Millie’s Homeschool

Millie’s Homeschool

แชร์

Millie’s Homeschool บ้านเรียนบุญโต จัดการเรียน?

18/02/2022

กิจกรรมของเด็ก โฮมสคูล ‘น้องมิลลี่’ - ด้านกีฬา

คุณแม่จะเน้น เรื่องการทำกิจกรรมนอกบ้าน เช่น กีฬาต่างๆ โดยคุณแม่ จะนำกีฬาด้านต่างๆ ที่น้องสนใจ และ ชอบ มาเป็นส่วนหนึ่งของวิชาพละ และผลการเรียน ตามด้านการพัฒนาของน้องที่เรียน กีฬาที่น้องชื่นชอบมากๆ มี 3 กีฬา ที่คุณแม่ให้น้องเริ่มเรียน ในช่วงประถมศึกษา ปีที่ 3 มีดังนี้

1. เทนนิส
2. ขี่ม้า
3. ว่ายน้ำ

คุณแม่อยากฝึกให้น้องเรียนกีฬา ในสิ่งที่น้องชอบ และถนัด และให้น้อง เรียนไปเรื่อย และดูพัฒนาการ และฝึกฝนให้น้องเก่งไปเลย❤️❤️

Photos from Millie’s Homeschool's post 18/02/2022

Millie’s first time for Horse Riding Class 🐎

มาเรียนขี่ม้าวันแรกกับเพื่อนนะโคอาสุดหล่อ นางตื่นเต้นมากทีาจะได้เรียนขี่ม้า และเจอเพื่อน 😍😍

ครูสอนฝึกท่านั่งที่สวยงาม ให้หลังตรง ดูสง่า ฝึกสมาธิในการควบคุมม้าให้เดินตาม เลี้ยวซ้าย ขวา หยุดโดยเชือกบังเหียนม้า

🐎 น้องม้าชื่อ ป๊อกแป๊ก น่ารักมาก ไม่ดื้อ ไม่ซน เชื่อฟัง ❤️

การขี่ม้าเป็นกิจกรรมที่ฝึกสมาธิ สร้างบุคลิกภาพที่ดี ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกายและอารมณ์

เด็กที่เริ่มมาเรียนใหม่ ๆ จะมีพี่เลี้ยงช่วยจูงม้าเดินบริเวณพื้นที่กลางแจ้ง ซึ่งทำเป็นลานโล่งเหมือนเดินเล่นในสวน เมื่อเด็กเริ่มคล่องจึงปล่อยให้คุมม้าเอง จากนั้นจึงเข้ามาฝึกเดินสนามในร่ม แล้วจึงพัฒนาการบังคับม้าให้วิ่ง กระโดด

“พอเด็กนั่งตรงถูกต้องไม่กลัวไม่เกร็ง เราก็เริ่มให้บังคับเอง อาจจะมีเด็กจูงม้าคอยดูอยู่ข้าง ๆ ถ้าวิ่งในสนามปลอดภัยผ่านแล้วก็มาเดินมาสนามในร่ม พอค่อนข้างโอเคไปเดินข้างนอกได้เอง สำหรับเด็กที่ฝึกใหม่ ๆเราจะเลือกม้าที่สามารถควบคุมได้ จะไม่ใช้ม้าที่เก่งเกินไปเพราะความสามารถของเด็กจะยังบังคับไม่ได้”

การเรียนของเด็ก ๆ จะใช้คำสั่งแบบสากลทั้งหมด จึงสามารถนำไปใช่ต่อยอดในการเรียนระดับสูงขึ้นไปหรือเรียนต่อในต่างประเทศได้ การขี่ม้าจะเน้นสั่งด้วยท่าทางไม่ออกคำสั่งด้วยคำพูด เช่น ม้าเดิน ให้ใช้ขาสองข้างกระทุ้งสีข้างม้าเบา ๆ เรียกว่า เตือนน่อง ระหว่างที่ม้าเดินเด็กจะเตือนน่องไปเรื่อย ๆ หากต้องการให้ม้าเลี้ยวไปทางใดให้ดึงบังเหียนด้านนั้น เช่น เลี้ยวขวาใช้มือขวาดึงบังเหียนผ่อนสายด้านซ้าย หยุดให้ดึงสายบังเหียนทั้งสองข้างเข้าหาตัวเบา ๆ เมื่อขี่เสร็จให้เด็กๆ ตบคอม้า พูดชมและขอบคุณทุกครั้ง

เมื่อขี่ม้าเสร็จทุกครั้งเด็กจะตบคอม้าเบา ๆ พูดขอบคุณและนำขนมหรือผลไม้มากินเป็นการตอบแทน

27/08/2021

การทดลอง “ของเล่นเด็กผู้หญิง vs ของเล่นเด็กผู้ชาย”
ทางรายการ BBC ได้ให้เด็กหญิงและเด็กชายวัยเตาะแตะ ซึ่งยังอยู่ในวัยไม่พูดสองคนมาร่วมทำการทดลองในครั้งนี้

เริ่มแรก ทางรายการให้เด็กหญิงใส่เสื้อผ้าของเด็กผู้ชาย และให้เด็กชายใส่เสื้อผ้าของเด็กผู้หญิง และทำการเปลี่ยนชื่อให้เด็กทั้งสองคนจาก
เด็กหญิง “มาร์นี่” เป็น “โอลิเวอร์”
เด็กชาย “เอ็ดเวิร์ด” เป็น “โซฟี”

จากนั้นทางรายการได้เตรียมของเล่นที่คนส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าเป็นของเล่นของเด็กหญิง และของเล่นของเด็กชาย มาเตรียมไว้กลางห้อง
เช่น
“ของเล่นเด็กผู้หญิง” ได้แก่ ตุ๊กตาสัตว์ต่าง ๆ ตุ๊กตาเด็กทารก และของเล่นที่มีสีชมพูปุกปุย
"ของเล่นเด็กผู้ชาย” ได้แก่ รถของเล่น ตัวต่อพลาสติก หุ่นยนต์

การทดลองเริ่มต้นขึ้น...
ผู้ใหญ่ซึ่งเป็นอาสาสมัครเข้ารับการทดลองได้ถูกแนะนำให้รู้จัก
เด็กชาย “เอ็ดเวิร์ด” ซึ่งตอนนี้ชื่อ “โซฟี"
เด็กหญิง “มาร์นี่” ซึ่งตอนนี้ชื่อ “โอลิเวอร์”
ได้พาเด็กน้อยเข้าไปเล่นตรงกลางห้องซึ่งเต็มไปด้วยของเล่นของทั้งสองเพศ

ผู้ใหญ่พยายามจะแนะนำ ตุ๊กตา และของเล่นเด็กผู้หญิง ให้กับ เด็กชาย “เอ็ดเวิร์ด” ซึ่งพวกเขาเข้าใจว่าเป็นเด็กหญิงโซฟี และแนะนำ รถของเล่น หุ่นยนต์ ตัวต่อ ให้กับ เด็กหญิง “มาร์นี่” ซึ่งพวกเขาเข้าใจว่าเด็กชายโอลิเวอร์

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าแปลกใจอีกประการ คือ วิธีการที่ผู้ใหญ่เล่นและเข้าหาเด็ก ๆ ทั้งสอง มีความแตกต่างกัน
ผู้ใหญ่มีแนวโน้มจะค่อย ๆ เข้าหาเด็กหญิงอย่างช้า ๆ ด้วยเสียงที่เบา และเล่นอย่างอ่อนโยน ที่สำคัญมีการเล่นเชิงบทบาทสมมติและจินตนาการมากกว่า เช่น เล่นหุ่นมือสัตว์ และทำเสียงสัตว์ตัวนั้น
ในขณะที่การเข้าหาเด็กชาย ผู้ใหญ่จะมีแนวโน้มเข้าหาด้วยการเล่นอย่างตื่นเต้น และมีการสัมผัสทางกายมากกว่าเวลาเล่นกับเด็กหญิง เช่น การเล่นจั๊กจี้ การอุ้ม และอื่น ๆ ส่วนเสียงที่ใช้มักจะเป็นในโทนสนุกสนาน และมีระดับเสียงที่ดังกว่า

เมื่อได้เล่นกับเด็ก ๆ เสร็จ ผู้ทำการทดลองได้ถามผู้ใหญ่ว่า “คิดว่าเด็ก ๆ ชอบของเล่นชิ้นไหนมากที่สุด”
ผู้ใหญ่เกือบทุกคนคิดว่า เด็กหญิงโซฟี (ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเป็นเด็กชายเอ็ดเวิร์ด) ชอบตุ๊กตา หรือของเล่นเด็กผู้หญิงอื่น ๆ ส่วนเด็กชายโอลิเวอร์ (ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเป็นเด็กหญิงมาร์นี่) ชอบรถของเล่น หรือของเล่นเด็กผู้ชายอื่น ๆ

สุดท้าย ผู้ทำการทดลองได้เฉลยว่า...
เด็กหญิงโซฟี เป็นเด็กผู้ชาย
เด็กชายโอลิเวอร์ เป็นเด็กผู้หญิง
ผู้ใหญ่ที่เข้าร่วมการทดลองถึงกับตกใจ และเห็นด้วยว่า “การนำเสนอของเล่นให้กับเด็ก ๆ ทั้งสองคนเกิดจากความคิดเหมารวมอัตโนมัติ (Stereotype) ว่าเด็กคนนี้เป็นเด็กผู้ชาย/เด็กผู้หญิง"

**********

[บทความต่อยอด “ของเล่นไม่มีเพศ”]

“ของเล่น”

ผู้ใหญ่หลายคนมักจะจับคู่เด็กชายกับของเล่นที่เป็นแนวเครื่องยนตร์กลไก เช่น รถยนต์ หุ่นยนต์ บล็อกไม้ ตัวต่อพลากสติก และหุ่นไดโนเสาร์ต่างๆ ในขณะที่เด็กผู้หญิงมักจะถูกจับคู่กับของเล่นที่เป็นแนวการดูแลผู้อื่นและงานบ้าน เช่น ตุ๊กตาเด็กทารก ครัวทำอาหารเด็กเล่น ชุดแต่งตัวตุ๊กตา และตุ๊กตาเจ้าหญิง เป็นต้น

ในความเป็นจริงแล้ว เด็ก ๆ ควรได้รับโอกาสที่จะได้เล่นของเล่นตามที่พวกเขาสนใจ และของเล่นไม่มีควรถูกแบ่งประเภทว่า ของเล่นเด็กผู้หญิง/ของเล่นเด็กผู้ชาย เพราะของเล่นแต่ละประเภททำหน้าที่ในการส่งเสริมและพัฒนาในด้านที่แตกต่างกัน

Becky Francis ศาสตราจารย์ด้านการศึกษาของมหาวิทยาลัย Roehampton ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า “ของเล่นที่ผู้ใหญ่มักเลือกให้เด็กตามเพศของเด็ก อาจจะส่งผลต่อการเลือกแผนการเรียนและอาชีพในภายหลังได้ เนื่องจาก หากสังเกตดีๆ ของเล่นที่ผู้ใหญ่มองว่าเป็นของเล่นของเด็กผู้ชาย เช่น ตัวต่อบล็อกต่างๆ รถยนต์ หุ่นยนต์ และไดโนเสาร์ เป็นต้น มักจะส่งเสริมด้านการคิดเชิงมิติสัมพันธ์และพัฒนาสมองให้พร้อมกับการเรียนในเชิงวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ ในขณะที่ของเล่นของเด็กหญิง เช่น การเล่นตุ๊กตา ของเล่นครัว และเล่นทำผมตุ๊กตา มักส่งเสริมด้านการคิดเชิงสร้างสรรค์และพัฒนาสมองในส่วนของศิลปะ สังคมศาสตร์ และภาษาศาสตร์มากกว่า”

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีงานวิจัยใดที่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่า “การเล่นเพียงของเล่นตามเพศ จะส่งผลให้เด็กชายหรือเด็กหญิงไม่สามารถพัฒนาทักษะอื่น ๆ ได้” แต่มีงานวิจัยมากมายที่ต้องการจะสร้างความตระหนักให้กับพ่อแม่ที่เลือกของเล่นให้กับลูกว่า “ไม่ควรปิดกั้นลูกในการเล่นของเล่นใด เพราะของเล่นแต่ละชิ้นสามารถส่งเสริมเด็กๆ ในพัฒนาการแต่ละด้านได้”

**********

“เด็กชายก็สามารถเล่นตุ๊กตาได้เช่นเดียวกับเด็กหญิง”

เมื่อไม่นานมานี้ “การศึกษาการทำงานของสมองของเด็กชายและเด็กหญิงวัย 4-8 ปี จำนวน 33 คน ขณะเล่นตุ๊กตา” ของนักประสาทวิทยา มหาวิทยาลัยคาร์ดิฟ (Hashmi, Vanderwert, Price, & Gerson, 2020) ทำให้ได้ค้นพบหลักฐานชิ้นสำคัญ พวกเขาค้นพบว่า “สมองส่วน posterior Superior Temporal Sulcus (pSTS) ซึ่งเป็นบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เช่น ความเห็นอกเห็นใจ การเข้าอกเข้าใจผู้อื่น สมองส่วนนี้ได้รับการกระตุ้นขณะเด็ก ๆ เล่นตุ๊กตา

ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเด็กหญิงหรือเด็กชาย เล่นคนเดียวหรือเล่นกับเพื่อน ผลที่ออกมานั้นไม่แตกต่างกัน กล่าวคือ “เมื่อเด็กเล่นตุ๊กตา สมองส่วนนี้ได้รับการกระตุ้น ทำให้พวกเขามีแนวโน้มจะพัฒนาทักษะทางสังคมได้ดี เวลาเด็กๆ เล่นกับตุ๊กตา ตุ๊กตาเป็นเสมือนเพื่อนฝึกซ้อมสำหรับพวกเขา ก่อนที่จะได้ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนในสังคมจริงๆ”

แม้ตุ๊กตาจะไม่มีชีวิต แต่ด้วยจินตนาการของเด็ก ๆ ทำให้ตุ๊กตาที่พวกเขาเล่นด้วยเป็นเสมือนเพื่อนคนสำคัญ ไม่ต่างอะไรกับเพื่อนที่เป็นคนจริงๆ ทุกครั้งที่เด็กๆ ดูแลและเล่นกับตุ๊กตาของพวกเขาอย่างทะนุถนอม เด็กๆ ได้พัฒนาความอ่อนโยนในจิตใจของพวกเขา แม้ว่าจะเป็นเด็กชายหรือเด็กหญิง ความอ่อนโยนเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้เด็ก ๆ ใจดีกับตัวเอง และผู้อื่น

“เด็กๆ ที่มีความอ่อนโยน ไม่ได้แปลว่า พวกเขาอ่อนแอ เด็กๆ สามารถแข็งแกร่งและอ่อนโยนได้ในเวลาเดียวกัน”

**********

สุดท้าย “ผู้ใหญ่ไม่ควรปิดกั้น แต่ควรเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เรียนรู้”
ผู้ใหญ่ไม่ควรสร้างทัศนคติให้กับเด็กว่า “เด็กชายหรือหญิงต้องชอบต้องเล่นอะไรเท่านั้น”
ของเล่นที่เด็กเล่นไม่ควรถูกกำหนดให้เฉพาะเพศใดเพศหนึ่งเล่นได้เท่านั้น เด็กชายและเด็กหญิงทุกคนควรได้เล่นในสิ่งที่เขาสนใจ
การที่เด็กชายชอบเล่นตุ๊กตา เขาอาจจะเติบโตเป็นเด็กชายที่อ่อนโยน และเข้าอกเข้าใจผู้อื่น
การที่เด็กหญิงชอบเล่นตอกไม้ ไขน็อต เธออาจจะเติบโตเป็นเด็กหญิงที่ทะมัดทะแมง แก้ไขปัญหาได้อย่างคล่องแคล่ว เป็นต้น

เมื่อผู้ใหญ่ปล่อยให้พวกเขาได้เล่นในแบบที่เขาชอบและสนใจ ตราบใดที่ไม่ทำให้ตัวเองและผู้อื่นเดือดร้อน และข้าวของเสียหาย เด็กๆ จะได้ค้นหาตัวตนของเขาระหว่างทาง ในวันที่เขาเป็นผู้ใหญ่ เขาจะค้นพบสิ่งที่ตัวเองอยากทำได้

ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

อ้างอิง
รายการ BBC Girl toys vs boy toys: The experiment - BBC Storieshttps://www.youtube.com/watch?v=nWu44AqF0iI&t=75s&ab_channel=BBCStories

Barford, V. (2014, January 27). Do children's toys influence their career choices? Retrieved February 28, 2021, from https://www.bbc.com/news/magazine-25857895

Hashmi, S., Vanderwert, R. E., Price, H. A., & Gerson, S. A. (2020). Exploring the Benefits of Doll Play Through Neuroscience. Frontiers in human neuroscience, 14, 413

09/08/2021

"ทำไมเด็กๆ ควรเล่นทราย?”

ข้อที่ 1 การเล่นทรายช่วยปลดปล่อยความคิดของเด็กๆ เป็นอิสระ
การเล่นทราย คือ การเล่นอย่างอิสระเสรี (Free Play)

การเล่นทรายไม่เหมือนการเล่นของเล่น เพราะทรายไม่มีรูปร่างตายตัว (Free Form) เด็กๆ จึงเป็นผู้กำหนดว่า "ทรายในวันนี้จะเป็นอะไรดี?"
จะเป็นปูนซีเมนต์ สำหรับเล่นก่อสร้าง
จะเป็นข้าว สำหรับเล่นทำอาหาร
จะเป็นเกาะกลางทะเล สำหรับการเล่นฝังสมบัติ
หรือ
ถ้าเทน้ำมาผสมในทราย ทรายจะสามารถจับตัวกันเป็นก้อนได้
แต่ถ้าเทน้ำใส่ลงไปมาเกินไป ทรายอาจจะเหลวไปกับน้ำเลย
อย่างไรก็ตาม ถ้าเราทิ้งทรายที่เปียก ตากแดดไว้หนึ่งวัน ทรายก็กลับมาแห้งดังเดิมอย่างน่าอัศจรรย์

“ทราย” อนุญาตให้เด็กๆ ทดลองและจินตนาการอย่างไรขอบเขต
ที่สำคัญการเล่นทรายไม่มีข้อกำหนดถูกผิด ไม่มีข้อจำกัด ตราบใดที่เด็กๆ ไม่ทำผิดกฎ 3 ข้อ ไม่ทำร้ายตัวเอง ไม่ทำร้ายผู้อื่น ไม่ทำลายข้าวของ
เด็กๆ จะเล่นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของเด็กๆ ได้เลย
การเล่นทรายจึงทำให้เด็กๆ เป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่

***

ข้อที่ 2 การเล่นทรายช่วยกระตุ้นการรับสัมผัส (Sensory Play)

การเล่นทรายทำให้ร่างกายของเด็กๆ ถูกกระตุ้นให้รับสัมผัสหลากหลายรูปแบบ ดังนี้

(1) ทรายช่วยกระตุ้นการรับสัมผัส (Tactile Sense)
เวลาที่ร่างกายของเด็กๆ สัมผัสกับทราย ทรายมักจะเข้าไปทั่วถึงทุกบริเวณของผิวหนัง
เด็กๆ ได้สัมผัสผิวทรายในรูปแบบต่างๆ เช่น ทรายแห้ง นุ่มบ้าง แข็งบ้าง มีก้อนกรวด เปลือกหอยผสมอยู่บ้าง ทรายที่ผสมอยู่ในน้ำจนเฉอะแฉะ
หรือ
เวลาที่ทรายอุ่น เวลาที่ทรายเย็น
มือของเด็กๆ จะรับรู้ถึงความร้อน-เย็นเหล่านั้น
ทำให้สมองได้รับการกระตุ้นจากการสัมผัสทรายเช่นนี้

(2) ทรายช่วยกระตุ้นการทรงตัว (Vestibular Sense)
เวลาที่เด็กๆ วิ่งไปบนหาดทราย ที่พื้นทรายไม่ได้ราบเรียบ แข็งมั่นคงเหมือนพื้นทั่วไป พวกเขาต้องทรงตัวเพื่อจะได้วิ่งไปข้างหน้า โดยไม่ล้มลงเสียก่อน
หรือ สำหรับเด็กเล็กๆ แค่เพียงนั่งลงบนทราย พวกเขาต้องพยายามทรงท่าตัวในท่านั่ง ไม่ให้ตัวเองหน้าทิ่มลงไปในทรายให้ได้

(3) ทรายช่วยกระตุ้นการรับสัมผัสที่ข้อต่อ (Proproceptive Sense)
เวลาเด็กๆ ออกแรง วิ่ง กระโดด ขุด ฝังกลบ ตบ ไปบนทราย
ข้อต่างๆ กระแทกเข้าหากัน เวลาท่ีเด็กๆ ออกแรงทำสิ่งเหล่านี้บนทราย ซึ่งถือเป็นการกระตุ้นการรับสัมผัสข้อต่อต่างๆ ทั้งในบริเวณ ขา แขน มือ นิ้วทั้งสิบ ช่วยให้เด็กๆ เรียนรู้การออกแรงอย่างเหมาะสมในการทำกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น เช่น...
เราควรโยนบอลแรงแค่ไหนเพื่อให้ส่งไปถึงผู้รับ
เราควรออกแรงบีบซอสแค่ไหนถึงจะไม่ทำให้ซอนกระเด็น
เราควรออกแรงกดดินเท่าไหร่ถึงจะทำให้เขียนได้ไม่จางหรือกดจนไส้ดินสอหัก
เป็นต้น

***

ข้อที่ 3 การเล่นทรายช่วยให้เด็กๆ พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก-ใหญ่ให้มีความแข็งแรง คงทน และทำงานประสานกันได้ดี

เด็กๆ ได้ฝึกใช้กล้ามนิ้วมือทั้งสิบของเค้า และกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ทั้งมัดเล็กมัดใหญ่ คุ้ย เขี่ย ขุด ฝัง กลบ และอื่นๆ อีกมากมาย

นอกจากนี้ในขณะที่เล่นทราย ตากับมือของพวกเขาต้องทำงานประสานกันเพื่อตักทรายใส่กระป๋อง หรือ เทน้ำลงบนทราย

***

ข้อที่ 4 การเล่นทรายช่วยพัฒนาทักษะทางภาษาและสังคม

ในเด็กเล็กๆ ที่ยังไม่พูดสื่อสาร การเล่นทรายทำให้เด็กๆ ออกเสียง(ที่ไม่จำเป็นต้องมีความหมาย)อย่างสนุกสนานได้ เช่น...
เวลาเล่นเทน้ำลงบนทราย ผู้ใหญ่อาจจะออกเสียงว่า “ซู่ๆ”
เวลาเล่นขุดทราย ผู้ใหญ่อาจจะออกเสียงว่า “ฉึบๆ”
เด็กเล็กจะพยายามออกเสียงตามเรา และพัฒนาไปสู่การออกเสียงคำอื่นๆ ที่มีความหมายต่อไป

การเล่นทรายกับพี่น้อง หรือ เด็กๆ คนอื่นๆ บนกองทราย เด็กๆ จะได้เรียนรู้การเเบ่งปันอุปกรณ์ที่เล่น ได้ฝึกการสื่อสารเพื่อบอกความต้องการหรือปฏิเสธกับผู้อื่น เช่น “ขอเล่นด้วย” “ขอยืมช้อนหน่อย” “รอก่อน เราขอใช้ก่อน” เป็นต้น

นอกจากนี้เด็กจะได้เรียนรู้กติกาของสังคม ถ้าแย่งของคนอื่น เล่นสาดทรายจนทรายเข้าตาเพื่อน และอื่นๆ จะทำให้เพื่อนไม่อยากเล่นด้วย และตนเองอาจจะไม่ได้เล่นต่อ ดังนั้นเด็กจะเรียนรู้การควบคุมตนเอง และเคารพกติกาของสังคม

***

ข้อที่ 5 การได้ปลดปล่อยพลังงานทั้งทางบวกและทางลบอย่างสร้างสรรค์

โดยธรรมชาติแล้ว เด็กทุกคนมีพลังงานมากมายเหลือเฟือ พวกเขาสามารถวิ่ง เล่น และเคลื่อนไหวไปมาอย่างไม่รู้จึกเหน็ดเหนื่อย
ดังนั้น การที่ต้องให้เด็กๆ นั่งนิ่งๆ เป็นเวลานานเพื่อคงสมาธิกับการนั่งเรียน
หรือ การอยู่เฉยๆ อาจจะผิดวิสัยของเด็กๆ
ยิ่งในช่วงเวลาที่มีโรคระบาดเช่นนี้ บางครั้งการอยู่บ้านเป็นเวลานาน โดยไม่ได้ออกไปไหน ทำให้เด็กหลายคนต้องเผชิญกับความอึดอัด ซึ่งนำไปสู่อารมณ์ทางลบ เช่น ความหงุดหงิด งุ่นง่าน และความเครียด เป็นต้น

การเล่นทรายถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะช่วยให้พวกเขาได้ปลดปล่อยพลังงานเหล่านั้นออกมา

ไม่ทำให้เด็กได้รับการตอบสนอง ดังนั้นการเล่นทรายทำให้เด็กได้ใช้พลังงาน "เล่น" อย่างสร้างสรรค์ ลองปล่อยให้เค้าเล่นสัก 1 ชั่วโมงตอนเย็น เชื่อว่า พอถึงเวลากินข้าว เค้าจะหิวมากขึ้น และพอถึงเวลานอน หัวถึงหมอนจะหลับปุ๋ยทีเดียว

***

ข้อที่ 6 การเล่นทรายช่วยพัฒนาทักษะทางสติปัญญา

เมื่อเด็กเล็กๆ เล่นทราย พวกเขาจะได้เรียนรู้ว่า “วัตถุมีอยู่จริง (Object permanence)” เพราะแม้ว่าทรายจะกลบเท้า หรือ ของเล่นของพวกเขาจนมองไม่เห็น แต่เท้าและของเล่นของพวกเขาไม่ได้หายไปไหน

ในเด็กๆ วัยต่อมา การเล่นทรายทำให้พวกเขาได้เรียนรู้เรื่อง จำนวน ปริมาณ และกฎการอนุรักษ์ (Conservation) กล่าวคือ แม้วัตถุจะเปลี่ยนรูปทรงไป ปริมาณของในวัตถุนั้นยังคงเดิม เช่น เมื่อตักทรายใส่กระป๋องแล้วเทใส่อีกกระป๋องที่ขนาดใหญ่กว่า ไม่ได้ทำให้ทรายมีปริมาณมากขึ้น ทรายยังมีปริมาณเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ในเด็กที่โตขึ้นมาอีกขั้น การเล่นทรายกับวัตถุอื่นๆ ถือเป็นการเล่นเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Play)
การที่เด็กๆ สามารถสมมติให้วัตถุหนึ่งแทนวัตถุหนึ่งได้นั้น ต้องใช้การคิดเชื่อมโยงและความจำ เช่น
เด็กๆ อาจจะสมมติให้ผืนทรายวันนี้เป็นที่ดิน ก้อนหินเป็นบ้าน ใบไม้เป็นหลังคา กิ่งไม้เป็นคน ระหว่างเล่นพวกเขาต้องจดจำด้วยว่า วัตถุแต่ละอย่างเป็นสัญลักษณ์แทนสิ่งใดในชีวิตจริง

การเล่นเชิงสัญลัษณ์นี้จึงเป็นพัฒนาการด้านการสติปัญญาของเด็กๆ ขั้นเริ่มต้น ก่อนที่เด็กๆ จะพัฒนาไปสู่ การเข้าใจนามธรรมและเหตุผลในวัยต่อมา

***

ข้อที่ 7 การเล่นทรายเป็นส่วนหนึ่งในการเล่นบำบัด (Play Therapy)

การเล่นถาดทราย (Sand Tray Therapy) ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ทรายเข้ามามีบทบาทในการเยียวยาจิตใจ ถาดทรายถือเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดความรู้สึกและตัวตนของผู้เล่นทรายออกมา ผ่านสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ผู้เล่นทรายใส่ลงไปในถาดนั้น

จึงทำให้ผู้บำบัดรู้จักและเข้าใจผู้รับการบำบัดมากขึ้น เช่นเดียวกันผู้ได้รับการบำบัดก็ได้รู้จักและเข้าใจตัวเองมากขึ้นอีกด้วย

“การที่จะให้เด็กๆ พูดหรือบรรยายสิ่งที่อยู่ภายในของเขาออกมาเป็นเป็นคำพูดนั้นทำได้ยาก แต่การเล่นช่วยให้พวกเขาสื่อสารออกมาได้ง่ายขึ้น”

ดังนั้น ถ้าอยากสานสายสัมพันธ์และสื่อสารให้เข้าถึงลูกให้เราเล่นกับเขา

**********

การเล่นทราย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพง เราสามารถนำกิ่งไม้ ใบไม้ ใบหญ้า ก้อนหิน และของใช้ภายในบ้านเช่น ช้อนกินข้าวธรรมดา หรือ ขวดน้ำพลาสติก ถ้วย กะลังมัง หม้อ เป็นต้น มาเล่นกับทรายได้เป็นอย่างดี

ไม่มีพื้นที่ ใช้กะละมังซักผ้า ในถาด หรือ จะกองทรายไว้สักจุดในบ้านก็ทำได้เช่นกัน

สุดท้าย การเล่นทรายไม่ได้แค่เพียงแต่การพัฒนาร่างกาย จิตใจและสติปัญญาของเด็กๆ เพียงอย่างเดียว แต่การเล่นทรายช่วยให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ตัวเองและโลกใบนี้

สำหรับผู้ใหญ่ การเล่นทรายกับเด็กๆ ก็ช่วยผ่อนคลายเราได้เช่นกัน

ขอบคุณเพจ 🙏🏻🙏🏻
ตามใจนักจิตวิทยา

ป.ล. แต่ละบ้านจะเลือกทรายชนิดไหน สามารถเลือกตามความเหมาะสมของเราได้เลย

06/08/2021

การลงทุนด้านเวลาให้กับพ่อเเม่คือทางออกของการศึกษาไทย?

ปัจจุบันกระทรวงศึกษาฯ และหน่วยงานภาคการศึกษาต่าง ๆ ได้อัดฉีดเงินเข้าสู่ภาคการศึกษาจำนวนมากในแต่ละปี เพื่อแก้ไขปัญาการเข้าถึงการศึกษาพื้นฐาน และพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่เกิดจากปัญหาความยากจน อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินที่ลงทุนกับครอบครัวหรือพ่อเเม่กลับลดลง ทั้งที่มีงานวิจัยมากมายระบุว่าการลุงทุนเวลาให้กับพ่อเเม่ในการเลี้ยงดูเเละมีปฏิสัมพันธ์กับลูกนั้นสำคัญต่อพัฒนาการของเด็กในระยะยาว ไม่แพ้การลงทุนกับการพัฒนาครู หรือหลักสูตรต่าง ๆ ในโรงเรียนด้วยซ้ำ

งานวิจัยจาก US National Library of Medicine National Institutes of Health ได้ระบุไว้ว่า
.
- การใช้เวลาระหว่างพ่อเเม่กับลูก จะส่งผลดีต่อพัฒนาการของลูกในระยะแรก ซึ่งการที่พ่อเเม่ไม่ว่าง หรือ ไม่มีเวลาให้กับลูกเพราะต้องไปทำงานในขณะที่เด็กต้องการการดูแลจากพ่อเเม่นั้น ไม่สามารถทดเเทนได้โดยพี่เลี้ยงหรือคุณครู
- การใช้เวลาร่วมกันในครอบครัวส่งผลดีต่อพัฒนาการด้านการคิดวิเคราะห์ (cognitive) ของเด็ก อย่างไรก็ตามการใช้เวลาที่มากเกินไปอาจจะส่งผลลบต่อพัฒนาการด้านการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคม (socioemotional) ได้เช่นกัน

การเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด 19 ก็ยิ่งตอบย้ำว่าทางรัฐฯ ไม่ได้ให้ความสำคัญ และไม่มีความเข้าใจต่อพัฒนาการของเด็กในครอบครัวที่ตกงานในช่วงการเเพร่ระบาด เนื่องจากไม่มีนโยบายเยียวยาครอบครัวที่มีเด็กปฐมวัย จากผลสำรวจจากมหาลัยมหิดลเผยว่า 54% ของครัวครัวที่ประสบปัญหาต้องทำงานเพิ่มเพื่อหารายได้เสริม ซึ่งทำให้เด็กต้องอยู่กับปู่ยาตายายหรือพี่เลี้ยงมากขึ้น ซึ่งผลที่ตามมาคือการใช้สื่อโซเชียลมีเดียที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หรือแม้กระทั้งครอบครัวที่ Work From Home อยู่ที่บ้านก็ไม่ใช่ว่าจะส่งผลเชิงบวกเสมอ เพราะผลสำรวจพบว่า 79% ของเด็กถูกตะคอกเเละทำโทษจากพ่อเเม่ ดังนั้นการอยู่ด้วยกัน มีเวลาร่วมกันไม่ได้เเปลว่าจะดีเสมอไป ยิ่งด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่ค่อนข้างตรึงเครียด จึงอาจจะส่งผลต่อพฤติกรรมของพ่อเเม่ที่มีต่อลูกได้

เเนวทางแก้ไขคือหากพ่อแม่ไม่สามารถมีเวลาให้กับลูกเพราต้องหาเลี้ยงครอบครัว ให้เปลี่ยนจาก ‘ปริมาณของเวลา’ มาเป็น ‘คุณภาพของเวลา’ แทน

ดังนั้นนอกจากการลงทุนไปกับการพัฒนาหลักสูตร เทคโนโลยีการศึกษา หรือการพัฒนาศักยภาพครูเเล้ว การลงทุนในการสนับสนุนพ่อเเม่ให้มีเวลาทำกิจกรรม เลี้ยงดู และมีปฏิสัมพันธ์กับลูกนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญไม่เเพ้กันเลย อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องยังไม่ตระหนักถึงการสำคัญในการลงทุนกับครอบครัวมากนัก หรือแมเกระทั้งเวลาพูดถึงคำว่า "การศึกษา" เรามักจะนึกถึงโรงเรียน นักเรียน และครูขึ้นมาทันที เเต่จริงๆ เเล้ว ครอบครัวก็เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาการศึกษาไทยให้ดีขึ้นเช่นกัน ยิ่งในช่วงสถานการณ์แบบนี้เด็กอยู่บ้านกับพ่อเเม่มากขึ้น ยิ่งต้องให่ความสำคัญกับความสัมพันธ์ในครอบครัวมากขึ้นด้วย

เราได้เพียงหวังว่าภาครัฐเเละผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะตระหนักถึงประเด็นนี้เเละลงทุนสนับสนุนครอบครัว เพราะครอบครัวคือรากฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาการการศึกษาของประเทศ


อ้างอิง

https://research.eef.or.th/quality-time/?fbclid=IwAR19Nh3Cl1BG1uFi6z9kKoN-RJYNwouJNhk40e2aVwhMnoDGNokoUuIxgq4

29/06/2021

บทความนี้ดีมากๆ เลยค่ะ ❤️❤️
เราจะออกเดินทาง ผจญภัยไปด้วยกัน 😊

การเลี้ยงลูกคือการออกเดินทาง ผจญภัยไปกับลูก
ไม่ใช่การไปแข่งขัน(กับใคร)

ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกังวลว่าจะแพ้ใคร
แต่ให้เรามีความสุข สนุก ไปกับลูก

พาลูกออกไปค้น ออกไปหา
ไปให้ถึงสิ่งที่เป็นเป้าหมายชีวิตของลูก..จริงๆ

ความสำเร็จใคร ความสำเร็จมัน
เป้าหมายใคร เป้าหมายมัน

ไม่จำเป็นต้องแข่งกับใคร (เหมือนใคร) นะครับ😊

#ดีต่อลูก

Photos from Millie’s Homeschool's post 29/06/2021

น้องมิลลี่ ตื่นเช้า ☀️☀️
ช่วยแม่ดูแลสวน🪴กำจัดวัชพืช 🌾
กวาด ทำความสะอาดใบไม้ 🍃🍂🍁
Wow!! สะอาดเกลี้ยงเลยค่ะ ❤️❤️


#วิถีเด็กโฮมสคูล
#เรียนรู้การดูแลสวน
#น้องมิลลี่ชอบทำสวน

บทความ - วิชาพละสไตล์เด็กบ้านเรียน 17/06/2021

มาดูกันค่ะ ว่าวิชาพละ สไตล์เด็กบ้านเรียน มีอะไรบ้าง ❤️❤️

บทความ - วิชาพละสไตล์เด็กบ้านเรียน เมื่อพูดถึงการเรียนของลูก หลายๆ ครอบครัวมักนึกถึงการเรียนรู้เชิงวิชาการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคณิตศาสตร์ ...

01/06/2021

ไถกันเถิด...ยามว่าง ยามเย็น
สนุก และ ได้ออกกำลังกาย ❤️❤️

25/05/2021

🔰 ขั้นตอนการยื่นคำขออนุญาตจดทะเบียนกับเขตพื้นที่การศึกษา‼️

กระทรวงศึกษาธิการได้มีการลงนามในกฎกระทรวง ว่าด้วยสิทธิการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว พ.ศ. 2547 แล้ว โดยพ่อแม่ที่มีความต้องการจะจัดการศึกษาให้แก่ลูกด้วยตนเองต้องดำเนินการดังนี้

1. เตรียมความพร้อมโดยการศึกษาข้อมูลความรู้ที่ตรงกับระดับพัฒนาการของลูก และค้นหาความสนใจพิเศษของเขา

2. ยื่นขอข้อมูลและระเบียบการได้จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตามท้องที่ที่อาศัย เพื่อทำหลักสูตรและแผนการสอน

3. หลักฐานวุฒิการศึกษาของผู้ปกครองต้องไม่ต่ำกว่าระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า

4. หากเด็กมีความบกพร่องในวิชาการด้านใดด้านหนึ่ง เช่น อ่อนในวิชาคณิตศาสตร์ ทางเขตจะให้เวลาซ่อมเสริม เพื่อประเมินใหม่อีกครั้ง

5. ให้พ่อแม่ประเมินความรู้ของเด็กตามหลักเกณฑ์ในหลักสูตรขั้นพื้นฐาน โดยทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจะตรวจสอบปีละ 1 ครั้ง ว่าเด็กมีพัฒนาการตรงตามที่ครอบครัวประเมินไว้หรือไม่ และกำหนดความสามารถของเด็กว่าเทียบได้ในระดับชั้นใด

6. หากครอบครัวใดมีความพร้อมลดลง ไม่สามารถทำโฮมสคูลได้ต่อ เด็กก็สามารถเข้าเรียนโรงเรียนได้ตามปกติ ตามระดับชั้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้เทียบไว้

✅ ในการจดทะเบียนกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอาจจะมีขั้นตอนที่ยุ่งยากสักเล็กน้อย แต่จะสามารถรับเงินอุดหนุนรายหัวตามที่ทางสพฐ. กำหนดไว้ 💰

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่

Bangkok