KidSmile

KidSmile

แชร์

ทุกวินาทีของเด็กปฐมวัย ตั้งแต่ 0-6 ปี จะกำหนดเส้นทางชีวิตของเขาทั้งชีวิต

12/01/2022

จากลา อาวัฒน์ ขายหัวเราะ

ทีมงานขายหัวเราะขอแจ้งข่าวการเสียชีวิตของอาวัฒน์ (วัฒนา เพ็ชรสุวรรณ) นักวาดการ์ตูนผู้สร้างสรรค์ผลงานให้กับผู้อ่านมาอย่างยาวนาน

อาวัฒน์จากพวกเราไปอย่างสงบด้วยโรคชรา ทีมงานทุกคนขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของอาวัฒน์ด้วยครับ

กำหนดการสวดพระอภิธรรม
คุณพ่อวัฒนา เพ็ชรสุวรรณ
ณ วัดคงคา อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี
ศาลา 2

วันพุธที่ 12 มกราคม 2565
เวลา 16.00 น. รดน้ำศพ

วันพุธที่ 12 มกราคม 2565
ถึง
วันศุกร์ที่ 14 มกราคม 2565
เวลา 18.30 น. สวดพระอภิธรรม

วันเสาร์ที่ 15 มกราคม 2565
เวลา 16.00 น. ฌาปนกิจศพ

15/06/2021

WHATS’ UP : “เพราะเราทุกคนควรมีสิทธิ์เลือก” ไอเดียดีๆ จากโปรเจ็กต์ Lunch & Learn ที่ให้เด็กๆ ได้เลือกอาหารกลางวันด้วยตัวเอง

ยังจำข้าวถาดหลุมของคุณในวัยเด็กได้ไหม? ชอบมันไหม หรืออยากเปลี่ยนให้เป็นเมนูอะไรบ้าง? มันคงดีไม่น้อยเนอะ ถ้าเราจะได้ทดลองให้เด็กๆ สามารถเลือกเมนูอาหารกลางวันที่เขาอยากกินได้เอง

มีโปรเจ็กต์ดีๆ เกิดขึ้นที่ โรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย เทศบาลนครขอนแก่น ซึ่งจัดขึ้นโดยทีมงาน Launch & Learn Project ภายใต้งาน Isan Creative Festival จากสํานักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ประเด็นสำคัญคือ หนึ่งในกิจกรรมภายใต้โปรเจ็กต์นี้ คือการจัดตั้งบอร์ดในโรงเรียน เพื่อให้เหล่านักเรียนได้ออกมาเมนูอาหาร 10 อย่างที่พวกเขาอยากทาน

ตัวอย่างเมนู ได้แก่
-เขียวหวานเบญจรงค์
-ข้าวไก่อบซอสเทอริยากิ
-ข้าวหมูทงคัตสึ
-Kwantip’s fired chicken
-ข้ามมันไก่
-ผัดไทยวุ้นเส้น

โดยเฟซบุ๊กของคุณ Watcharapong Wongsim ได้ระบุถึงผลโหวตที่ออกมาว่า จากการโหวตของเด็กๆ 488 คน จากทั้งหมด 553 คน คิดเป็น 88.24 เปอร์เซ็นต์ โดยส่วนใหญ่โหวตให้เมนู Kwantip’s fired chicken ซึ่งในเมนูมีมันบด โคลสลอว์ ฝรั่งกิมจู และไก่ทอด

The People เคยเผยแพร่บทสัมภาษณ์ของ สัญญา มครินทร์ ครูที่เป็นผู้ริเริ่มโครงการ Lunch & Learn ซึ่งเขาบอกว่า โครงการนี้ ได้รวมรวมเอาผู้เชี่ยวชาญทั้งเชฟ นักโภชนาการ รวมทั้งผู้คนในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น มาช่วยกันทำโครงการนี้ โดยมีเป้าหมายคือ อยากให้ความสำคัญกับอาหารกลางวัน ซึ่งมันจะมีส่วนให้เด็กๆ อยากมาโรงเรียนด้วย

“เราเชื่อว่างานสร้างสรรค์ก็คืองานแก้ปัญหาแบบหนึ่ง ถ้าเราได้นักออกแบบ ได้ผู้รู้ ได้คนที่เข้าใจระบบการจัดการอาหาร ระบบการพัฒนาดี ๆ มันจะไปช่วยทุ่นแรงแม่ครัว ไปช่วยให้คุณครูได้เข้าใจความสำคัญของอาหาร เรื่องโภชนาการที่มันจัดการได้ เรื่องงบ เรื่องการบริหารจัดการ จริง ๆ แม่ครัวก็อยากทำอร่อยอยู่แล้ว ครูก็อยากให้อาหารเด็ก ๆ ออกมาดี แต่ด้วยงบ ด้วยหม้อ อะไรอย่างนี้ก็มีข้อจำกัด”


อ้างอิงจาก

https://www.facebook.com/photo?fbid=10226952247778516&set=a.2216923468940

https://thepeople.co/sanya-makarin-lunch-and-learn/?fbclid=IwAR1rLhnQqLWpQiuqyBvFka-DAJQmOz0fnN1BGd7VOkiRiu_mOhv4o2I9KBw

10/02/2021

ชีวิตมีจุดมุ่งหมายก็เพื่อการพัฒนาตน การเรียนรู้นั้นเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกฝนเพื่อทำให้เกิดความเจริญงอกงามเเละทำให้ศักยภาพได้ปรากฏออกมา ศักยภาพนี้เมื่อได้รับการพัฒนาเเล้วก็ออกมาเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของตนและท่าน

การเรียนรู้จึงเป็นทั้งจุดหมายเเละเครื่องมือของการทำให้ชีวิตมีคุณค่า การเรียนรู้เเละการพัฒนาตนจะเกิดขึ้นได้ต้องมีองค์ประกอบอย่างน้อย 3 ประการ คือ Head Hand และ Heart ที่จริงมันยังต้องอาศัยร่างกาย คือ สุขภาพ ด้วย สุขภาพต้องดี เพราะการมีสุขภาพดีก็เป็นปัจจัยที่ช่วยให้ Head Hand และ Heart ทำงานได้ดีขึ้น

Head คือ ความรู้ความเข้าใจ ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม จะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อคุณมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้น ไม่ว่าสิ่งที่ทำจะเป็นอาชีพการงาน ศิลปะ หรือเเม้แต่การเล่นกีฬา ก็ต้องมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งนั้น นักดนตรีก็ต้องมีความเข้าใจในเพลงที่ตัวเองจะบรรเลง เเละต้องมีความรู้หรือ background เกี่ยวกับประวัติหรือพัฒนาการของดนตรีในสาขาที่ตัวเองเล่นหรือบรรเลง มันจึงต้องมี academy นักดนตรีทุกคนจะมีพื้นฐานดีได้ก็ต้องไปเรียนใน academy หรือในมหาวิทยาลัย ทั้งนี้เพื่อจะได้แม่นยำและฉลาดในศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง

เมื่อมีความรู้เเล้วก็ต้องฝึกให้เชี่ยวชาญจัดเจน นี้เป็นเรื่องของ Hand นักดนตรีก็ต้องฝึกฝน หมอก็เหมือนกัน คุณจะเรียนรู้เเต่เรื่องกายวิภาคไม่ได้ ถึงแม้จะจดจำกายวิภาคได้อย่างละเอียด เเต่จะเป็นหมอที่เก่งได้ คุณก็ต้องฝึกทำหัตถการ ตั้งเเต่การฉีดยาจนถึงการผ่าตัด เรียกว่าต้องมีศิลปะ คนที่จะเป็นหมอรักษาคนได้จำเป็นต้องมีใบประกอบโรคศิลป์ คือไม่ใช่มีความรู้หรือใช้หัวสมองอย่างเดียว แต่ต้องมีการพัฒนาด้านทักษะหรือใช้มือให้คล่องด้วย Hand นั้นหมายถึง ทักษะ หรือจะเรียกว่าเป็นศิลปะก็ได้

คุณจะทำอะไรให้ดีได้ต้องมีทั้งศาสตร์และศิลป์ แต่เท่านั้นไม่พอ คุณภาพใจก็สำคัญด้วย การลงมือทำอะไรให้ได้ดีนั้นใจมีส่วนสำคัญมาก เช่น หมอมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องโรค มีทักษะในการรักษา เท่านั้นยังไม่พอ ต้องมีใจด้วย เช่น ใจที่เมตตากรุณา รวมทั้งใจที่นิ่ง

นักดนตรีก็เช่นกัน แม้คุณรู้เรื่องดนตรี และมีทักษะจัดเจนเพียงใดก็ตาม แต่เมื่อถึงเวลาที่คุณขึ้นเวที ใจของคุณก็ต้องมีสมาธิด้วย ถ้าคุณไม่มีสมาธิ เพลงที่คุณเล่นก็ล่มใช่ไหม ตรงนี้คือความสำคัญของ Heart คือใจที่นิ่ง ใจที่มีสมาธิ หรือแม้กระทั่งใจที่เข้าถึงจิตวิญญาณของเพลงนั้น ๆ นักดนตรี แม้จะมีความรู้เรื่องดนตรีและมีทักษะดี เเต่ถ้าใจเข้าไม่ถึงแก่นของดนตรี ก็เล่นได้ไม่ไพเราะ

เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม ทำอาชีพอะไรก็ตาม คุณจะต้องมีทั้ง Head Hand และ Heart ผสมผสานกัน จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ ปัญหาคือปัจจุบันนี้เราไปเน้น Head มาก บางที Hand ก็ไม่ค่อยได้เน้น เเต่สิ่งที่ขาดไปเลยคือ Heart เราไม่ได้ฝึกฝนจิตใจเพียงพอ ยิ่งการเป็นมนุษย์ด้วยแล้ว เราจะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ก็ต้องมี Head Hand และ Heart อย่างครบถ้วน

Head ในที่นี้คือ ความเข้าใจเรื่องชีวิต ความเข้าใจเรื่องโลก เช่น เข้าใจว่าชีวิตที่ดีงามที่ประเสริฐนั้นหมายถึงอะไร เข้าใจเรื่องความสุข ว่าความสุขที่เเท้นั้นคืออะไร เกิดจากอะไร เเต่เท่านี้ไม่พอ คุณต้องมี

Heart ก็คือจิตใจที่งอกงามด้วย นี้เป็นสิ่งที่คุณต้องพัฒนาด้วย รู้เยอะเเต่ว่าใจฟุ้งซ่าน รู้เยอะเเต่ว่าเป็นคนขี้โกรธ รู้เยอะเเต่ว่ายังมีโลภ โกรธ หลง ก็ไม่สามารถพัฒนาชีวิตให้งอกงามได้ หลายคนรู้เยอะเเต่จิตใจอ่อนเเอ มีคำพูดว่า “ดีชั่วรู้หมด เเต่ว่าอดใจไม่ได้”

.. พอจ. ไพศาล วิสาโล

31/12/2020

"ท้ายที่สุด วัตถุประสงค์ของวรรณกรรม โดยเฉพาะเรื่องแต่ง คือ #การให้ความหมายต่อชีวิต ซึ่งก็คือวัตถุประสงค์ของการศึกษา

Bruno Bettelheim นักจิตวิทยาเด็ก เขียนไว้ว่า #การค้นพบความหมายของชีวิต ถือเป็น #สิ่งที่ผู้คนทุกวัยโหยหามากที่สุด และ #ทำให้สำเร็จได้ยากที่สุด การตอบคำถามว่าฉันคือใคร ฉันทำอะไรอยู่ที่นี่ ฉันจะเป็นอะไรได้บ้าง...

และสองปัจจัยที่จะทำให้เด็กเชื่อมั่นว่าจะตัวเองจะทำให้ชีวิตมีความหมายได้คือ 👉พ่อแม่หรือครู 👉และวรรณกรรม ซึ่งก็คือประสบการณ์ชีวิตและเรื่องราวเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิต"

Jim Trelease
ผู้เชี่ยวชาญด้านการอ่านกับเด็ก

Illustration credit : Goro Fujita

Photos from เจาะเวลาหาอดีต's post 12/12/2020

ปลาพญานาค

Photos from Environman's post 17/11/2020
Photos from บ้านขนมปังขิง เสาชิงช้า's post 01/11/2020

"บ้านขนมปังขิง บ้านที่ถูกปิดมากว่าร้อยปี"

เหตุใดจึงถูกเปิด หลังจากถูกปิดมานานกว่า 106 ปี

แอดจะพาย้อนไปยังต้นกำเนิดของบ้านหลังนี้ ก่อนที่วันนี้จะกลายมาเป็น "ร้านกาแฟกึ่งพิพิธภัณฑ์" ที่เปิดให้คนทั่วไปได้เข้าชมกัน

---------------------

หากพูดถึงบ้านขนมปังขิง หลายๆคนอาจจะคิดว่า บ้านหลังนี้ขายขนมปังรึเปล่า แต่จริงๆแล้ว ชื่อนี้คือ สไตล์รูปแบบบ้านที่เป็นที่นิยมในช่วงสมัย รัชกาลที่ 4-5

ซึ่งเป็นแบบบ้านที่ได้รับอิทธิพลมาจากทางตะวันตก ที่เรียกว่า Gingerbread House หรือแปลเป็นไทยว่า "บ้านขนมปังขิง" เพราะลักษณะของการตกแต่ง ลวดลายฉลุที่สวยงามละเอียดอ่อนบนตัวบ้าน ที่มีความคล้ายคลึงกับ “ขนมปังขิง” หรือคุ้กกี้ที่ชาวยุโรปมักจะทำกินกันในเทศกาลคริสต์มาสนั่นเอง

---------------------

ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. 2456 หรือราวๆ 106 ปีก่อน ขุนประเสริฐทะเบียน (นายขัน) และ อำแหน่งหน่าย สกุลพราหมณ์ ภรรยาได้ที่ดินมาแปลงหนึ่งซึ่งอยู่ในตรอกโบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 47 ตารางวา

เมื่อนายขันได้ที่ดินแปลงนี้มาแล้ว ก็ได้สร้างบ้านในรูปแบบ "ขนมปังขิง" ขึ้นมา ตามสมัยนิยมขณะนั้น โดยนายขันได้ออกแบบบ้านเองทั้งหมด

รวมถึงตราสัญลักษณ์ชื่อของตนเอง ไว้ที่ช่องลมทุกช่องภายในบ้าน เป็นตราสัญลักษณ์ในช่องวงกลมอ่านได้ว่า "ขัน" หากใครได้มาที่บ้านนี้อยากให้ลองสังเกตุและอ่านกันดู ถ้าเปรียบสมัยนี้ คงเปรียบได้กับโลโก้ประจำตัว

ในสมัยนั้นคนยังนิยมอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ ครอบครัวนายขันเองก็ไม่แตกต่างกัน ห้องต่างๆจึงถูกซอยเป็นห้องเล็ก ห้องน้อย มีหน้าต่าง ช่องลมระบายอากาศ ทางเดินเชื่อมถึงกันทั้งหมด ทำให้คนอยู่อาศัยไม่รู้สึกอึดอัด ซึ่งแตกต่างจากบ้านสมัยนี้ที่แยกห้องกันปิดทึบไปซะหมด

ที่น่าสนใจอีกจุดหนึ่งภายในบ้านหลังนี้คือ "ลานสกา" นายขันเองนั้นมีงานอดิเรกอย่างนึงที่โปรดปรานมาก เรียกว่า "การเล่นสกา" ถึงกับสร้างระเบียงข้างบ้านออกมาไว้เป็นที่นั่งเล่น ยามเมื่อนัดพบปะเพื่อนฝูง หรือแขกคนสำคัญ ไม่ว่าใครไปใครมา นายขันมักจะชวนมานั่งเล่นตรงจุดนี้เสมอๆ ซึ่งคนภายในบ้าน ได้เรียกพื้นที่ตรงนี้ว่า "ลานสกา" ที่ยังคงความสมบูรณ์ในรูปแบบเดิมไม่มีผิดเพี้ยน

นอกจากนี้ภายในบ้าน ยังมีเฟอร์นิเจอร์ชิ้นงาม ที่ท่านผู้หญิงเนื่อง (บุตรีของนายขัน) รักมาก ถึงกับเอ่ยปากไว้ว่า ห้ามย้ายโต๊ะเครื่องแป้งนี้ ออกจากบ้านหลังนี้เด็ดขาด ปัจจุบันได้วางไว้ในห้องมุกหกเหลี่ยม บนชั้นสองของตัวบ้าน ซึ่งยังความสภาพความสวยงามอยู่เช่นเดิม

ต้นมะม่วง ที่แผ่กิ่งก้านและใบ ปกคลุมให้ร่มเงาบ้านทั้งหลัง ยิ่งทำให้บ้านหลังนี้ดูอบอุ่น มีเสน่ห์และน่าหลงไหลมากขึ้นไปอีก ซึ่งมะม่วงต้นนี้ปลูกโดยลูกสาวของนายขัน หลังจากที่ย้ายเข้ามาบ้านหลังนี้แล้ว โดยคาดว่าน่าจะมีอายุเกือบๆร้อยปี เก่าแก่ไม่แพ้ตัวบ้านเลยทีเดียว โดยเป็นมะม่วงพันธุ์อกร่อง ที่ยังคงออกผล ให้ลูกหลานของบ้าน ได้เอามาทำข้าวเหนียวมะม่วงกินกันอยู่ทุกปี

---------------------

ในกาลเวลาต่อมา บ้านหลังนี้ก็ได้มีการสืบสายต่อกันมาในทายาทนั้นเอง ตามลำดับดังนี้

1) ขุนประเสริฐทะเบียน ( นายขัน )

2) ท่านผู้หญิงเนื่องสนิท ( บุตรีคนที่ 2 ของขุนประเสริฐทะเบียน )

3) ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช ( บุตรีของท่านผู้หญิงเนื่องสนิท) ทันตแพทย์ประจำพระองค์ของในหลวงรัชกาลที่ 9

4) คุณธนัชพร คุณารัตนอังกูร ( บุตรสาวท่านผู้หญิงเพ็ชรา )

ซึ่งในยุคของท่านผู้หญิงเพ็ชรานั้นเอง ท่านมีเจตุจำนงค์ที่แน่วแน่ว่าห้ามมิให้ขายบ้านหลังนี้โดยเด็ดขาด แต่ให้อนุรักษ์ รักษาเอาไว้ เพื่อให้เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ โดยให้รักษาสภาพให้เหมือนเดิมมากที่สุด เพื่อให้คนรุ่นหลังได้มาเรียนรู้ สัมผัส ซึมซับบรรยากาศ

และที่สำคัญ เพื่อมิให้ผู้คนลืมรูปแบบบ้านในลักษณะนี้ โดยในขณะนั้น เมื่อ 30 กว่าปีก่อน คุณหมอสิทธิ์ ( สามีท่านผู้หญิงเพ็ชรา ) จึงลงมือทำป้ายชื่อ ด้วยมือของท่านเอง จะเรียกว่าเป็นงานแฮนเมดก็ว่าได้ ด้วยการแกะไม้ด้วยมือ และลงรักปิดทอง ไว้ที่ประตูหน้าบ้าน เป็นชื่อคำว่า "บ้านขนมปังขิง" บ้านหลังนี้จึงมีชื่อเรียก นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

---------------------

เมื่อกาลเวลาผ่านมาเนิ่นนานถึง 106 ปี ในที่สุด คุณธนัชพร ทายาทรุ่นที่ 4 ก็ได้ปรึกษากับทางคุณแม่ ท่านผู้หญิงเพ็ชราว่า หากเรายังทำการปิดบ้านไว้เช่นนี้ บ้านก็มีแต่จะทรุดโทรมลงไป เราควรจะทำอย่างไรกันดี ก็ได้มีการพูดคุยกัน จนในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่า จะมีการบูรณะซ่อมแซ่มบ้านหลังนี้อีกครั้ง โดยที่ให้ยังคงสภาพเหมือนเดิมมากที่สุด โดยไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ทาสี และซ่อมเฉพาะส่วนที่ชำรุดหนักๆเท่านั้นเอง เพื่อที่จะได้เห็นร่องรอยของอดีตที่ผ่านมา ผ่านริ้วรอยต่างๆ บนตัวบ้าน

"หากเราจะทำบ้านให้ใหม่นั้นไม่ยาก แต่หากเราจะทำบ้านให้เก่าคงเป็นไปไม่ได้ เพราะเราไม่สามารถย้อนอดีตได้"

หนึ่งในบทสนทนา ของเจ้าของบ้าน ที่ได้กำชับกับทางช่าง ไม่ให้ทาสี หรือแก้ไขริ้วรอยต่างๆ ภายในบ้าน โดยย้ำว่า ถ้าสิ่งใดยังอยู่ได้ ก็ขอให้ปล่อยไว้อย่างนั้น ให้ทุกอย่างเหมือนเดิมมากที่สุด

หลังจากบูรณะเสร็จสิ้นแล้ว วันนี้จึงได้ถือกำเนิด

"บ้านขนมปังขิง" ร้านกาแฟกึ่งพิพิธภัณฑ์ ขึ้นมา เพื่อให้คนได้ไม่ลืมที่มาของชื่อ บ้านขนมปังขิง นั่นเอง

---------------------

หากใครอยากมาลองสัมผัส บ้านขนมปังขิง ว่าเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว คนสมัยนั้น เคยอยู่กันอย่างไร ใช้ชีวิตในแบบไหน ในรูปแบบบ้านที่เหมือนเดิมมากที่สุด สามารถมาชม และเลือกทานเครื่องดื่มได้ทุกวัน

---------------------

📌 #ข้อมูลร้าน บ้านขนมปังขิง เสาชิงช้า ☕🍰

1. ร้านเปิดทุกวัน

จันทร์-ศุกร์ เปิด 11.00-20.00 น.
เสาร์-อาทิตย์ เปิด 09.00-20.00 น.

2. หน้าร้านไม่มีที่จอดรถค่ะ ลูกค้าสามารถจอดได้ที่

- ที่รับฝากรถศาลเจ้าพ่อเสือ
- ที่รับฝากรถข้างครัวอัปษร
- ที่รับฝากรถโรงแรมศรีกรุงเทพ (ข้างศาลาว่าการกทม.)
- ที่รับฝากรถร้านรุ่งเรืองพาณิชย์
- ลานจอดรถวัดเทพธิดาราม

หรือแนะนำมาแท็กซี่ จะดีสุดค่ะ เพราะแถวร้านจะหาที่จอดค่อนข้างยากและเต็มเร็วค่ะ

3. ที่ร้านขายเครื่องดื่ม ขนมไทย และเค้ก ไม่มีอาหารคาวค่ะ

4. ร้านอยู่ซอยหลังโบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า (ไม่ใช่ถนนพระอาทิตย์ ป้อมพระสุเมรุ นะคะ ) เนื่องจากตอนนี้มีลูกค้าไปผิดหลายท่านค่ะ

5. กรณีเดินทางโดย MRT ลงสถานีสามยอด และเดินมาทางเสาชิงช้าประมาณ 700 เมตรค่ะ

พิกัดบ้านขนมปังขิง เสาชิงช้า
https://maps.app.goo.gl/EJg34

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok