Paris The Thinker

Paris The Thinker

แชร์

แบ่งปันประสบการณ์เลี้ยงลูก สร้างความมั่นใจ กิจกรรมร่วมกัน ส่งเสริมทุก Q เท่าที่มี

📽️📽️Official version of the speech "Inspiration" 
By Paris ครับ 
เสียงและแสงชัด ได้เห็นสิ่งที่ตั้งใจสื่อ ทั้ง Verbal and Non-verbal language ที่ปารีศตั้งใจสื่อ “สาร” ไปถึงผู้ฟังทุกๆท่านครับ 📡📡

👉👉👉👉👉👉👉👉👉👉👉👉👉👉👉👉

🎉มาเปิดรับแรงบันดาลใจดีๆจากปารีศ ใน Speech หัวข้อ "Inspiration" กันครับ

ครบรอบ 1 ปีพอดีกับการเริ่มต้นสร้าง speech อย่างเป็นทางการ ทั้งการสมัครตำแหน่งต่างๆในโรงเรียน และการแข่งขัน speech อื่นๆอย่างที่เห็น 
...ไม่นับรวมเวลาที่ทุ่มเทกันมาตั้งแต่เล็กๆที่เราให้ปารีศปีนขึ้นไปยืนบนเก้าอี้แล้วพูดอะไรก็ได้ที่อยากพูด

หนึ่งปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ปารีศพัฒนา speech แบบก้าวกระโดดมาก 
เทียบดูการพูดปีนี้กับปีที่แล้ว คือเหมือนเป็นคนละคนกันเลย 

ตอนนี้ปารีศสามารถสร้าง speech ที่จับใจผู้ชมได้แล้วจริงๆ

...ปารีศมีบุคลิกเป็นนักวิชาการ นิ่ง และเป็นสาย informative ไม่ใช่นักพูดที่มีบุคลิกร่าเริงยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนที่เราเห็นในรายการทีวีสำหรับเด็กแบบที่เราคุ้นเคย 
...ซึ่งสิ่งนี้เป็นได้ทั้งข้อจำกัดและเสน่ห์เฉพาะตัวที่เราเชื่อว่าจะสามารถพัฒนาให้กลายเป็นความ unique ที่ไม่เหมือนใครได้

และวันนี้ ปารีศได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าปารีศเป็นนักพูดที่มีบุคลิกเฉพาะตัว และมีเสน่ห์ในแบบของตัวเองจริงๆ

⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️

เนื้อหาในหัวข้อ "Inspiration" นั้นมีความเบาหวิวและหนักหน่วงในเวลาเดียวกัน 
เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่ผู้พูดต้องรู้สึกได้ ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถสื่อสารออกมาได้อย่างสวยงาม

ในหัวข้อ ”แรงบันดาลใจ“ 
เมื่อเรามาเชื่อมโยงกับวัย...
ไอเดียด้าน Abstract thinking หรือความเข้าใจเชิงนามธรรมมันจะเริ่มชัดเจนในเด็กโต 
อย่างเร็วก็เก้าขวบสิบขวบ ซึ่งยังไม่ใช่วัยของเรา

...แล้วเด็กเจ็ดขวบอย่างปารีศจะทำอย่างไร ในเมื่อพัฒนาการตามวัยยังไปได้แค่ concrete thinking หรือความเข้าใจเชิงรูปธรรม ที่จับต้องได้เท่านั้น

...เราต้องการ speech ที่จริงใจ อะไรที่สื่อสารแล้วเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับผู้พูด

เราเริ่มการร่าง speech โดยให้ปารีศเขียนทุกอย่างออกมา เท่าที่ปารีศเข้าใจ 
และนี่คือสิ่งที่ปารีศเขียน

“...For me, inspiration is an unstoppable force. 
It begins when we truly love something, and then we pass that feeling to the others,
...that spark spread, reaching the other side of the world and somehow, it finds its way back, inspiring us once again..."

นับว่าดีทีเดียว ...สวยงาม แต่ยังดูเบาๆอยู่

... คำถามคือ แล้วอะไรคือ inspiration แบบที่จับต้องได้ สำหรับเด็กเจ็ดขวบ 
เราจะลาก inspiration ออกมาจากสมอง แล้วผ่าแยกร่างออกมาได้อย่างไร

..It's just chemical... 

นี่จึงเป็นที่มาของการผ่าแยกสมอง เพื่อมองหาแรงบันดาลใจ 
...สมองส่วนไหนใช้รับรู้ สมองส่วนไหนใช้จดจำทำความเข้าใจ 
และอะไรที่เป็นเหมือน magic dust ที่ร่ายมนต์ให้ความจำส่วนนั้นถูกบันทึกและ recall ออกมา

ทั้งหมดนี้เป็นที่มาของเลคเชอร์ anatomy of inspiration ที่แม่กับปารีศนั่งวาดรูปสมอง และให้ปารีศร่ายยาวเรื่องส่วนต่างๆของสมอง และศัพท์แพทย์มากมายที่แม้แต่ผู้ใหญ่บางคนยังไม่รู้จัก

 ...น่าจะเป็นครั้งแรกสำหรับเรา ที่ได้สัมผัสเนื้อแท้ของแรงบันดาลใจ ยาก ซับซ้อน แต่จับต้องได้

⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️

คำถามที่แม่ถามปารีศคือ speech นี้ให้อะไรแก่ผู้ฟังบ้าง 

เรามาพูดครั้งนี้ไม่ได้มาเพื่อตัวเอง ไม่ได้มาเล่าเรื่องตัวเองให้คนอื่นฟัง 
ปารีศเองก็ยังไม่ได้ถึงวัยที่จะประทับใจในใครจนเอาเรื่องของคนนั้นมาเป็นแรงบันดาลใจของตัวเองได้

...สำหรับเด็กๆ ทำแล้วชอบ รู้สึกดี จึงทำต่อ แค่นี้เอง

...เด็กทุกคนที่มารวมตัวแข่งกันวันนี้ก็มาเพราะเหตุผลนี้กันทั้งนั้น

สรุปแล้วจึงเป็นที่มาของการเชิญชวนผู้ฟัง ซึ่งก็คือเด็กๆทุกคนในที่นี้ ให้หันกลับมามองตนเอง และเชื่อมั่นว่า ทุกสิ่งที่เราใช้ในการสร้างแรงบันดาลใจ ล้วนอยู่ในตัวเราทุกคน
และเราทุกคน สามารถเป็นแรงบันดาลใจได้...

⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️

เอาเข้าจริง concept นี้เป็นอะไรที่ทำยาก เพราะเราต้องเล่นกับอารมณ์คนฟัง 

ทุกจังหวะการพูด ทุกความเงียบ ทุกความซาบซึ้ง เป็นสิ่งที่ต้องปล่อยให้ปารีศเรียนรู้เอง

..เคยได้ยินใครต่อใครพูดว่า จะเป็นนักพูด ก็แค่ท่อง จำๆๆๆไป ไม่กี่หน้ากระดาษ ขึ้นไปพูด เดี๋ยวก็ได้เอง 

...ฟังแล้วอยากจะบอกว่า มาลองทำดูสิ แล้วจะรู้ว่า ของแบบนี้ ไม่ใช่ใครๆก็ทำได้

......ตอนปารีศฝึกตอนแรกนั้น เรามืดแปดด้านมาก มีเวลาเตรียมตัวสองสัปดาห์ตั้งแต่สร้างเนื้อหาจนถึงวันแข่ง 
ยังพูดกับปารีศเลยว่า ถ้าไม่ไหว วันจริงยกเลิกได้นะ ถ้ารู้สึกว่ามันไม่สุดแบบที่คิดว่าสุดได้ 
...อย่าเอา self ของตัวเองไปสังเวย 
เราไม่อยากให้ปารีศรู้สึกในทางลบกับ public speaking..

แค่คำศัพท์เฉพาะต่างๆก็จำยากแล้ว จังหวะการพูด ยิ่งยากกว่า 
ถ้าจะลอง ก็ทำ แต่ไม่ไหวก็อย่าฝืน

...สุดท้ายพ่อกับแม่เลยปล่อย... 
ให้เป็นหน้าที่ของปารีศ แล้วแค่นั่งฟังปารีศพูดซ้ำๆ 
ลองดูว่าจะออกมาแบบไหน

⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️

ต้องลองสู้ดู 
แต่คนพูดต้องสู้เอง 
พ่อกับแม่ทำได้แค่อยู่ข้างๆ

...จากที่นั่งฟังปารีศมา ยิ่งเราอ่านมาก ยิ่งพูดมาก ยิ่งเป็นเหมือนการสร้าง bonding ระหว่างปารีศกับสิ่งที่พูด 
...เหมือนเป็นการ read between the line 
เราพูดคุยกันถึงที่มาของคำพูดแต่ละคำที่ปารีศเลือก และพลังของคำพูดนั้นที่เราจะส่งต่อไปให้ถึงผู้ฟัง

...น้ำเสียง ท่าทางการพูดที่ได้มา เป็นสิ่งที่สร้างผ่านความเข้าใจของปารีศ โดยปารีศเอง

สิ่งที่พ่อกับแม่ทำมีเพียงแค่ ขอให้ปารีศใช้พื้นที่เวที และสื่อสารกับผู้ชมโดยตรง

...ยิ่งปารีศฝึกพูด น้ำเสียงที่พูด ท่าทางที่ใช้ ที่แม้จะเปลี่ยนไปในทุกๆครั้ง แต่ดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น  
จนดูเหมือนว่าปารีศจะรู้แล้วว่าอะไรเป็นเครื่องมือที่ดีในการสื่อสาร เมื่อไหร่ควรจะพูด และเมื่อไหร่ควรจะเงียบ และเรียนรู้ว่าพลังของความเงียบสำคัญเพียงใด

ออกมาดีเลยแหละ เป็นรูปแบบ speech ที่เน้น emotional ในแบบที่ปารีศไม่เคยลอง 

ท้าทายมาก และดีมากๆ ...สารภาพว่าแม่ร้องไห้ไปหลายครั้งตอนฟังลูกพูด มันดีมากจริงๆ

⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️

ในวันแข่งจริง 
ปารีศได้พูดเป็นคนแรก ซึ่งเป็นอะไรที่พอดีมากๆกับเนื้อหาของปารีศ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าใครที่ได้ฟัง จะสัมผัสได้ถึงพลังแห่งแรงบันดาลใจที่มีอยู่ในตัวเราทุกคน

เราเชื่อว่าพลังนี้จะถูกส่งต่อไปในวงกว้าง และหวังว่าสักวันหนึ่ง พลังเดียวกันนั้นเองจะถูกส่งกลับมาเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เราก้าวตามความฝันต่อไป

"It's an honor to welcome all of you, the people who carry sparks of inspiration....
And hello again, I’m Paris  
...a little boy with a big message To explore the inspiration living in you...”

ปารีศขอส่งพลังให้กับทุกแรงบันดาลใจครับ
#paris_thethinker 10/10/2025

Official version of the speech "Inspiration"

📽️📽️Official version of the speech "Inspiration" By Paris ครับ เสียงและแสงชัด ได้เห็นสิ่งที่ตั้งใจสื่อ ทั้ง Verbal and Non-verbal language ที่ปารีศตั้งใจสื่อ “สาร” ไปถึงผู้ฟังทุกๆท่านครับ 📡📡 👉👉👉👉👉👉👉👉👉👉👉👉👉👉👉👉 🎉มาเปิดรับแรงบันดาลใจดีๆจากปารีศ ใน Speech หัวข้อ "Inspiration" กันครับ ครบรอบ 1 ปีพอดีกับการเริ่มต้นสร้าง speech อย่างเป็นทางการ ทั้งการสมัครตำแหน่งต่างๆในโรงเรียน และการแข่งขัน speech อื่นๆอย่างที่เห็น ...ไม่นับรวมเวลาที่ทุ่มเทกันมาตั้งแต่เล็กๆที่เราให้ปารีศปีนขึ้นไปยืนบนเก้าอี้แล้วพูดอะไรก็ได้ที่อยากพูด หนึ่งปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ปารีศพัฒนา speech แบบก้าวกระโดดมาก เทียบดูการพูดปีนี้กับปีที่แล้ว คือเหมือนเป็นคนละคนกันเลย ตอนนี้ปารีศสามารถสร้าง speech ที่จับใจผู้ชมได้แล้วจริงๆ ...ปารีศมีบุคลิกเป็นนักวิชาการ นิ่ง และเป็นสาย informative ไม่ใช่นักพูดที่มีบุคลิกร่าเริงยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนที่เราเห็นในรายการทีวีสำหรับเด็กแบบที่เราคุ้นเคย ...ซึ่งสิ่งนี้เป็นได้ทั้งข้อจำกัดและเสน่ห์เฉพาะตัวที่เราเชื่อว่าจะสามารถพัฒนาให้กลายเป็นความ unique ที่ไม่เหมือนใครได้ และวันนี้ ปารีศได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าปารีศเป็นนักพูดที่มีบุคลิกเฉพาะตัว และมีเสน่ห์ในแบบของตัวเองจริงๆ ⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️ เนื้อหาในหัวข้อ "Inspiration" นั้นมีความเบาหวิวและหนักหน่วงในเวลาเดียวกัน เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่ผู้พูดต้องรู้สึกได้ ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถสื่อสารออกมาได้อย่างสวยงาม ในหัวข้อ ”แรงบันดาลใจ“ เมื่อเรามาเชื่อมโยงกับวัย... ไอเดียด้าน Abstract thinking หรือความเข้าใจเชิงนามธรรมมันจะเริ่มชัดเจนในเด็กโต อย่างเร็วก็เก้าขวบสิบขวบ ซึ่งยังไม่ใช่วัยของเรา ...แล้วเด็กเจ็ดขวบอย่างปารีศจะทำอย่างไร ในเมื่อพัฒนาการตามวัยยังไปได้แค่ concrete thinking หรือความเข้าใจเชิงรูปธรรม ที่จับต้องได้เท่านั้น ...เราต้องการ speech ที่จริงใจ อะไรที่สื่อสารแล้วเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับผู้พูด เราเริ่มการร่าง speech โดยให้ปารีศเขียนทุกอย่างออกมา เท่าที่ปารีศเข้าใจ และนี่คือสิ่งที่ปารีศเขียน “...For me, inspiration is an unstoppable force. It begins when we truly love something, and then we pass that feeling to the others, ...that spark spread, reaching the other side of the world and somehow, it finds its way back, inspiring us once again..." นับว่าดีทีเดียว ...สวยงาม แต่ยังดูเบาๆอยู่ ... คำถามคือ แล้วอะไรคือ inspiration แบบที่จับต้องได้ สำหรับเด็กเจ็ดขวบ เราจะลาก inspiration ออกมาจากสมอง แล้วผ่าแยกร่างออกมาได้อย่างไร ..It's just chemical... นี่จึงเป็นที่มาของการผ่าแยกสมอง เพื่อมองหาแรงบันดาลใจ ...สมองส่วนไหนใช้รับรู้ สมองส่วนไหนใช้จดจำทำความเข้าใจ และอะไรที่เป็นเหมือน magic dust ที่ร่ายมนต์ให้ความจำส่วนนั้นถูกบันทึกและ recall ออกมา ทั้งหมดนี้เป็นที่มาของเลคเชอร์ anatomy of inspiration ที่แม่กับปารีศนั่งวาดรูปสมอง และให้ปารีศร่ายยาวเรื่องส่วนต่างๆของสมอง และศัพท์แพทย์มากมายที่แม้แต่ผู้ใหญ่บางคนยังไม่รู้จัก ...น่าจะเป็นครั้งแรกสำหรับเรา ที่ได้สัมผัสเนื้อแท้ของแรงบันดาลใจ ยาก ซับซ้อน แต่จับต้องได้ ⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️ คำถามที่แม่ถามปารีศคือ speech นี้ให้อะไรแก่ผู้ฟังบ้าง เรามาพูดครั้งนี้ไม่ได้มาเพื่อตัวเอง ไม่ได้มาเล่าเรื่องตัวเองให้คนอื่นฟัง ปารีศเองก็ยังไม่ได้ถึงวัยที่จะประทับใจในใครจนเอาเรื่องของคนนั้นมาเป็นแรงบันดาลใจของตัวเองได้ ...สำหรับเด็กๆ ทำแล้วชอบ รู้สึกดี จึงทำต่อ แค่นี้เอง ...เด็กทุกคนที่มารวมตัวแข่งกันวันนี้ก็มาเพราะเหตุผลนี้กันทั้งนั้น สรุปแล้วจึงเป็นที่มาของการเชิญชวนผู้ฟัง ซึ่งก็คือเด็กๆทุกคนในที่นี้ ให้หันกลับมามองตนเอง และเชื่อมั่นว่า ทุกสิ่งที่เราใช้ในการสร้างแรงบันดาลใจ ล้วนอยู่ในตัวเราทุกคน และเราทุกคน สามารถเป็นแรงบันดาลใจได้... ⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️ เอาเข้าจริง concept นี้เป็นอะไรที่ทำยาก เพราะเราต้องเล่นกับอารมณ์คนฟัง ทุกจังหวะการพูด ทุกความเงียบ ทุกความซาบซึ้ง เป็นสิ่งที่ต้องปล่อยให้ปารีศเรียนรู้เอง ..เคยได้ยินใครต่อใครพูดว่า จะเป็นนักพูด ก็แค่ท่อง จำๆๆๆไป ไม่กี่หน้ากระดาษ ขึ้นไปพูด เดี๋ยวก็ได้เอง ...ฟังแล้วอยากจะบอกว่า มาลองทำดูสิ แล้วจะรู้ว่า ของแบบนี้ ไม่ใช่ใครๆก็ทำได้ ......ตอนปารีศฝึกตอนแรกนั้น เรามืดแปดด้านมาก มีเวลาเตรียมตัวสองสัปดาห์ตั้งแต่สร้างเนื้อหาจนถึงวันแข่ง ยังพูดกับปารีศเลยว่า ถ้าไม่ไหว วันจริงยกเลิกได้นะ ถ้ารู้สึกว่ามันไม่สุดแบบที่คิดว่าสุดได้ ...อย่าเอา self ของตัวเองไปสังเวย เราไม่อยากให้ปารีศรู้สึกในทางลบกับ public speaking.. แค่คำศัพท์เฉพาะต่างๆก็จำยากแล้ว จังหวะการพูด ยิ่งยากกว่า ถ้าจะลอง ก็ทำ แต่ไม่ไหวก็อย่าฝืน ...สุดท้ายพ่อกับแม่เลยปล่อย... ให้เป็นหน้าที่ของปารีศ แล้วแค่นั่งฟังปารีศพูดซ้ำๆ ลองดูว่าจะออกมาแบบไหน ⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️ ต้องลองสู้ดู แต่คนพูดต้องสู้เอง พ่อกับแม่ทำได้แค่อยู่ข้างๆ ...จากที่นั่งฟังปารีศมา ยิ่งเราอ่านมาก ยิ่งพูดมาก ยิ่งเป็นเหมือนการสร้าง bonding ระหว่างปารีศกับสิ่งที่พูด ...เหมือนเป็นการ read between the line เราพูดคุยกันถึงที่มาของคำพูดแต่ละคำที่ปารีศเลือก และพลังของคำพูดนั้นที่เราจะส่งต่อไปให้ถึงผู้ฟัง ...น้ำเสียง ท่าทางการพูดที่ได้มา เป็นสิ่งที่สร้างผ่านความเข้าใจของปารีศ โดยปารีศเอง สิ่งที่พ่อกับแม่ทำมีเพียงแค่ ขอให้ปารีศใช้พื้นที่เวที และสื่อสารกับผู้ชมโดยตรง ...ยิ่งปารีศฝึกพูด น้ำเสียงที่พูด ท่าทางที่ใช้ ที่แม้จะเปลี่ยนไปในทุกๆครั้ง แต่ดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น จนดูเหมือนว่าปารีศจะรู้แล้วว่าอะไรเป็นเครื่องมือที่ดีในการสื่อสาร เมื่อไหร่ควรจะพูด และเมื่อไหร่ควรจะเงียบ และเรียนรู้ว่าพลังของความเงียบสำคัญเพียงใด ออกมาดีเลยแหละ เป็นรูปแบบ speech ที่เน้น emotional ในแบบที่ปารีศไม่เคยลอง ท้าทายมาก และดีมากๆ ...สารภาพว่าแม่ร้องไห้ไปหลายครั้งตอนฟังลูกพูด มันดีมากจริงๆ ⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️ ในวันแข่งจริง ปารีศได้พูดเป็นคนแรก ซึ่งเป็นอะไรที่พอดีมากๆกับเนื้อหาของปารีศ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าใครที่ได้ฟัง จะสัมผัสได้ถึงพลังแห่งแรงบันดาลใจที่มีอยู่ในตัวเราทุกคน เราเชื่อว่าพลังนี้จะถูกส่งต่อไปในวงกว้าง และหวังว่าสักวันหนึ่ง พลังเดียวกันนั้นเองจะถูกส่งกลับมาเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เราก้าวตามความฝันต่อไป "It's an honor to welcome all of you, the people who carry sparks of inspiration.... And hello again, I’m Paris ...a little boy with a big message To explore the inspiration living in you...” ปารีศขอส่งพลังให้กับทุกแรงบันดาลใจครับ #paris_thethinker

10/10/2025

📽️📽️Official version of the speech "Inspiration"
By Paris ครับ
เสียงและแสงชัด ได้เห็นสิ่งที่ตั้งใจสื่อ ทั้ง Verbal and Non-verbal language ที่ปารีศตั้งใจสื่อ “สาร” ไปถึงผู้ฟังทุกๆท่านครับ 📡📡

👉👉👉👉👉👉👉👉👉👉👉👉👉👉👉👉

🎉มาเปิดรับแรงบันดาลใจดีๆจากปารีศ ใน Speech หัวข้อ "Inspiration" กันครับ

ครบรอบ 1 ปีพอดีกับการเริ่มต้นสร้าง speech อย่างเป็นทางการ ทั้งการสมัครตำแหน่งต่างๆในโรงเรียน และการแข่งขัน speech อื่นๆอย่างที่เห็น
..ไม่นับรวมเวลาที่ทุ่มเทกันมาตั้งแต่เล็กๆที่เราให้ปารีศปีนขึ้นไปยืนบนเก้าอี้แล้วพูดอะไรก็ได้ที่อยากพูด

หนึ่งปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ปารีศพัฒนา speech แบบก้าวกระโดดมาก
เทียบดูการพูดปีนี้กับปีที่แล้ว คือเหมือนเป็นคนละคนกันเลย

ตอนนี้ปารีศสามารถสร้าง speech ที่จับใจผู้ชมได้แล้วจริงๆ

..ปารีศมีบุคลิกเป็นนักวิชาการ นิ่ง และเป็นสาย informative ไม่ใช่นักพูดที่มีบุคลิกร่าเริงยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนที่เราเห็นในรายการทีวีสำหรับเด็กแบบที่เราคุ้นเคย
..ซึ่งสิ่งนี้เป็นได้ทั้งข้อจำกัดและเสน่ห์เฉพาะตัวที่เราเชื่อว่าจะสามารถพัฒนาให้กลายเป็นความ unique ที่ไม่เหมือนใครได้

และวันนี้ ปารีศได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าปารีศเป็นนักพูดที่มีบุคลิกเฉพาะตัว และมีเสน่ห์ในแบบของตัวเองจริงๆ

⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️

เนื้อหาในหัวข้อ "Inspiration" นั้นมีความเบาหวิวและหนักหน่วงในเวลาเดียวกัน
เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่ผู้พูดต้องรู้สึกได้ ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถสื่อสารออกมาได้อย่างสวยงาม

ในหัวข้อ ”แรงบันดาลใจ“
เมื่อเรามาเชื่อมโยงกับวัย...
ไอเดียด้าน Abstract thinking หรือความเข้าใจเชิงนามธรรมมันจะเริ่มชัดเจนในเด็กโต
อย่างเร็วก็เก้าขวบสิบขวบ ซึ่งยังไม่ใช่วัยของเรา

..แล้วเด็กเจ็ดขวบอย่างปารีศจะทำอย่างไร ในเมื่อพัฒนาการตามวัยยังไปได้แค่ concrete thinking หรือความเข้าใจเชิงรูปธรรม ที่จับต้องได้เท่านั้น

..เราต้องการ speech ที่จริงใจ อะไรที่สื่อสารแล้วเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับผู้พูด

เราเริ่มการร่าง speech โดยให้ปารีศเขียนทุกอย่างออกมา เท่าที่ปารีศเข้าใจ
และนี่คือสิ่งที่ปารีศเขียน

“...For me, inspiration is an unstoppable force.
It begins when we truly love something, and then we pass that feeling to the others,
..that spark spread, reaching the other side of the world and somehow, it finds its way back, inspiring us once again..."

นับว่าดีทีเดียว ...สวยงาม แต่ยังดูเบาๆอยู่

.. คำถามคือ แล้วอะไรคือ inspiration แบบที่จับต้องได้ สำหรับเด็กเจ็ดขวบ
เราจะลาก inspiration ออกมาจากสมอง แล้วผ่าแยกร่างออกมาได้อย่างไร

.It's just chemical...

นี่จึงเป็นที่มาของการผ่าแยกสมอง เพื่อมองหาแรงบันดาลใจ
..สมองส่วนไหนใช้รับรู้ สมองส่วนไหนใช้จดจำทำความเข้าใจ
และอะไรที่เป็นเหมือน magic dust ที่ร่ายมนต์ให้ความจำส่วนนั้นถูกบันทึกและ recall ออกมา

ทั้งหมดนี้เป็นที่มาของเลคเชอร์ anatomy of inspiration ที่แม่กับปารีศนั่งวาดรูปสมอง และให้ปารีศร่ายยาวเรื่องส่วนต่างๆของสมอง และศัพท์แพทย์มากมายที่แม้แต่ผู้ใหญ่บางคนยังไม่รู้จัก

...น่าจะเป็นครั้งแรกสำหรับเรา ที่ได้สัมผัสเนื้อแท้ของแรงบันดาลใจ ยาก ซับซ้อน แต่จับต้องได้

⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️

คำถามที่แม่ถามปารีศคือ speech นี้ให้อะไรแก่ผู้ฟังบ้าง

เรามาพูดครั้งนี้ไม่ได้มาเพื่อตัวเอง ไม่ได้มาเล่าเรื่องตัวเองให้คนอื่นฟัง
ปารีศเองก็ยังไม่ได้ถึงวัยที่จะประทับใจในใครจนเอาเรื่องของคนนั้นมาเป็นแรงบันดาลใจของตัวเองได้

..สำหรับเด็กๆ ทำแล้วชอบ รู้สึกดี จึงทำต่อ แค่นี้เอง

..เด็กทุกคนที่มารวมตัวแข่งกันวันนี้ก็มาเพราะเหตุผลนี้กันทั้งนั้น

สรุปแล้วจึงเป็นที่มาของการเชิญชวนผู้ฟัง ซึ่งก็คือเด็กๆทุกคนในที่นี้ ให้หันกลับมามองตนเอง และเชื่อมั่นว่า ทุกสิ่งที่เราใช้ในการสร้างแรงบันดาลใจ ล้วนอยู่ในตัวเราทุกคน
และเราทุกคน สามารถเป็นแรงบันดาลใจได้...

⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️

เอาเข้าจริง concept นี้เป็นอะไรที่ทำยาก เพราะเราต้องเล่นกับอารมณ์คนฟัง

ทุกจังหวะการพูด ทุกความเงียบ ทุกความซาบซึ้ง เป็นสิ่งที่ต้องปล่อยให้ปารีศเรียนรู้เอง

.เคยได้ยินใครต่อใครพูดว่า จะเป็นนักพูด ก็แค่ท่อง จำๆๆๆไป ไม่กี่หน้ากระดาษ ขึ้นไปพูด เดี๋ยวก็ได้เอง

..ฟังแล้วอยากจะบอกว่า มาลองทำดูสิ แล้วจะรู้ว่า ของแบบนี้ ไม่ใช่ใครๆก็ทำได้

.....ตอนปารีศฝึกตอนแรกนั้น เรามืดแปดด้านมาก มีเวลาเตรียมตัวสองสัปดาห์ตั้งแต่สร้างเนื้อหาจนถึงวันแข่ง
ยังพูดกับปารีศเลยว่า ถ้าไม่ไหว วันจริงยกเลิกได้นะ ถ้ารู้สึกว่ามันไม่สุดแบบที่คิดว่าสุดได้
..อย่าเอา self ของตัวเองไปสังเวย
เราไม่อยากให้ปารีศรู้สึกในทางลบกับ public speaking..

แค่คำศัพท์เฉพาะต่างๆก็จำยากแล้ว จังหวะการพูด ยิ่งยากกว่า
ถ้าจะลอง ก็ทำ แต่ไม่ไหวก็อย่าฝืน

..สุดท้ายพ่อกับแม่เลยปล่อย...
ให้เป็นหน้าที่ของปารีศ แล้วแค่นั่งฟังปารีศพูดซ้ำๆ
ลองดูว่าจะออกมาแบบไหน

⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️

ต้องลองสู้ดู
แต่คนพูดต้องสู้เอง
พ่อกับแม่ทำได้แค่อยู่ข้างๆ

..จากที่นั่งฟังปารีศมา ยิ่งเราอ่านมาก ยิ่งพูดมาก ยิ่งเป็นเหมือนการสร้าง bonding ระหว่างปารีศกับสิ่งที่พูด
..เหมือนเป็นการ read between the line
เราพูดคุยกันถึงที่มาของคำพูดแต่ละคำที่ปารีศเลือก และพลังของคำพูดนั้นที่เราจะส่งต่อไปให้ถึงผู้ฟัง

..น้ำเสียง ท่าทางการพูดที่ได้มา เป็นสิ่งที่สร้างผ่านความเข้าใจของปารีศ โดยปารีศเอง

สิ่งที่พ่อกับแม่ทำมีเพียงแค่ ขอให้ปารีศใช้พื้นที่เวที และสื่อสารกับผู้ชมโดยตรง

..ยิ่งปารีศฝึกพูด น้ำเสียงที่พูด ท่าทางที่ใช้ ที่แม้จะเปลี่ยนไปในทุกๆครั้ง แต่ดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น
จนดูเหมือนว่าปารีศจะรู้แล้วว่าอะไรเป็นเครื่องมือที่ดีในการสื่อสาร เมื่อไหร่ควรจะพูด และเมื่อไหร่ควรจะเงียบ และเรียนรู้ว่าพลังของความเงียบสำคัญเพียงใด

ออกมาดีเลยแหละ เป็นรูปแบบ speech ที่เน้น emotional ในแบบที่ปารีศไม่เคยลอง

ท้าทายมาก และดีมากๆ ...สารภาพว่าแม่ร้องไห้ไปหลายครั้งตอนฟังลูกพูด มันดีมากจริงๆ

⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️

ในวันแข่งจริง
ปารีศได้พูดเป็นคนแรก ซึ่งเป็นอะไรที่พอดีมากๆกับเนื้อหาของปารีศ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าใครที่ได้ฟัง จะสัมผัสได้ถึงพลังแห่งแรงบันดาลใจที่มีอยู่ในตัวเราทุกคน

เราเชื่อว่าพลังนี้จะถูกส่งต่อไปในวงกว้าง และหวังว่าสักวันหนึ่ง พลังเดียวกันนั้นเองจะถูกส่งกลับมาเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เราก้าวตามความฝันต่อไป

"It's an honor to welcome all of you, the people who carry sparks of inspiration....
And hello again, I’m Paris
..a little boy with a big message To explore the inspiration living in you...”

ปารีศขอส่งพลังให้กับทุกแรงบันดาลใจครับ

17/09/2025

🎉มาเปิดรับแรงบันดาลใจดีๆจากปารีศ ใน Speech หัวข้อ "Inspiration" กันครับ

ครบรอบ 1 ปีพอดีกับการเริ่มต้นสร้าง speech อย่างเป็นทางการ ทั้งการสมัครตำแหน่งต่างๆในโรงเรียน และการแข่งขัน speech อื่นๆอย่างที่เห็น
..ไม่นับรวมเวลาที่ทุ่มเทกันมาตั้งแต่เล็กๆที่เราให้ปารีศปีนขึ้นไปยืนบนเก้าอี้แล้วพูดอะไรก็ได้ที่อยากพูด

หนึ่งปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ปารีศพัฒนา speech แบบก้าวกระโดดมาก
เทียบดูการพูดปีนี้กับปีที่แล้ว คือเหมือนเป็นคนละคนกันเลย

ตอนนี้ปารีศสามารถสร้าง speech ที่จับใจผู้ชมได้แล้วจริงๆ

..ปารีศมีบุคลิกเป็นนักวิชาการ นิ่ง และเป็นสาย informative ไม่ใช่นักพูดที่มีบุคลิกร่าเริงยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนที่เราเห็นในรายการทีวีสำหรับเด็กแบบที่เราคุ้นเคย
..ซึ่งสิ่งนี้เป็นได้ทั้งข้อจำกัดและเสน่ห์เฉพาะตัวที่เราเชื่อว่าจะสามารถพัฒนาให้กลายเป็นความ unique ที่ไม่เหมือนใครได้

และวันนี้ ปารีศได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าปารีศเป็นนักพูดที่มีบุคลิกเฉพาะตัว และมีเสน่ห์ในแบบของตัวเองจริงๆ

⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️

เนื้อหาในหัวข้อ "Inspiration" นั้นมีความเบาหวิวและหนักหน่วงในเวลาเดียวกัน
เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่ผู้พูดต้องรู้สึกได้ ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถสื่อสารออกมาได้อย่างสวยงาม

ในหัวข้อ ”แรงบันดาลใจ“
เมื่อเรามาเชื่อมโยงกับวัย...
ไอเดียด้าน Abstract thinking หรือความเข้าใจเชิงนามธรรมมันจะเริ่มชัดเจนในเด็กโต
อย่างเร็วก็เก้าขวบสิบขวบ ซึ่งยังไม่ใช่วัยของเรา

..แล้วเด็กเจ็ดขวบอย่างปารีศจะทำอย่างไร ในเมื่อพัฒนาการตามวัยยังไปได้แค่ concrete thinking หรือความเข้าใจเชิงรูปธรรม ที่จับต้องได้เท่านั้น

..เราต้องการ speech ที่จริงใจ อะไรที่สื่อสารแล้วเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับผู้พูด

เราเริ่มการร่าง speech โดยให้ปารีศเขียนทุกอย่างออกมา เท่าที่ปารีศเข้าใจ
และนี่คือสิ่งที่ปารีศเขียน

“...For me, inspiration is an unstoppable force.
It begins when we truly love something, and then we pass that feeling to the others,
..that spark spread, reaching the other side of the world and somehow, it finds its way back, inspiring us once again..."

นับว่าดีทีเดียว ...สวยงาม แต่ยังดูเบาๆอยู่

.. คำถามคือ แล้วอะไรคือ inspiration แบบที่จับต้องได้ สำหรับเด็กเจ็ดขวบ
เราจะลาก inspiration ออกมาจากสมอง แล้วผ่าแยกร่างออกมาได้อย่างไร

.It's just chemical...

นี่จึงเป็นที่มาของการผ่าแยกสมอง เพื่อมองหาแรงบันดาลใจ
..สมองส่วนไหนใช้รับรู้ สมองส่วนไหนใช้จดจำทำความเข้าใจ
และอะไรที่เป็นเหมือน magic dust ที่ร่ายมนต์ให้ความจำส่วนนั้นถูกบันทึกและ recall ออกมา

ทั้งหมดนี้เป็นที่มาของเลคเชอร์ anatomy of inspiration ที่แม่กับปารีศนั่งวาดรูปสมอง และให้ปารีศร่ายยาวเรื่องส่วนต่างๆของสมอง และศัพท์แพทย์มากมายที่แม้แต่ผู้ใหญ่บางคนยังไม่รู้จัก

...น่าจะเป็นครั้งแรกสำหรับเรา ที่ได้สัมผัสเนื้อแท้ของแรงบันดาลใจ ยาก ซับซ้อน แต่จับต้องได้

⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️

คำถามที่แม่ถามปารีศคือ speech นี้ให้อะไรแก่ผู้ฟังบ้าง

เรามาพูดครั้งนี้ไม่ได้มาเพื่อตัวเอง ไม่ได้มาเล่าเรื่องตัวเองให้คนอื่นฟัง
ปารีศเองก็ยังไม่ได้ถึงวัยที่จะประทับใจในใครจนเอาเรื่องของคนนั้นมาเป็นแรงบันดาลใจของตัวเองได้

..สำหรับเด็กๆ ทำแล้วชอบ รู้สึกดี จึงทำต่อ แค่นี้เอง

..เด็กทุกคนที่มารวมตัวแข่งกันวันนี้ก็มาเพราะเหตุผลนี้กันทั้งนั้น

สรุปแล้วจึงเป็นที่มาของการเชิญชวนผู้ฟัง ซึ่งก็คือเด็กๆทุกคนในที่นี้ ให้หันกลับมามองตนเอง และเชื่อมั่นว่า ทุกสิ่งที่เราใช้ในการสร้างแรงบันดาลใจ ล้วนอยู่ในตัวเราทุกคน
และเราทุกคน สามารถเป็นแรงบันดาลใจได้...

⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️

เอาเข้าจริง concept นี้เป็นอะไรที่ทำยาก เพราะเราต้องเล่นกับอารมณ์คนฟัง

ทุกจังหวะการพูด ทุกความเงียบ ทุกความซาบซึ้ง เป็นสิ่งที่ต้องปล่อยให้ปารีศเรียนรู้เอง

.เคยได้ยินใครต่อใครพูดว่า จะเป็นนักพูด ก็แค่ท่อง จำๆๆๆไป ไม่กี่หน้ากระดาษ ขึ้นไปพูด เดี๋ยวก็ได้เอง

..ฟังแล้วอยากจะบอกว่า มาลองทำดูสิ แล้วจะรู้ว่า ของแบบนี้ ไม่ใช่ใครๆก็ทำได้

.....ตอนปารีศฝึกตอนแรกนั้น เรามืดแปดด้านมาก มีเวลาเตรียมตัวสองสัปดาห์ตั้งแต่สร้างเนื้อหาจนถึงวันแข่ง
ยังพูดกับปารีศเลยว่า ถ้าไม่ไหว วันจริงยกเลิกได้นะ ถ้ารู้สึกว่ามันไม่สุดแบบที่คิดว่าสุดได้
..อย่าเอา self ของตัวเองไปสังเวย
เราไม่อยากให้ปารีศรู้สึกในทางลบกับ public speaking..

แค่คำศัพท์เฉพาะต่างๆก็จำยากแล้ว จังหวะการพูด ยิ่งยากกว่า
ถ้าจะลอง ก็ทำ แต่ไม่ไหวก็อย่าฝืน

..สุดท้ายพ่อกับแม่เลยปล่อย...
ให้เป็นหน้าที่ของปารีศ แล้วแค่นั่งฟังปารีศพูดซ้ำๆ
ลองดูว่าจะออกมาแบบไหน

⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️

ต้องลองสู้ดู
แต่คนพูดต้องสู้เอง
พ่อกับแม่ทำได้แค่อยู่ข้างๆ

..จากที่นั่งฟังปารีศมา ยิ่งเราอ่านมาก ยิ่งพูดมาก ยิ่งเป็นเหมือนการสร้าง bonding ระหว่างปารีศกับสิ่งที่พูด
..เหมือนเป็นการ read between the line
เราพูดคุยกันถึงที่มาของคำพูดแต่ละคำที่ปารีศเลือก และพลังของคำพูดนั้นที่เราจะส่งต่อไปให้ถึงผู้ฟัง

..น้ำเสียง ท่าทางการพูดที่ได้มา เป็นสิ่งที่สร้างผ่านความเข้าใจของปารีศ โดยปารีศเอง

สิ่งที่พ่อกับแม่ทำมีเพียงแค่ ขอให้ปารีศใช้พื้นที่เวที และสื่อสารกับผู้ชมโดยตรง

..ยิ่งปารีศฝึกพูด น้ำเสียงที่พูด ท่าทางที่ใช้ ที่แม้จะเปลี่ยนไปในทุกๆครั้ง แต่ดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น
จนดูเหมือนว่าปารีศจะรู้แล้วว่าอะไรเป็นเครื่องมือที่ดีในการสื่อสาร เมื่อไหร่ควรจะพูด และเมื่อไหร่ควรจะเงียบ และเรียนรู้ว่าพลังของความเงียบสำคัญเพียงใด

ออกมาดีเลยแหละ เป็นรูปแบบ speech ที่เน้น emotional ในแบบที่ปารีศไม่เคยลอง

ท้าทายมาก และดีมากๆ ...สารภาพว่าแม่ร้องไห้ไปหลายครั้งตอนฟังลูกพูด มันดีมากจริงๆ

⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️

ในวันแข่งจริง
ปารีศได้พูดเป็นคนแรก ซึ่งเป็นอะไรที่พอดีมากๆกับเนื้อหาของปารีศ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าใครที่ได้ฟัง จะสัมผัสได้ถึงพลังแห่งแรงบันดาลใจที่มีอยู่ในตัวเราทุกคน

เราเชื่อว่าพลังนี้จะถูกส่งต่อไปในวงกว้าง และหวังว่าสักวันหนึ่ง พลังเดียวกันนั้นเองจะถูกส่งกลับมาเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เราก้าวตามความฝันต่อไป

"It's an honor to welcome all of you, the people who carry sparks of inspiration....
And hello again, I’m Paris
..a little boy with a big message To explore the inspiration living in you...”

ปารีศขอส่งพลังให้กับทุกแรงบันดาลใจครับ

22/08/2025

Speech รอบคัดเลือก NARIT's Little Star Contest ของปารีศครับ

เป็นเรื่องเกี่ยวกับยาน Voyager 1 ยานไร้คนขับที่เดินทางออกไปได้ไกลที่สุดเท่าที่มนุษยชาติเคยมี
ตอนนี้ก็อายุ 47 กว่าปีแล้ว

ปารีศกับพ่อมีความประทับใจในความพยายามของทีมกอบกู้ Voyager 1 ที่วันหนึ่งยานก็เกิดพัง และส่งสัญญาณกลับมาเป็น binary junk ที่แปลไม่ออก แล้วทีมวิศวกรต้องเขียน code คำสั่งใหม่ทั้งระบบ เพื่อซ่อมอากาศยานเทคโยโลยีเมื่อ 47 ปีก่อนที่มีข้อมูลเดิมเหลือน้อยมากจนเป็นผลสำเร็จ
โดยที่คำสั่งพวกนี้มีปริมาณมหาศาลจนต้องแบ่งเป็น fragment สั้นๆหลายๆท่อน โดยที่แต่ละท่อนใช้เวลาส่งไป-กลับ ครั้งละ 45 ชม ซึ่งกว่าจะแก้ไขได้เสร็จสิ้นก็ต้องใช้เวลานานทีเดียว

ในมุมมองของปารีศ การเชื่อมโยงเทคโนโลยีข้ามกาลเวลา ดึงยานอวกาศที่ห่างไปไกลนอกขอบเขตระบบสุริยะ ให้กลับมาสื่อสารกันได้อีกครั้งนั้นเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก

ตอนนี้ Voyager 1,2 ได้ขึ้นแท่นยานโปรดของครอบครัวเราไปแล้ว กำลังรอฉลองอายุ 48 ปีในเร็วๆนี้ด้วย

ถ้า NASA พา Voyager กลับมาได้
Voyager ก็พาปารีศไปถึงดวงดาวได้เช่นกัน

เชิญรับชมครับ

17/08/2025

🏆เบื้องหลังการเตรียมตัวแข่งสุนทรพจน์ "Little Star Contest"🎉
Black hole : The Point of No Return

เผื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกๆคนนะครับ
การเตรียมตัวของเด็กๆแต่ละคนมีความหลากหลายมาก แต่สำหรับครอบครัวเรา การเตรียมตัวคือการศึกษาเรื่องที่พูดให้ลึกซึ้งเสียก่อน

หวังว่าเรื่องราวเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ครับ....

1. ความผูกพันระหว่างตัวเรากับเรื่องราวเป็นสิ่งสำคัญ ...หัวข้อ Black hole มีที่มา จากการที่เราไปดูดาวที่ New Zealand แล้วปารีศถามพี่นักดาราศาสตร์ว่า “เราจะตกลงไปในหลุมดำได้ไหม”

2. คำตอบครั้งนั้นทำให้ปารีศติดใจกับปรากฏการณ์ “Spaghettification" ที่เราจะถูกยืดเป็นเส้นยาวเพราะแรงดึงมหาศาล และด้วยเวลาที่ต่างกัน ใน-นอกหลุม ทำให้ภาพของเราเสมือนหยุดอยู่กับที่ และค่อยๆจางลงไปเพราะแสงค่อยๆถูกดูดเข้าไปในหลุมดำ ไม่น่าเชื่อว่าคำถามสั้นๆในวันนั้นจะพาให้เราดำดิ่งสู่โลกของหลุมดำได้ลึกขนาดนี้

3. Speech ของปารีศในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การนำเราทุกคนไปรู้จัก black hole แต่จะเป็นการพาทุกคนตกลงไปในหลุมดำด้วยกัน ด้วยคำถาม “what if..."

4. เราต้องศึกษาให้ลึกมากๆก่อนจะได้ speech แบบนี้มา เรารู้ว่าเรื่องนี้ popular เสี่ยงที่จะมีคนพูดเรื่องเดียวกันแน่ แต่เพราะมันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เราจึงต้องกล้าชน นั่นจึงเป็นที่มาของประโยคเปิดตัว “Why black hole?, and why are we so obsessed with them?

5. และตาม concept เดิมของปารีศ หากเราจะพูดเรื่องอะไร เราต้องรู้ให้ลึกสุดๆ เราศึกษาประวัติ 200 กว่าปีของหลุมดำ เริ่มตั้งแต่เหตุผลที่ทำให้เราเชื่อว่ามีหลุมดำ จากข้อสันนิษฐานของ John Michell ที่เรียกสิ่งนี้ว่า “black star ลากยาวมาจนถึง Albert Einstein ผู้พิสูจน์ว่าทฤษฎีเกี่ยวกับหลุมดำเป็นไปได้จริง จนถึงยุค Karl Schwarzschild ที่ได้หาวิธีแก้สมการของ Einstein การเกิดแนวคิดเรื่อง event horizon และการบัญญัติคำว่า “black hole” อย่างเป็นทางการจนทำให้ชื่ออันทรงพลังนี้เป็นที่สนใจในฐานะที่อาจเป็นทั้งจุดจบหรือจุดเริ่มต้นของจักรวาล

6. ยังไม่พอปารีศยังต้องรู้เรื่อง Stephen Hawking ที่ค้นพบว่าหลุมดำอาจไม่ใช่วัตถุที่นิ่งสงบ แต่สามารถปล่อยรังสีควอนตัมออกมา ซึ่งหากปล่อยต่อเนื่องนานพอ หลุมดำก็อาจค่อยๆระเหยหายไปในที่สุด

7. จบประวัติศาสตร์เราต่อด้วยภาคทฤษฎี ปารีศต้องเรียนรู้เรื่องความสำคัญของ space time ที่แยกจากกันไม่ได้ และยังต่อลงลึกถึง special relativity ที่มีผลต่อ speed และ general relativity ที่มีผลต่อ gravity เมื่อเราเข้าใกล้ black hole อีก

8. เนื้อหาวิชาการหนักๆเหล่านี้ เราใช้เวลาเรียนและสอนกัน 1 สัปดาห์...ต้องย่อยลงมาและสอน ปารีศ 7 ขวบเอง เรื่องพวกนี้ยากมากแม้กระทั่งสำหรับผู้ใหญ่ แต่ปารีศสนุกกับมันมาก แน่นอนว่าคงไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ทุกคำถามที่ลูกถามเราจะตอบจนลูกหยุดถามและสิ้นสงสัย เรียกได้ว่าพ่อกับแม่ก็ต้องเรียนใหม่ไปพร้อมๆกัน

9. ช่วงที่เราเรียนกันนั้นจำได้ว่าสนุกมากจริงๆ เพราะเราอ่านหนังสือ philosophy คู่กันไปด้วย และคิดมุกตลก what if ล้อเลียนเปรียบเทียบทุกอย่างกับ black hole และความเป็นอนันต์ทั้งหลาย ช่วงนั้นแม่รู้สึกฉลาดขึ้นมาซักสามเท่าจากปกติ^^

10. มีคนถามว่า research เยอะมาก สรุปขี่ช้างจับตั๊กแตนมั้ย สารภาพว่าสิ่งที่ปารีศเล่าใน speech มีไม่ถึง 10% ของที่เรียนกันมา แต่ทุกๆถ้อยคำที่เลือกมานั้น มีที่มาที่ไป และมีความสำคัญทั้งสิ้น ถ้าเราไม่รู้ภาพรวม เราจะไม่รู้เลยว่าเรายืนอยู่ในจุดเล็กๆจุดไหนของเรื่องราวอันยิ่งใหญ่นี้

11. มาถึงคำถามว่าเราเรียนกันยังไง short note, mind map ภาพวาดพวกนี้ช่วยได้เยอะมาก บางเรื่องการดู video ช่วยได้มากเพราะสนุกและย่อยมาแล้วสำหรับเด็ก ถ้างงจนไม่ไหวก็ให้ปารีศพูดทบทวน แล้วสอนใหม่ยกตัวอย่างใหม่จนเข้าใจ บางอย่างต้องใช้สมการอธิบายจะเข้าใจมากกว่าทฤษฎี เช่น ระยะทาง = เวลา x ความเร็ว ซึ่งสิ่งนี้เราเอามาอธิบายว่าทำไมเวลาถึงเดินช้า เมื่อเราเคลื่อนที่เร็ว...

12. แล้วเราสร้าง speech กันยังไง หลังเรียนเป็นเรื่องๆเราจะให้ปารีศเขียนเล่าสิ่งที่เรียน แล้วเอามาแปะๆเรียงๆกัน ซึ่งเนื้อหานั้นจะมีความงงตามแบบเด็ก 7 ขวบ สิ่งที่ต้องทำคือถอยกลับมาที่หัวข้อ ว่าเราต้องการสื่อสารเรื่องอะไร คำถามหลักคืออะไร

13. เราแบ่ง speech เป็น 3 ส่วนย่อย คือส่วน introduction ส่วนทฤษฎี และบทสรุป

14. Introduction ง่ายหน่อย เพราะคือ overview คร่าวๆเรื่องทั่วๆไปให้คนทั่วไปรู้จัก black hole และพระเอกของเรา คือ space และ time

15. ต่อมาเราข้ามไปบทสรุปของคำถามหลัก ถ้าเราตกไปใน black hole แล้ว เราจะเจออะไรบ้าง list เป็นข้อๆ เราถามปารีศแยกเป็นเรื่องๆ ให้ลองตอบ และทำความเข้าใจเป็นเรื่องๆ เวลาของเราใน black hole เป็นยังไง>>ช้าลง เราจะโดนอะไร>>โดนยืดเหมือนเส้นสปาเกตตี้ แล้วจะอยู่ตรงนั้นตลอดไปไหม>>ตรงนี้เราได้หัวข้อ research ใหม่ เรื่อง gravitational redshift ที่แสงจะถูกดูดและค่อยๆเสียพลังงานไปจนภาพเราจะค่อยๆจางลง ค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีแดงและจางหายไป อันนี้คือต้องเอามาเปรียบเทียบกับรุ้งที่มีหลายสีเรียงๆกัน

16. ท่อนกลางคือภาคทฤษฎี ความยากคือจะดึงเอาส่วนไหนของเลคเชอร์ 1 สัปดาห์ของเราออกมา ดังนั้นเราจึงเลือกอธิบายเป็นเรื่องๆ เพื่อตอบคำถามว่าเมื่อตกลงไปใน black hole แล้วจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อ space-time แยกจากกันไม่ได้ และเกิดอะไรขึ้นกับ time เมื่อเราเผชิญหน้ากับแรงดูดมหาศาล ซึ่งจะเป็นคำอธิบายของบทสรุปใน part สุดท้ายนั่นเอง

17. หลังจากผ่านขั้นตอนร่าง speech อันหนักหน่วง เราได้ script มา 3 หน้า ซึ่งต้องท่องวันละหน้า เราพกกระดาษพวกนี้ไปทุกที่ ไปร้านอาหาร ไปทะเล ไปเที่ยว จนกระดาษเน่ามาก สุดท้ายหายไปไหนก็ไม่รู้ เดาว่าน่าจะซึมเข้าสมองปารีศผ่านทางผิวหนัง^^ ฝึกไป สอนไป ยกตัวอย่างไป บ้านเราไม่เคยจบแค่ท่องจำ ทุกอย่างในสมองต้องเห็นภาพเคลียร์ชัดเจน

18. แล้วการถ่ายทอดเรื่องราวทำยังไง โชคดีที่การแข่งครั้งนี้เราใช้อุปกรณ์ได้ มันทำให้เรื่องสนุกขึ้นเยอะเลย อุปกรณ์ต่างๆปารีศต้องเป็นคนทำเองทั้งขวดโหล slime ที่ทำเป็นลูกโลกถูกยืด รวมถึงงานตัดแปะทั้งหลาย งานผ้ายืด space time สิ่งที่แม่ทำเองมีอยู่อย่างเดียวคือการสาธิตการ fade away ของภาพ ณ หลุมดำ ...คือภูมิใจในไอเดียการเอากระดาษห่อช่อดอกไม้สีเหลือบมาแปะต่อกันมาก^^

19. คำถามที่มีคนถามเยอะสุดคือ ซ้อมนานมั้ย บอกเลยว่าร้อยรอบไม่เกินจริง พูดทุกวัน วันละหลายๆรอบ ค่อยๆเพิ่มเนื้อหาไป ถ่าย video ไว้ทุกรอบ พูดแล้วดู แก้ไข พูดใหม่ วนไปๆ

20. แล้วทำยังไงให้ dynamic ของการพูดลื่นไหลขนาดนี้ บอกเลยว่า เราจับเวลากันเป็นหน่วยวินาที เพราะเวลาจะเกินไม่ได้ แต่เราก็จะใช้ทุกวินาทีให้คุ้มค่าเช่นกัน เวลาที่เราใช้มีตั้งแต่ 2.50 นาที จนถึง 3.10 นาที เกิน 5 วินาทีก็ต้องปรับแก้ บางคำต้องสั้นลง การหันต้องเร็วขึ้น...

21. อุปกรณ์ตำแหน่งต้องแป๊ะ ซ้อมเดินออกมาจากหลายๆมุมทั้งซ้ายขวาหน้าหลัง องศาการหัน ความเร็ว น้ำเสียง dynamic การเดิน การขยับ ท่าทาง การใช้พื้นที่ การปรับเปลี่ยนเนื้อหา พูดไปแก้ไป เปลี่ยนไปทุกๆวัน ที่คณะกรรมการสังเกตว่าปารีศหยิบของโดยไม่ต้องหันมามอง ก้าวถอยหลังสองก้าวแล้วใช้อุปกรณ์ต่อได้ นี่แหละคือที่มา สำหรับเรา การพูดที่เป็นธรรมชาติที่สุด คือการพูดที่เตรียมตัวมาอย่างดี รู้จักเรื่องที่พูดทุกแง่มุม จะหยิบยกอะไรมาเล่าก็จะเป็นธรรมชาติ ...และใช่... เราใส่สูทซ้อมทุกรอบ เพราะกลัวว่าเสื้อหนาๆจะทำให้เราไม่ชินในการขยับตัว^^

22. ปารีศเจอข้อผิดพลาดมาแล้วทุกรูปแบบ ผ่านการซ้อมนับร้อยรอบ ร้อยรอบจริงๆ เพราะนับกันมาแล้ว ...หากลืม script ห้ามหยุดพูด ต้องดันต่อให้จบ ก้าวพลาด เดินชน อุปกรณ์หาย-ไม่ทำงาน แมวเดินมากวนตอนพูด หลุดขำ สำลักน้ำลายระหว่างพูด ไมค์โครโฟนหลุด(ใช่แล้ว..เราซื้อไมโครโฟนมาซ้อมที่บ้านด้วย) ล่าสุดกระปุก slime หล่นใส่หัว จนปารีศบอกว่า ปารีศไม่กลัวอะไรแล้วเพราะเคยพลาดมาแล้วทุกแบบ ต่อให้แผ่นดินไหวอยู่ตรงหน้าปารีศก็พูดต่อได้ การซ้อม speech ไม่ใช่เพื่อท่องจำ เเต่เป็นการฝึกการเผชิญและแก้ไขปัญหา ฝึกใจให้นิ่ง

23. รู้หรือไม่? หนึ่งสัปดาห์ก่อนแข่งจริง ปารีศละเมอเป็น speech เป๊ะด้วยนะ ทุกคำพูด ทุก accent ดีที่ไม่ละเมอเดินไปด้วย😅 ทุกอย่างอยู่ใน spinal cord แล้วจริงๆ

...วันจริงเป็นอะไรที่ตื่นเต้นมากสำหรับพ่อแม่ แน่นอนว่าตลอดการเตรียมการนับเดือน เราบอกปารีศเสมอว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจะแพ้หรือชนะ เราจะภูมิใจในตัวปารีศเสมอ ปารีศได้เรียนรู้และเติบโตขึ้นมากจากภารกิจนี้ ความอดทนและพยายาม และความรู้สึกเต็มตื้นจากความภูมิใจในความพยายามจะประทับอยู่ในความทรงจำของเราเสมอ

สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณโอกาสดีๆ และเวทีดีๆ ที่มอบโอกาสอันลำ้ค่าให้กับปารีศ และขอบคุณกำลังใจจากทุกคนที่ส่งให้ปารีศ
ปารีศขอขอบคุณจากใจครับ

หวังว่าเรื่องราวเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ครับ^^


#การแข่งขันนักสื่อสารดาราศาสตร์น้อย
#นักสื่อสารดาราศาสตร์น้อย

15/08/2025

🏆🎉 ยินดีกับปารีศอีกครั้งนะครับ สำหรับรางวัลชนะเลิศในการประกวด Little Star Contest 2025 — การประกวดสุนทรพจน์ด้านดาราศาสตร์!
🌟หัวข้อ: “Black Hole : The Point of No Return”

เป็นหัวข้อที่ทั้งยิ่งใหญ่และท้าทายมากๆสำหรับปารีศ ทั้งด้านความลึกของเนื้อหา และการถ่ายทอดให้น่าสนใจและเข้าใจง่าย

Speech ในครั้งนี้ได้ผ่านการเตรียมตัว การเรียนรู้และฝึกฝนอย่างสุดความสามารถ
และในขณะเดียวกันก็เป็นทั้งความสุข สนุกและท้าทายสำหรับปารีศที่ได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากๆสำหรับเด็กน้อยวัย 7 ขวบ

พ่อกับแม่ภูมิใจอย่างที่สุดในความทุ่มเท ความคิดสร้างสรรค์ และความมุ่งมั่นของปารีศ และขอแบ่งปันช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจนี้กับทุกๆท่านครับ

ขอขอบคุณทุกแรงบันดาลใจจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ที่มีส่วนหล่อหลอมการเรียนรู้ของปารีศในครั้งนี้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความพยายามของปารีศจะเป็นแรงบันดาลใจดีๆสำหรับทุกๆคนครับ

*************************

🏆🎉Our little Paris has won First Prize in the Little Star Contest 2025—a speech competition on astronomy!
🌟"Black Hole the Point Of No Return"

Paris chose an exceptionally challenging topic, both in terms of content and delivery, and we couldn’t be prouder of the dedication, creativity, and perseverance poured into making this speech the very best it could be.

We are deeply grateful for every source of inspiration from past to present that has shaped this journey of learning and discovery.


#การแข่งขันนักสื่อสารดาราศาสตร์น้อย
#นักสื่อสารดาราศาสตร์น้อย

15/08/2025

ปารีศมาแบ่งปันความรู้สนุกๆครับ กับการพิสูจน์ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์เมื่อปี ค.ศ. 1919 ว่าแรงโน้มถ่วงไม่ได้เพียงแค่ดึงวัตถุ แต่ยังทำให้กาลอวกาศโค้งงอได้ ระหว่างสุริยุปราคาเต็มดวง นักวิทยาศาสตร์พบว่าแสงจากดวงดาวที่จริงๆ อยู่ด้านหลังดวงอาทิตย์ กลับปรากฏข้างดวงอาทิตย์ เนื่องจากเส้นทางของแสงถูกโค้งงอโดยกาลอวกาศรอบดวงอาทิตย์ ความรู้สนุกๆนี้เราได้มาจากหนังสือ "Astronomical Phenomina" เล่มใหม่ ที่ได้รับเป็นรางวัลจากการประกวดสุนทรพจน์ครับ

****************************
Paris shares how Einstein’s General Relativity was proven in 1919: gravity doesn’t just pull — it bends space and time. During a total solar eclipse, scientists saw light from stars actually behind the Sun appear beside it, their paths curved by the the Sun’s curved spacetime. He discovered this fun fact from his new book The Astronomical Phenomena, which he received after winning his speech contest.

28/07/2025

What if.. you meet someone that better than you.
If you meet someone that is better than you then find something that they can't do but you can do, so make that thing better, or at least try your best to the limit, just at least meet the expectation of the world. So try your best.

But if you meet someone who is not as good as you, teach them and make them good as you and get better again and teach them again and so on and so on.

So if you meet someone better than you, make yourself better, if meet someone who is not good as you, teach them again and make yourself smarter!

/Paris

19/06/2025

My first python project kaleido-spiral but it is not done yet. To be continued.
/Paris

Paris’s Self-Made Pie Chart – Daily Timetable Project 07/06/2025

Paris's magnificent pie chart on keynote.
I did this post by my self and it was very fun making.
Paris


Paris’s Self-Made Pie Chart – Daily Timetable Project Paris proudly presents his self-made pie chart created using Keynote! In this project, he independently inserted the data, wrote the content, and decorated t...

14/05/2025

What do violins, flutes, trumpets, and drums have in common?
Which instrument family does the piano really belong to?

Paris shared a clear and confident speech on the 4 musical instrument families : string, woodwind, brass, and percussion. A great way to make music more accessible for everyone!

Join "Orchestra 101" with Paris!


ปารีศมาแบ่งปันความรู้เรื่องเครื่องดนตรีประเภทต่างๆในวง orchestra ครับ
เครื่องดนตรีแต่ละชนิดล้วนมีความสำคัญ แต่ละเครื่องแตกต่างกันอย่างไรมาทำความรู้จักกันได้เลย!

06/05/2025

Paris the Thinker is back with a fun mini-speech all about "Changing States of Matter"! With simple examples and lots of excitement, he explains how solids, liquids, and gases switch forms, and why it’s super cool. Let’s learn science the fun way through Paris’s eyes!
สัปดาห์นี้เรามาสนุกกับวิทยาศาสตร์ง่ายๆโดยปารีศกันครับ ทำความรู้จักกับสสารสถานะต่างๆและการเปลี่ยนแปลง สสารไม่มีวันหายไป-แต่เปลี่ยนรูปได้ เปลี่ยนสถานะได้
วิทยาศาสตร์คือทุกสิ่งรอบตัวเรา เพียงแค่สังเกต ตั้งคำถาม และหาคำตอบ^^
เชิญรับชมครับ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่

60 Ratchadaphisek Road
Bangkok
10110