จุฬาฯ ๑๐๐ ปี : ศตวรรษแห่งความภูมิใจ

จุฬาฯ ๑๐๐ ปี : ศตวรรษแห่งความภูมิใจ

แชร์

๑๐๐ ปี ที่ผันผ่าน...ชาวจุฬาฯ รวมใจร่ว?

15/05/2026

Congratulations 🎈

ศ.นพ.รังสรรค์ ฤกษ์นิมิต ภาควิชาอายุรศาสตร์ ได้รับแต่งตั้งดำรงตำแหน่ง รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569

#แพทย์จุฬาฯ #เกียรติภูมิแพทย์จุฬาฯ

15/05/2026

ขอเชิญร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวเข็มวันอานันทมหิดล ประจำปี พ.ศ. 2569

📍 วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 - 12.00 น. ณ โถงอาคารจักรพงษ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
พบกับ ...

💗 ลูกปืน - ศาสวัต ศิลปินอิสระ
💗 เบน - สันติราษฎร์ นักแสดงช่อง 7HD

พร้อมกิจกรรมรับบริจาคฯ ร่วมกับนิสิตแพทย์จุฬาฯ ตั้งแต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป

#เข็มวันอานันทมหิดล
#วันอานันทมหิดล

15/05/2026

ด้วยความเสียใจ ✨ อาลัยยิ่ง

✨✨ชีวิตที่อุทิศเพื่อห้องสมุด✨✨

“ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต”

นิสิตเก่า อักษรศาสตรบัณฑิต รุ่นที่ ๘ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

​เมื่อนึกถึงห้องสมุด หลายคนก็คงนึกถึงแหล่งเรียนรู้ที่มีหนังสืออยู่เต็มไปหมด ให้ค้นคว้าหาอ่านได้ตามอัธยาศัย บ้างก็เป็นห้องสมุดเฉพาะ ที่รวบรวมเรื่องราวเฉพาะด้านไว้สำหรับผู้สนใจ ในยุคที่เทคโนโลยีในการค้นคว้าข้อมูลยังไม่รวดเร็วสะดวกสบายเช่นทุกวันนี้ “ห้องสมุด” และ “หนังสือ” จึงเป็นแหล่งรวมรวมความรู้ สร้างเสริมความคิด ต่อยอดทางวิชาการที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับในประเทศไทย การส่งเสริมวิชาบรรณารักษ์ และเผยแพร่ห้องสมุด ด้วยความมุ่งมั่นของบุคคลสำคัญที่ได้รับการยกย่องในด้านการส่งเสริมกิจการห้องสมุด จากผลงานและความรักในห้องสมุดอย่างยิ่ง คือ ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต อักษรศาสตรบัณฑิต รุ่นที่ ๘ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


​ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต สกุลเดิม ลีละหุต อันเป็นนามสกุลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดเมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๔๖๕ ที่ตำบลปากแพรก อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นธิดาคนที่ ๖ ของว่าที่อำมาตย์ตรีขุนพิทักษ์ประชารมย์ (อัศว์ ลีละหุต) และนางพิทักษ์ประชารมย์ (ส้มกิ้น ลีละหุต) มีพี่น้องรวม ๑๐ คน

ต่อมาในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้กำหนดให้สตรีมีชื่อ ๒ พยางค์ ดังนั้น จากนามเดิมว่า “แม้น” จึงเป็น “แม้นมาส” และเหตุที่ใช้พยัญชนะ ส สะกด เพราะพยัญชนะ ศ และ ษ ถูกตัดออกจากพยัญชนะไทยในสมัยนั้น เพื่อให้เขียนได้ง่ายขึ้น หลังจากสำเร็จการศึกษาในจังหวัดนครศรีธรรมราชแล้ว ถึงพุทธศักราช ๒๔๗๙ ได้ศึกษาต่อที่โรงเรียนสตรีจุลนาค จังหวัดพระนคร จนจบชั้นมัธยมปีที่ ๖ จากนั้น ศึกษาต่อชั้นมัธยมปีที่ ๗ - ๘ ที่โรงเรียนสตรีสุนันทาลัย จนสำเร็จการศึกษา และเป็นผู้สอบชั้นมัธยมปีที่ ๘ ได้คะแนนเป็นอันดับ ๒ ของประเทศ จึงได้รับทุนเล่าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา จึงได้ศึกษาต่อในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนสำเร็จเป็นอักษรศาสตรบัณฑิต รุ่นที่ ๘

ต่อมา สอบชิงทุนกระทรวงศึกษาธิการ และทุนของมหาวิทยาลัยมิชิแกน เพื่อไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทวิชาบรรณารักษศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา และสำเร็จการศึกษา เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๓ นอกจากนี้ในระหว่างปิดเทอมภาคฤดูร้อน ได้ฝึกงานในห้องสมุดสำหรับเด็ก มหาวิทยาลัยมิชิแกน เพื่อหาประสบการณ์ในการทำงานห้องสมุดทุก ๆ ด้านซึ่งขณะนั้นมีคนไทยเพียงคนเดียวที่ไปศึกษาวิชาบรรณารักษศาสตร์ ได้รับทุนอบรมระยะสั้น จากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ให้เข้าอบรมวิธีสอนวิชาบรรณารักษศาสตร์ เป็นระยะเวลา ๖ เดือน ในโรงเรียนบรรณารักษศาสตร์ ประเทศเดนมาร์ก ต่อจากนั้นได้รับการฝึกอบรมการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อดำเนินงานเอกสารของยูเนสโก ต่ออีก ๑ สัปดาห์ ณ สำนักงานใหญ่ของยูเนสโก กรุงปารีส และได้รับประกาศนียบัตรพิเศษของยูเนสโก (วิธีสอนวิชาบรรณารักษศาสตร์) โรงเรียนบรรณารักษศาสตร


เมื่อกลับมาได้เริ่มทำงานเป็นอาจารย์ผู้ช่วยสอนภาษาอังกฤษในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่ ๑ ปี จากนั้นจึงไปทำงานหนังสือพิมพ์ประจำกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์นิกรรายวัน (พ.ศ. ๒๔๘๘ - ๒๔๙๒) ต่อมาได้เข้ารับราชการที่กระทรวงศึกษาธิการ จนกระทั่งได้รับตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองหอสมุดแห่งชาติ เมื่อพุทธศักราช ๒๕๑๒ ดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมศิลปากร รับผิดชอบงานบริหารและดูแลงานด้านห้องสมุด ด้านจดหมายเหตุ และด้านพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ในพุทธศักราช ๒๕๒๐ ก่อนหน้านั้นเพียงหนึ่งปี ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์พิเศษ ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


งานสำคัญที่ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ✨ได้จัดตั้งขึ้น คือ “สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย” เริ่มจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ✨ร่วมกับ มูลนิธิฟูลไบรท์ (Fulbright) ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ร่วมมือกันจัดการฝึกอบรมทางบรรณารักษศาสตร์ระยะสั้น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๔ ก่อให้เกิด “ชมรมห้องสมุด” ขึ้น และได้จดทะเบียนเป็น “สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย” เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๔๙๗ มีศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต เป็นนายกสมาคมห้องสมุด ฯ คนแรก


ต่อมาสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ รับไว้ในพระราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๑๙

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่เป็นรากฐานอันมั่นคงที่ได้ริเริ่มไว้คือ การร่วมก่อตั้งและพัฒนาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์ เพื่อชดเชยความขาดแคลนบุคลากรที่มีวุฒิทางวิชาชีพโดยร่วมจัดทำหลักสูตรวิชาบรรณารักษศาสตร์ของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเปิดสอนวิชานี้เป็นแห่งแรกเมื่อ พุทธศักราช ๒๔๙๘ เริ่มด้วยหลักสูตรอนุปริญญา ต่อมาขยายเป็นหลักสูตรปริญญาตรี ปริญญาโท และประกาศนียบัตรชั้นสูง ก่อนที่จะเผยแพร่ไปในสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ทั้งยังเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นานกว่า ๑๕ ปี รวมถึงในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร และมหาวิทยาลัยศิลปากรอีกด้วย

ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ยังเป็นนักแปลและนักประพันธ์อีกด้วย ทั้งงานแปล งานเขียนหลากหลายรูปแบบ ผลงานการแปลซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี อาทิ “โรงเรียนในทุ่งกว้าง” จาก WPrairie school” และ “วิมานลอย” แปลจาก “Gone with the wind” โดยใช้นามปากกา “รอย โรจนานนท์” ประพันธ์หนังสือสำหรับเด็ก เช่น แม่ไก่สีแดง กระต่ายแหย่เสือ เกียจคร้านเจ้าปัญญา ชาลีขี่ก้านกล้วย ตุ๊กตายอดรัก โสนน้อย หมาน้อยสิบตัว เป็นต้น


ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๙ สิริอายุ ๑๐๔ ปี


หอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอน้อมระลึกในคุณูปการของท่านและร่วมแสดงความอาลัยมา ณ โอกาสนี้

Photos 14/05/2026

ขอแสดงความยินดี 🎉

14/05/2026

ขอเชิญร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวเข็มวันอานันทมหิดล ประจำปี พ.ศ. 2569

📍วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 - 12.00 น. ณ โถงอาคารจักพงษ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

พบกับ ...
💗 แอนโทเนีย โพซิ้ว 1st Runner Up Miss Universe 2023
💗 น้ำผึ้ง กานต์ธีรา เตชะภัทรธนากุล Miss World Thailand 2026
💗 อินดี้ ธนดล เหมไอยรา

พร้อมกิจกรรมรับบริจาคฯ ร่วมกับนิสิตแพทย์จุฬาฯ ตั้งแต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป

#เข็มวันอานันทมหิดล
#วันอานันทมหิดล

14/05/2026

ขอเชิญร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวเข็มวันอานันทมหิดล ประจำปี พ.ศ. 2569

📍 วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 - 12.00 น. ณ โถงอาคารจักรพงษ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
พบกับ ...

💗 ไอซ์-ศรัณยู ศิลปิน GMM Music
💗 เอ็มโบ-พันธกานต์ ศิลปิน GMM Music

พร้อมกิจกรรมรับบริจาคฯ ร่วมกับนิสิตแพทย์จุฬาฯ ตั้งแต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป

#เข็มวันอานันทมหิดล
#วันอานันทมหิดล

12/05/2026

Congratulations 🎊

🎉🎉Sci Chula ร่วมแสดงความยินดีกับ
"ศาสตราจารย์ ดร.สนอง เอกสิทธิ์"
ภาควิชาเคมี
📜
เนื่องในโอกาสที่ได้รับแต่งตั้งเป็น
“ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการการศึกษาเครือข่ายระบบเกษตรครบวงจร
ตามมาตรฐานสากล เพื่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน”
โดย คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา

Photos from สมาคมนิสิตเก่าอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย's post 11/05/2026

ขอเชิญ 🎉

09/05/2026

❌ no ❌

08/05/2026

https://www.facebook.com/share/p/16to6zsRKQ/?mibextid=wwXIfr

ดร.ปิติ ศรีแสงนาม แห่งจุฬาฯ วิเคราะห์แลนด์บริดจ์ คือทางลัดมหาวิบัติ ที่พร้อมจะทำลายโครงสร้างทางวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม อธิปไตย และเศรษฐกิจฐานราก

ศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม
ผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิอาเซียน (ASEAN Foundation)
และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง 'แลนด์บริดจ์' อภิมหาโปรเจ็คที่บางกลุ่มมองว่าจะทำมห้ไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจ แต่หลายคนเริ่มออกมาทักท้วงแล้วว่าอาจไม่เป็นดั่งฝัน

โดยเฉพาะ ดร.ปิติ มองว่า โครงการนี้ไม่ใช่ทางลัดทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด

แต่คือ ทางลัดมหาวิบัติ ในหลายๆ ด้าน

โดยให้รายละเอียดไว้ดังนี้

แนวคิดการขุด "คลองไทย" (Thai Canal) หรือที่ในอดีตเรียกว่า "คลองคอคอดกระ" เพื่อตัดผ่านแหลมมลายูและเชื่อมมหาสมุทรอินเดีย (ทะเลอันดามัน) เข้ากับมหาสมุทรแปซิฟิก (อ่าวไทย) เป็นความฝันที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงในสังคมไทยมาอย่างยาวนานกว่าสามศตวรรษ นับตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา

ที่ทรงให้วิศวกรชาวฝรั่งเศสอย่าง เดอ ลามาร์ (De Lamar) สำรวจความเป็นไปได้ จนถึงยุคอาณานิคมที่อังกฤษทำสนธิสัญญาเพื่อป้องกันไม่ให้สยามขุดคลองแข่งกับท่าเรือสิงคโปร์และปีนัง

วาทกรรมหลักที่หล่อเลี้ยงความฝันนี้คือความเชื่อที่ว่า คลองไทยจะเป็น "ทางลัด" (Shortcut) ที่จะเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการเดินเรือของโลก ทลายการผูกขาดของช่องแคบมะละกา และนำมาซึ่งความมั่งคั่งมหาศาล อย่างไรก็ตาม ความฝันในอดีตนั้นตั้งอยู่บนฐานคิดของการเดินเรือสำเภาหรือเรือกลไฟขนาดเล็ก

เมื่อเราก้าวออกจากแผนที่บนหน้ากระดาษและเผชิญหน้ากับความเป็นจริงของอุตสาหกรรมการเดินเรือพาณิชย์ยุคใหม่ (Modern Maritime Industry) ตลอดจนความเปราะบางของระบบนิเวศ และพลวัตของการแข่งขันทางอำนาจโลก (Great Power Competition)

โครงการคลองไทยไม่ได้เป็นเพียงความท้าทาย แต่คือ "มหาวิบัติ" (Catastrophe) ที่พร้อมจะทำลายโครงสร้างทางวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจฐานราก และลิดรอนอำนาจอธิปไตยของชาติ

บทวิเคราะห์นี้ จะอธิบายให้เห็นถึงต้นทุนแฝง (Hidden Costs) และความจริงเชิงประจักษ์ในทุกมิติ

ส่วนที่ 1: ฝันร้ายทางวิศวกรรม (The Engineering Nightmare)

การขุดคลองในศตวรรษที่ 21 เพื่อเชื่อมสองมหาสมุทรเข้าด้วยกัน ต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางฟิสิกส์และวิศวกรรมที่รุนแรง การตั้งเป้าหมายเพื่อดึงดูดสายการเดินเรือหลัก (Mainline) หมายความว่าคลองไทยจะต้องสามารถรองรับเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่พิเศษ (Ultra Large Container Vessel - ULCV) ซึ่งมีความจุระดับ 24,000 TEU

เรือเหล่านี้มีความยาวกว่า 400 เมตร กว้างกว่า 60 เมตร และมีระยะกินน้ำลึก (Draft) ถึง 16-17 เมตร ความต้องการระดับนี้ได้สร้างโจทย์ทางวิศวกรรมที่ล้มเหลวในแง่ความคุ้มค่าตั้งแต่ยังไม่เริ่มสร้าง

1.1 เขื่อนกันคลื่นขนาดยักษ์ (The Mega-Breakwaters) และปัญหาทางธรณีสัณฐาน

ภูมิประเทศใต้น้ำของสองฝั่งทะเลไทยมีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ฝั่งทะเลอันดามันมีความลาดชันสูง (Steep Slope) ทำให้ระดับน้ำลึกอย่างรวดเร็วเมื่อห่างจากฝั่ง แต่ในทางกลับกัน ฝั่งอ่าวไทยเป็นทะเลเปิดที่ตื้นเขินและมีความลาดชันต่ำมาก (Shallow Slope)

ความจำเป็นของร่องน้ำลึก: เพื่อให้เรือ ULCV แล่นผ่านได้โดยไม่เกิดปรากฏการณ์ Squat Effect (แรงดูดพลศาสตร์ที่ทำให้ท้ายเรือจมลึกลงไปอีกเมื่อวิ่งในน้ำตื้น ซึ่งอาจทำให้เรือกระแทกพื้นทราย) ร่องน้ำทางเดินเรือจะต้องขุดให้ลึกอย่างน้อย 20-25 เมตร

อภิมหาโครงสร้างในอ่าวไทย: การจะรักษาความลึก 25 เมตรในอ่าวไทย วิศวกรจะต้องขุดลอกพื้นทะเลออกไปเป็นระยะทางไกลมาก และเพื่อป้องกันไม่ให้กระแสน้ำและคลื่นพัดพาทรายกลับมาถมร่องน้ำที่ขุดไว้ จะต้องมีการสร้าง "เขื่อนกันคลื่น" (Breakwaters) เป็นกำแพงคอนกรีตขนาบข้างร่องน้ำยื่นออกไปในทะเลอ่าวไทยยาวถึง 20 ถึง 30 กิโลเมตร โครงสร้างแข็งขนาดยักษ์ที่ยาวขนาดนี้ถือเป็นสิ่งปลูกสร้างทางทะเลที่ใหญ่และเสี่ยงที่สุดในโลก และต้องใช้งบประมาณบำรุงรักษามหาศาลในทุกๆ ปี

1.2 ความขัดแย้งของระดับน้ำและกระแสน้ำ (Tidal Range & Hydrodynamic Chaos)

แม้ระดับน้ำทะเลปานกลาง (Mean Sea Level) ของทั้งสองฝั่งจะใกล้เคียงกัน แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ "พิสัยน้ำขึ้นน้ำลง" (Tidal Range)
• ทะเลอันดามันมีช่วงน้ำขึ้นน้ำลงแตกต่างกันสูงถึง 3-4 เมตร
• อ่าวไทยมีความแตกต่างเพียง 1-1.5 เมตร
• วงรอบเวลา (Tidal Cycle) ของการขึ้นลงก็ไม่พร้อมกัน

หากใช้วิธีขุดคลองเจาะทะลุภูเขาให้เป็น คลองระดับน้ำทะเล (Sea-level Canal) แบบคลองสุเอซ ความแตกต่างของระดับน้ำนี้จะสร้าง "กระแสน้ำเชี่ยวจัด" (Tidal Currents) ที่ไหลกระแทกไปมาภายในคลองด้วยความเร็วอาจสูงถึง 5-7 นอต (Knots) กระแสน้ำที่เชี่ยวและผันผวนเช่นนี้จะทำให้เรือยักษ์ที่มีมวลมหาศาลสูญเสียการควบคุมทิศทาง (Steering Control) และพุ่งชนตลิ่งหรือชนกันเองได้ง่ายดาย

1.3 ทางตันของระบบประตูน้ำ (The Lock System Dead-end)

เพื่อแก้ปัญหากระแสน้ำเชี่ยว วิธีเดียวในทางวิศวกรรมคือการสร้าง ระบบประตูควบคุมน้ำ (Lock Systems) ขนาดยักษ์ที่ปากคลองทั้งสองฝั่ง (คล้ายคลองปานามา) แต่การทำเช่นนี้จะทำลายจุดเด่นเรื่อง "ทางลัด" ทันที เพราะ:

ข้อจำกัดด้านเวลา (Transit Time): เรือ ULCV จะต้องเสียเวลาจอดรอคิวหน้าปากคลอง และใช้เวลาหลายชั่วโมงในการค่อยๆ ปรับระดับน้ำเพื่อผ่านประตูน้ำแต่ละชั้น กระบวนการนี้อาจทำให้เรือเสียเวลาผ่านคลองรวม 1-2 วัน ซึ่งเมื่อหักลบกับระยะทางที่ประหยัดได้ 1,200 กิโลเมตร (เทียบกับการอ้อมมะละกาที่เรือวิ่งฉิวต่อเนื่อง) จะพบว่าแทบไม่ได้ประหยัดเวลาเลย

ต้นทุนมหาศาล: การสร้างและบำรุงรักษาประตูกั้นน้ำขนาด ULCV สองฝั่งมหาสมุทร จะดึงให้ต้นทุนการก่อสร้างทะลุ 2-3 ล้านล้านบาท นำไปสู่การต้องตั้ง "ค่าผ่านคลอง" ในอัตราที่แพงลิ่วจนไม่สามารถแข่งขันกับค่าผ่านช่องแคบมะละกา (ซึ่งแล่นผ่านฟรี) ได้เลย

ส่วนที่ 2: มหาวิบัติทางระบบนิเวศ (Ecological Catastrophe)

การใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมดัดแปลงธรรมชาติขั้นรุนแรง เพื่อเชื่อมสองมหาสมุทรที่มีนิเวศวิทยาต่างกัน จะสร้างปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างไม่อาจฟื้นคืนได้ (Irreversible Damage)

2.1 การพังทลายของชายฝั่งแบบโดมิโน (Catastrophic Coastal Erosion)

อ่าวไทยมีระบบ "กระแสน้ำเลียบชายฝั่ง" (Longshore Current) ที่ทำหน้าที่พัดพาทรายตามธรรมชาติจากทิศหนึ่งไปสู่อีกทิศหนึ่ง การสร้างเขื่อนกันคลื่นยาว 30 กิโลเมตรเพื่อปกป้องร่องน้ำ จะทำหน้าที่เป็น "กำแพงดักทราย" ขนาดมหึมา
• ฝั่งหัวน้ำ (Updrift): ทรายจะทับถมจนตื้นเขิน
• ฝั่งท้ายน้ำ (Downdrift): ชายหาดจะขาดแคลนทรายมาเติมเต็ม และถูกคลื่นกัดเซาะอย่างรุนแรง
ชายหาดที่สวยงามของภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยและอันดามันจะถูกน้ำตีกินลึกเข้ามาในแผ่นดินเป็นระยะทางหลายสิบหรืออาจจะหลายร้อยกิโลเมตร (หากคิดระยะทั้งทั้งสองฟากฝั่งมหาสมุทร)

รัฐจะต้องทุ่มงบประมาณนับแสนล้านเพื่อสร้างกำแพงกันคลื่นคอนกรีตที่น่าเกลียดตลอดแนวชายฝั่ง ซึ่งเป็นการทำลายทัศนียภาพทางธรรมชาติอย่างถาวร

2.2 พายุตะกอนและสุสานปะการัง (Sediment Plumes and Mass Coral Mortality)

การขุดลอกพื้นทะเลปริมาณหลายร้อยล้านลูกบาศก์เมตร จะทำให้เกิดตะกอนแขวนลอยในน้ำ (Sediment Plumes) ที่หนาแน่นและแผ่ขยายครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง

ตะกอนเหล่านี้จะทำให้น้ำทะเลขุ่นมัว บดบังแสงแดดที่ใช้ในการสังเคราะห์แสงของสาหร่ายเซลล์เดียวในเนื้อเยื่อปะการัง (Zooxanthellae)

เมื่อตะกอนตกตะกอน มันจะทับถมและอุดตันอวัยวะกรองกินอาหารของสิ่งมีชีวิตหน้าดิน ทำให้ปะการังน้ำตื้นและหญ้าทะเลตายลงอย่างรวดเร็ว นำไปสู่การพังทลายของระบบนิเวศทั้งหมด

2.3 การรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (Marine Bio-Invasion)

วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตในอ่าวไทย (มหาสมุทรแปซิฟิก) และทะเลอันดามัน (มหาสมุทรอินเดีย) ถูกแยกออกจากกันด้วยแผ่นดินมานานหลายล้านปี การเปิดช่องทางเชื่อมต่อจะก่อให้เกิด การอพยพข้ามถิ่น (Lessepsian Migration) ดังที่คลองสุเอซเคยประสบปัญหาที่ปลาจากทะเลแดงอพยพไปทำลายระบบนิเวศในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน สายพันธุ์ที่แข็งแกร่งกว่าจากฝั่งหนึ่งจะเข้าไปล่าหรือแย่งอาหารสายพันธุ์ท้องถิ่นอีกฝั่งจนสูญพันธุ์ ทำลายความสมดุลของสายใยอาหาร (Food Web) อย่างรุนแรง

2.4 หายนะของน้ำจืดและภาคการเกษตร (Saline Intrusion)

การขุดคลองที่ลึกถึง 25 เมตร ตัดผ่านใจกลางแผ่นดิน จะตัดผ่านชั้นหินอุ้มน้ำ (Aquifers) และระบบน้ำบาดาลของภาคใต้ ทำให้น้ำทะเลที่มีความเค็มสูงซึมแทรกเข้าสู่แหล่งน้ำจืดใต้ดิน รวมถึงแม่น้ำลำคลองสาขาที่เชื่อมต่อ แหล่งน้ำอุปโภคบริโภคและพื้นที่เกษตรกรรมนับล้านไร่จะปนเปื้อนความเค็มจนไม่สามารถใช้เพาะปลูกหรือดำรงชีวิตได้ นำไปสู่ภาวะล่มสลายของชุมชนสองฝั่งคลอง

ส่วนที่ 3: เสียงสะท้อนจาก 4 ทศวรรษแห่งความว่างเปล่า เมื่อ "โครงการเท่าช้าง แต่ข้อมูลเท่ามด"

ความน่าสะพรึงกลัวที่สุดของการผลักดันเมกะโปรเจกต์เหล่านี้ ไม่ใช่แค่มูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่คือ "ความตื้นเขินของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์" ที่ภาครัฐใช้ประกอบการตัดสินใจ

หากพิจารณาจากประสบการณ์เชิงประจักษ์ตลอด 40 ปีของ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงค์นาวาสวัสดิ์ Thon Thamrongnawasawat ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยาทางทะเลระดับประเทศ ที่ได้เฝ้าสังเกตและลงพื้นที่สำรวจวิกฤตโครงการข้ามคาบสมุทรมาถึง 5 ยุค จะพบความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA, Environmental and Health Impact Assessment: EHIA) ของไทย:

วิบากกรรม 5 โครงการข้ามคาบสมุทร:

1. ยุคแลนด์บริดจ์ กระบี่-ขนอม (Southern Seaboard): โครงการแรกเริ่มที่ทิ้งไว้เพียงมรดกตกทอดอย่างถนนเซาท์เทิร์นซีบอร์ด โดยที่ยังไม่ทันได้ลงลึกถึงการประเมินผลกระทบทางทะเลอย่างจริงจัง ทะเลฝั่งกระบี่และนครศรีธรรมราชเกือบต้องเผชิญหน้ากับอุตสาหกรรมหนัก

1. แนวเชื่อมข้ามพังงา (โคกกลอย): จากการลงพื้นที่ของนักวิชาการตามคำร้องขอของสมาคมท่องเที่ยว ได้ค้นพบแนวปะการังนอกชายฝั่งซึ่งเป็นเขตสำรวจพบใหม่ และพบ "ปลานกแก้วชนิดใหม่ของไทย" ที่หายากยิ่ง สะท้อนให้เห็นว่าทะเลบริเวณนั้นมีความอุดมสมบูรณ์เกินกว่าจะสร้างท่าเรือน้ำลึก โครงการจึงค่อยๆ เงียบหายไป

1. ท่าเรือน้ำลึกปากบารา (สตูล): โครงการที่สร้างแรงกระเพื่อมและความขัดแย้งมหาศาล ทีมวิจัยคณะประมงต้องระดมทุนส่วนตัวลงพื้นที่สำรวจล่วงหน้า จนนำไปสู่การค้นพบ "ปูทหารชนิดใหม่ของโลก"

ข่าวการค้นพบนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าทะเลไทยยังมีความหลากหลายทางชีวภาพซ่อนอยู่อีกมาก ที่การทำ EIA ของโครงการมัก "มองไม่เห็น" หรือ "จงใจมองข้าม"

1. โครงการคลองไทย (แนว 9A ตัดผ่านตรัง): ทีมนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลได้ปูพรมสำรวจทั้งจังหวัดตรัง และค้นพบแนวปะการังน้ำตื้นแห่งใหม่หลายจุด ทั้งบริเวณเกาะไหงและเกาะลันตา ซึ่งล้วนเป็นข้อมูลใหม่ที่ไม่เคยปรากฏในรายงานของภาครัฐ การขุดคลองย่อมทำลายพื้นที่อนุบาลสัตว์น้ำและแนวปะการังเหล่านี้โดยตรง

1. แลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร (โครงการปัจจุบัน): ตำแหน่งที่ตั้งท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามัน (ระนอง) อยู่ประชิดกับ "สถานีวิจัยอันดามัน" และเส้นทางเดินเรือต้องพาดผ่าน "หมู่เกาะกำ" ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีแนวปะการังที่สมบูรณ์และเปราะบางที่สุดแห่งหนึ่ง การสร้างร่องน้ำและท่าเรือที่นี่หมายถึงการนำพามหาวิบัติมาสู่หน้าประตูของธรรมชาติ

ข้อสรุปเชิงวิจารณ์: "โครงการเท่าช้าง แต่ข้อมูลเท่ามด" คือวาทกรรมที่อธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ดีที่สุด

ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่เคยมีโครงการใดเลยที่มีการลงทุนสำรวจทางทะเลอย่างจริงจัง ครอบคลุม และเที่ยงตรง สมกับมูลค่าการลงทุนระดับล้านล้านบาท นักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการไม่ได้เป็นผู้ขัดขวางการพัฒนา (Anti-development) แต่การพยายามผลักดันโครงการที่สามารถทำลายทะเลอย่างถาวร โดยอาศัยชุดข้อมูลที่ผิวเผิน เร่งรีบ และรายงาน EHIA ที่ยังเต็มไปด้วยข้อกังขา #ถือเป็นการทรยศต่อฐานทรัพยากรของชาติและอนาคตของลูกหลาน

รัฐต้องหยุดทำงานบนฐานของ "ความเชื่อ" และลงทุนลงแรงทำฐานข้อมูล (Baseline Data) ให้สมบูรณ์ที่สุดเพื่อใช้ในการตัดสินใจอย่างมีสติ

ส่วนที่ 4: ความพังทลายทางเศรษฐกิจและสังคม (Socioeconomic Devastation)

เมื่อรากฐานทางนิเวศวิทยาพังทลาย ผลกระทบย่อมสะท้อนกลับมาสู่เศรษฐกิจฐานรากและวิถีชีวิตของผู้คนอย่างรุนแรง มูลค่าความสูญเสียเหล่านี้มักถูก "ประเมินต่ำกว่าจริง" (Underestimated) ในรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Studies) ที่มองเห็นแต่ตัวเลขผลตอบแทนจากการขนส่ง

4.1 จุดจบของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวระดับโลก (The End of World-Class Tourism)

โครงสร้างเศรษฐกิจของภาคใต้และของประเทศไทย พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวทางทะเลปีละหลายแสนล้านบาท หากชายหาดถูกกัดเซาะหายไป แนวปะการังเสื่อมโทรม น้ำทะเลขุ่นมัวตลอดปีจากการขุดลอกและการสัญจรของเรือน้ำมันและเรือสินค้า จุดขายของการเป็นสวรรค์เขตร้อน (Tropical Paradise) จะมลายหายไป ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร บริการดำน้ำ และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง จะเผชิญภาวะล้มละลาย นำไปสู่การเลิกจ้างงานมหาศาล

4.2 หายนะของความมั่นคงทางอาหารและอุตสาหกรรมประมง (Collapse of Food Security)

ป่าชายเลน หญ้าทะเล และแนวปะการัง คือ "แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ" (Nursery Grounds) ที่สำคัญที่สุดของภูมิภาค เมื่อระบบนิเวศหน้าดินถูกทำลายจากการตีตะกอน

ปริมาณสัตว์น้ำตามธรรมชาติจะลดลงอย่างฮวบฮาบ กระทบโดยตรงต่อชาวประมงพื้นบ้านหลายหมื่นครัวเรือน ไปจนถึงอุตสาหกรรมประมงพาณิชย์และโรงงานแปรรูปอาหารทะเล ห่วงโซ่อุปทานอาหารของประเทศจะได้รับความเสียหายอย่างหนัก

4.3 การสูญเสียที่ดินทำกินและการถูกแช่แข็งทางสังคม (Displacement and Social Division)

การเวนคืนที่ดินเพื่อขุดคลองขนาดกว้างกว่า 1 กิโลเมตรยาวนับร้อยกิโลเมตร รวมถึงพื้นที่ทิ้งดิน (Spoil Grounds) และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จะทำให้ประชาชนนับหมื่นครัวเรือนต้องถูกบังคับย้ายถิ่นฐาน (Forced Displacement) สูญเสียที่ดินทำกินและรากเหง้าทางวัฒนธรรม
นอกจากนี้

การมี "รอยแยกขนาดยักษ์" ผ่ากลางประเทศ จะสร้างอุปสรรคในการเดินทางไปมาหาสู่กัน การสร้างสะพานข้ามคลองเพื่อให้เรือ ULCV ลอดผ่านได้ ต้องมีความสูงสุทธิถึง 70-80 เมตรเหนือระดับน้ำ ซึ่งต้องใช้โครงสร้างทางลาดเชื่อมต่อที่ยาวและมีราคาแพงมหาศาล

รัฐจะสร้างสะพานข้ามได้เพียงไม่กี่แห่ง ทำให้แผ่นดินภาคใต้ตอนล่างถูก "ตัดขาด" ออกจากตอนบนโดยพฤตินัย สร้างความเหลื่อมล้ำและปัญหาทางสังคมที่ซับซ้อนตามมา

ส่วนที่ 5: ภาพลวงตาทางภูมิรัฐศาสตร์และหลุมพรางทางยุทธศาสตร์โลก (Geopolitical and Supply Chain Illusion)

หากพิจารณาผ่านแว่นตาของเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ (International Political Economy) และภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) โครงการคลองไทยไม่ได้ตอบโจทย์การเป็นศูนย์กลางการค้า แต่กลับเป็น "จุดอ่อนทางยุทธศาสตร์" ที่พร้อมจะลากประเทศไทยเข้าสู่หลุมพรางของมหาอำนาจ

5.1 หนี้สินสาธารณะและกับดักการลงทุน (The Debt Trap and White Elephant Project)

ด้วยความซับซ้อนทางวิศวกรรม งบประมาณการสร้างคลองไทยอาจบานปลายไปถึง 2.5 - 3 ล้านล้านบาท ยังไม่รวมค่าดอกเบี้ยและค่าบำรุงรักษาระบบประตูน้ำและเขื่อนกันคลื่นในแต่ละปีที่มหาศาล (อาจสูงกว่านี้และบานปลาย หากควบคุมโดยภาครัฐที่คอรัปชั่นอย่างเป็นระบบในทุกระดับ)

เพื่อให้คุ้มทุน คลองไทยจะต้องเก็บ "ค่าผ่านคลอง" (Toll Fee) ในอัตราที่สูงมาก

แต่หากตั้งราคาแพงเกินไป สายการเดินเรือระดับโลกก็จะเลือกเดินเรือผ่าน ช่องแคบมะละกา (Malacca Strait) ตามเดิม เนื่องจากเป็นเส้นทางธรรมชาติที่ใช้ฟรีและมีศูนย์กลางลอจิสติกส์อย่างสิงคโปร์รองรับอยู่แล้ว
ความเสี่ยงที่คลองไทยจะกลายเป็น "Mega White Elephant" (โครงสร้างพื้นฐานขนาดยักษ์ที่ไร้ประโยชน์และขาดทุนย่อยยับ) จึงมีสูงมาก นำประเทศไปสู่สภาวะล้มละลายและติดกับดักหนี้ต่างประเทศ

5.2 การทำลายความเป็นแกนกลางของอาเซียน (Disrupting ASEAN Centrality)

การวางตำแหน่งคลองไทยเพื่อแข่งขันแบบ "Zero-sum Game" หรือหมายมั่นจะ "ฆ่า" ท่าเรือของสิงคโปร์และมาเลเซีย เป็นแนวคิดที่ขัดต่อหลักการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน การกระทำเช่นนี้จะสร้างความบาดหมาง แข่งขันกันหั่นราคา และทำลายความร่วมมือระดับภูมิภาค

ยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องสำหรับประเทศไทย คือการพัฒนาให้ภาคใต้เป็น "ประตูเชื่อมต่อพื้นที่ตอนใน" (Gateway of the Mainland) โดยใช้ระบบราง (Railways) และศูนย์กระจายสินค้าเชื่อมโยง ลาว กัมพูชา เมียนมา และภาคใต้ของจีน ออกสู่สองมหาสมุทร ซึ่งเป็นการเชื่อมโยง (Complement) ห่วงโซ่อุปทาน มากกว่าการแย่งชิงปริมาณเรือผ่านแดน (อ่านเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1DbWGCDYCB/ )

5.3 ศูนย์กลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการสูญเสียอธิปไตย (The Epicenter of Geopolitical Conflict & Erosion of Sovereignty)

นี่คือวิกฤตขั้นสูงสุดและอันตรายที่สุด หากคลองไทยถูกขุดขึ้นสำเร็จ โครงสร้างนี้จะยกระดับสถานะของแหลมมลายูให้กลายเป็น "จุดยุทธศาสตร์คอขวด" (Strategic Maritime Choke Point) แห่งใหม่ของโลกทันที แทนที่สิ่งนี้จะนำมาซึ่งอำนาจต่อรอง กลับจะนำพาประเทศไทยไปยืนอยู่เป็นเป้านิ่งใจกลางสมรภูมิสงครามเย็นยุคใหม่ (New Cold War)

ความขัดแย้งของมหาอำนาจ: สหรัฐอเมริกาภายใต้ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Strategy) และจีนภายใต้แนวคิดริเริ่มแถบและเส้นทาง (BRI) รวมถึงการแก้ปัญหา Malacca Dilemma ย่อมเล็งเห็นถึงความจำเป็นขั้นเด็ดขาดในการขอเข้ามาตั้งฐานทัพ จุดส่งกำลังบำรุง หรือจุดสดับตรับฟังทางทหาร เพื่อควบคุมเส้นทางยุทธศาสตร์นี้
สภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก (Strategic Dilemma):

• หากไทย "ไม่อนุญาต": ไทยย่อมเผชิญกับความกดดันทางการทูต การถูกแทรกแซงทางการเมืองภายใน หรือแม้แต่มาตรการคว่ำบาตรกีดกันทางเศรษฐกิจจากมหาอำนาจที่ไม่พอใจ

• หากไทย "อนุญาต": ประเทศไทยจะก่อให้เกิดวิกฤตความมั่นคงขั้นวิกฤตกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะ มาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งไม่มีทางยอมรับการมีอยู่ของกองเรือรบและฐานทัพของมหาอำนาจที่เข้ามาประชิดน่านน้ำและจ่อคอหอยประเทศของตน การกระทำเช่นนี้จะทำลายเสถียรภาพและระเบียบของอาเซียนจนย่อยยับ

การสูญเสียเอกราช: เมื่อคลองไทยถูกทวีความสำคัญจนเป็นเรื่องระดับโลก ผลกระทบจะลุกลามเมื่อชาติมหาอำนาจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น หรืออินเดีย (ซึ่งมีกองบัญชาการอันดามัน-นิโคบาร์ดักอยู่ปากทาง) ต่างก็จะอ้างความชอบธรรมในการส่งกองเรือรบเข้ามาลาดตระเวนเพื่อรักษาสมดุลอำนาจ (Balance of Power)

เมื่อถึงจุดนั้น อำนาจอธิปไตยของไทย (Thai Sovereignty) เหนืออาณาบริเวณคลองจะถูกลิดรอนโดยพฤตินัย ประเทศไทยจะสูญเสียความสามารถในการดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบยืดหยุ่น และตกเป็นรัฐกันชน (Buffer State) ในความขัดแย้งของมหาอำนาจอย่างสมบูรณ์แบบ

บทสรุป: ก้าวข้ามภาพลวงตา คืนสติสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

โครงการขุดคลองไทย หรือเมกะโปรเจกต์ข้ามคาบสมุทรที่ขาดการไตร่ตรองรอบด้าน คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการยึดติดกับภาพฝันในอดีต และความพยายามในการใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมเพื่อฝืนธรรมชาติอย่างรุนแรง สิ่งที่ประเทศไทยจะได้รับจากโครงการนี้ไม่ใช่การเป็นศูนย์กลางการเดินเรือที่มั่งคั่งมหาศาล แต่คือการแลกมาด้วยความพังทลายของระบบนิเวศทางทะเลที่ไม่อาจฟื้นฟูได้ การล่มสลายของเศรษฐกิจฐานรากที่หล่อเลี้ยงคนนับล้าน และการนำพาบ้านเมืองไปเป็นตัวประกันในสงครามภูมิรัฐศาสตร์โลก

ดังที่เสียงสะท้อนจากบุคลากรในวงการวิทยาศาสตร์ทางทะเลได้เตือนสติสังคมไทยมาโดยตลอดว่า "เรายังมีเวลา แทนที่จะดันทุรังหรือเผชิญหน้ากัน

เราสามารถทบทวนสิ่งที่เราทำ ลงทุนทำข้อมูลพื้นฐานและสำรวจให้ดีพอ เพื่อประกอบการตัดสินใจอย่างแท้จริง"

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องก้าวข้ามวาทกรรมและภาพลวงตาทางการเมือง หันมาเคารพข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ และมุ่งเน้นการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การยกระดับโครงข่ายระบบรางคู่ การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจที่เชื่อมต่อกับพื้นที่ตอนใน (Hinterland Connection) และการบริหารจัดการท่าเรืออย่างชาญฉลาด การยอมรับความจริงทางวิศวกรรม รักษาสมดุลทางความมั่นคง และเคารพขีดจำกัดของธรรมชาติ คือหนทางเดียวที่จะช่วยปกป้องแผ่นดินไทยจากมหาวิบัติที่เรากำลังจะสร้างขึ้นมาด้วยมือของเราเอง

อ่านเพิ่มเติมประเด็น Land Bridge และ Navigable Aqueduct ได้ที่

บทวิเคราะห์ ภาพลวงตาบนผิวน้ำ: ทำไมยุทธศาสตร์ "Land Bridge เชื่อมหลังทวีป" จึงน่าสนใจกว่า "สะพานน้ำข้ามคาบสมุทร "https://www.facebook.com/share/p/1E122Amrvk/

บทวิเคราะห์ อย่าสร้าง Land Bridge เพื่อเชื่อมอันดามันสู่อ่าวไทย แต่จงสร้าง Land Bridge เพื่อเชื่อมจีนและอาเซียนภาคพื้นทวีป สู่มหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิก https://www.facebook.com/share/p/19ntCNA5e1/

อ่านเพิ่มเติม บทวิเคราะห์แบบมีเอกสารอ้างอิงทางวิชาการ ได้ที่ หนังสือ “Amidst the Global Sea Power: ไทยในสมรภูมิมหาสมุทรโลก" โดย ปิติ ศรีแสงนาม และ จักรี ไชยพินิจ Matichon Book - สำนักพิมพ์มติชน https://bit.ly/3VHPwb2

..
ฃอบคุณภาพ
Piti Srisangnam

Photos from สมาคมนิสิตเก่าอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย's post 07/05/2026
ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน กรุงเทพฯ ?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่

ถ. พญาไท
กรุงเทพฯ
10330