Fast English สถาบันพัฒนาภาษา Fast English : เรียนเร็ว รู้?

สถาบันพัฒนาภาษา Fast English : เรียนเร็ว รู้เร็ว จำง่าย ต้อง Fast English แห่งแรกและแห่งเดียว ที่สอนโดยคณาจารย์ระดับ Ph.D.จาก U.TOP TEN USA
https://www.facebook.com/Dr.Boonchai?ref=hl

ขอเชิญเพื่อน ๆ ฟังรายการ CEO VISION ช่วง New Dimensions โดย ดร.บุญชัย โกศลธนากุล เรื่อง “เข้าถึงแก่นธรรมคำสอนของพุทธองค์...
23/08/2026

ขอเชิญเพื่อน ๆ ฟังรายการ CEO VISION ช่วง New Dimensions โดย ดร.บุญชัย โกศลธนากุล เรื่อง “เข้าถึงแก่นธรรมคำสอนของพุทธองค์” ซึ่งออกอากาศทาง FM 96.5 ประจำวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2569 เวลา 9.00 - 10.00 น. หรือติดตามฟังย้อนหลังได้ทาง Youtube และอ่านบทความย้อนหลังของรายการ CEO Vision ช่วง New Dimensions ได้จาก drboonchai website นะครับ
ช่วยกด Like กด Share กด Subscribe และช่วยแสดงความคิดเห็น ขอบคุณครับ
#ดรบุญชัยโกศลธนากุล #การตื่นรู้ #พุทธธรรม #ปัญญาชีวิต #คำสอน

บทความที่นำเสนอสรุปประเด็นจากหนังสือ The Conquest of Happiness แต่งโดย Bertrand Russell โดยเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้กล่าว...
21/08/2026

บทความที่นำเสนอสรุปประเด็นจากหนังสือ The Conquest of Happiness แต่งโดย Bertrand Russell โดยเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงแนวคิดในการสร้างความสุขที่ง่ายต่อการปฏิบัติ ชัดเจน และสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ทันที ซึ่งความสุขเกิดจากการมีพลังชีวิตจากความสนใจที่หลากหลาย การได้รับความรักจากผู้อื่น การทำงาน ความพากเพียร และการดำเนินชีวิตอย่างมีสมดุล โดยสามารถสรุปใจความสำคัญได้ ดังนี้

1. พลังชีวิต (Zest)
คนเราจะมีความสุขได้ต้องมีพลังชีวิต ความกระตือรือร้น ความอยากรู้อยากเห็น และความสนใจในสิ่งที่ตนเองชื่นชอบอย่างแท้จริง การมีความรู้และความสนใจที่หลากหลายช่วยให้ชีวิตไม่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือทุ่มกำลังกายกำลังใจให้กับงานเพียงด้านเดียว เช่น มีงานอดิเรกในยามว่าง อ่านหนังสือที่ชอบ หรือเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเปิดหูเปิดตาและเรียนรู้สิ่งแปลกใหม่ สิ่งเหล่านี้ช่วยเติมพลังชีวิตให้กับเรา เนื่องจากคนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตด้วยการทำงานหาเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับตนเองและครอบครัว แต่หากชีวิตขาดความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และทำในสิ่งที่สนใจจริง ๆ ก็อาจกลายเป็นชีวิตที่น่าเบื่อและว่างเปล่า อย่างไรก็ตาม การมีความสนใจที่หลากหลายมีข้อควรระวัง 3 ประการ ได้แก่

1) อยู่บนทางสายกลาง (Moderation) แม้เราจะสนใจศึกษาหาความรู้ในหลากหลายสาขา แต่ต้องดูแลสุขภาพควบคู่กันไป ไม่หามรุ่งหามค่ำจนขาดการพักผ่อน ไม่ละเลยการออกกำลังกาย หรือทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์จนเจ็บป่วย รวมถึงดูแลจิตใจไม่ปล่อยให้หมกมุ่นหรือเครียดจนเกินไป และที่สำคัญต้องไม่ละเลยความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวและคนรอบข้างด้วย

2) ไม่ควรสนใจสิ่งต่าง ๆ เพียงเพราะทำตามคนอื่นพูดหรือชักนำ แต่ต้องถามตนเองว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เราชอบจริงไหม หากใช่จึงค่อยลงมือทำ และไม่แสวงหาสิ่งแปลกใหม่เพียงเพื่อย้อมใจหรือหลีกหนีปัญหา เช่น ดื่มสุรา เล่นการพนัน หรือทำงานอย่างหักโหม เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การสร้างพลังชีวิต

3) อย่าทำตามความคิดและอารมณ์ที่ฟุ้งซ่าน เช่น ข่าวดาราหรือการเมือง จากเดิมที่ไม่เคยสนใจแต่เมื่อเกิดความโกรธนักการเมืองที่ทุจริตก็ติดตามอย่างหมกมุ่น ยิ่งอ่านก็ยิ่งเครียดแทนที่จะศึกษาอย่างพอสมควร
วิธีอยู่บนทางสายกลางคือ การมีระเบียบวินัย โดยกำหนดให้ชัดเจนว่าในแต่ละวันเราจะทำสิ่งใดให้เกิดเป็นเนื้องาน และเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อบรรลุเป้าหมายของชีวิต หากเราไม่มีพลังชีวิตและไม่สนใจสิ่งใดเลย ชีวิตก็อาจอับเฉาและหม่นหมอง แต่หากมีพลังชีวิตและสนใจในเรื่องต่าง ๆ ความสนใจนั้นควรเป็นสิ่งที่เราชอบจริง ๆ อยู่บนพื้นฐานของความพอดี และมีระเบียบวินัยกำกับ เพื่อไม่ให้ความสนใจกระจัดกระจายหรือมากเกินไป ให้อยู่ในทางสายกลาง จะทำให้ชีวิตมีพลัง สีสัน และความหมายมากยิ่งขึ้น

2. การได้รับความรักจากผู้อื่น
ในมุมมองของผู้แต่ง คนที่จะมีความสุขไม่ใช่เพียงคนที่รักและมีน้ำใจต่อผู้อื่น แต่คือคนที่ได้รับความรัก ความอบอุ่น ความสนใจ ความเคารพนับถือ และการเห็นคุณค่าจากผู้อื่น ผู้ที่รู้สึกว่าตนเองได้รับสิ่งเหล่านี้ย่อมมีความสุข แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากเราไม่มีน้ำใจ ความปรารถนาดี ความเข้าใจ และความเมตตากรุณา ดังนั้น การมีน้ำใจและทำดีกับผู้อื่นอาจยังไม่ทำให้เรามีความสุขเท่ากับการได้รับความรักและการปฏิบัติที่ดี แต่เราต้องรู้จักการให้ก่อน ทั้งนี้ คนที่ไม่เคยได้รับความรักจากผู้อื่นควรย้อนกลับไปพิจารณาประสบการณ์ในวัยเด็ก (Childhood Experiences) ซึ่งมีอิทธิพลต่อพฤติกรรม การมองโลก และความรู้สึกของเรา คนที่ไม่รู้จักการให้ความรักอาจเติบโตมาในครอบครัวที่ขาดความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่หรือพี่น้อง รวมถึงขาดความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณโดยเฉพาะพ่อแม่ โดยในเรื่องการเลี้ยงดู ผู้แต่งกล่าวถึงพ่อแม่ที่มีลักษณะสุดขั้ว 2 แบบ ได้แก่
(1) พ่อแม่ที่ควบคุมและบงการลูกมากเกินไป ต้องการให้ลูกอยู่ในกำมือ คอยควบคุมให้เชื่อฟังทุกอย่าง และไม่ยอมรับเมื่อลูกเริ่มโตขึ้นและมีความคิดเป็นของตนเอง สิ่งที่พ่อแม่ทำอาจไม่ใช่ความรักบริสุทธิ์ที่มีต่อลูก แต่เป็นอัตตาที่ต้องการควบคุม เด็กที่เติบโตขึ้นในสภาวะเช่นนี้จะรู้สึกอึดอัดและกลายเป็นเครื่องมือให้พ่อแม่ระบายอารมณ์และอัตตาตนเอง จนไม่เข้าใจว่าความรักที่แท้จริงคืออะไร และ

(2) พ่อแม่ที่ตามใจลูกมากเกินไป ไม่กล้าว่ากล่าว ตำหนิ และสร้างระเบียบวินัยให้ลูก เพราะต้องการความรักจากลูก จึงยอมตามใจทุกอย่าง ทำให้ลูกเป็นเสมือนเทพบุตรหรือนางฟ้าของพ่อแม่ เด็กที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ก็ไม่อาจรู้จักการให้ความรัก เพราะนึกว่าตนเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล ทุกคนต้องเอาใจและตอบสนองความต้องการของตน ฉะนั้น เด็กที่เติบโตในครอบครัวลักษณะดังกล่าวอาจขาดความเข้าใจเรื่องความรัก ความเห็นอกเห็นใจ และความเอื้ออาทร ส่งผลต่อความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ทำให้ยากต่อการรักและได้รับความรักจากผู้อื่น อันเป็นพื้นฐานสำคัญประการหนึ่งของความสุข

3. ความสุขจากการทำงาน
คนเราจะมีความสุขได้ส่วนหนึ่งเกิดจากหน้าที่การงาน การทำงานเพียงเพื่อยังชีพหรือการไม่ได้ทำงานย่อมทำให้ชีวิตน่าเบื่อและหม่นหมอง เราจึงต้องตั้งใจทำงาน เพราะนอกจากจะมีรายได้สำหรับดูแลตนเองและครอบครัวแล้ว ยังช่วยเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ในทุกวัน ทำให้รู้สึกว่ามีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และมีคุณค่า โดยเฉพาะเมื่อสามารถสร้างผลงานออกมาเป็นรูปธรรมย่อมนำมาซึ่งความโดดเด่น ความภาคภูมิใจ และการยอมรับจากผู้อื่น เราก็จะมีความสุข ในทางตรงกันข้าม คนที่ทำงานแบบเช้าชามเย็นชามหรือทำงานเพียงเพื่อหาเลี้ยงชีพโดยขาดความตั้งใจและการพัฒนาตนเอง ชีวิตย่อมขาดความกระตือรือร้นและเป้าหมาย จนอาจถูกผู้อื่นมองในทางลบ และคนลักษณะนี้มักเกียจคร้าน รวมถึงผู้ที่เติบโตมาในครอบครัวมีฐานะและได้รับการตามใจมากเกินไปจนขาดการพึ่งพาตนเองซึ่งส่งผลต่อการประสบความสำเร็จในชีวิต ดังนั้น หากไม่ทำงาน เราจะไม่มีการพัฒนาตนเองทั้งด้านจิตใจ อารมณ์ การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น การทำงานเป็นทีม และความรับผิดชอบ ยิ่งหากสามารถสร้างผลงานที่มีคุณค่าได้ก็ยิ่งเกิดความภาคภูมิใจ นอกจากนี้ การทำงานยังช่วยให้เราไม่ปล่อยจิตใจล่องลอย มีเป้าหมายในแต่ละวัน และรู้จักการบริหารจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ

4. ความพากเพียร
คนเราจะมีความสุขได้ต้องมีความพากเพียร โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้เกิดมาร่ำรวยหรือมีรูปร่างหน้าตาโดดเด่นจะต้องมีความมานะบากบั่นพากเพียรในการสร้างเนื้อสร้างตัว ชีวิตจึงมีพลังและความมุ่งมั่นในการทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและมีเป้าหมายในชีวิต สภาวะจิตใจและพฤติกรรมเช่นนี้เองที่ทำให้ชีวิตมีความสุข อย่างไรก็ตาม การมีความมุ่งมั่นพากเพียรมีข้อควรระวัง ดังนี้

1) เมื่อมีเป้าหมายชัดเจน วางกลยุทธ์เป็นขั้นตอน และลงมือทำอย่างไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เราต้องอยู่บนทางสายกลาง ไม่หมกมุ่นจนสุขภาพทรุดโทรมหรือเครียดอยู่ตลอดเวลา

2) ระหว่างทางสู่เป้าหมาย ไม่ควรเสียพลังกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่สำคัญกับเป้าหมาย

3) ชีวิตย่อมมีทั้งได้และเสีย สมหวังและผิดหวัง หากเกิดปัญหาอุปสรรคหรือเผชิญคำวิพากษ์วิจารณ์ เราต้องยอมรับความจริงทุกอย่าง ไม่ใช่พบปัญหาแล้วถอดใจง่าย ๆ

4) ความพากเพียรไม่ใช่เพียงเพื่อแสวงหาอำนาจ เงินทอง หรือพิสูจน์ว่าตนเองเก่งกว่าหรือเหนือกว่าคนอื่น เพราะความมุ่งมั่นที่มาจากอัตตานั้นไม่ดี ไม่ควรทำ และนำไปสู่ความเครียด

5) เมื่อได้สิ่งที่ปรารถนาแล้วต้องรู้จักพอ

5. ข้อคิดเพิ่มเติมของความสุข

1) ทำสิ่งที่ชอบจริง ๆ และมีความเชี่ยวชาญในสิ่งนั้น

2) เปิดใจกว้างเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ

3) ตระหนักว่าชีวิตนี้สั้นนัก หากมีสิ่งใดที่อยากทำและเป็นสิ่งที่ดีก็ควรลงมือทำ

4) สร้างสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ให้กับผู้คนและสังคม

5) เมื่อเกิดความเครียดจากการทำงานหรือชีวิตส่วนตัว ควรรู้จักปลีกวิเวก เช่น เดินเล่น ท่องเที่ยว หรือทำกิจกรรมที่ชื่นชอบ

6) หากิจกรรมหรือสิ่งที่ช่วยยกระดับจิตใจแทนที่จะจมอยู่กับความคิดด้านลบ พร้อมเข้าใจธรรมชาติของชีวิตว่าย่อมมีทั้งสุขและทุกข์ สมหวังและผิดหวัง มีได้ก็มีเสีย และมีสรรเสริญก็มีนินทา

7) ดำเนินชีวิตบนทางสายกลาง อย่าคิดฟุ้งซ่านตลอดเวลา รู้จักการปล่อยวาง

8 ) มีคุณธรรมและจริยธรรม สอนตนเองและบุตรหลานให้รู้ผิดชอบชั่วดี ไม่คดโกงหรือทุจริต มุ่งสร้างสิ่งที่ดีให้กับสังคม และมีความรักความปรารถนาดีต่อส่วนรวม

9) คนจะมีความสุขต้องอยู่กับโลกให้ได้

Copyright © ดร.บุญชัย โกศลธนากุล, 2569

ตารางเรียน และ ประกาศเปิดเทปเร็วคอร์ส Grammar และ Multi-English Skills  ประจำรายสัปดาห์ วันที่  22 สิงหาคม - 28 สิงหาคม ...
20/08/2026

ตารางเรียน และ ประกาศเปิดเทปเร็วคอร์ส Grammar และ Multi-English Skills ประจำรายสัปดาห์ วันที่ 22 สิงหาคม - 28 สิงหาคม 2569

ขอเชิญเพื่อน ๆ ฟังรายการ CEO VISION ช่วง New Dimensions โดย ดร.บุญชัย โกศลธนากุล เรื่อง “รักตัวเองให้มากๆจะแคล้วคลาดจากโ...
16/08/2026

ขอเชิญเพื่อน ๆ ฟังรายการ CEO VISION ช่วง New Dimensions โดย ดร.บุญชัย โกศลธนากุล เรื่อง “รักตัวเองให้มากๆจะแคล้วคลาดจากโรคภัย” ซึ่งออกอากาศทาง FM 96.5 ประจำวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2569 เวลา 9.00 - 10.00 น. หรือติดตามฟังย้อนหลังได้ทาง Youtube และอ่านบทความย้อนหลังของรายการ CEO Vision ช่วง New Dimensions ได้จาก drboonchai website นะครับ
ช่วยกด Like กด Share กด Subscribe และช่วยแสดงความคิดเห็น ขอบคุณครับ
#ดรบุญชัยโกศลธนากุล #รักตัวเอง #สุขภาพใจ #แรงบัลดาลใจ #สุขภาพกาย

บทความที่นำเสนอสรุปประเด็นเกี่ยวกับเหตุผลที่ ดร.บุญชัย สนใจพุทธธรรมและปฏิบัติจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตและการม...
14/08/2026

บทความที่นำเสนอสรุปประเด็นเกี่ยวกับเหตุผลที่ ดร.บุญชัย สนใจพุทธธรรมและปฏิบัติจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตและการมองโลก โดยเล่าถึงประวัติส่วนตัวและประสบการณ์ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ประสบด้วยตนเอง โดยสามารถสรุปใจความสำคัญได้ ดังนี้

1. นิมิตคำสอนจากสมเด็จโตในเรื่องสมาธิ สติ และปัญญา
ขณะศึกษาอยู่ที่ University of Virginia ประเทศสหรัฐอเมริกา วันหนึ่งเกิดนิมิตเกี่ยวกับสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ซึ่งนิมิตแตกต่างจากความฝัน คือในความฝันเราเป็นเพียงผู้สังเกต มองอย่างเดียวแต่ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่เห็น ในขณะที่นิมิตคือเรารู้เนื้อรู้ตัวและสามารถโต้ตอบกับสิ่งที่ปรากฏได้ โดยในนิมิตนั้นเป็นยามเช้าตรู่ ตนเองยืนอยู่บนท่าน้ำแห่งหนึ่งเห็นเรือแจวลำเล็กกำลังแล่นเข้ามาทางซ้าย บนหัวเรือมีเครื่องอัฐบริขาร 3 กองวางอยู่สูงมาก จึงรู้สึกกลัวว่าเรืออาจล่มได้ เมื่อเรือแล่นเข้ามาใกล้ก็รู้สึกตกใจเพราะเห็นว่าผู้พายคือสมเด็จโต จึงรีบยกมือไหว้ท่านและถามว่า น้ำก็เชี่ยว เรือก็เล็ก เครื่องอัฐบริขารก็มาก ท่านไม่กลัวเรือล่มหรือ โดยท่านตอบว่า ขณะพายเรือต้องตั้งใจพายไปถึงจุดหมายโดยไม่คิดเรื่องอื่นเรียกว่าสมาธิ ขณะที่พายต้องรู้ตัวว่ากำลังพายเรืออยู่ มือกำลังพายด้านซ้ายหรือด้านขวา เรือกำลังแล่นต่อไปหรือโคลงเคลง เรียกว่าสติ และหากน้ำนิ่งก็พายให้เร็วขึ้นจะได้ถึงจุดหมาย แต่หากน้ำเชี่ยวก็พายช้าลงเพื่อประคองเรือให้แล่นต่อไป นั่นเรียกว่าปัญญา ในชีวิตจะต้องมีสมาธิ สติ และปัญญา แล้วท่านก็พายเรือผ่านไป เหตุการณ์นี้เป็นภาพอันงดงามมากที่ฝังอยู่ในจิตและคอยเตือนตนเองอยู่เสมอว่าไม่ว่าจะทำการสิ่งใดต้องจดจ่อ อย่าคิดเรื่องอื่น เช่น ขณะจัดรายการอยู่ไม่คิดเรื่องอื่น พูดก็รู้ว่ากำลังพูดอะไร รู้น้ำเสียง หากจะไอก็หยุดดื่มน้ำก่อนแล้วจึงจัดรายการต่อไป นั่นคือสมาธิ สติ และปัญญา ซึ่งเป็นคำสอนที่ได้รับจากสมเด็จโตในนิมิต

สำหรับเหตุผลที่รู้ว่าเป็นนิมิตเนื่องจากขณะนั้นมีความรู้สึกตัวอยู่ตลอด มีสติมองแล้วรู้สึกว่าเห็น มีสติที่จะถามคำถามท่าน เห็นสีหน้า แววตา และรายละเอียดของท่านอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นความฝันหรือนิมิต ประเด็นสำคัญคือคำสอนที่ได้รับซึ่งช่วยให้ตนมีหลักธรรมประคองการดำเนินชีวิต นั่นคือ สมาธิจดจ่อในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนจบโดยไม่คิดเรื่องอื่น มีสติรู้เนื้อรู้ตัว มองแล้วต้องรู้สึกว่าเห็น ฟังแล้วรู้สึกว่าได้ยิน ดมแล้วรู้สึกว่าได้กลิ่น ลิ้มรสแล้วต้องรู้สึกถึงรสชาติ และกายก็ต้องรู้สึกตัวว่ากำลังอยู่ในอิริยาบถใด ฉะนั้น หัวใจสำคัญคือคำว่าความรู้สึก

แนวปฏิบัตินี้สอดคล้องกับหลักประสาทวิทยาศาสตร์ที่ Dr. Michael Graziano จาก Princeton University อธิบายไว้ในหนังสือ Consciousness and the Social Brain ว่าสติกับสมองมนุษย์มีส่วนสัมพันธ์กันโดยตรง กล่าวคือ การมองเห็นเป็นการทำงานของสมองส่วน Occipital Lobe การได้ยินเป็นการทำงานของ Temporal Lobe แต่วินาทีที่รู้สึกว่าเห็นและรู้สึกว่าได้ยินเป็นการทำงานของสมองส่วน Temporoparietal Junction และ Superior Temporal Sulcus ดังนั้น การทำสิ่งต่าง ๆ ไม่ใช่เพียงทำด้วยความตั้งใจหรือมีสมาธิเท่านั้น แต่ต้องรู้สึกตัวอยู่กับสิ่งที่ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น และกายด้วย รวมทั้งการรู้เท่าทันอารมณ์ เช่น หากรู้สึกว่ากำลังโกรธ การรู้สึกตัวจะช่วยควบคุมการทำงานของสมองส่วนอมิกดาลา (Amygdala) ซึ่งเกี่ยวกับปฏิกิริยาสู้หรือหนี (Fight or Flight) เมื่อรู้ทันอารมณ์ เช่น รู้สึกจริง ๆ ว่าหน้าตาของการโมโหเป็นอย่างไร รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ความคิดจะเบาลงและสามารถเลือกความคิดเชิงเหตุผลที่มีต่อสถานการณ์นั้นได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ การฝึกตามแนวทางคุณแม่สิริ กรินชัย ช่วยให้เกิดความรู้เนื้อรู้ตัว โดยเริ่มจากฐานกายด้วยการกำหนดคำว่าหนอ เช่น เดินหนอ นั่งหนอ ขยับหนอ ซึ่งเป็นการสร้างเสียงในใจ เมื่อฝึกอย่างต่อเนื่อง เวลามีความคิดที่ฟุ้งออกมา เราจะได้ยินเสียงความคิดและเห็นอารมณ์ที่ผุดขึ้นทันที จะรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ นั่นคือฐานเวทนา

ดังนั้น การฝึกมหาสติปัฏฐาน 4 ช่วยพัฒนาสติปัญญาและทำให้ฉลาด เช่น การได้ยินเป็นการทำงานของ Temporal Lobe ซึ่งเป็นบริเวณเดียวกับที่มี Hippocampus สมองส่วนที่เกี่ยวกับความจำระยะยาว และความตั้งใจยังช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนหน้า (Frontal Lobe) ซึ่งสำคัญมากเพราะเกี่ยวข้องกับการคิดวิเคราะห์ การใช้เหตุผล การตัดสินใจ การวางแผน และการควบคุมตนเองทั้งทางกาย วาจา และใจ หรือการตั้งใจเดินจงกรม หากเกิดอาการเซแล้วกลับมาทรงตัวได้อีกครั้ง เป็นการทำงานของสมองส่วนซีรีเบลลัม (Cerebellum) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการทรงตัวและประสานการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ดังนั้น การปฏิบัติมหาสติปัฏฐาน 4 จึงเป็นการกระตุ้นการทำงานของสมองหลายส่วนให้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ

2. พระพุทธเจ้าหมายถึงผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
ตั้งแต่เด็กตั้งคำถามว่าพระพุทธรูปที่ประดิษฐานตามวัดต่าง ๆ คือพระพุทธเจ้าจริงหรือ ซึ่งในใจตนไม่เชื่อเช่นนั้น เมื่อเติบโตขึ้นจึงศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างจริงจังและได้เข้าใจว่า พระพุทธเจ้าแท้จริงแล้ว หมายถึง ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นผู้ที่บรรลุธรรมขั้นสูงสุดและทรงเผยแผ่พระธรรมเพื่อให้เราพ้นจากความทุกข์โศก

3. ฝึกจิตเพื่อป้องกันโรคทางสมองและจิตใจ
เหตุผลประการหนึ่งที่สนใจศึกษาพุทธธรรม คือไม่ต้องการมีสภาพจิตใจที่นำไปสู่โรคทางสมองและจิตใจ เช่น โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive Compulsive Disorder: OCD) ซึ่งพบได้มากในปัจจุบัน ภาวะสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder: ADHD) ที่ทำให้ไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งใดได้นาน หรือโรควิตกกังวลที่ทำให้คิดกังวลอยู่ตลอดเวลา หากไม่เคยฝึกจิต เมื่อเผชิญความเครียดก็จะยิ่งทุกข์ทรมาน โดยเฉพาะเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไปก็จะเจ็บป่วย เนื่องจากความเครียดเรื้อรังจะกระตุ้นให้สมองหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง และอาจทำให้โรคต่าง ๆ ทั้งที่เกิดจากพันธุกรรมหรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตแสดงอาการออกมาได้ นอกจากนี้ ความกังวลและการย้ำคิดย้ำทำยังนำไปสู่โรคนอนไม่หลับ และหากปล่อยให้ความเครียดสะสมเป็นเวลานานก็อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้

ดังนั้น มนุษย์จึงควรฝึกปล่อยวางบ้าง สิ่งใดใช่ของตนก็ใช่ของตน สิ่งใดไม่ใช่ของตนก็ไม่ใช่ของตน ซึ่งเราจะรู้ได้ด้วยพลังความรู้สึกที่เกิดจากการสวดพระคาถาชินบัญชร ความรู้สึกคือจิต จิตไม่ใช่ความคิด ความคิดเป็นการปรุงแต่ง ฟุ้งซ่าน และหยุดคิดไม่ได้ แต่ที่เราตัดทิ้งไม่ได้เพราะไม่มีกำลังสมาธิ กำลังสติ ความเพียร และปัญญา ปัญญาคือการเห็นว่าการยึดมั่นถือมั่นเป็นทุกข์ อย่างไรก็ตาม เมื่อมนุษย์ประสบความทุกข์อย่างแท้จริงย่อมแสวงหาหนทางออกจากทุกข์ ซึ่งสอดคล้องกับหลักอริยสัจ 4 แต่หากยังไม่ทุกข์จริง ๆ ก็อาจไม่สนใจพระพุทธศาสนาในแง่ของการฝึกเพื่อดึงจิตออกจากความเศร้าโศก ความเจ็บช้ำ ตัณหาที่ไม่มีวันสิ้นสุด และวงจรของความคิดที่คอยทำร้ายตนเองหรือความเจ็บแค้นผู้อื่น ซึ่งเปรียบเหมือนหลุมดำที่มีแรงดึงดูดให้จมลึกเข้าไปข้างในและยากจะหลุดพ้น พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนว่าโลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ แต่มนุษย์ไม่รู้ว่าตนเองทุกข์ เพราะชินกับสภาพดังกล่าว

4. ชีวิตเจริญก้าวหน้าและมีความสุข
การศึกษาพุทธธรรมและฝึกปฏิบัติธรรมเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ชีวิตมีความเจริญก้าวหน้า มีความสุข และประสบความสำเร็จ ดังจะเห็นได้จากประสบการณ์ของตนเอง เช่น การสอบเข้าโรงเรียมเตรียมอุดมศึกษาและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การได้รับทุนต่าง ๆ ถึง 17 ทุน การเขียนหนังสือจริต 6 ศาสตร์ในการอ่านใจคนที่กำลังตีพิมพ์ครั้งที่ 37 ตลอดจนการก่อตั้งสถาบันพัฒนาภาษา Fast English ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการเรียนหรือการทำงานควรอยู่ใกล้ชิดกับคนเก่ง เพราะเราจะสัมผัสได้ว่าความเก่งมีลักษณะอย่างไรและสามารถนำมาพัฒนาตนเองและต่อยอดสู่ความสำเร็จได้

5. ฝึกจิตเพื่อดึงศักยภาพตนเองอย่างเต็มที่
การปฏิบัติธรรมเพื่อดึงศักยภาพที่มีอยู่ในตนเองออกมาใช้ในทางสร้างสรรค์ โดยเริ่มจากการไม่สร้างกรรมเวรต่อผู้อื่น รักษาศีล 5 ทางกายและวาจา รวมถึงศีลทางใจด้วย ได้แก่ ไม่อิจฉาริษยา ไม่อาฆาตพยาบาท และไม่อวดดี สิ่งสำคัญที่สุดคือจิต หากจิตเป็นกุศล ความคิดและคำพูดย่อมไม่ชั่วร้าย จิตคือความรู้สึก จิตมิใช่ความคิด ตราบใดที่มีความคิดผุดขึ้นมาจะเป็นบวกหรือลบก็ตาม นั่นไม่ใช่จิต จิตคือความรู้สึก กล่าวคือ มองแล้วรู้สึกว่าเห็น ฟังแล้วรู้สึกว่าได้ยิน รู้ว่ากำลังคิดอะไร รู้เท่าทันอารมณ์ เมื่อมีความรู้สึกเกิดขึ้นแล้วและฝึกไปเรื่อย ๆ ความรู้สึกจะเกิดขึ้นตลอดเวลา เมื่อนั้นเราจะเข้าสู่ตัวรู้อย่างแท้จริง เมื่อตัวรู้ทำงานมันจะทำงานตลอดเวลา เพราะเป็นการทำงานของสมองหลายบริเวณ รวมถึง Temporoparietal Junction และ Superior Temporal Sulcus จึงเป็นการฝึกพลังสมองให้สามารถประมวลผลข้อมูล เข้าใจรวดเร็ว จดจำได้ดี และดึงข้อมูลมาใช้ได้ นี่คือบทบาทของสมาธิ สติ และปัญญา

6. พร 28 ประการ
พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ที่ฝึกปฏิบัติจนเข้าถึงตัวรู้และมรรคผลจะได้รับพร 28 ประการ ทั้งความมั่งคั่ง โชคลาภ วาสนา บารมี ความสุข ความเปล่งปลั่งผ่องใส สติปัญญา ความสมหวังในสิ่งที่ปรารถนา ตลอดจนเจริญด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา

Copyright © ดร.บุญชัย โกศลธนากุล, 2569

ตารางเรียน และ ประกาศเปิดเทปเร็วคอร์ส Grammar และ Multi-English Skills  ประจำรายสัปดาห์ วันที่  15 สิงหาคม - 21 สิงหาคม ...
13/08/2026

ตารางเรียน และ ประกาศเปิดเทปเร็วคอร์ส Grammar และ Multi-English Skills ประจำรายสัปดาห์ วันที่ 15 สิงหาคม - 21 สิงหาคม 2569

ขอเชิญเพื่อน ๆ ฟังรายการ CEO VISION ช่วง New Dimensions โดย ดร.บุญชัย โกศลธนากุล เรื่อง “คนที่มีความสุข เขาคิดกันอย่างไร...
09/08/2026

ขอเชิญเพื่อน ๆ ฟังรายการ CEO VISION ช่วง New Dimensions โดย ดร.บุญชัย โกศลธนากุล เรื่อง “คนที่มีความสุข เขาคิดกันอย่างไร” ซึ่งออกอากาศทาง FM 96.5 ประจำวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2569 เวลา 9.00 - 10.00 น. หรือติดตามฟังย้อนหลังได้ทาง Youtube และอ่านบทความย้อนหลังของรายการ CEO Vision ช่วง New Dimensions ได้จาก drboonchai website นะครับ
ช่วยกด Like กด Share กด Subscribe และช่วยแสดงความคิดเห็น ขอบคุณครับ
#ดรบุญชัยโกศลธนากุล #ข้อคิดชีวิต #สุขภาพใจ #ความสุข #จิตวิทยา

💝โปรโมชั่นสุดพิเศษสำหรับเดือนสิงหาคม💝▫️ความสำเร็จของคุณ เป็นของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับคุณแม่ที่คุณรัก Fast English ขอมอบโป...
09/08/2026

💝โปรโมชั่นสุดพิเศษสำหรับเดือนสิงหาคม💝
▫️
ความสำเร็จของคุณ เป็นของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับคุณแม่ที่คุณรัก Fast English ขอมอบโปรโมชั่นวันแม่สุดพิเศษ!!

🩵 Happy Mother's Day Promotion 🩵
▫️
โปรแกรมที่ 1 : ทบทวนพื้นฐาน Grammar + Vocabulary (หรือ Structure) ราคาพิเศษ 14,900 บาท จากราคาเต็ม 20,000 บาท
▫️
โปรแกรมที่ 2 : ปูพื้นฐานแน่น Grammar + Vocabulary + Structure ราคาพิเศษ 19,900 บาท จากราคาเต็ม 30,000 บาท
▫️
โปรแกรมที่ 3 : ใช้งานได้ทันที Grammar หรือ Structure + Multi-English Skills ราคาพิเศษ 21,500 บาท จากราคาเต็ม 32,000 บาท
▫️
โปรแกรมที่ 4 : พูดอย่างมั่นใจ Grammar + Conversation + Pronunciation online ราคาพิเศษ 18,400 บาท จากราคาเต็ม 25,000 บาท
▫️
โปรแกรมที่ 5 : เขียนอย่างชำนาญ Grammar + Vocabulary + Writing online ราคาพิเศษ 18,400 บาท จากราคาเต็ม 25,000 บาท
▫️
โปรแกรมที่ 6 : ใช้งานได้อย่างมืออาชีพ Grammar + Multi-English Skills + Collocations online ราคาพิเศษ 23,900 บาท จากราคาเต็ม 36,500 บาท
▫️
โปรแกรมที่ 7 : พูดและเขียนได้อย่างคล่องแคล่ว Grammar + Multi-English Skills + Translation online ราคาพิเศษ 23,900 บาท จากราคาเต็ม 37,000 บาท
▫️
โปรแกรมที่ 8 : สื่อสารชัดเจน Grammar + Multi-English Skills + Pronunciation online ราคาพิเศษ 23,900 บาท จากราคาเต็ม 37,000 บาท
▫️
▫️
🏆🏆 Super Multi-English Skills Promotion 🏆🏆

สมัคร Super Multi-English Skills เรียนฟรี❗ Structure กับ Vocabulary (On-site only) เปิดเรียนทั้ง 3 คอร์สพร้อมกัน ในราคาพิเศษเพียง 19,900 บาทเท่านั้น*
▫️
*พิเศษสมัครคอร์สอื่นเพิ่ม ลดพิเศษให้อีกถึง 50%
▫️
▫️
🪙สามารถแบ่งชำระ 0% 5 เดือน ด้วยบัตร KTC และ BBL เมื่อมียอดชำระ 15,000 บาทขึ้นไป หรือแบ่งชำระ 0% 4 เดือน ด้วยบัตร SCB เมื่อมียอดชำระ 25,000 บาทขึ้นไป
▫️
▫️
🔥⏰ ลงทะเบียนด่วน เริ่มตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 นี้เท่านั้น
▫️
☎️ โทร : 02-937-2121 , Line ID : -english
▫ เรียน online : https://fastenglish-online.com/
▫ เรียนสถาบัน : http://www.fast-english.com/

บทความที่นำเสนอสรุปประเด็นเกี่ยวกับเหตุผลที่ ดร.บุญชัย สนใจพุทธธรรมและปฏิบัติจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตและการม...
07/08/2026

บทความที่นำเสนอสรุปประเด็นเกี่ยวกับเหตุผลที่ ดร.บุญชัย สนใจพุทธธรรมและปฏิบัติจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตและการมองโลก โดยได้เล่าถึงประวัติส่วนตัวและประสบการณ์ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ประสบด้วยตนเอง โดยสามารถสรุปใจความสำคัญได้ ดังนี้

1. ความรู้เนื้อรู้ตัวและการเห็นจิต

จุดเริ่มต้นของความสนใจในพระพุทธศาสนาของ ดร.บุญชัย เกิดขึ้นตั้งแต่อายุประมาณ 2 ขวบ ขณะนอนอยู่ในเปลรู้สึกเจ็บหลังมาก และขณะนั้นได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นในใจว่า บุญหมดแล้วต้องมาเกิด โลกนี้ช่างสกปรกเหลือเกิน จากนั้นจึงเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย แล้วจึงลืมตาขึ้นและเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่ามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ แล้วมองเห็นหน้าของผู้หญิงคนหนึ่งกำลังมองตนด้วยสายตาอ่อนโยนจึงเข้าใจว่าน่าจะเป็นแม่ เมื่อหันไปทางซ้ายเห็นผู้ชายอายุมากกว่าที่ดูสนิทกับผู้หญิงคนนี้จึงเข้าใจว่าน่าจะเป็นพ่อ จุดนี้สะท้อนให้เห็นว่าแม้จะมีอายุเพียง 2 ขวบแต่สามารถแยกแยะและตีความได้ ที่สำคัญคือมีเสียงในใจ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นประสบการณ์ส่วนตัวที่เป็นข้อเท็จจริงและวิเคราะห์ได้ว่าน่าจะมีความรู้เนื้อรู้ตัว (Consciousness) ตั้งแต่เกิด และมีเสียงในใจ (Inner Voice) ซึ่งสอดคล้องกับหลักด้านสมองในหนังสือ Consciousness and the Social Brain ของ Dr. Michael Graziano แห่ง Princeton University ที่อธิบายว่าความคิดของมนุษย์ปรากฏใน 2 ลักษณะ คือเสียงในใจและมโนภาพ ดังนั้น ตั้งแต่ 2 ขวบตนได้เห็นองค์ประกอบของจิตแล้ว อันได้แก่ ความคิด อารมณ์ และความรู้สึก ความคิดในรูปของเสียงในใจ อารมณ์ที่เบื่อหน่ายโลก และความรู้เนื้อรู้ตัว นั่นคือรู้สึกตัวว่ากำลังเจ็บหลังและรู้ว่ากำลังเห็นหน้าแม่และพ่อ ซึ่งมนุษย์เราต่างมีกายและจิต กายมิได้หมายถึงเพียงการเคลื่อนไหวของร่างกาย แต่รวมถึงการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย กล่าวคือ ตามองต้องเห็นและรู้สึกว่าเห็น หากเพียงมองเห็นสิ่งหนึ่งโดยไม่รู้สึกตัวว่ากำลังเห็นนั่นยังไม่ใช่สติ เพราะสติหรือ Consciousness คือการรู้สึกในสิ่งที่ประสบผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจ เป็นความรู้สึกล้วน ๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่ารู้ในรู้ ธรรมในธรรม เวทนาในเวทนา กายในกาย และสาเหตุแห่งทุกข์ของมนุษย์คือการที่จิตไปยึดเกาะกับกายและจิตนั่นเอง

2. การสังเกต ตั้งคำถาม และปัญญาไตร่ตรอง

เนื่องจากมีเชื้อสายจีน ในช่วงวันสารทจีนจึงมีการจัดเตรียมอาหารเพื่อไหว้บรรพบุรุษ พร้อมทั้งเชิญดวงวิญญาณมารับเครื่องไหว้ ซึ่งตอนเด็กเกิดความสงสัยและคิดอยู่ในใจว่าน่ากลัวจัง เดี๋ยวดวงวิญญาณก็จะมากินอาหาร และตั้งคำถามต่อไปว่าหากบรรพบุรุษเมื่อครั้งมีชีวิตอยู่ยังต้องประสบกับความทุกข์และยากลำบาก เมื่อเสียชีวิตแล้วจะมีบารมีเพียงพอที่จะอวยพรให้ลูกหลานเช่นนั้นหรือ และยังสังเกตว่าพิธีกรรมดังกล่าวดูเหมือนเป็นการแสดงความรักและกตัญญูต่อบรรพบุรุษ แต่เมื่อเสร็จพิธีแล้วสมาชิกในครอบครัวต่างก็ทานอาหารที่นำมาไหว้กันทั้งหมด จึงมองย้อนกลับไปว่าตั้งแต่เด็กก็รู้จักสังเกต ตั้งคำถามและคิดเองเป็น ซึ่งอาจเป็นผลจากความรู้เนื้อรู้ตัวที่ติดมากับจิต เมื่อเวลาผ่านไปก็เห็นว่าอย่างน้อยที่สุด การระลึกถึงบรรพบุรุษก็นับเป็นสิ่งที่ดีและเป็นคุณธรรมประการหนึ่ง ทั้งนี้ แม้จะมีความเห็นต่างอยู่ในใจ แต่ก็ไม่เคยแสดงความคิดเห็นเหล่านั้นต่อผู้อื่น เพราะอาจถูกมองว่าต่อต้านสังคม ฉะนั้น ตั้งแต่เด็กก็รู้ว่าบางเรื่องไม่จำเป็นต้องพูด พูดแล้วอาจสร้างปัญหาให้ตนเองได้ ซึ่งตรงตามที่พระพุทธเจ้าสอนว่าสิ่งใดที่พูดแล้วไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ก็ไม่ต้องพูดให้เงียบเสีย นอกจากนี้ ในช่วงที่ศึกษาอยู่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาจะต้องเดินผ่านศาลพระภูมิทุกวัน ในช่วงแรกยกมือไหว้ตามคนอื่นแต่ภายหลังเริ่มตั้งคำถามกับตนเองว่า พระไม่ไหว้ จะไปไหว้ผีหรือศาลพระภูมิทำไม หากจะกราบไหว้ก็ควรไหว้พระพุทธรูปหรือพระสงฆ์มากกว่า จึงตัดสินใจเลิกไหว้ศาลพระภูมิในที่สุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตั้งแต่วัยเด็กน่าจะมีปัญญาญาณในระดับหนึ่งในการใช้ปัญญาพิจารณามากกว่าการปฏิบัติตามกันมาโดยขาดความรู้เนื้อรู้ตัว ซึ่งสอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่าการพึ่งพาพิธีกรรม เครื่องรางหรือไสยศาสตร์เปรียบเสมือนมายากลที่หลอกตาและไม่ได้ทำให้จิตวิญญาณพัฒนาขึ้น เพราะบุญบารมีจะเพิ่มขึ้นต้องเกิดจากการฝึกตามอริยมรรคมีองค์ 8

3. พระคาถาชินบัญชรกับความสำเร็จต่าง ๆ ในชีวิต

3.1. การเริ่มสวดมนต์
จุดเริ่มต้นของการสวดพระคาถาชินบัญชรเกิดจากคำแนะนำของพี่ชายและเพื่อนของพี่ชายซึ่งมาตระกูลที่มีฐานะและชื่อเสียงในสังคม โดยกล่าวว่าหากสวดวันละ 7 – 9 จบด้วยความตั้งใจ จะทำให้ฉลาด มีโชคลาภ วาสนา บารมี ประสบความสำเร็จและร่ำรวย จึงเริ่มสวดตามคำแนะนำ แต่ไม่ได้ปักใจเชื่อในทันทีและได้ศึกษาประวัติของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ซึ่งสอดคล้องกับหลักที่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ผู้มีปัญญาไม่ควรเชื่อโดยง่าย แต่รับฟัง พิจารณา ไตร่ตรอง และแสวงหาคำตอบด้วยตนเองเท่าที่จะสามารถทำได้ และสะท้อนว่าตั้งแต่วัยเด็กมีความเป็นพุทธิจริต คือช่างสังเกต ตั้งคำถาม และใช้เหตุผล มิได้ตั้งตนขวางโลกหรือฟุ้งซ่านแต่อย่างใด ทั้งนี้ เมื่อได้เห็นภาพของสมเด็จโตก็รู้สึกถึงพลังสติ สมาธิ ปัญญา และความเมตตา จนมีมโนภาพของท่านปรากฏชัดอยู่ในใจเสมอ ซึ่งเป็นลักษณะของจิตที่ปรากฏในรูปของเสียงในใจและมโนภาพ รวมทั้งมีสังฆานุสติอันเป็นหนึ่งในกรรมฐาน 40 กอง

3.2. ความสำเร็จภายหลังจากการเริ่มสวดมนต์
หลังจากเริ่มสวดพระคาถาชินบัญชรตั้งแต่อายุ 12 ปี และตั้งใจพิสูจน์ว่าพระคาถานี้มีพลานุภาพจริงหรือไม่ โดยเชื่อว่าหากมีจริง ชีวิตต้องประสบความสำเร็จ ผลที่เกิดขึ้นคือสามารถสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อีกทั้งรู้สึกว่าสามารถคิดได้อย่างลุ่มลึกกว่าคนทั่วไป ด้วยเป้าหมายในการเป็นทูตประจำประเทศฝรั่งเศส จึงคิดวางแผนเส้นทางชีวิตด้วยตนเอง โดยเลือกเรียนวิชาเอกภาษาฝรั่งเศส เนื่องจากมีทักษะภาษาอังกฤษที่ดีอยู่แล้วและมองว่าภาษาอังกฤษเป็นทักษะที่คนจำนวนมากมี ขณะที่ภาษาฝรั่งเศสจะเป็นจุดเด่นที่สร้างความแตกต่างและเพิ่มโอกาสในการสอบเข้ากระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงการได้รับมอบหมายให้ประจำประเทศฝรั่งเศสและก้าวสู่การเป็นทูตตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยการคิดได้เป็นระบบเช่นนี้ด้วยพลังพระคาถาชินบัญชร นอกจากนี้ ยังได้รับทุน Fulbright เพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ University of Pennsylvania และได้ทุนศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่ University of Virginia ซึ่งสำหรับผู้ที่มีพื้นฐานครอบครัวธรรมดา การก้าวมาถึงจุดนี้ได้อย่างรวดเร็วนั้นด้วยพลังของพระคาถาชินบัญชร เพราะตั้งจิตว่าหากพระคาถานี้ศักดิ์สิทธิ์และมีพลานุภาพจริงจะต้องทำให้ตนเรียนเก่ง มีสติปัญญา คิดสิ่งใดสมปรารถนา และในที่สุดผลลัพธ์ก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการได้รับทุน Fulbright การสอบเข้ากระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมีผู้สมัครกว่าหกพันคน แต่รับเพียง 27 คน และระหว่างศึกษาที่สหรัฐอเมริกายังได้รับโอกาสเป็นผู้ช่วยสอนวิชานโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา และได้รับรางวัลผู้ช่วยสอนดีเด่นติดต่อกัน 4 ปี ความสำเร็จทั้งหมดเกิดขึ้นด้วยพลังพระคาถาชินบัญชร ทำให้สามารถเปลี่ยนภพ เปลี่ยนชาติ เปลี่ยนตระกูลได้

3.3. วิธีการสวดมนต์
การสวดพระคาถาชินบัญชรต้องสวดด้วยความตั้งใจ ขณะที่สวดไม่คิดเรื่องอื่นถือเป็นการฝึกสมาธิ การบริกรรมแต่ละคำอย่างถูกต้องเป็นการฝึกสติ และความตั้งใจบริกรรมแต่ละคำโดยไม่ผิดพลาดและไม่คิดเรื่องอื่น 7 – 9 จบต้องความใช้อดทนสูง ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่าความอดทนเป็นบารมีสำคัญที่สุดของพระโพธิสัตว์ และทำให้เราฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ได้ ดังนั้น การสวดพระคาถาชินบัญชรจึงเป็นการฝึกจิต ดังนี้

1) ฝึกสมาธิ
สมาธิคือการจดจ่อในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยไม่คิดเรื่องอื่น หากเราใช้จิตฝึกสมองขณะสวดมนต์โดยไม่ฟุ้งซ่าน สมองจะแหลมคม เกิดพลังสมาธิ และสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ถือเป็นเสริมสร้างกระบวนการของสมองในการเข้าใจ จดจำ และดึงข้อมูลมาใช้ (Understand, remember and retrieve) เมื่อฝึกเป็นประจำ เราจะคุ้นเคยกับพลังสมาธิและสานฝันให้เป็นจริงได้ ต่างจากผู้ที่เหลาะแหละฟุ้งซ่านจะไม่สามารถทำการใหญ่ได้ และการสวดวันละ 7 – 9 จบถือว่าไม่ง่าย จึงเป็นจำนวนและระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการฝึกจิตให้มีกำลังสมาธิและสติในแต่ละวัน

2) ฝึกอยู่กับปัจจุบันและการปล่อยวาง

แม้เมื่อวานเราจะสวดได้ดี แต่วันนี้เราอาจสวดได้ไม่ดีเช่นเดิม หากจิตเต็มไปด้วยความกังวลและฟุ้งซ่าน การสวดมนต์จึงช่วยให้เราฝึกปล่อยวางเรื่องราวต่าง ๆ ที่เข้ามารบกวนจิตใจ ซึ่งต้องทิ้งไปให้หมดระหว่างสวดมนต์ เมื่อฝึกเช่นนี้เป็นประจำ ในชีวิตจริงก็จะสามารถตัดเรื่องราวที่ไม่เกิดประโยชน์ออกไปได้

3) ฝึกสติรู้และเลือก
การสวดมนต์ไม่ได้เพียงฝึกสมาธิ แต่ยังเป็นการฝึกสติไปพร้อมกัน เพราะต้องเลือกคำบริกรรมแต่ละคำให้ถูกต้อง เมื่อฝึกไปเรื่อย ๆ จิตจะมีพลัง สมองสามารถเลือกสิ่งที่ควรทำหรือไม่ควรทำ ควรพูดหรือไม่ควรพูด ควรสนใจหรือปล่อยผ่านไป ความสามารถในการเลือกนี้เป็นการทำงานของสติ สติจึงหมายถึงการรู้และเลือก เช่น รู้ว่ากำลังเลือกคำ รู้ว่าตอนนี้มีสมาธิหรือมีเรื่องรบกวนจิตใจ รู้ว่าคุณภาพการสวดในวันนี้ดีกว่าหรือแย่กว่าเมื่อวาน เมื่อฝึกอย่างต่อเนื่อง สติจะเข้มแข็งขึ้น ซึ่งสติกับสมาธิจะเสริมซึ่งกันและกัน

4) ฝึกความเพียรชอบหรือสัมมาวายามะ
ระหว่างสวดมนต์ เราจะเห็นความคิดที่ฟุ้งออกมา ให้ตัดทิ้งทันทีทั้งความคิดที่เป็นกุศลและอกุศลที่ทำให้เสียสมาธิ เป็นการรู้ทันด้วยกำลังสติและตัดออกด้วยพลังความเพียร ซึ่งความเพียรไม่ใช่การนั่งสมาธิหลายชั่วโมงหรือสวดมนต์หลายจบ แต่เป็นการฝึกตัดความฟุ้งซ่านออกจากจิตใจ เมื่อฝึกตัดไปเรื่อย ๆ ในชีวิตประจำวันเมื่อเกิดปัญหาก็จะสามารถตัดความคิดที่ไม่เกิดประโยชน์ได้เช่นเดียวกัน หากไม่เคยฝึกมาก่อน เมื่อเผชิญสถานการณ์จริงอาจรับมือไม่ไหว

กล่าวโดยสรุป การสวดพระคาถาชินบัญชรต้องสวดด้วยความตั้งใจและมีคุณภาพ เริ่มจากการตั้งจิตก่อนสวด ขณะที่สวดโดยไม่คิดเรื่องอื่นคือกำลังสมาธิ การรู้เนื้อรู้ตัวว่ากำลังนั่งสวดมนต์ รู้ว่ากำลังเลือกคำบริกรรม และรู้ว่าจิตเริ่มฟุ้งซ่าน คือกำลังสติ รู้ว่ากำลังตัดความคิดฟุ้งซ่านออกก็คือความเพียรชอบ และการตั้งใจสวดโดยไม่คิดเรื่องอื่นนั่นคือปัญญาชอบ เมื่อจิตมีสมาธิมั่นคง มีสติเฉียบคมว่องไว มีความเพียรชอบตัดความคิดอกุศลและฟุ้งซ่าน เมื่อนั้นจิตก็มีกำลัง สามารถนำไปใช้ได้ทั้งทางโลกและทางธรรม โดยในทางโลกดังเช่นตัวอย่างความสำเร็จที่ได้กล่าวข้างต้น

Copyright © ดร.บุญชัย โกศลธนากุล, 2569

ตารางเรียน และ ประกาศเปิดเทปเร็วคอร์ส Grammar และ Multi-English Skills  ประจำรายสัปดาห์ วันที่  8 สิงหาคม - 14 สิงหาคม 2...
06/08/2026

ตารางเรียน และ ประกาศเปิดเทปเร็วคอร์ส Grammar และ Multi-English Skills ประจำรายสัปดาห์ วันที่ 8 สิงหาคม - 14 สิงหาคม 2569

ที่อยู่

อาคารเซ็นทรัลลาดพร้าว ชั้่น 10, 1693 ถ. พหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร
เขตจตุจักร
10900

เบอร์โทรศัพท์

+6629372121

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Fast Englishผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ โรงเรียนนี้

ส่งข้อความของคุณถึง Fast English:

ทางลัด

แชร์

ประเภท