน้า มีสิทธิ์ลุ้นรับของรางวัลพิเศษภายในงาน "ทุกวัน" ลงทะเบียนง่ายๆ แค่ปลายนิ้วที่นี่เลย 👇
🔗 https://register.thenovaexpo.com/e/nvep/visitor
3–5 มิถุนายน 2569
BITEC บางนา | Hall 103
เข้าชมฟรี
มาเจอกันให้ได้นะครับ! ความรู้แน่น ของรางวัลเพียบ!
07/04/2026
เปิดรับสมัครแล้ว! Net Zero CEO รุ่นที่ 3
หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงแห่งปี ที่จะพาคุณก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำด้านความยั่งยืนของไทย
ผ่านมุมมอง วิสัยทัศน์ของเหล่าผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ และเปิดประสบการณ์ใหม่ที่หาไม่ได้จากที่ไหน ให้คุณพร้อมต่อยอดสู่ความสำเร็จได้จริง
✨ Key Highlights
✔ เจาะวิสัยทัศน์ กว่า 25 ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำตัวจริงระดับประเทศ
✔ เรียนรู้จากกรณีศึกษาจริงกว่า 10 องค์กร จากหลากหลายอุตสาหกรรม
✔ แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเครือข่ายความยั่งยืนที่แข็งแกร่ง
✔ Exclusive Highlight เยือนบ้านเจ้าสัว เรียนรู้แนวคิด “น่านแซนด์บ็อกซ์” จาก คุณบัณฑูร ล่ำซำ
✔ สัมผัสประสบการณ์ศึกษาดูงาน ณ ประเทศเดนมาร์ก
📍 เริ่มเรียน
ทุกบ่ายวันอังคาร 7 กรกฎาคม 2569 - 1 ธันวาคม 2569 (17 ครั้ง)
📍สมัครได้แล้วตั้งแต่ 25 มีนาคม 2569 - 30 มิถุนายน 2569 ที่ Line OA:
ศึกษารายละเอียด ข้อจำกัด เงื่อนไขเพิ่มเติมที่ https://netzeroceothailand.kasikornbank.com/
07/04/2026
📣 เปิดรับสมัครเพิ่มเติมแล้ว ‼️
BIOO CAMP 2026 ค่ายที่ไม่ได้มีแค่ทฤษฎี แต่เน้น Learn by Doing | Think Critically | Design Sustainably
ค้นหาตัวเองผ่านโลกของ "วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม" ✨
🔸 กิจกรรมกลุ่มสุด Creative
🔸 ฝึกแก้โจทย์จริงด้วย Design Thinking
🔸 เตรียมตัวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยพร้อม Connection แน่น ๆ
📅 Save the date!
🔹 18 เม.ย. : ประถมปลาย (ไทย)
🔹 19 เม.ย. : ประถมปลาย (Inter/EP)
🔹 25-26 เม.ย. : มัธยมปลาย (ม.4-6)
💥 โปรโมชั่นพิเศษ! สมัครพร้อมกัน 3 คน รับไปเลยคนละ 2,199 บาท (จากราคาปกติ 2,500 บาท)
📍 คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
⚠️ ปิดรับสมัคร 13 เม.ย. นี้ (รับเพียง 40 ที่นั่งต่อรอบ!)
สแกนสมัครได้ที่ QR Code ในโปสเตอร์ได้เลย!
#ค่ายมปลาย #ค่ายประถม
07/04/2026
จบลงไปแล้วอย่างน่าประทับใจ กับ BIOO Camp รอบมัธยมศึกษาตอนปลาย เมื่อวันที่ 4-5 เมษายนที่ผ่านมา ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ตลอดกิจกรรมทั้ง 2 วัน น้อง ๆ ได้เปิดโลกการเรียนรู้ด้าน Environmental Engineering & Sustainability กันแบบจัดเต็ม:
🔹Fundamental & Hands-on: เจาะลึกพื้นฐานวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมผ่านการลงมือปฏิบัติจริง
🔹Design Thinking: ฝึกกระบวนการคิดและวิเคราะห์ปัญหาสิ่งแวดล้อมรอบด้านอย่างเป็นระบบ
🔹Creative Challenge: ปล่อยพลังไอเดียใน Mini Project ออกแบบแนวทางแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในสไตล์ของตัวเอง
🔹Sharing Session: ฟังประสบการณ์ตรงอาจารย์ประจำภาควิชา และรุ่นพี่ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ชีวิตมหาวิทยาลัย
สถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน ภายใต้มูลนิธิอรุณ สรเทศน์ ร่วมกับภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ขอขอบคุณน้อง ๆ ทุกคนที่มาร่วมสร้างพลังบวกเพื่อโลกของเราในครั้งนี้ หวังว่าเกียรติบัตรและความรู้ที่ได้รับจะเป็นก้าวสำคัญใน Portfolio และเส้นทางในอนาคตของทุกคนนะคะ 🌏✨
#ค่ายวิศวะ
01/04/2026
น้ำมันแพง ค่าพลังงานสูง!!!
🏢📈 "อัปเกรด" ประหยัดพลังงาน คืนทุนใน 2 - 3 ปี ทางรอดของผู้ประกอบการ
The NOVA Online Roadshow: “10 Building Upgrades”
การยกระดับอาคารที่ทำได้จริง คุ้มค่า และตอบโจทย์
โดย ดร.เกชา ธีระโกเกมน
ประธานบริษัท และหัวหน้าแผนกนวัตกรรม
EEC Engineering Network
📲 ลงทะเบียนก่อนที่นั่งเต็ม: https://thenovaexpo.com/blog/online-roadshow/
งานนี้ "ต้องฟัง" ถ้าคุณคือ:
✅ ผู้ออกแบบและที่ปรึกษา: อัปเดตเทคโนโลยีที่ใช้ได้จริง ไปปรับใช้ในงานออกแบบ
✅ เจ้าของ & นักพัฒนาอสังหาฯ: เพิ่มมูลค่าทรัพย์สินและยกระดับภาพลักษณ์องค์กร
✅ ผู้ดูแลอาคารและบริหารจัดการ: ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ
✅ ผู้ที่รับเหมาและซัพพลายเออร์: เกาะติดเทรนด์การก่อสร้างยุค Carbon Free
พบกัน
📅 2 เมษายน 2569
⏰ 09.30 – 12.00 น.
🎓 เรียนรู้จากตัวจริง ถาม-ตอบสด
พร้อมรับ คะแนน PDU จากสภาวิศวกร
และที่สำคัญ…ฟรี!
31/03/2026
คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (CBiS) และชมรม Club Below 1.5°C ได้รับการสนับสนุนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จัดทำโครงการ "เยาวชนคาร์บอนต่ำ: พลังรุ่นใหม่ สู่ชุมชนยั่งยืน (Low Carbon NextGen: Youth Action for Sustainable Communities)" ซึ่งได้มีกิจกรรมค่าย ระหว่างวันที่ 14–15 และ 28 - 29 มีนาคม 2569 ณ โรงไฟฟ้าบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีโรงเรียนเข้าร่วมกิจกรรมจากทั่วประเทศ จำนวน 10 โรงเรียน ซึ่งได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
กิจกรรมในวันที่ 14 - 15 มีนาคม มุ่งเน้นการปูพื้นฐานองค์ความรู้ด้าน Climate Change และแนวคิดการลดการปล่อยคาร์บอนในชีวิตประจำวัน ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ผ่านการบรรยาย กิจกรรม Ice Breaking และการทำแบบทดสอบ Pre-test รวมถึงเนื้อหาด้าน Carbon Footprint และการจัดการของเสียในชุมชน ซึ่งช่วยเปิดมุมมองและสร้างความเข้าใจต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมในบริบทจริง พร้อมทั้งกิจกรรมกลุ่มและ Board Game ที่ช่วยเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์และการทำงานเป็นทีม
ในสัปดาห์ที่สอง ระหว่างวันที่ 28–29 มีนาคม 2569 กิจกรรมได้ต่อยอดสู่การลงมือปฏิบัติจริง โดยเน้นกระบวนการ Design Thinking และการพัฒนาแนวคิดเชิงนวัตกรรม ผู้เข้าร่วมได้ทำ Workshop การออกแบบแนวทางแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชนของตนเอง ตั้งแต่การค้นหาปัญหา (Survey to Find Them) การสร้างต้นแบบ (Prototype) ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมในการนำเสนอผลงาน (Pitching) นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Clinic ให้คำปรึกษาเพื่อพัฒนาไอเดียให้มีความเป็นไปได้และสามารถนำไปใช้จริงได้
สำหรับผลการแข่งขันในวันที่ 29 มีนาคม รางวัล Project Grants for Environmental Solutions: Low Carbon for Sustainable Communities ได้มอบให้แก่ทีมที่มีศักยภาพในการพัฒนาโครงการอย่างเป็นรูปธรรม โดย
🥇รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม Inwza008 จากโรงเรียนชลกันยานุกูล กับผลงาน “Sell to Value”
🥈รองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ ทีม S.T. Low Carbon Nextgen จากโรงเรียนภาชี “สุนทรวิทยานุกูล” กับผลงาน “การจัดการตอซังข้าวอย่างยั่งยืน เพื่อลดมลพิษทางอากาศ และเพิ่มรายได้ในชุมชน”
🥉รองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ ทีม สุขทุกวันที่ พ.ส.พ. จากโรงเรียนโพธิสัมพันธ์พิทยาคม กับผลงาน “Nakluea Waste Management”
กิจกรรม NEXTGEN ในครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพเยาวชนจากหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ผ่านการเรียนรู้เชิงปฏิบัติและการลงมือทำจริง ส่งเสริมให้เกิดแนวคิดการพัฒนา “ชุมชนคาร์บอนต่ำ” จากคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืนในอนาคต 🌏 🌿