31/12/2021
💥🛰️🚀🌏 Highlight วงการอวกาศปี 2️⃣ 0️⃣ 2️⃣ 1️⃣
29/12/2021
🇨🇳👨🛠📋 Qian Xuesen บิดาแห่งโครงการอวกาศจีน 🇺🇸🚀💥🇨🇳
ชายผู้มีชีวิตและรุ่งเรืองบนสองแผ่นดิน เกิดบนแผ่นดินจีนในครอบครัวที่มีการศึกษาสูง ฉายแววอัจริยะตั้งแต่เด็ก จนได้เข้าเรียนที่ MIT จึงได้ย้ายถิ่นฐานไปยังสหรัฐอเมริกา จบปริญญาโทภายในระยะเวลาหนึ่งปี หลังจากได้พบกับ Theodore von Kármán ก็ฉายแววเตะตา Kármán อย่างจังจนได้รับการแนะนำให้เข้าเรียนต่อที่ Caltech ที่ซึ่งทำให้ได้ร่วมงานกับอัจฉริยะคอเดียวกัน รวมไปถึงเป็นนักเรียนในที่ปรึกษาของ Kármán จนนำไปสู่จุดเริ่มต้นของวงการอวกาศ อีกทั้งยังช่วยในการก่อตั้ง Jet Propulsion Laboratory (JPL) และกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้บุกเบิกด้านอวกาศในสหรัฐอเมริกา แต่ชะตาชีวิตพลิกผัน ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ แม้จะมีผู้ออกมาปกป้องมากมาย แต่สุดท้ายก็กลายเป็นเหยื่อของการล่าแม่มดในครั้งนั้น นำไปสู่การกีดกัน ตั้งแง่ กักบริเวณ และจบลงด้วยการจากแผ่นดินสหรัฐฯ อย่างไม่เหลียวหลังกลับ ความเจ็บปวดที่ถูกหักหลังในวันนั้น ทำให้เขามุ่งพัฒนาโครงการอวกาศในจีน รวมไปถึงการเข้าร่วมการพัฒนามิสไซล์ในประเทศจีนเป็นครั้งแรก ซึ่งก็เป็นมิสไซล์แห่งความโกรธแค้นที่หันหัวพุ่งย้อนกลับสู่แผ่นดินอเมริกา ตลอดชีวิตของเขา เขาได้อยู่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการพัฒนาด้านอวกาศของจีน พัฒนาจรวดที่ส่งดาวเทียมดวงแรกของจีนขึ้นสู่อวกาศ สร้างรากฐานของจรวด Long March ได้ชื่นชมการพัฒนาแบบก้าวกระโดดของแผ่นดินแม่ในบั้นปลายชีวิต และจากไปอย่างสงบในวัยย่าง 98 ปีบนมาตุภูมิที่แท้จริง โดยไม่มีใครรู้เลยว่าเขาได้ให้อภัยแผ่นดินที่เคยเป็นบ้านหลังที่สองของเขาแล้วหรือยัง... นี่ล่ะ คือชีวิตของชายอัจฉริยะชาวจีนที่มีชื่อว่า Qian Xuesen (เฉียน เสวียเซิน) หรือที่รู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า Hsue-Shen Tsien
ปัจจุบันประเทศจีนนอกจากจะเป็นมหาอำนาจด้านการเงิน เศรษฐกิจ และการเมืองแล้วนั้น ก็ได้ผงาดขึ้นเป็นอีกขั้วอำนาจด้านอวกาศและคู่แข่งคนสำคัญของมือหนึ่งอย่างสหรัฐอเมริกา ท่ามกลางเสียงกล่าวหาของชาวโลก โดยเฉพาะบรรดาชาวตะวันตกที่เกลียดชังชาวจีน ว่าเทคโนโลยีอวกาศของจีนเป็น “เทคโนโลยีที่ขโมยเขามา” คนเหล่านั้นอาจไม่รู้จักชายที่ชื่อว่า Qian Xuesen เลยก็เป็นได้ ซึ่งก็ไม่แน่แปลกใจ เพราะเขาเป็นปูชนียบุคคลคนสำคัญในวงการอวกาศ ทำผลงานที่น่าทึ่งและเป็นผู้บุกเบิกในวงการของสองแผ่นดิน และทั้งสองแผ่นดินก็มีความตึงเครียดด้านการเมืองมาอย่างยาวนาน แน่นอนว่า สหรัฐฯ นั้นเป็นฝ่ายที่อยากจะลืมเรื่องของชายคนนี้เป็นที่สุด หากลองค้นหาตามเว็บไซต์ต่างๆ ของสิ่งที่ Qian Xuesen เคยมีส่วนร่วมอย่างมากในสหรัฐฯ ก็จะเห็นว่าชื่อของเขามักจะถูกเลี่ยงอยู่เป็นประจำ ตัวตนของเขาเป็นได้เพียงแค่ “ทีมงาน” แทนการระบุชื่อโดยตรง ไม่ว่าจะในเว็บไซต์ของหน่วยงานระดับโลกก็ตาม แต่คนที่เคยร่วมงานกับเขารู้ดีว่าเขาคือ “ตัวจริง” และเขาก็ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย แม้ว่าในช่วงวิกฤติของชีวิตเขา คนรอบตัวจะยืนยันความบริสุทธิ์ใจของเขาเต็มที่ และในบั้นปลายก็ยังพยายามคืนเกียรติให้อย่างสุดความสามารถ แต่สุดท้ายภาพจำของเขาก็ไม่ได้ประจักษ์ต่อสายตาของชาวโลกเท่าที่ควร และนี่คือตัวอย่างของอิทธิพลอันซับซ้อนของการเมืองแห่งมหาอำนาจนั่นเอง
นอกจากนี้ ชีวิตของ Qian Xuesen ก็ยังเป็นอุทธาหรณ์เรื่องผลร้ายจากการปลุกระดมการเหยียดเชื้อชาติและการล่าแม่มด หากวันนั้นเขาไม่ถูกบีบจนต้องกลับประเทศจีน วันนี้สหรัฐฯ ก็คงไม่ได้สูญเสียมันสมองสำคัญของวงการไป ทั้งยังไม่โดนอดีตคนของตัวเองย้อนกลับมาเอาคืนเช่นนี้ แต่ดูเหมือนว่าโลกของเราจะเจ็บไม่จำสักเท่าไร ปัจจุบันปัญหาเรื่องการแบ่งแยกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ก็ยังคงมีให้เห็นอยู่ทั่วไป แม้ว่าจะมีการรณรงค์เรื่อง Diversity และ Inclusivity ก็ตามที
ในช่วงบั้นปลายชีวิต Qian Xuesen มีอายุยืนยาวพอที่จะได้ชื่นชมเที่ยวบินสู่อวกาศที่มีมนุษย์เดินทางไปด้วยเที่ยวแรกของจีน แม้โครงการนั้นจะได้รับการช่วยเหลือจากทางรัสเซีย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เขาคือกลไกสำคัญในการนำพาวงการอวกาศจีนมาถึงจุดจุดนี้ หากเขายังมีชีวิตอยู่ในวันนี้ เขาคงได้ปลื้มปริ่มดีใจกับก้าวสำคัญต่างๆ ของวงการอวกาศจีน ไม่ว่าจะเป็นการลงจอดด้านไกลของดวงจันทร์ได้เป็นชาติแรก การสร้างสถานีอวกาศเป็นของตัวเอง ฯลฯ หากสักวันหนึ่งจีนสามารถก้าวข้ามผ่านสหรัฐฯ ไปได้จริง สิ่งที่ Dan Kimball เคยกล่าวถึงกรณีของ Quan Xuesen ว่าเป็น “สิ่งที่โง่เขลาที่สุดที่ประเทศเคยทำ” อาจจะเป็นความจริงก็เป็นได้
📖 Reference and Source
Photo: Public Domain (Tsien Hsue-shen)
https://www.bbc.com/news/stories-54695598?fbclid=IwAR3YnqfIPtI2Ls690Fs69MaLoDj2SiBVHmVTcg0Q93LWyqk4ifGG3x3XucI
https://www.britannica.com/biography/Qian-Xuesen
https://www.nytimes.com/2009/11/04/world/asia/04qian.html
https://www.newyorker.com/news/evan-osnos/the-two-lives-of-qian-xuesen
24/12/2021
🎄🚀 🔭 ลุ้นส่ง James Webb Space Telescope ขึ้นอวกาศวันคริสต์มาส ☀️ 🌏🎅
James Webb Space Telescope ที่ถูกเลื่อนกำหนดการส่งขึ้นสู่อวกาศมาเนิ่นนาน บัดนี้พร้อมแล้วที่จะทะยานขึ้นฟ้าในวันคริสต์มาส ซึ่งก็คือวันพรุ่งนี้นี่เอง ชาววงการอวกาศต่างก็ตั้งตารอคอยวันนี้กันอย่างใจจดใจจ่อ เพราะ James Webb อาจจะกลายเป็น Space telescope ที่เป็นไอคอนของวงการไม่ต่างจากรุ่นพี่อย่าง Hubble ซึ่งเมื่อต้นเดือนกันยายนเราก็ได้พูดถึง James Webb ในบทความเกี่ยวกับ Space telescope ไปบ้างแล้ว วันนี้จะมาสรุปข้อมูลที่น่าสนใจเป็นข้อสั้นๆ ไว้ให้อ่านรอระหว่างนับถอยหลังให้กับเที่ยวบินแห่งประวัติศาสตร์นี้
✦ กำหนดการ Launch: 25 ธันวาคม 2021 เวลา 12.20-12.52 UTC
✦ จะขึ้นไปกับจรวด Ariane 5
✦ เป็นโครงการร่วมระหว่าง NASA, ESA และ CSA และได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยกว่า 300 แห่ง องค์กรและบริษัทต่างๆ จากสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ อีก 14 ประเทศ
✦ จะไปโคจรรอบดวงอาทิตย์ ประจำการอยู่ที่ Lagrange point 2 (L2)
✦ จะประจำการอยู่ไกลจากโลกถึง 1.5 ล้านกิโลเมตร
✦ สาเหตุที่ต้องอยู่ไกลจากโลกขนาดนั้น เพราะต้องรักษาอุณหภูมิให้ต่ำมากอย่างยิ่ง
✦ ใข้เวลาเดินทางราวๆ หนึ่งเดือน และสามารถเริ่มส่งภาพแรกกลับมาในราวๆ 6 เดือน
✦ Primary mirror: ขนาด 6.5 เมตร ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนหกเหลี่ยม 18 ชิ้น
✦ Sunshield: ขนาดประมาณสนามเทนนิสและมี 5 ชั้น
✦ Instrument:
- Near-Infrared Camera (NIRCam)
- Near-Infrared Spectrograph (NIRSpec)
- Mid-Infrared Instrument (MIRI)
- Near-Infrared Imager and Slitless Spectrograph (NIRISS) พร้อมด้วย Fine Guidance Sensor (FGS)
✦ Wavelengths: Visible, Near IR, Mid-IR
✦ มุ่งเป้าศึกษาจุดเริ่มต้นจักรวาล กาแล็กซี่ วงจรชีวิตดวงดาว และโลกอื่นๆ
✦ คาดการณ์อายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 5-10 ปี
✦ ไม่สามารถส่งมนุษย์ไปซ่อมบำรุงได้
📌 ที่สำคัญคือ James Webb Space Telescope ไม่ได้จะมาแทนที่ Hubble แต่อย่างใด ทั้งสองนั้นมี Instrument ที่แตกต่างกัน ย่าน Wavelenght ของ Instrument ก็ต่างกัน อยู่ในบริเวณที่ต่างกัน เพื่อศึกษาวิทยาศาตร์ในด้านที่ต่างกัน นอกจากนี้ James Webb ก็มีอายุใช้งานค่อนข้างสั้น แม้ Hubble จะเก่ามากแล้ว แต่ก็อาจจะใช้ได้อีกหลายปี ดังนั้นทั้งสองอาจจะปลดประจำการในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกันก็เป็นได้
พวกเรามารอลุ้น James Webb Space Telescope ให้ขึ้นสู่อวกาศได้อย่างปลอดภัยพรุ่งนี้ไปพร้อมๆ กัน หวังว่าฝนฟ้าจะเป็นใจให้ Space Telescope ที่ใหญ่ที่สุดและใช้เวลาพัฒนากว่า 25 ปีนี้ได้เดินทางไปสู่สถานที่ของมันสักที เพื่อเป็นของขวัญวันคริสต์มาสกับชาววงการอวกาศ โดยเฉพาะทีมงานที่อยู่กับมันมาแสนยาวนาน
📖 Reference and Source
Photo: CC BY 2.0/NASA-MSFC-David Higginbotham/Emmett Given
(James Webb Space Telescope Cryogenic Mirror testing) https://www.flickr.com/photos/nasawebbtelescope/8247194011/in/album-72157629134274763/
Image cropped and text added by Future STEAM
https://www.jwst.nasa.gov
https://webbtelescope.org
https://www.nasa.gov/feature/james-webb-space-telescope-launch-update
https://www.space.com/james-webb-space-telescope-music-band
22/12/2021
👨🏼🚀 🟠 เราอยู่บนดาวอังคารได้จริงหรือ? 🟠 👩🏻🚀
ความคิดการไปดาวอังคารไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับผู้คนในยุคสมัยนี้ บางคนอยากลองไปให้ถึงดาวอังคาร บางคนอยากไปอยู่บนดาวอังคาร แต่การจะไปอยู่บนดาวอังคารนั้นเป็นเรื่องที่ยากและลำบากเป็นอย่างยิ่ง ต่อให้ไม่นับความยากตั้งแต่การพามนุษย์ให้มาถึงดาวอังคารก็ตาม ซึ่งแน่นอนว่าก่อนจะมาถึงดาวอังคาร คงต้องกลับไปให้ถึงดวงจันทร์ให้ได้เสียก่อน แต่เราจะข้ามขั้นตอนเหล่านั้นไปก่อน แล้วสมมติว่าเราสามารถพาคนเดินทางมาถึงดาวอังคารได้สัก 10 คนและสามารถลงจอดได้อย่างปลอดภัย คำถามต่อไปคือ เราจะอยู่บนดาวอังคารกันได้จริงๆ หรือ?
⛰️ ⛰️ ปัญหาที่ต้องเผชิญ
1️⃣ ปัจจัยสี่
บนดาวอังคารนั้น ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย หรือยารักษาโรค หรือแม้แต่ก๊าซออกซิเจนสำหรับหายใจก็ยังไม่มี การจะอยู่รอดบนดาวอังคารได้จึงมีโจทย์ปัญหามากมายที่ต้องแก้ให้ได้ก่อน ปัจจุบันมีการค้นค้าวิจัยมากมายเพื่อหาคำตอบ อย่างเช่นในเรื่องของอาหาร ก็มีการศึกษาเรื่องการเพาะเนื้อเยื่อ การใช้ 3D print การเพาะเลี้ยง Algae (พืชจำพวกสาหร่าย ตะไคร่น้ำ) ที่น่าจะช่วยตอบโจทย์ได้ เพราะเราไม่สามารถพกพาอาหารไปให้เพียงพอต่อการดำรงชีพได้ หรือจะเป็นการสร้าง Habitat หรือที่อยู่บนดาวอังคาร เช่น ทาง MIT Space Exploration Initiative กำลังวิจัย TESSERAE เทคโนโลยีการสร้าง Space habitat แบบประกอบได้ด้วยตัวเอง เรียกได้ว่าถึงแม้ปัญหาอุปสรรคจะยิ่งใหญ่มาก แต่ความคืบหน้าด้านการวิจัยก็พอจะทำให้เรารู้สึกถึงความเป็นไปได้ขึ้นมาบ้าง
2️⃣ สภาพแวดล้อมแบบสุดโต่ง
นอกจากอากาศที่ไม่เหมาะจะหายใจแล้ว ยังมีเรื่องของอุณหภูมิ รังสี ฝุ่น แรงโน้มถ่วงที่แตกต่างจากบนโลก เราจึงไม่มีทางออกไปเดินเล่นบนดาวอังคารได้เหมือนอย่างที่เราเดินเท้าเปล่าบนหาดทรายใต้แสงจันทร์แบบบนโลกได้ แม้เราจะไปถึงดาวอังคารได้ เราก็คงต้องอาศัยอยู่ใน Habitat เล็กๆ อยู่เป็นหลัก และออกมาภายนอกในชุดนักบินอวกาศเฉพาะเวลาจำเป็นเท่านั้น แต่ก็ยังมีคนอีกหลายคนที่คิดเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาวะดาวอังคารให้สามารถอยู่อาศัยได้เสมือนอยู่บนโลก (Terraform) แต่นั่นก็เป็นอะไรที่อาจจะต้องใช้เวลาถึงพันปีเลยทีเดียว ในระหว่างนี้แม้แต่จะอาศัยใน Habitat ก็ยังต้องลุ้นว่าพายุฝุ่นพายุทรายจะมาหรือไม่ หากมาแล้วล่ะก็ เตรียมตัวอยู่ในความมืดไปได้เลยเป็นเดือนๆ นำมาซึ่งปัญหาเรื่องพลังงานอีก เพราะไม่สามารถใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้
3️⃣ สุขภาพและความปลอดภัย
ถ้าป่วยใครจะรักษา ถ้ามีปัญหาจะมีใครมาช่วย นี่คือปัญหาที่เราคงนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ เวลาอยู่ใกล้โลกหากป่วยเดี๋ยวกลับถึงโลกก็มีแพทย์มีอุปกรณ์รักษา และการอยู่บนดาวอังคารจะไปรักษากับใคร ในอนาคตหากมีเมืองบนดาวอังคารแล้ว ก็คงไม่ยากที่จะมีบุคลากรและอุปกรณ์ แต่ก่อนหน้านั้นล่ะ? แล้วถ้าต้องผ่าตัดล่ะ? จริงอยู่ว่ามีการศึกษาการควบคุมหุ่นยนต์ทางไกลเพื่อทำการผ่าตัดได้ แต่อุปกรณ์ทางการแพทย์จะหาจากที่ไหน? อีกทั้งระยะเวลาในการรอส่งสัญญาณระหว่างโลกกับดาวอังคารอีก หากเกิดอะไรขึ้นก็ย่อมไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที ถ้ามีเหตุอันตรายก็ไม่มีหน่วยกู้ภัยมาช่วยเหลือได้แน่นอน มิหน้ำซ้ำ สุขภาพจิตก็อาจจะเป็นปัญหาที่เป็นประเด็น การอยู่ในสถานที่คับแคบ ลำบาก และการอยู่ไกลบ้านอาจจะทำให้ผู้คนบนดาวอังคารมีโอกาสมีปัญหาสุขภาพจิตเช่นกัน
4️⃣ ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน
ทรัพยากรในที่ใดใดก็ตามล้วนมีอยู่อย่างจำกัด สุดท้ายทรัพยากรที่ถูกใช้ก็จะหมดไปสักวัน แต่แม้จะยังไม่หมดก็ยังไม่รู้ว่าจะมีทรัพยากรที่เหมาะสมในการดำรงชีวิตปกติได้มากน้อยแค่ไหน ไหนจะการรักษาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนอีก ขนาดโลกที่สมบูรณ์พร้อมมาแต่เก่า มนุษย์เรายังสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมจนยากจะแก้ไขเช่นนี้ ก็เป็นที่น่ากังขาว่า ถ้ามนุษย์ไปถึงดาวอังคารแล้วจะสามารถมีจิตสำนึกอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมขึ้นมาได้จริงๆ หรือไม่ มิฉะนั้น เราก็แค่หนีจากโลกที่ใกล้ตายไปยังโลกที่ตายไปแล้วและกู่ไม่กลับด้วย
5️⃣ กฎหมาย
การออกกฎหมายในประเทศว่าละเอียดอ่อนและใช้เวลามากแล้ว การออกกฎหมายในระดับนานาชาติเพื่อบังคับใช้นอกโลกยิ่งยากยิ่งกว่า Outer Space Treaty ตอนนี้เองก็มีข้อตกลงไม่เข้าครอบครองพื้นที่บนดาวดวงอื่นให้เป็นของใครคนใดคนหนึ่งหรือรัฐใดรัฐหนึ่ง ดังนั้นการพูดถึงการอยู่บนดาวอังคารก็เปรียบเสมือนการวางแผนทำเรื่องผิดกฎหมายนั่นเอง แต่เนื่องจากแนวโน้มชาวโลกมีความสนใจ จึงมีโอกาสที่ข้อตกลงนี้จะต้องถูกปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับบริบทของยุคสมัยในอนาคต
6️⃣ การกลับโลก
หากเราไปดาวอังคารได้แต่กลับมาไม่ได้ เรายังจะอยากไปอีกหรือไม่? คำถามนี้มีคนเคยตอบว่าอยากและอาสารับตั๋วเที่ยวเดียวไปดาวอังคารแล้ว แต่จะมีคนสักกี่คนที่อยากรับภารกิจพลีชีพนี้ ถ้าเราจะต้องพกเชื้อเพลิงทั้งขาไปและขากลับก็เท่ากับว่าน้ำหนักบรรทุกจะเพิ่มเป็นสองเท่า ซึ่งทำให้ภารกิจยิ่งเป็นไปไม่ได้ แต่จะสร้างเชื้อเพลิงจากดาวอังคารเองก็ยังไม่มีวิธีการ
7️⃣ ปัญหาที่คาดไม่ถึงอื่นๆ
แม้ว่าจะเคยมี Rover ออกสำรวจดาวอังคารมาแล้ว แต่ก็ยังไม่เคยมีใครไปสัมผัสการใช้ชีวิตอยู่บนดาวอังคาร จริงๆ การที่จะมีปัญหาที่เราคาดไม่ถึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราต้องหาวิธีเตรียมพร้อมรับมือกับอะไรก็ตามที่อาจะเกิดขึ้นได้ ยิ่งโดยเฉพาะการติดต่อสื่อสารกับโลกใช้เวลาแต่ละขาอย่างน้อยประมาณ 7 นาที จึงต้องมีแผนการรับมือที่รัดกุม และสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง
ดูๆ ไปแล้วก็เหมือนกับการไปอยู่บนดาวอังคารดูจะไม่มาถึงในเร็ววันนี้เอาเสียเลย อย่างไรก็ดี ทาง NASA ก็มีแผนที่จะส่งคนไปเหยียบดาวอังคารภายในปี 2030 และ SpaceX ก็มีความทะเยอทะยานที่จะไปให้ถึงเร็วกว่านั้นอีก นั่นหมายความว่ายังมีคนที่เชื่อมั่นว่าเราหาทางไปดาวอังคารได้ในระยะเวลาที่สั้นกว่าการทำลิฟท์วงโคจรให้เป็นจริงเสียอีก อย่างไรก็ดี เบื้องต้นก็ต้องเริ่มจากการส่งคนไปสำเรวจชั่วคราวแล้วกลับก่อน กว่าจะสามารถ “อยู่อาศัย” บนดาวอังคารได้นั้น... ก็คงต้องดูกันต่อไป ทั้งนี้และทั้งนั้น แม้ทุกอย่างจะดูยากไปหมด แต่อย่าลืมว่า ครั้งหนึ่งการบินเองก็ดูเหมือนจะไม่มีวันเป็นไปได้เช่นเดียวกัน และในระหว่างทางการวิจัยก็ย่อมเกิดความรู้และการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อีกมากมาย ที่สำคัญ หากเราสามารถฟื้นชีวิตให้ดาวอังคารได้ เราก็น่าจะสามารถนำเทคโนโลยีนี้มาคืนชีวิตให้โลกได้เช่นเดียวกัน
📖 Reference and Source
Photo: Public Domain/NASA - Paul DiMare (Astronauts in Martian Dust Storms)
https://mars.nasa.gov/resources/6200/astronauts-in-martian-dust-storms/
https://astronomy.com/news/2017/05/could-we-live-on-mars
https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-05-25/elon-musk-s-mars-ambition-could-be-the-riskiest-human-quest-ever
https://edition.cnn.com/2021/08/14/world/living-on-mars-science-newsletter-wt-scn/index.html
https://www.cnet.com/features/the-terrifying-reality-of-actually-living-on-mars/
17/12/2021
🌏 🛗 Space Elevator คือเรื่องเพ้อฝันหรือความเป็นไปได้? 🛗 🛰️
สำหรับแฟนคลับอนิเมะ Mobile Suit Gundam โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาค 00 คงจะคุ้นเคยกับลิฟท์วงโคจรหรือ Orbital elevator/Space elevator เป็นอย่างดี แต่อาจจะไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วมันเป็นสิ่งที่เขาคิดจะสร้างกันอย่างจริงจังและก็มีความเป็นไปได้ในทางวิทยาศาตร์ด้วย
สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก จะขอแนะนำลิฟท์วงโคจรหรือลิฟท์อวกาศแล้วแต่จะเรียกให้รู้จักคร่าวๆ เสียก่อน ลิฟท์ดังกล่าวก็ทำงานในลักษณะเดียวกับลิฟท์ในตึกทั่วๆ ไปที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ต่างกันที่มันทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าออกสู่อวกาศเลยทีเดียว แต่การสร้างและหลักการนั้นมีความท้าทายสูงลิบลิ่วซึ่งเป็นเหตุผลที่มันยังไม่ได้รับความสนใจจากสาธารณชนสักเท่าไร
🚀 ที่มาที่ไป
ไอเดีย Space elevator ไม่ได้เริ่มต้นมาจาก Gundam แม้ว่า Gundam จะเป็นสื่อสำคัญที่ทำให้ไอเดียเรื่องนี้แพร่หลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นก็ตาม จริงๆ คนปิ๊งไอเดียนี้คือ Konstantin Tsiolkovsky ชายชาวรัสเซียผู้ที่เรียกได้ว่าเป็นเจ้าพ่อแห่งวงการจรวดโลก ด้วยที่เขาเป็นผู้คิดค้นสมการจรวดนั่นเอง ในปี 1895 เขาได้เกิดความคิดจากการมองหอไอเฟลว่า มนุษย์เราก็สามารถสร้างสิ่งก่อสร้างจากพื้นดินขึ้นไปสู่ Geostationary Orbit (GEO) ได้เหมือนกัน แต่ด้วยระดับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในยุคนั้นแล้ว เรื่องนี้ก็ยังเป็นได้แค่ไอเดียจนมาถึงปี 1959 เมื่อวิศวกรชาวรัสเซียนาม Yuri Artsutanov ผู้เสนอไอเดีย Electric Train to the Cosmos ซึ่งดูแล้วจะเป็นไปได้มากกว่า นั้นคือการหย่อน Tether ลงมาจากระดับ Geosynchronous orbit (GSO) ซึ่ง 10 ปีต่อมาฝั่งสหรัฐฯ ก็ส่งไอเดีย Sky-Hook ออกสู่สาธารณชน โดยใช้หลักการคล้ายๆกับของ Artsutanov นั่นเอง หลักการก็คือการมีสถานีอวกาศหรือสิ่งก่อสร้างบางอย่างใน GSO แล้วก็หย่อน Tether ลงมาเพื่อใช้ในการขนส่งระหว่างอวกาศกับพื้นโลก
🦾 หลักการทำงาน
ลิฟท์จะประกอบไปตุ้มถ่วงน้ำหนักอยู่ที่ปลายด้านที่อยู่ในอวกาศ จุดเชื่อมกับพื้นโลกที่เปรียบเสมือนเป็นสมอซึ่งควรจะอยู่ในเขตเส้นศูนย์สูตร Tether หรือเชือกที่เชื่อมระหว่างตุ้มถ่วงน้ำหนักกับสมอบนพื้นโลก และก็ตัว Climber ที่ขึ้นลงตาม Tether เพื่อขนส่งสัมภาระ การที่ Climber จะขึ้นสู่อวกาศได้ต้องมีพลังงานในการขับเคลื่อนขึ้นลง ส่วนแรงในทิศทางขนานกับส่วนโค้งผิวโลกนั้นเราได้ฟรีจากแรงเหวี่ยงจากการหมุนรอบตัวเองของโลก ช่วยให้เราประหยัดพลังงานไปได้บางส่วน
👍 ข้อดี
แม้ว่าค่าใช้จ่ายในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานจะสูงมาก แต่วิธีการนี้จะทำให้ต้นทุนในการส่งสิ่งต่างๆ หรือแม้กระทั่งคนไปยังวงโคจรในอวกาศลดลงได้ถึง 40-100 เท่าเลยทีเดียว ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่ Space elevator จะยังคงได้รับความสนใจ และมีผู้ที่พยายามศึกษาค้นคว้าเพื่อทำให้มันเกิดขึ้นจริง
😞 อุปสรรค
ถึงแม้จะดูเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากๆ แต่ Space elevator ก็ยังไม่มีท่าทีจะเกิดขึ้นจริงสักที แม้แต่ในยุคนี้ที่เรามีจรวดที่สามารถใช้ซ้ำได้บางส่วนแล้ว นั่นเป็นเพราะอุปสรรคของมันมีหลายประการและแต่ละอย่างก็เป็นดั่งกำแพงสูงชันเหลือเกิน ข้อแรกที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของวัสดุ วัสดุสำหรับ Tether ต้องทั้งเบาและแข็งแรง Kevlar ก็ยังไม่ดีพอที่จะนำมาใช้งานในส่วนนี้ วัสดุที่พอจะมีความเป็นได้ก็อย่างเช่น Graphene และ Diamond Nanothreads ข้อที่สองคือเรื่องของปัญหาที่เกิดจากสภาวะอันสุดโต่งในอวกาศ ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิทั้งร้อนมากเย็นมาก รังสี ฯลฯ อีกทั้งบรรดา Space debris ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีก ข้อที่สามคือเรื่องของพลังงาน แม้ว่าจะมีไอเดียในการสร้างพลังงานในอวกาศแล้วส่งผ่านตาม Tether ลงมายังพื้นโลกก็ตาม ข้อที่สี่คือการควบคุมความเร็ว โดยเฉพาะการชะลอ Climber ที่ปลายทาง อีกทั้ยังมีความยุ่งยากของการบำรุงรักษาและเรื่องของความปลอดภัย ถ้าโครงสร้างถูกตัดขาดปลายด้านตุ้มถ่วงก็จะหลุดลอยออกนอกอวกาศ อีกทั้งโครงสร้างที่เหลือก็ยังลงมาฟาดกับพื้นโลกได้เป็นหลักหมื่นกิโลเมตร เรียกได้ว่าเป็นจุดอ่อนไหวที่ผู้ก่อการร้ายคงจ้องตาเป็นมัน
🤔 ปัจจุบันและอนาคต
ปัจจุบันก็ยังมีผู้ที่ให้ความสนใจและพยายามทำการวิจัยอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในญี่ปุ่นที่เป็นประเทศต้นกำเนิด Gundam และประเทศผู้สันทันด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และเทคโนโลยีนาโน โดยมีบริษัทที่ทำการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เช่น บริษัท Obayashi Corporation ที่เคยประมาณตัวเลขค่าใช้จ่ายโครงการอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านล้านเยน แต่ก็เป็นเรื่องของอนาคตที่ไกลมากทีเดียว
ความจริงก็ต้องบอกเลยว่า ตอนนี้เรื่องของ Space elevator ก็เป็นทั้งความเป็นไปได้และอาจจะกลายเป็นเรื่องเพ้อฝันไปตลอดกาลก็ได้ จริงๆ ก็เคยมีคนเสนอว่าการสร้าง Space elevator บนดวงจันทร์อาจจะเป็นไปได้มากกว่าเสียอีก ด้วยความที่ดวงจันทร์มีแรงโน้มถ่วงต่ำกว่าโลกมาก อย่างไรก็ดี ปัจจุบันมนุษย์เราก็ยังไม่สามารถกลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง ดังนั้นการจะไปสร้างลิฟท์วงโคจรบนดวงจันทร์ก็คงไม่ใช่อะไรที่ท้าทายน้อยไปกว่าการสร้างบนโลกเลย บางทีเราอาจจะค้นพบวัสดุใหม่ที่ทำให้เรื่องนี้เป็นไปได้ในอนาคต บางทีเราอาจจะได้แร่ธาตุจากนอกโลกที่ทำให้มันเป็นไปได้ หรือบางทีสุดท้ายแล้วเรื่องนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นจริง แล้วก็อาจะมีใครคิดค้นวิธีที่ถูกกว่าและเป็นไปได้มากกว่าจนเรื่องนี้กลายไปเป็นสีสันของนวนิยาย ภาพยนตร์ หรืออนิเมะไซไฟแห่งอดีตกาลตลอดไป
📖 Reference and Source
Photo: Public Domain/NASA (Space Elevator Artist Concept)
https://www.britannica.com/technology/space-elevator
https://interestingengineering.com/tech-that-can-make-space-elevators-a-reality
https://futurism.com/why-space-elevators-are-the-future-of-space-travel
https://www.smithsonianmag.com/smart-news/researchers-take-tiny-first-step-toward-space-elevator-180970212/
https://www.smithsonianmag.com/innovation/people-are-still-trying-build-space-elevator-180957877/
https://www.technologyreview.com/2019/09/12/102622/a-space-elevator-is-possible-with-todays-technology-researchers-say-we-just-need-to-dangle/
https://www.youtube.com/watch?v=qPQQwqGWktE
17/12/2021
บทความหลังงาน Thailand SPACE Economic Forum 2021
โดย Spaceth.co
สรุปเนื้อหาสำคัญจากงาน Thailand SPACE Economic Forum 2021 ที่จัดไปแล้วในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2021 ที่ผ่านมา
เรียกได้ว่าเป็นงานที่ใครที่สนใจอยากเข้ามาเล่นในธุรกิจอวกาศห้ามพลาด เพราะทุก Session นั้นมาจากประสบการณ์ของผู้ทำงานจริงในวงการ ตั้งแต่ผู้บริหารบริษัทด้านดาวเทียม ไปจนถึงนักวิจัยที่ลงมือทำงานจริง
และนี่คือ 10 บทสรุปสำคัญ จากทั้ง 8 Session ในงาน
1. New Space คือสิ่งที่กำลังจะมาแรงมาก ๆ ธุรกิจอวกาศทั่วโลกกำลังเผลี่ยนจากการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองเหมือนในยุคสงครามเย็น มาสู่อำนาจทางเศรษฐกิจที่จะมีมูลค่ามหาศาล
2. ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังจะมีการสนับสนุนและกระตุ้นให้เกิดธุรกิจอวกาศ (Space Economy) จากทั้งการสนับสนุนด้าน Ecosystem และการสนับสนุนด้านกฎหมายอวกาศ (Space Laws) โดยเฉพาะ พรบ.กิจการอวกาศ ที่กำลังอยู่ในกระบวนการ
3. ปัจจุบันประเทศไทยมีธุรกิจดาวเทียมที่ค่อนข้างเข้มแข็งในภูมิภาค โดยใน Session ได้มีการพูดถึงกรณีของทาง Thaicom ที่ให้บริการดาวเทียมมาตั้งแต่ในยุคแรก ๆ ของการเริ่มต้นการให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่าวดาวเทียม (IPStar) และทุกวันนี้เราก็ยังคงหาโอกาสใหม่ ๆ รวมถึงศึกษาธุรกิจดาวเทียมแห่งอนาคต
4. ธุรกิจดาวเทียมแห่งอนาคต อาจจะพูดถึงการเข้ามาของ Low Earth Constellation หรือการให้บริการดาวเทียมแบบเป็นกลุ่ม คล้ายกับ Starlink ของ SpaceX
5. ในขณะเดียวกัน การเกิดขึ้นของ Ecosystem เทคโนโลยีด้านอวกาศก็มาแรงไม่แพ้กัน เช่นกรณีของ NBSpace บริษัทเทคโนโลยีอวกาศสัญชาติไทย
6. ในขณะที่ภาครัฐเอง ก็เข้ามาสนับสนุนกิจกรรมด้านอวกาศในส่วนของงานวิจัย เช่น โครงการ Thai Space Consortium และโครงการ THEOS 2
7. การสนับสนุนด้านกิจกรรมอวกาศยังลงลึกไปถึงนักเรียน นักศึกษา ที่ทั้งหน่วยงานรัฐฯ และสถาบันการศึกษาต่าง ๆ สนับสนุนกิจกรรมด้านอวกาศ เช่น ความร่วมมือระหว่าง สวทช. กับ JAXA รวมถึงการออกค่ายสอนอวกาศให้กับเยาวชน
8. ดังนั้นเราสามารถมองได้ว่า ประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยี ด้านการศึกษา จากกรณีสำคัญต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้น ซึ่งมาประกอบกันพอดีในช่วงปี 2018-2021 ซึ่งมีกิจกรรมทางอวกาศเกิดขึ้นเยอะมาก ตั้งแต่ดาวเทียมไทยสร้างดวงแรก, เยาวชนประกวดชนะในเวทีต่าง ๆ มากมาย และการริเริ่มโครงการอวกาศ เช่น TSC
9. ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากการเริ่มต้น ธุรกิจอวกาศไม่ได้แค่เกิดจากการทำงานอวกาศ แต่เกิดจากการที่ทุกคนในทุก ๆ ธุรกิจ เห็นความสำคัญและอนาคตของเทคโนโลยีอวกาศมาร่วมมือร่วมใจกัน
10. บอกได้เลยว่านอกจากสิ่งที่ถูกพูดถึงอย่างมาก เช่น IoT, Metaverse, AI แล้ว Space หรืออวกาศ ก็เป็นอีกหนึ่งในหัวข้อที่ถ้าเราไม่หันมาสนใจเราจะตกขบวนการพัฒนาด้านอวกาศของโลกใบนี้
สามารถรับชมงานฉบับเต็มได้ที่เพจ Future STEAM หรือทาง - https://web.facebook.com/FutureSTEAMSpaceEcosystem/videos/690482231837038
[Partner Content]
Website - https://spaceth.co/
Blockdit - https://blockdit.com/spaceth
YouTube - https://www.youtube.com/spacethco
Facebook - https://facebook.com/spaceth
Twitter - https://twitter.com/spacethnews
IG - https://instagram.com/spaceth.co
17/12/2021
บทความหลังงาน Thailand SPACE Economic Forum 2021
โดย The Cloud
เศรษฐกิจอวกาศ : โอกาสของธุรกิจไทยที่ต้องเข้าใจกระบวนการ มากกว่าการสร้างจรวด
การคว้าโอกาสจาก ‘เศรษฐกิจอวกาศ’ เทคโนโลยีใหม่ที่ใกล้ตัว และจะสร้างจุดเปลี่ยนให้ประเทศ
14/12/2021
☄️☄️ Geminids ฝนดาวตกเดือนธันวา ☄️ ☄️
ถ้าพูดถึงฝนดาวตกยอดฮิตของนักดูดาว Geminids ต้องเป็นชื่อแรกๆ ที่นึกถึงแน่นอน เพราะฝนดาวตกนี้เป็นฝนดาวตกที่มาให้เห็นเป็นประจำทุกปีในช่วงประมาณต้นเดือนถึงกลางเดือนธันวาคม อีกทั้งยังเป็นฝนดาวตกที่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ชัดเจนเทียบกับฝนดาวตกอื่นๆ ทั่วไป สำหรับปีนี้ฝนดาวตกนี้จะมองเห็นได้มากที่สุดเมื่อคืนที่ผ่านมานี้ แต่สำหรับใครที่พลาดไปก็ยังคงไปชมได้ในในคืนนี้โดยเฉพาะช่วงใกล้รุ่งสาง วันนี้เลยนำข้อมูลของฝนดาวตกนี้มาฝากกันสั้นๆ
📌 📌
ต้นกำเนิด: 3200 Phaethon
ความเร็ว: 35 กิโลเมตร/วินาที
(กว่า 40 เท่าของความเร็วกระสุน)
ความถี่: 60 ดวง/ชั่วโมง
วิธีสังเกต: มาจากทิศทางกลุ่มดาวคนคู่
Geminids เป็นฝนดาวตกที่มาจากเศษฝุ่นละอองจากเทหวัตถุ 3200 Phaethon ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นดาวหางหมดอายุหรือดาวเคราะห์น้อย ด้วยความที่ Radiant ซึ่งเป็นจุดที่เราเห็นว่าฝนดาวตกมากจากจุดเดียวกันนั้น อยู่ในทิศทางกลุ่มดาวคนคู่ จึงได้ชื่อว่า Geminids นั่นเอง แล้วด้วยความที่มวลของเศษชิ้นส่วนจาก 3200 Phaethon มีความหนาแน่นค่อนข้างมากเทียบกับเศษชื้นส่วนที่ตกลงมาเป็นดาวตกของฝนดาวตกอื่นๆ ทำให้มันตกลงมาค่อนข้างใกล้กับโลกก่อนจะเผาไหม้หมดไป บวกกับความเร็วที่ต่ำกว่าฝนดาวตกทั่วๆ ไป จึงทำให้ฝนดาวตก Geminids มองเห็นได้ชัดเจนกว่าฝนดาวตกอื่นๆ เป็นที่ชื่นชอบของนักดูดาวและนักถ่ายรูปดาวทั้งหลาย แต่แม้จะชัดแบบนี้กว่าจะถ่ายติดแบบสวยๆ ทั้งดวงก็ต้องพึ่งทั้งการเตรียมตัวและประสบการณ์มากอยู่ทีเดียว
ใครที่สนใจและอาศัยอยู่ในบริวเณที่แสงรบกวนไม่มากเกินไป สามารถลองออกไปชมนอกบ้านได้ตั้งแต่ตอนนี้จนถึงรุ่งสาง
📖 Reference and Source
Photo: Public Domain/NASA (Geminids meteor shower, 12 Dec 2016)
https://blogs.nasa.gov/Watch_the_Skies/tag/geminids/
11/12/2021
💥 🛰️ ทำความเข้าใจกับ Kessler Syndrome 🚀 🔥
ชื่อ Kessler Syndrome นี้มาจากชื่อนักวิทยาศาตร์ที่ NASA คนหนึ่งซึ่งเป็นคนนำเสนอเรื่องนี้ในช่วงปี 1970s เขาคนนั้นมีชื่อว่า Donald J. Kessler หรือที่หลายๆ คนคุ้นเคยกันในชื่อ Don Kessler นั่นเอง อย่างที่เห็นในภาพประกอบ เรื่องของ Kessler Syndrome นั้นมีความเกี่ยวข้องกับ Space debris หรือขยะอวกาศ กล่าวคือ Kessler Syndrome จะเกิดขึ้นเมื่อการเพิ่มขึ้นของ Space debris ในอวกาศทำให้มีความน่าจะเป็นที่จะเกิดการชนกันระหว่างวัตถุในอวกาศกับ Space debris ใดใดเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ
❌ ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Kessler Syndrome
ไม่ใช่เพียงแค่คนทั่วไปเท่านั้น นักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญบางคนก็ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Kessler Syndrome อยู่ โดยเฉพาะในช่วงยุคแรกๆ ของการพูดถึง Kessler Syndrome ซึ่งทำให้ Don Kessler ต้องนำเรื่องนี้กลับมาขยายความอธิบายอีกครั้งในภายหลัง คนมักเข้าใจผิดว่า Kessler Syndrome เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ เกิดขึ้นเมื่อถึงจุดวิกฤติหนึ่งๆ ของปริมาณ Space debris ในอวกาศ แล้วทำให้เกิดการชนกันของ Space debris กับวัตถุในอวกาศเป็นทอดๆ ถ้าใครเคยชมภาพยนตร์เรื่อง Gravity ปี 2013 อาจจะเห็นภาพได้ชัดเจน อีกทั้งหลายคนยังเข้าใจว่า Kessler Syndrome เป็นเรื่องของอนาคตอันไกลโพ้น
✅ ความจริงเกี่ยวกับ Kessler Syndrome
จริงๆ แล้ว Kessler Syndrome ไม่ใช่ปฏิกิริยาลูกโซ่ ไม่มีจุดวิกฤติที่ทำให้เกิดการชนกันเป็นทอดๆ การชนกันในอวกาศไม่เหมือนกับเชื้อโรคที่ต้องมีพาหะส่งผ่านไปเรื่อยๆ แต่การชนกันสามารถเพิ่มสูงขึ้นเพราะความหนาแน่นของ Space debris ที่เพิ่มขึ้น กล่าวคือ เมื่อ A ชน B ไม่จำเป็นว่าชิ้นส่วนของ B จะต้องไปชน C ต่อ แต่การชนครั้งต่อไปอาจจะเป็น E ชนกับ F แทนก็เป็นได้ ยิ่งโดยเฉพาะอวกาศกว้างใหญ่ไพศาลอย่างยิ่ง การที่ A ชน B แล้วไปชน C ต่อเนื่องนั้นจึงเกิดได้ยาก ยิ่งความน่าจะเป็นที่การชนส่งทอดไปเรื่อยๆ นั้นย่อมยิ่งเป็นไปได้ยาก ดังนั้นหัวใจหลักของ Kessler Syndrome คือการเพิ่มขึ้นแบบ Exponential ของความน่าจะเป็นในการเกิดการชนกันและไม่สามารถชะลอการเพิ่มขึ้นของประชากร Space debris ได้ หากไม่มีการลงมือทำอะไรสักอย่าง ทำให้เป็นปัญหาในการทำกิจกรรมในอวกาศในอนาคตเนื่องจากมีความเสี่ยงสูงเกินไป ภาพยนตร์ Gravity จึงออกจะแสดงเหตุการณ์ที่เกินจริงไปสักหน่อย แต่ก็เป็นเรื่องดีที่ทำให้คนหันมาสนใจกับปัญหานี้เพิ่มขึ้น
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ Kessler Syndrome ไม่ใช่ปัญหาในอนาคต แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่แล้วในขณะนี้ แม้ว่าตอนนี้การที่อวกาศจะมีระดับความเสี่ยงต่อการชน Space debris จนไม่สามารถออกสู่ห้วงอวกาศได้นั้นอาจจะยังเป็นเรื่องของอนาคต แต่การเพิ่มขึ้นของการชนกันและการเพิ่มขึ้นของประชากร Space debris นั้นสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและเกิดขึ้นมานานแล้ว และคงจะเกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะที่ความสูงประมาณ 900-1000 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงมาก เนื่องจากมีประชากร Space debris จำนวนมาก อีกทั้งยังอยู่สูงจนแรงต้านอากาศน้อยเกินกว่าจะเร่งให้ขยะเหล่านั้นตกลงสู่โลกโดยเร็ววันได้
🔖🔖🔖
Kessler Syndrome อาจจะฟังดูเหมือนเป็นปัญหาของมหาอำนาจและมหาเศรษฐี แต่อย่าลืมว่า ยิ่งความเสี่ยงในการชนกันในอวกาศเพิ่มสูงขึ้นเท่าไร ต้นทุนกิจกรรมทางอวกาศก็เพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น นั่นหมายความว่าอำนาจในการแข่งขันของเอกชนเจ้าเล็กเจ้าน้อยจะค่อยๆ หายไปเรื่อยๆ เหลือเพียงคู่แข่งจำนวนน้อยที่สู้ราคาไหว และนั่นก็หมายถึงราคาค่าบริการที่คนทั่วไปต้องจ่ายเมื่อใช้บริการจากดาวเทียมด้วย แล้วเมื่อชีวิตของคุณสะดวกสบายขึ้นด้วยข้อมูลจากดาวเทียม คุณจะสามารถใช้ชีวิตแบบย้อนเวลากลับไปพึ่งพาเทคโนโลยีภาคพื้นสมัยเก่าได้อย่างนั้นหรือ? จริงอยู่ว่านี่ไม่ใช่ปัญหาที่ทุกคนช่วยกันแก้ได้ แต่หากสักวันหนึ่งคุณได้มีโอกาสทำงานในทีมออกแบบที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมอวกาศ ก็อยากให้คำนึงถึงปัญหานี้ด้วย กิจกรรมอวกาศกลายเป็นสิ่งจำเป็นและไม่ควรที่จะหยุดชะงักก็จริง แต่เราสามารถลดปัญหาได้จากการมีจิตสำนึกรับผิดชอบเมื่อเราทำงานเกี่ยวกับมัน
📖 Source
Photo: Public Domain/NASA (Space Debris in Low Earth Orbit in 2009)�
https://www.nasa.gov/
(ข้อมูลส่วนใหญ่มาจากเนื้อหาวิชาเรียนของผู้เขียน)
ℹ️ Further reading
https://room.eu.com/article/Space_debris_Kessler_Syndrome_and_the_unreasonable_expectation_of_certainty
09/12/2021
🇳🇿 🚀 อัปเดตข้อมูล Neutron จรวดรุ่นใหม่ใช้ซ้ำได้ของ Rocket Lab 🚀 🇺🇸
Rocket Lab ต้นรับเดือนสุดท้ายของปี 2021 ด้วยการประกาศอัปเดตดีไซน์ Neutron จรวดรุ่นใหม่ใช้ซ้ำได้บางส่วนซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนการออกแบบในขณะนี้ แม้ว่าจะมีการประกาศจรวดรุ่นใหม่นี้เมื่อมีนาคมที่ผ่านมา แต่อัปเดตครั้งนี้เผยโฉมที่ดูแตกต่างออกไปจากเมื่อต้นปีเป็นอย่างมาก และ Peter Beck ซึ่งเป็น CEO ของ Rocket Lab ก็กล่าวถึงดีไซน์ล้ำสมัยของมันไว้ว่า นี่คือหน้าตาของจรวดที่ควรจะเป็นในปี 2050 แต่ก่อนจะเข้าเรื่องไฮไลต์ของจรวดรุ่นนี้ เรามาลองส่องข้อมูลคร่าวๆ ของ Neutron กันก่อน
📌 📌
ความสูง: 40 เมตร
เส้นผ่านศูนย์กลาง: 7 เมตร
ความจุ Payload ไปยัง LEO: 8,000 - 15,000 กิโลกรัม
เครื่องยนต์: Archimedes
เชื้อเพลิง: LOX/Methane
ก่อนหน้านี้ Rocket Lab ประสบความสำเร็จมาแล้วกับจรวด Electron ที่ทะยานขึ้นสู่อวกาศมาแล้วกว่า 22 เที่ยวบิน ส่งดาวเทียมขึ้นสู่งวงโคจรแล้วกว่า 100 ดวง ตอนนี้ Rocket Lab กำลังพัฒนาจรวดรุ่นใหม่ที่ขนาดใหญ่กว่าเดิมกว่าเท่าตัว เรื่องของขนาดไม่ใช่เรื่องที่ทำให้ Neutron กลายเป็นหัวข้อที่ชาววงการอวกาศให้ความสนใจ แต่เป็นความเป็นเอกลักษณ์ของมันมีอยู่ด้วยกัน 3 ประเด็นหลักๆ ดังนี้
1️⃣ ใช้วัสดุ Composite แทน Stainless steel
ในขณะที่บริษัทใหญ่ๆ หลายบริษัทอย่างเช่น SpaceX เลือกที่จะใช้ Stainless steel แต่ทาง Rocket Lab กลับยืนกรานที่จะใช้วัสดุ Composite ที่เบากว่า ด้วยความที่ Peter Beck เคยมีประสบการณ์ทางด้านวัสดุ Composite มานาน เขาจึงมีความมั่นใจในความชำนาญเฉพาะทางที่แตกต่างไปจากคนอื่นๆ ซึ่งอาจจะคุ้นเคยกับงานโลหะมากกว่า และด้วยความเบานี่เองก็จะทำให้ลดต้นทุนเชื้อเพลิงลงไปได้
2️⃣ Hungry Hippo กับความสามารถในการใช้ซ้ำได้
จรวดที่สามารถใช้ซ้ำได้นั้นได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะลดต้นทุนการปล่อยจรวดแล้วก็ยังถือว่าช่วยประหยัดทรัพยากรธรรมชาติและลดปริมาณขยะ หลายๆ คนคงเคยได้เห็นวิดีโออันน่าตื่นตาตื่นใจของ SpaceX ที่ First stage ของจรวดสามารถกลับมาลงจอดได้อย่างนุ่มนวลและแม่นยำ แต่สิ่งที่หลายๆ คนอาจจะยังไม่ทราบคือ ส่วนของ Fairing หรืออธิบายด้วยคำบ้านๆ ว่าปลอกหุ้ม Payload นั้นจะตกลงทะเลและถูกนำกลับมาซ่อมบำรุงเพื่อใช้ซ้ำ ซึ่งก็เป็นต้นทุนด้านการดำเนินการที่มีนัยยะสำคัญ ฝั่ง Rocket Lab จึงตัดสินใจที่จะเลือกพา Fairing กลับมาพร้อมๆ กับ First stage เสียเลย แทนที่จะโยนมันทิ้งแล้วไปควานหาเอาทีหลัง ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นที่มาของดีไซน์ Fairing สุดแปลกที่มีชื่อว่า Hungry Hippo นั่นคือ First stage ของจรวดจะห่อหุ้มส่วนของ Second stage และ Payload เอาไว้ทั้งหมด แทนที่จะเอาสองท่อนมาต่อกัน เมื่อต้องการแยก First stage ออก ตัว First stage ก็จะเปิดปลายออกเสมือนการอ้าปากแล้วปล่อย Second stage ที่ติดอยู่กับ Payload ออกมา หลังจากนั้น First stage นี้ก็จะกลับสู่ฐานปล่อยพร้อมกับ Fairing ส่วน Second stage ก็จะถูกทิ้งหลังใช้งานเสร็จ ดั้งนั้น Neutron จึงไม่ใช่จรวดใช้ซ้ำได้ 100% ซึ่ง Peter Beck ก็ยังไม่ได้ให้ความสนใจกับการทำให้ Second stage นำมาใช้ซ้ำได้ เพราะยังยากที่จะทำให้คุ้มค่าได้
3️⃣ ใช้เวลาเพียง 24 ชั่วโมงในการนำกลับมาใช้ซ้ำ
ถึงแม้ว่า Peter Beck จะออกตัวว่าเขาไม่ได้ต้องการจะปล่อยจรวดทุกๆ 24 ชั่วโมง แต่นี่คือตัวกำหนดสำคัญของการออกแบบจรวดรุ่นนี้ ซึ่งนอกจากจะเกี่ยวข้องกับ Hungry Hippo ที่ทำให้พวกเขาไม่ต้องไล่จับ Fairing ก่อนนำกลับมาซ่อมบำรุงใหม่ก่อนการใช้ครั้งต่อไปแล้ว ก็ยังเกี่ยวกับการเลือกใช้เชื้อเพลิงด้วย แล้ว Methane ก็กลายมาเป็นตัวเลือกแทน Kerosene เพราะไม่ทำให้เกิดคราบทำความสะอาดยากนั่นเอง
ทาง Rocket Lab ประมาณการว่า Neutron จะทะยานขึ้นสู่ฟ้าครั้งแรกในปี 2024 ซึ่งก็นับว่าเป็นระยะเวลาที่ท้าทายมากทีเดียว เรามานับถอยหลังรอชมจรวดดีไซน์แห่งอนาคตในในอีกสองปีไปด้วยกัน หากทำได้จริงก็จะเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างมากอีกหนึ่งเรื่องของวงการ
📖 Source and reference
Photo: CC-BY-SA-4.0 (Depiction of Rocket Lab's Neutron Rocket)
https://commons.wikimedia.org/wiki/File:NeutronRocket.svg
Edited (Duplicate rockets, add background and text) by Future STEAM
https://www.rocketlabusa.com
https://www.theverge.com/2021/12/2/22813819/rocket-lab-neutron-launch-satellite-reusable-mega-constellations
https://techcrunch.com/2021/12/02/rocket-lab-reimagines-rocket-design-with-its-neutron-launch-vehicle/
https://spacenews.com/rocket-lab-updates-neutron-design/