อาจารย์ตุล คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง - Tul Komkrit Uitekkeng

อาจารย์ตุล คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง - Tul Komkrit Uitekkeng

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก อาจารย์ตุล คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง - Tul Komkrit Uitekkeng, ผู้ฝึกสอนส่วนตัว, 69/5-6 Soi Satorn 10, Silom, Bangrak, Bangkok.

07/05/2026

ตอนที่ 2 จากบทสนทนา 4 ชั่วโมง ที่แพร์นั่งคุยกับปอม
ท้ายตอนนี้มีคำว่า "เก่ง" เก่งเป็นคำที่ยากสำหรับแพร์เสมอมา
เคยคุยกับนักบำบัดของตัวเองเรื่องประเด็นนี้ และกลับมาทำงานกับตัวเองต่อผ่านการภาวนา

ช่วงต้นของการสูญเสียอาจารย์ตุล มีหลายคนชื่นชมในความเก่งของแพร์ที่รับมือเรื่องนี้ได้อย่างงดงาม แพร์ไม่ผลักไสคำนี้ออกไป รับฟังด้วยความขอบคุณและปล่อยไปเมื่อหมดวัน แพร์ไม่ใช่คนดีเริ่ด เป็นมนุษย์ที่มีความเผลอเรอเหมือนทุกคน เมื่อผ่านความตายของคนรักมาครบ 1 ปี เพิ่งกล้าพูดกับตัวเองได้ไม่นานว่า เราเก่งที่ผ่าน 1 ปีนี้มาได้

ขอบคุณปอมที่นั่งฟังเรื่องราว 4 ชั่วโมงอย่างตั้งใจ ให้เกียรติและเคารพทุกเรื่องราว เราสองคนร่วมหัวเราะและร้องไห้น้ำตารื้นด้วยกัน งานสัมภาษณ์ไม่ใช่งานที่ง่าย นั่งฟัง นั่งถอดเทป จับประเด็น ร้อยเรียง แพร์ในฐานะเจ้าของเรื่อง ปอมทำออกมาได้ดีมากๆ และ "ปอมเก่ง" จริงๆ
เราชื่นชมจากหัวใจ มนุษย์กรุงเทพฯ

“เราเข้าเรียนที่ ม.ศิลปากร เมื่อปี 2551 (ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์) ซึ่งเป็นปีแรกที่อาจารย์ตุล (คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง) เข้ามาสอน เราได้เรียนกับเขาตอนปี 1 เทอม 2 ในวิชาปรัชญากับชีวิต อาจารย์ในภาควิชาปรัชญาจะมาสอนคนละหัวข้อ ภาควิชาปรัชญามีกิจกรรมอยู่ตลอด เราเป็นคนชอบทำกิจกรรม จริงจัง ตั้งใจ และเต็มที่ เราเลยได้คุยกับอาจารย์ในภาคหลายคน และได้คุยกับอาจารย์ตุลมากขึ้นด้วย เขาเป็นคนพูดเยอะ ชอบแสดงความคิดเห็น มีความคิดสร้างสรรค์ เจ้าโปรเจ็คต์ ไม่ใช่แค่คิดอย่างเดียว เขาเป็นคนลงมือทำด้วย แต่ตอนนั้นเราไม่ได้ประทับใจอะไรเป็นพิเศษ

“เราได้เรียนกับอาจารย์ตุลอีกหลายวิชา เช่น ปรัชญาอินเดีย ศาสนาในสังคมปัจจุบัน ปรัชญาดนตรี ฯลฯ เขาเป็นคนสอนแบบเล่าเรื่อง พูดตรงๆ คือเราไม่ค่อยชินกับวิธีการสอนแบบนี้ มันยาก ถ้าไม่ได้ชอบเนื้อหาจะไม่อยากฟัง แล้วเราต้องมาทำเรื่องเล่าให้เป็นคอนเซ็ปต์เอง ช่วงนั้นเราทำกิจกรรมของภาควิชาเยอะ รู้สึกว่าทำงานเข้าขากับอาจารย์ตุล เลยเริ่มสนิทกันมากขึ้น นั่งคุยที่ภาค นั่งกินข้าวแล้วคุยกัน ทั้งไปกลุ่มใหญ่ ไปกลุ่มย่อย และไปสองคน เราคุยกันเรื่องชีวิต แชร์เรื่องส่วนตัวในมิติศาสนาจิตวิญญาณ เราเล่าให้ฟังว่าตัวเองเคยเป็นพุทธ แล้วเพิ่งเปลี่ยนมาเป็นคาทอลิก

“ช่วงก่อนเรียนจบ อาจารย์ตุลเริ่มมีชื่อเสียงจากรายการ ‘ครัวกากๆ’ เขาก็โสด เราก็โสด คนรอบตัวเลยแซวในมุมความรักชายหญิง เราสองคนสนิทกันก็จริง แต่ไม่เคยคุยกันในทางนั้นเลย เวลาคุยกัน เราแชร์เรื่องความสับสนในตัวเอง ความเข้าใจในตัวเอง ถึงเชื่อไม่เหมือนกันก็คุยกันได้ พอเรียนจบแล้ว ต่างคนต่างไปใช้ชีวิต ไม่มีสถานะอาจารย์แล้ว แต่เรายังเรียกว่าอาจารย์นะ ถ้าในแง่ความสัมพันธ์ ก็เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องเป็นเพื่อนกัน นานๆ ถึงจะคุยกันที เขาชอบชวนคนไปกินข้าว ไม่ได้ชวนแค่เราหรอก ชวนไปเรื่อย (หัวเราะ) เราไม่ได้มองว่าจีบ เพราะถ้าจีบแปลว่าจีบเยอะมาก (หัวเราะ)

“หลังจากเรียนจบสัก 2 ปี เราอาหารเป็นพิษหนักมาก ตอนนั้นเป็นช่วงหยุดปีใหม่ มีรุ่นพี่คนหนึ่งพาไปโรงพยาบาลตอนกลางคืน ตอนเช้าเขาก็ออกไป พอเราอยู่คนเดียวเลยพิมพ์บอกไปหลายคน หนึ่งในนั้นคือบอกอาจารย์ตุลว่าไม่สบาย ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล ปรากฏว่าวันนั้นเขาเข้ามากรุงเทพฯ พอดี น่าจะอยู่ไม่ไกลกันมาก เขาเลยมาเยี่ยมได้ ตอนนั้นเราก็รู้สึกดีที่เขามาเยี่ยมนะ พอออกจากโรงพยาบาล เราต้องการความชัดเจนว่า เขาคิดอะไร และเราคิดอะไร เลยถามตัวเองว่า ถ้าต้องตื่นเช้ามาเจอคนอ้วนๆ หนวดๆ นอนอยู่ข้างๆ เราโอเคไหม คำตอบที่ได้คือ เราโอเค

“เราพิมพ์ข้อความไปหาอาจารย์ตุลว่า ‘เมื่อไรจะมาขอเราแต่งงาน’ (เงียบคิด) เราไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงถามประโยคนั้นออกไป เพราะมีคำถามแบบอื่นอีกเยอะแยะ ถ้ามองย้อนกลับไป เราว่าคำถามนี้ชัดเจนดี เราต้องการสื่อสารกับเขาในแง่ว่า อย่ามาเล่นๆ กับเรานะ เราไม่ใช่ตัวเลือก เราไม่ได้สนใจว่ารักหรือไม่รัก รู้แค่ว่าความสัมพันธ์นี้ต้องชัดเจน เป็นการถามให้เขาได้คิดว่ากำลังทำอะไรอยู่ เรามองว่าถ้าเขาไม่ต้องการความสัมพันธ์นี้ เขาปฏิเสธได้ ถ้าจำไม่ผิด เขาไม่ได้ตอบอะไรกลับมา หายไปหลายวันเลย พอกลับมาคุยก็คุยกันต่อเลย

“เราบอกอาจารย์ตุลว่า ‘เวลามากรุงเทพฯ ก็มาอยู่กับเราเลย ลองอยู่ด้วยกันก่อน’ เขาเคยพูดด้วยว่า 'เราไม่จีบกันหน่อยเหรอ' เราตอบไปว่า ‘จีบทำไม เราสองคนไม่ใช่ขั้นตอนจีบกันแล้ว รู้จักกันมานานแล้ว มันคือขั้นตอนอยู่ด้วยกันเพื่อเรียนรู้กันแล้ว’ หลังจากนั้นไม่นานเลย เราขึ้น In a Relationship ในเฟซบุ๊ก เมื่อปี 2557 เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่มีช่วงจีบ ไม่มีวันเริ่มต้น ไม่มีวันครบรอบ หลังจากนั้นสักพัก เราก็บอกแม่ว่า ‘กำลังคุยกับคนนี้อยู่’ บอกด้วยว่าเวลาเขามากรุงเทพฯ ก็มาอยู่กับเรา แม่ไม่ได้ว่าอะไร เขารู้จักอยู่แล้ว เพราะเป็นอาจารย์ของลูกไง (หัวเราะ)

“การมีเขาเป็นแฟนทำให้เราเห็นตัวเอง จำไม่ได้แล้วว่าจุดที่เราสองเปลือยตัวตนต่อกันเริ่มต้นยังไง เราไม่ตอแหล ไม่เสแสร้ง เป็นตัวเองในทุกด้าน เป็นตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ยังไม่เคยมีใครที่เราเป็นตัวเองได้ขนาดนี้ (น้ำตาไหล) บางด้านคนที่บ้านยังไม่รับรู้ด้วยซ้ำ การมีเขาทำให้เรายอมรับการเป็นตัวเอง ถ้าไม่มีเขา เราอาจใช้เวลาในการยอมรับตัวเองมากกว่านี้ บางช่วงเรารู้สึกว่าอยู่ได้ แต่บางช่วงก็รู้สึกว่าอยู่ไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติแหละ เราเห็นด้านที่ไม่น่ารักของกันและกัน บางเรื่องก็รับไม่ค่อยได้ แต่เรายังอยู่ด้วยกันตรงนี้ จนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ 2559 เราสองคนตัดสินใจแต่งงานกัน

“อาจารย์ตุลเสียชีวิตเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2568 ในความทรงจำของเราคือ เขามักพูดว่า ‘เค้าอยู่ข้างตัวเองเสมอ’ เมื่อก่อนไม่เข้าใจคำพูดนี้ เพิ่งมาเข้าใจตอนหลังว่า ไม่ได้หมายความว่า ถ้าเราทำอะไรผิด เขาจะบอกว่าเราทำถูก แต่มันคือการอยู่ข้างๆ กันเสมอ (น้ำตาไหล) พ้นไปจากการตัดสินว่าถูกหรือผิด ไม่ว่าเราจะเจอความทุกข์อะไร เขาจะเลือกข้างเรา ถ้าใครทำให้เราทุกข์ใจ หรือเขามองว่าเราถูกใครรังแก ถึงแม้ว่าเขาไม่ใช่คนร่ำรวย ไม่ใช่คนตัวใหญ่แข็งแรง แต่เขาจะปกป้องเราในแบบของเขา

“อาจารย์ตุลเชื่อมั่นในตัวเราเสมอ เราเคยกลับไปดูแชทที่คุยตอนยังไม่ได้คบกัน ตอนนั้นเราไม่ได้นิยามว่าตัวเองนับถือศาสนาอะไร เขาพิมพ์มาว่า ‘ถึงแพร์จะพูดว่าตอนนี้ไม่มีศาสนา แต่ผมเชื่อว่าเมล็ดพันธุ์ด้านความเชื่อยังคงอยู่นะ’ พอเป็นแฟนกัน เขามักพูดว่า ‘เค้าเชื่อว่าตัวเองทำได้’ (น้ำตาไหล) ตอนเราตัดสินใจว่าจะเรียน CBT (Cognitive Behavior Therapy จิตบำบัดความคิดและพฤติกรรม) เขาเป็นคนออกค่าเทอมให้ด้วยนะ คอยสนับสนุนและให้กำลังใจเยอะมาก เมื่อปี 2567 เราต้องไปพูดเรื่องสุขภาพจิตให้คนในบริษัทเอกชนฟัง เป็นการทำหน้าที่แทนรุ่นพี่ ช่วงนั้นกังวลมาก เขารู้เรื่องตลอด แต่ไม่เข้ามาทำอะไรเลย ตั้งมั่นอยู่เฉยๆ ดูแลเราผ่านการกิน การนอน และรับฟังเวลาเราอยากพูด

“หลังจากงานนั้นจบลง เรากลับไม่รู้สึกผ่อนคลาย จนเราได้นั่งกินสุกี้ด้วยกัน เขาถามว่า ‘เป็นยังไงบ้าง’ พอเราเล่าไปก็เริ่มร้องไห้ เขากินไปฟังไป เราก็เล่าๆๆ จนถึงคำที่พูดออกมาว่า ‘เค้ารู้สึกว่าวันนั้นทำได้ดีนะ แพร์เก่ง’ เขาก็ตอบรับทันทีว่า ‘อือ.. แพร์เก่งไง’ ทั้งที่งานจบไปตั้งนานแล้ว แต่โมเมนต์ที่ทำให้ความกังวลของเราจบลง คือตอนที่เราได้นั่งคุยกัน เขามาเล่าตอนหลังว่า ตั้งใจไม่เข้ามาทำอะไร แค่มองอยู่ห่างๆ เพราะรู้ว่าเราจะผ่านมันไปได้ (น้ำตาไหล)

“พอไม่มีอาจารย์ตุลที่เป็นเนื้อเป็นหนัง นั่นหมายความว่า เราจะไม่มีเขามารับฟัง ให้กำลังใจ และเชื่อมั่นในตัวเราอีกแล้ว สิ่งที่เราต้องทำคือ ต้องมั่นใจในตัวเองด้วยตัวเอง เพราะไม่มีคำคอนเฟิร์มจากเขาอีกต่อไป แล้วเอาจริงๆ นะ ในหลายเรื่องที่เราเคยรู้สึกว่ายาก ลึกๆ เรารู้อยู่แล้วแหละว่าตัวเองทำได้”

[2/2]

29/04/2026

ขอบคุณปอม มนุษย์กรุงเทพฯ กับบทสนทนากว่า 4 ชั่วโมง
และขอบคุณที่เรียบเรียงงานชิ้นนี้ออกมา ซึ่งไม่ง่ายเลยสำหรับปอม
เมื่อหัวใจของผู้สูญเสียมาพบกันมันช่างอ่อนโยน

“ช่วงบ่ายวันนั้น (8 กุมภาพันธ์ 2568) เบอร์ของอาจารย์ตุล (คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง) โทรมาหาเรา บอกว่าตัวเองเป็นลม เราได้ยินเสียงคนอยู่ในสายเลยบอกให้เขาส่งโทรศัพท์ให้คุยแทน เจ้าหน้าที่กู้ภัยเล่าว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วบอกว่ากำลังจะส่งตัวไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เราโทรหารุ่นน้องที่ทำงานอยู่แถวนั้นให้ไปช่วยดูก่อน แล้วรีบตามไป พอไปถึงที่นั่น เขาอยู่ในห้องฉุกเฉิน ยังคุยรู้เรื่อง แต่โทนเสียงไม่ปกติ พูดยานคาง เขาถูกเจาะเลือดไปตรวจ ด้วยความที่หัวกระแทกเลยต้องพาไปทำ CT Scan ค่าเลือดออกมาว่าหัวใจมีความผิดปกติ ช่วงเย็นเขาเลยถูกส่งตัวไปเข้ากระบวนการฉีดสีหัวใจ

“ระหว่างการรักษา หมอออกมาบอกประมาณว่า ‘คนไข้หัวใจหยุดเต้น ตอนนี้ปั๊มขึ้นมาได้แล้ว กำลังรักษาต่อ’ หลังจากนั้นไม่นาน หมอออกมาบอกอีกครั้งว่า ‘คนไข้หัวใจหยุดเต้นอีกครั้ง ตอนนี้กำลังทำ CPR’ หลังจากนั้นสักครึ่งชั่วโมง หมอออกมาอธิบายว่า ปั๊มหัวใจตามโปรโตคอลแล้ว ถ้าหลังจากนี้ปั๊มต่อแล้วหัวใจกลับมาเต้น คนไข้อาจไม่เหมือนเดิม เราโอเคกับการหยุดการรักษาไว้เพียงเท่านี้ เป็นสิ่งที่เคยคุยกันไว้ แต่ขณะเดียวกัน เราร้องไห้ออกมา ร้องๆๆ รุ่นน้องที่อยู่ตรงนั้นบอกหมอว่า ‘รับทราบครับ ขอเวลาแป๊บนึงนะครับ’ เราหันไปถามรุ่นน้องว่า ‘จริงเหรอ เขาไม่อยู่แล้วเหรอ’ มันเกิดขึ้นเร็วมาก

“เราสองคนแต่งงานกันเมื่อปี 2559 พอปี 2560 อาจารย์ตุลทำพินัยกรรมฉบับแรก เขาเขียนด้วยลายมือ เอามาให้เราเก็บไว้แล้วบอกว่า ‘ตัวเองจะได้ไม่ยุ่งยากตอนเกิดอะไรขึ้น’ เนื้อหามีเรื่องการจัดการในช่วงสุดท้าย ไม่ยื้อชีวิต ไม่มีท่อระโยงระยาง มีเรื่องการจัดการศพ ตอนนั้นเป็นฮินดู ต้องติดต่อใครมาทำพิธีกรรม มีเรื่องการจัดการทรัพย์สิน ต้องแบ่งอะไรให้ใครบ้าง เราอ่านจบแล้วไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องไม่ดี มองเป็นความรอบคอบด้วยซ้ำ ฉบับสุดท้ายที่เขาเขียนคือปี 2562 เนื้อหาใกล้เคียงกัน เปลี่ยนการจัดการศพมาทางพุทธเป็นหลัก นอกจากพินัยกรรม เราสองคนเขียนสมุดเบาใจเตรียมไว้ด้วย

“เราสองคนคุยเรื่องความตายเป็นปกติ อาจารย์ตุลชอบพูดว่า ‘เค้าขอตายก่อนตัวเองนะ ถ้าตัวเองตายก่อน เขาอยู่ไม่ได้แน่นอน’ เราก็พูดกลับไปว่า ‘คิดว่าเค้าอยู่ได้เหรอ’ เขาตอบกลับมาว่า ‘ตัวเองอยู่ได้ ตัวเองเก่ง ตัวเองยังสาว เค้าแก่แล้ว ไม่มีใครเอาแล้ว’ (น้ำตาไหล) เราคุยเรื่องแบบนี้กันเป็นประจำ บางวันนอนอยู่ด้วยกัน เรารู้สึกว่ารักมันจังเลย แล้วในใจกลัวการสูญเสีย (น้ำตาไหล) เลยพูดไปว่า ‘เค้ารักตัวเองจังเลย ถ้าตัวเองไม่อยู่ เค้าจะอยู่ยังไง’ มันตอบกลับมาว่า ‘ตัวเองต้องอยู่ให้ได้ค่ะ’ (ยิ้ม) ตอนเราพูดไปแบบนั้น แล้วก็รู้ตัวนะว่าเป็นโมเมนต์ที่ยึดติด ยังไงทุกคนต้องตาย แค่ไม่รู้ว่าใครตายก่อน

“เราโอเคกับการรักษาของแพทย์และพยาบาลที่นั่น พวกเขาทำอย่างเต็มที่ ทุกอย่างมันสมบูรณ์แล้ว หมอออกมาบอกว่าอาจารย์ตุลหัวใจหยุดเต้น เราจำเนื้อหาของพินัยกรรมไม่ได้ทั้งหมดหรอก แต่เรารู้ว่าคุณค่าหลักคืออะไร เป็นสิ่งที่เราเคยคุยกัน จำได้ และอยู่ในเนื้อในตัว เราได้ทำความเข้าใจกับหมอว่าขั้นตอนต่างๆ ที่ทำไม่ใช่การยื้อชีวิต ก็ปล่อยให้มันเป็นไป ตอนหมออธิบายว่าปั๊มหัวใจมาสักพักแล้วไม่ขึ้น ถ้าเราไม่ยอมรับความจริง เป็นไปได้เลยนะที่เราจะไม่ทำตามเจตจำนงของเขา แล้วปล่อยให้หมอปั๊มไปเรื่อยๆ จนกว่าหัวใจจะกลับมาเต้นอีกครั้ง เพราะเราไม่ได้อยากเสียเขาไปอยู่แล้ว

“ตอนนั้นหมอบอกว่ามีเวลาหนึ่งชั่วโมง เราโทรตามคนใกล้ตัวมาบอกลาอาจารย์ตุล ส่วนเรานั่งอยู่ตรงนั้นแล้วสัมผัสเขาเบาๆ ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรเกี่ยวกับตัวเองเลย ถ้ามองว่ามันเร็ว มันเร็วมากนะ แต่เราไม่ได้คิดถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเลย แค่อยู่กับโมเมนต์ตรงนั้น คืนนั้นเรากลับมานอนที่บ้าน ขอให้เพื่อนมานอนด้วย กว่าจะถึงบ้านก็ตีหนึ่ง เราต้องหาพินัยกรรมที่เขาให้ไว้เพื่อรีเช็คว่าต้องทำอะไรบ้าง จำได้ว่าเราพูดออกมาว่า ‘ต่อไปเราจะอยู่ยังไง!’ คืนนั้นนอนไม่ได้เลย คิดถึง คิดวนเวียน นอนร้องไห้ๆๆ ไม่เก็บไม่ปิดอะไรทั้งนั้น ความรู้สึกไหนเกิดขึ้นก็ปล่อยออกมา พอเช้าก็ไปจัดการต่อโดยยังไม่ได้นอน

“งานศพ 7 วันจัดขึ้นที่จังหวัดระนองบ้านเกิดของอาจารย์ตุล เรายอมรับได้ตั้งแต่วันแรกๆ แล้วว่าร่างกายของเขาไม่อยู่ หลังจากนี้จะไม่มีเขามานั่งคุยด้วยอีกแล้ว ความรู้สึกที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความเศร้า เวลาเราร้องไห้ออกมา มันคือความคิดถึงโมเมนต์ต่างๆ ที่เคยมีร่วมกัน บางช่วงเราคิดถึงการกอด การสัมผัส ความนุ่มความนิ่มของเขา พอรู้สึกขึ้นมาก็รู้ตัวว่า มันไม่ใช่ความรู้สึกที่ต้องยึดเอาไว้ แต่ไม่เป็นไร มันขึ้นมา ก็รับรู้ ปล่อยไป แล้วอยู่กับปัจจุบัน ด้วยความน่ารักของอาจารย์ตุลน่ะ ทุกคนรักเขา มีคนมากมายมาช่วยงาน พวกเขาช่วยซัพพอร์ตเป็นอย่างดี ทุกอย่างเลยผ่านไปอย่างราบรื่น

“ก่อนกลับมากรุงเทพฯ เราเตรียมใจไว้แล้วว่าทุกอย่างจะประเดประดัง พอเจอเสื้อผ้าของอาจารย์ตุลที่ยังไม่ได้ซัก เราเอามาดมแล้วร้องไห้ มองย้อนกลับไปแล้วตลกตัวเองจะตาย (ยิ้ม) เมื่อก่อนเขาเป็นคนจัดการเรื่องอาหารการกิน ส่วนเราเป็นคนรับผิดชอบเรื่องซักผ้า เรื่องอาหารไม่มีปัญหาอะไร ซื้อกินเอาก็ได้ แต่สิ่งที่ส่งผลต่อความรู้สึกคือ พอทยอยซักเสื้อผ้าของเขาจนหมด หลังจากนี้เราจะไม่ได้ซักผ้าให้เขาแล้ว (น้ำตาไหล) เราสองคนใช้ผ้าห่มคนละผืน เราเป็นคนไม่ค่อยพับผ้าห่ม เขาเป็นคนพับผ้าห่มของตัวเองและของเรา แล้วชอบบ่นเราด้วย แต่พอเขาตาย แปลกมากที่เราพับผ้าห่มทุกวันเลย

“บางวันเราอยู่ในบ้านแล้วตะโกนเรียกเขาว่า ‘อ้วน!’ (ถอนหายใจ) ไม่มีเสียงตอบรับอีกแล้ว ไม่มีเสียงเขาเปิดปิดประตูห้อง ช่วงแรกเราร้องไห้ทุกวัน เวลาผ่านไปสักระยะ การร้องไห้ก็ค่อยๆ ลดลง มันจะเกิดขึ้นเวลาผ่านไปเจออะไรที่เชื่อมโยงถึงเขา มันไม่ใช่ความเศร้าหรอก แต่คือความคิดถึง ตั้งแต่วันแรกจนวันนี้ เราไม่มีความรู้สึกผิดเกิดขึ้นเลย เพราะที่ผ่านมาเรารักกัน เต็มที่ต่อกัน ถึงเวลาต้องทะเลาะก็ทะเลาะ ต้องด่าก็ด่า ทำผิดก็ขอโทษ ไม่มีอะไรติดค้างเลย สำหรับเรา เขาเป็นรักแท้ในชาตินี้ เราเชื่อว่าคงวนเวียนกันมาหลายภพหลายชาติแล้ว และชาติหน้าก็คงได้เจอกันอีก”

[1/2]

13/04/2026

ปีใหม่ไทย รดน้ำโพธิจิตให้ชุ่มชื้น
บ่มเพาะความรัก ความกรุณา และสันติในใจ
ภาวนาร่วมกันที่ อวโลกิตะ • Avalokita

ใครไม่ได้ไปไหน มาภาวนาและสรงน้ำพุทธะด้วยกันนะคะ

แวะมาสรงน้ำพระอวโลกิเตศวร รดน้ำความรักความกรุณาและสันติในใจ ภาวนาร่วมกันที่ #อวโลกิตะ วันนี้เปิดให้บริการ 9:00-21:00

07/04/2026

❝ เล่าเรื่องเฉ่งเบ๋ง (เช็งเม้ง) และความเปลี่ยนแปลง
ภารกิจทางวัฒนธรรมในอนาคต
คนรุ่นใหม่หลายคนเริ่มกังวลถึงการดูแล ผู้ใหญ่หลายท่านจึงตัดสินใจให้ลูกหลานเผาแทนการฝัง หรือบางบ้านก็ขุดกระดูกขึ้นมาเผาแล้วลอยอังคารกันแล้ว ❞

◤ ในเมืองจีนมีธรรมเนียมทำศพโดยการฝังมาเนิ่นนาน คนจีนมีความเชื่อเรื่องพลังชีวิตที่เรียกว่า “ชี่” ซึ่งก็เหมือนกับ “ขวัญ” ของเรา เมื่อคนเกิดมาพลังชีวิตก็จะถูกใช้ไปเรื่อยๆ จนลดลงและหมดไป เมื่อนั้นเราก็ตาย แต่ตายแล้วก็ต้องฝังไว้เพื่อให้ดวงจิตได้พักและรับเอาพลังธรรมชาติของฟ้าดินกลับมาเพื่อจะหมุนเวียนก่อกำเนิดใหม่

จุดที่ฝังศพจึงเป็นจุดพลังงานที่สำคัญ คนจีนจึงเชื่อว่าหากได้ฝังศพในตำแหน่งที่เหมาะสม มีชัยภูมิที่ดี พลังของธรรมชาติที่ส่งมายังพื้นที่จะแผ่ไปถึงลูกหลานได้ เช่น ทำให้ลูกหลานเจริญรุ่งเรือง แต่ในทางตรงข้าม หากได้ภูมิประเทศที่ไม่ดีก็อาจส่งผลร้ายได้เช่นกัน

ด้วยเหตุนี้วิชาโหราศาสตร์จีนที่เน้นพลังธรรมชาติโดยเฉพาะที่เรียกว่า “ฮวงจุ้ย” (หรือเฟิงสุ่ยในภาษาจีนกลางอันแปลว่า ลม-น้ำ) จึงถูกเน้นเป็นพิเศษในการตั้งสุสาน

ถึงขนาดคำเดียวกันนี้ถูกใช้เรียกสุสานว่า “ฮวงซุ้ย” ตามสำเนียงจีนถิ่นใต้ (ฮกเกี้ยน-แต้จิ๋ว) ในเมืองไทยไปเลย

ที่จริงสุสานนั้นเรียกว่า “บ่อง” ในภาษาจีนฮกเกี้ยน (หรือ “หม่อ” ในสำเนียงแต้จิ๋ว) จีนแต่ละพวกต่างก็มีเอกลักษณ์ในการทำบ่องที่แตกต่างกันออกไปหลายอย่าง

◤ มีผู้รู้ท่านกล่าวว่า สมัยโบราณ ชาวจีนยังเชื่อว่าดวงจิตผู้ตายจะเดินทางโดย “ธารน้ำสีเหลือง” ใต้ดินไปสู่อีกภพภูมิหนึ่ง จึงต้องทำที่บรรจุศพเป็นรูปเรือ ใส่ข้าวของลงไปให้ผู้ตายใช้ ผมคิดว่าโลงหัวหมูหรือโลงจำปาก็น่าจะสะท้อนเจ้าเรือซึ่งขุดจากไม้ที่ว่านี้ แล้วยังน่าสนใจอีกว่า ตำนานนี้ช่างเหมือนกับตำนานการเดินทางของผู้ตายอีกหลายๆ ที่ทั่วโลก ไม่ว่าจะอินเดียหรือกรีก-โรมัน

ทั้งนี้ เมื่อจีนรับพุทธศาสนาจากอินเดียแล้ว ก็ได้รับเอาการทำศพด้วยการเผาไปใช้เช่นกัน ในเมืองจีนจึงมีทั้งการเผาและฝัง ไม่ได้มีแต่การฝังอย่างที่หลายคนเข้าใจ ทว่า เมื่อถึงสมัยหมิง การฝังศพก็กลับเป็นที่นิยมอีกครั้ง จนรัฐต้องทำที่ฝังศพสาธารณะสำหรับคนยากไร้ไว้ให้

ส่วนรัฐจีนสมัยใหม่เขาไม่ให้ฝังแล้วครับ เพราะรัฐต้องการพื้นที่มาใช้ จึงให้เผาศพอย่างเดียว บางท่านที่ยังมีญาติอยู่เมืองจีนเล่าว่า ไม่ใช่แต่คนตายในสมัยนี้ที่ต้องเผา แม้คนตายเก่าๆ ที่ฝังไปนานแล้ว เขาก็จะให้ขุดขึ้นมาเผาหากรัฐต้องการพื้นที่ตรงนั้น

ถ้าญาติไม่มาจัดการ รัฐก็จะมาจัดการเอง

◤ ส่วนในเมืองไทย ชาวจีนรุ่นเก่าๆ โดยเฉพาะในต่างจังหวัดอย่างบรรพบุรุษของผม ก็พอจะไปจับจองหาสถานที่ตั้งสุสานกันเองไว้ตามป่าตามเขา เหมือนอย่างในสมัยโบราณ แต่ต่อมามีคนจีนอพยพมาเยอะขึ้นจึงมีสมาคมหรือมูลนิธิจัดการที่ตั้งสุสานแบบรวมไว้ให้ ซึ่งสะดวกกว่ามาก

ที่น่าสนใจคือจังหวัดเล็กๆ อย่างระนอง กลับมีสุสานจีนที่น่าจะใหญ่และชัยภูมิดีที่สุดในประเทศไทย คือสุสานของพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซู้เจียง) เจ้าเมืองระนองและต้นตระกูล ณ ระนอง ซึ่งมีสถาปัตยกรรมและเครื่องประกอบสุสานแบบเดียวกับ “จ๋งต๊ก” หรือตำแหน่งเจ้าเมืองในจีน เข้าใจว่าจะเป็นเพียงแห่งเดียวในประเทศ

ยิ่งไปกว่านั้น ภูเขาระฆังทองซึ่งมีสุสานของ “ท่านเจ้าคุณเฒ่า” หรือท่านคอซู้เจียงนั้น ยังเป็นที่ตั้งของสุสานคนในตระกูล ณ ระนองทั้งหมดอีกด้วย

ส่วนครอบครัวผม ท่านทวด (อาจ้อ) บุ่นอ้วน ได้ไปเลือกชัยภูมิสุสานของท่านเอง บนภูเขาหลังวัดวารีบรรพตในปัจจุบัน เพราะท่านมีความรู้ด้านนี้ เสียดายที่ท่านเสียชีวิตไปโดยไม่มีใครในตระกูลสืบทอดวิชาความรู้พวกนี้ไว้เลย

ผู้ใหญ่มักเล่ากันว่า ท่านทวดของผมเตรียมโลงหัวหมูและเสื้อผ้าที่จะใส่เมื่อเสียชีวิตไว้ล่วงหน้า แขวนเก็บไว้ในบ้าน ส่วนป้ายหินของสุสานก็เขียนอย่างธรรมเนียมเก่าและท่านเป็นผู้เขียนข้อความสำหรับป้ายของตัวเองไว้เองด้วย

ต่อแต่นั้นมา เมื่อคนในตระกูลของเราเสียชีวิต แม้ไม่ได้ฝังอย่างจีนแล้ว ก็มักทำที่บรรจุกระดูกไว้ในบริเวณเดียวกันกับทวด

จึงถือเป็นสุสานของตระกูลไปโดยปริยาย

◤ ส่วนธรรมเนียมการไหว้เฉ่งเบ๋งนั้น มีผู้ใหญ่หลายท่านบอกว่า อันที่จริงก็ยังคงต้องไหว้บรรพชนที่บ้านด้วยข้าวปลาอาหารเช่นเดียวกับเทศกาลอื่นๆ เพียงแต่การไปสุสานนั้นเน้นการไปทำความสะอาด ไปพูนดิน ปรับสถานที่ ตัดถางวัชพืช เขียนสีป้ายใหม่ ไปทำให้สถานที่ “เฉ่ง” หรือ “เช้ง” คือสะอาดสดใสนั่นเอง แล้วก็เซ่นไหว้เล็กๆ น้อยๆ พอเป็นพิธี

ฉะนั้น ผู้ที่เซ่นไหว้เฉ่งเบ๋งที่บ้านหลายคนมักกังวลว่า ตนทำผิดธรรมเนียมอะไรหรือไม่ ที่จริงการไหว้ที่บ้านเป็นธรรมเนียมปกติอยู่แล้ว แต่ภายหลังเน้นการไปไหว้กันมากๆ ที่สุสาน ธรรมเนียมไหว้ที่บ้านหลายบ้านจึงหายไป

ทุกวันนี้การทำความสะอาดสุสานเป็นงานของสมาคมหรือมูลนิธิที่สุสานตั้งอยู่ ลูกหลานจ่ายเงินให้ดำเนินการแล้วเพียงแค่ไปตกแต่งประดับประดาเท่านั้น มีไม่มากที่ยังคงทำความสะอาดสุสานเอง

การไหว้เฉ่งเบ๋งมักไปกันแต่เช้าเพราะอากาศไม่ร้อนมาก ที่จริงช่วงเทศกาลเฉ่งเบ๋งในเมืองจีนนั้นอากาศกำลังสบาย การไปไหว้ที่สุสานจึงเท่ากับครอบครัวได้ออกไปชมธรรมชาติด้วย แต่เมืองไทยต้นเดือนเมษายนนั้นร้อนแสนร้อน รีบไหว้แล้วก็ต้องรีบกลับบ้านกันเพราะทนร้อนไม่ไหว ของไหว้ก็แล้วแต่ธรรมเนียมของแต่ละครอบครัว

บ้านของคุณป้าผมซึ่งมาจากครอบครัวพี่ชายคนโตของปู่ ยังคงรักษาธรรมเนียมของเซ่นไหว้แบบเก่าตามฉบับคนฮกเกี้ยน คือท่านจะต้มหมูสามชั้น มีเส้นหมี่เหลืองสดเป็นก้อนและขนมต่างๆ เช่น อั่งกู๊ ข้าวเหนียวแดงกวนกับผลไม้เล็กน้อยเท่านั้นไปไหว้ที่สุสาน และไม่ได้จุดประทัด

ส่วนกระดาษสำหรับเทศกาลนี้มีกระดาษเฉพาะเรียกว่า “บ่องจี๋” เป็นกระดาษสำหรับไหว้และตกแต่งสุสานชนิดต่างๆ

◤ ส่วนครอบครัวของปู่ (ก้อง) ผมเองนั้นมีธรรมเนียมพิสดารไม่เหมือนใคร เพราะมักจะไปวันท้ายๆ ของเทศกาลหรือเลยเทศกาลไปนิดหน่อย รอจนพี่น้องคนอื่นมาไหว้กันแล้วค่อยตบท้าย ไม่ได้ไหว้ร่วมกับเขา เพราะคุณทวดท่านมีลูกเจ็ดคน แต่ปู่ของผมท่านยกให้คนอื่นเลี้ยง ปู่คงมีอะไรหลายอย่างในใจ จึงไม่ยอมไปไหว้ร่วมกับพี่น้องตัวเอง

แถมบ้านเรามักไปไหว้กันตอนเย็นๆ เพราะต้องรอให้พวกบรรดาอาๆ ที่ทำงานราชการเลิกงานก่อน ของไหว้ก็เอาอย่างที่ชอบ เพราะถือว่าได้ไปกินข้าวเย็นกันแบบครอบครัวใหญ่ในป่าช้าเลยทีเดียว อยู่กันจนมืดค่ำ ไม่ได้ปฏิบัติตามธรรมเนียมอะไรเลยในเรื่องนี้ เมื่อปู่เสียชีวิตลง ครอบครัวเคยประชุมกันครับว่าจะเอาอย่างไร สุดท้ายก็สรุปว่าจะยังคงธรรมเนียมเฉพาะของปู่ไว้ตามเดิม

อ่อ ปู่ผมท่านมีอาชีพขายโลงศพครับ คนที่บ้านเลยไม่ค่อยกลัวผีกัน เว้นแต่ตัวผม

◤ พอเรามีสุสานของตระกูลเอง สถานการณ์โควิดจึงไม่ค่อยกระทบ เพราะไม่ได้ไปเจอคนเยอะๆ อย่างสุสานรวม ญาติก็นั่งกินข้าวกันห่างๆ แต่คนที่เขามีบรรพชนอยู่สุสานรวมจึงเลือกวันที่สะดวกมากกว่าวันตรงตามเทศกาล หรือไปช่วงเวลาที่คนน้อยๆ ไม่ก็จ้างให้คนไปทำความสะอาด แล้วไหว้แต่ที่บ้านเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ ผมยังได้ยินมาว่า คนรุ่นใหม่หลายคนเริ่มกังวล เพราะการไปไหว้สุสานดูจะเป็นภาระมากกว่าไหว้บรรพชนที่บ้านเสียอีก แถมที่ดินสำหรับการฝังก็มีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ ผู้ใหญ่หลายท่านจึงตัดสินใจให้ลูกหลานเผาแทนการฝังเพราะกลัวจะเป็นภาระคนรุ่นถัดไป หรือบางบ้านก็ขุดกระดูกขึ้นมาเผาแล้วลอยอังคารกันแล้ว

ในทางตรงกันข้าม ปัจจุบันมีธุรกิจทำสุสานของคนที่ยังมีชีวิตอยู่เพื่อปรับดวงที่เรียกว่า แซกี เป็นธุรกิจทางความเชื่ออีกอันที่น่าสนใจและกำลังเป็นที่นิยม แต่ผมยังไม่มีความรู้เรื่องนี้มากนัก

ไว้ค้นคว้าแล้วจะลองมาเล่าสู่กันฟังครับ •

เล่าเรื่องเฉ่งเบ๋ง (เช็งเม้ง) และความเปลี่ยนแปลง
โดยคมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง

* หมายเหตุ : บทความเผยแพร่ครั้งแรกในมติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 15.04.2022

04/04/2026

Happy Birthday!
ครบรอบ 4 ปี อวโลกิตะ

4th Anniversary
Avalokita: Meditation Space for Cultivating Inner Peace and Compassion

วิชา อยู่ยังไง เมื่อไม่มีเธอ ประสบการณ์การตั้งหลักให้ชีวิตใหม่ในวันที่คนรักจากไป 1 | Death Fest 02/04/2026

Keep going

วิชา อยู่ยังไง เมื่อไม่มีเธอ ประสบการณ์การตั้งหลักให้ชีวิตใหม่ในวันที่คนรักจากไป 1 | Death Fest แชร์ประสบการณ์ความสูญเสีย การจัดการกับความรู้สึกตัวเองเพื่อกลับมาตั้งหลักใหม่ ในวันที่คนรักต้องจากไป แ...

01/04/2026

“การสังเกตตนอย่างตื่นรู้” คือรูปแบบหนึ่งของความตระหนักรู้ที่งดงาม ซึ่งเราสามารถฝึกฝนได้ในชีวิตประจำวัน จิตใจเรานั้นแสนจะเจ้าเล่ห์ บางทีก็ทำร้ายตัวเราเองโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะในช่วงที่ไม่ได้ภาวนา รู้ตัวอีกทีเราก็หลงติดอยู่ในกิเลส ความคิดลบ ซ้ำซาก รบกวนใจมานานหลายวันหรือหลายสัปดาห์

พันธมิตรผู้ประเสริฐ

เราทุกคนต่างมีใครบางคนในชีวิต ที่คอยช่วยพาเรากลับคืนสู่แสงสว่าง ในยามที่จิตใจหลงทางอยู่ในความไม่รู้หรือความคิดลบ

ในพุทธศาสนา เราถึงกับกล่าวว่าครูบาอาจารย์และสังฆะเป็นดั่งสรณะ แต่ที่สุดแล้ว มิตรภาพอันประเสริฐทางจิตวิญญาณก็มีอยู่ภายในตัวเราด้วย นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า สัมปชัญญะ หรือที่ในภาษาทิเบตแปลว่า “การสังเกตตนอย่างตื่นรู้”

แม้จะไม่ใช่ถ้อยคำที่ไพเราะหรือสะดุดหูนัก แต่ “การสังเกตตนอย่างตื่นรู้” คือรูปแบบหนึ่งของความตระหนักรู้ที่งดงาม ซึ่งเราสามารถฝึกฝนได้ในชีวิตประจำวัน จิตใจเรานั้นแสนจะเจ้าเล่ห์ บางทีก็ทำร้ายตัวเราเองโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะในช่วงที่ไม่ได้ภาวนา รู้ตัวอีกทีเราก็หลงติดอยู่ในกิเลส ความคิดลบ ซ้ำซาก รบกวนใจมานานหลายวันหรือหลายสัปดาห์

สัมปชัญญะในลักษณะนี้คือรูปแบบเฉพาะของการระลึก ที่เราคอยเฝ้าระวังจิตใจตนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สิ่งที่เราต้องการมีเพียงประจักษ์พยานภายใน เพื่อช่วยต้านแรงดึงอันรุนแรงของสภาวะจิตลบๆ แน่นอนว่า เรายังคงเผชิญกับประสบการณ์แบบมนุษย์ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความกลัว ความคิดฟุ้งซ่าน ความอิจฉา ความรัก และอีกมากมาย แต่ด้วยการสังเกตตนอย่างตื่นรู้ เราสามารถคลายการถือมั่นและติดยึดในตัวตนต่อประสบการณ์เหล่านั้นได้

เราสามารถตั้งจิตปรารถนาที่จะอยู่ร่วมกับพันธมิตรภายในผู้ประเสริฐนี้อยู่เสมอ กอดรับเขาไว้เสมือนสหายสนิท เราเดินไปบนเส้นทางชีวิตในแต่ละวันพร้อมกับมิตรแท้ เพื่อนของหัวใจ ผู้จะคอยนำทางเรากลับคืนสู่แสงสว่างอีกครั้ง

อานัม ทุบเท็น รินโปเช

31/03/2026

ยังหาซื้อหนังสือของอาจารย์ตุลได้นะคะ
ที่บูธสำนักพิมพ์มติชน J02
ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

Photos from อวโลกิตะ • Avalokita's post 25/03/2026

ปีนี้ครบรอบปีที่ 4 แล้วค่ะ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่

69/5-6 Soi Satorn 10, Silom, Bangrak
Bangkok
10500