คอรส์เรียนปันสุข Aj. เบลินด้า

คอรส์เรียนปันสุข  Aj. เบลินด้า

แชร์

"คอรส์เรียนปันสุข Aj.เบลินด้า"

13/01/2022

# #วันนี้แอดมินจะพาไปดูวิธี Binance Earn คืออะไร
ถ้าคุณเป็นผู้ที่ชอบเทรด Bitcoin หรือคริปโตเคอร์เรนซี่ โดยเฉพาะสาย Holder ที่ต้องการสร้างรายได้แบบ Passive Income ที่เน้นการเก็บออมแล้วได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าธนาคารโดยให้คริปโตเคอร์เรนซี่ที่เราครอบครองมาสร้างรายได้ให้เราแทนที่จะถือไว้เฉยๆ ด้วยผลิตภัณฑ์ Binance Earn ที่สามารถวางแผนการลงทุน เลือกระดับความเสี่ยง ระยะเวลา และผลตอบแทนได้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงแค่นักเทรดแบบ Holder เท่านั้นที่จะเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์นี้ ถ้าคุณเป็นผู้ที่ชื่นชอบในการบริหารความเสี่ยงของคุณ ผลิตภัณฑ์ Binance Earn ก็อาจจะเป็นหนึ่งทางเลือกหนึ่งของคุณที่น่าสนใจมากกว่าการเทรด Bitcoin หรือคริปโตเคอร์เรนซี่ เพียงอย่างเดียว

Binance Earn แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่คือ 1)Flexible Term 2)Fixed Term 3) High-risk Product

1.Flexible Term (ระยะเวลายืดหยุ่น)

การออมเงินแบบ Flexible เป็นการออมเงินที่มีความยืดหยุ่นในเรื่องของเวลา โดยเราสามารถที่จะถอนเงินออกมาหรือที่เรียกว่า redeem ได้ทุกเมื่อที่เราต้องการ (ยกเว้นช่วงเวลา 06:50AM – 07:10 น. ตามเวลาในประเทศไทยที่จะงดฝากหรือถอน) โดยการคำนวณการจ่ายปันผลจะเกิดขึ้นในวันถัดไปจากวันที่ฝาก (ไม่ใช่ในวันที่ทำการฝาก) ในเวลา 07:00 น. ตามเวลาประเทศไทย

การออมเงินแบบ Flexible Term มีผลิตภัณฑ์ ให้เลือกใช้โดยแบ่งออกเป็น

Flexible Saving

Launchpool

BNB Vault

1.1 Flexible Saving (การออมแบบยืดหยุ่น)

Flexible Saving การออมเงินชนิดนี้เป็นการฝากคริปโตเคอร์เรนซีตามรายการที่ Binance กำหนดในผลิตภัณฑ์ Flexible โดยจะมีความยืดหยุ่นในเรื่องของเวลาในการฝากซึ่งแต่ละผลิตภัณฑ์หรือแต่ละเหรียญที่เปิดให้ฝากได้นั้นให้ผลตอบแทน (APY) ที่แตกต่างกัน โดย Flexible Saving มีลักษณ์คล้ายคลึงกับการฝากเงินเข้าธนาคารแบบออมทรัพย์แล้วได้ดอกเบี้ยมา ดังตัวอย่างด้านล่างจะเห็นได้ว่า APY (Annual Percentage Yield ) จะแตกต่างกันเช่น APY ในการฝาก BUSD เท่ากับ 6% ส่วน BTC จะอยู่ที่ 1.20% ต่อปี

1.2 Launchpool

ผลิตภัณฑ์ Binance launchpool เป็นการที่นำเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีไปผูกหรือ Stake เพื่อที่จะ Farm ได้รับเหรียญใหม่ โดยเหรียญที่จะทำใน Lauchpool จะเป็นเหรียญที่จะทำการ Listing หรือกำลังเปิดให้เทรดได้ใน Binance จำนวนเหรียญที่ได้รับมาจะในแต่ละวันจะเป็นการแบ่งสัดส่วนรายวันจากเหรียญที่คุณได้ไป Stake ไว้โดยจะเปรียบเทียบกับเหรียญใน pool ทั้งหมดที่มีคนไป Stake จำนวนเหรียญที่จะได้รับแต่ละเหรียญจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับรายละเอียดข้อตกลงที่ได้ประกาศลงใน Binance เกี่ยวกับกับเหรียญนั้นๆ การทำ Staking โดยปกติแล้วจะมีระยะเวลาในการทำ Farm 30 วัน และจะปล่อยให้ Farm ก่อน 7 วันที่เหรียญจะทำการลิสต์บน Binance เหรียญที่ได้รับมาสามารถที่จะถอนได้ตลอด อีกทั้งเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีที่ได้ทำการ Stake สามารถที่จะถอนหรือ redeem ได้ทุกเวลาที่ต้องการ



1.3 BNB Vault

ผลิตภัณฑ์ BNB Vault เป็นการรวบรวมเหรียญ BNB เพื่อนำไปเพิ่มสภาพคล่องของตลาดโดยการฝาก BNB ไว้กับ BNB Vault ระบบจะทำการนำเอา BNB ของเราเข้าไปฝากใน Launchpool, ออมเงิน (Saving), Defi Staking และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้เราในเวลาเดียวกันและได้รางวัลตอบแทนเป็นเหรียญอื่นขึ้นอยู่กับช่วงเวลานั่นๆ โดยรางวัลเหล่านั้นจะมาจากการรวบรวมกำไร จากผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยการออมกับ BNB Vault นั้นเราจะได้รางวัลในวันถัดไปนับจากวันที่ออม ข้อดีของ BNB Vault คือเราไม่ต้องนำเอา BNB ไปบริหารจัดการเองในแต่ละผลิตภัณฑ์อีกทั้งเรายังสามารถที่จะถอนออกมาได้ทุกเวลาที่ต้องการ

2. Fixed Term (ล็อคสินทรัพย์เพื่อที่จะได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น)

Fixed Term เป็นการนำคริปโตเคอร์เรนซีที่ได้ทำการ Listing เข้ามาในผลิตภัณฑ์นี้มาทำการล็อคในช่วงเวลาระยะหนึ่งเพื่อที่ได้ผลตอบแทนที่มากกว่าการทำ Flexible Term แต่เมื่อทำการ ถอนหรือ redeem ก่อนเวลาที่กำหนดจะสูญเสียกำไรที่ได้จากการออมไป โดยผลิตภัณฑ์ นี้ได้แยกออกดังนี้

Fixed Saving หรือ Locked Saving

Locked Staking

Activities

ETH 2.0 Staking

2.1 Fixed Saving หรือ Locked Saving

Fixed Saving เป็นการออมคริปโตเคอร์เรนซีที่จะต้องล็อคเหรียญในระยะเวลาหนึ่งตามที่กำหนด โดยผลิตภัณฑ์ประเภทนี้มักจะมีเปิดให้ฝากเป็นระยะเวลา คือ 7 วัน 14 วัน 30 วัน และ 90 วัน ขึ้นอยู่กับแต่ละเหรียญ ซึ่งระยะเวลาที่ต่างกันก็จะได้ ซึ่งเหรียญแต่ละประเภทและระยะเวลาที่ต่างกันจะได้รับกำไรที่ไม่เท่ากัน เราสามารถเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์นี้เหมือนกับการฝากประจำกับธนาคาร

2.2 Locked Staking

การทำ Locked Staking จะเป็นการนำทุนเข้าไปเก็บไว้ในกระเป๋าเพื่อสนับสนุนทางด้านความปลอดภัยและการทำงานของเครื่องข่ายบล็อคเชน (Blockchian Network) ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการทำ proof of stake (POS) ให้กับ network ดังกล่าวในการทำธุรกรรมซี่งคริปโตเคอร์เรนซีที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ นี้จะมีจำนวนใน pool ที่จำกัดขึ้นอยู่กับทาง Binance ว่าเหรียญชนิดใดมีจำนวนเท่าไหร่ใน pool มีผลตอบแทนเท่าไหร่ ซึ่งระยะเวลาเองก็มีผลต่อการให้ผลตอบแทน อีกทั้งเหรียญที่เรานำเข้าไป staking จะถูกการล็อคไว้ตามระยะเวลาที่ผู้ทำธุรกรรมได้เลือกไว้

2.3 Activities

การเข้าออมแบบ Activities เป็นการออมแบบล็อคที่เกิดขึ้นในกรณีพิเศษหรือมีกิจกรรมพิเศษซึ่งมีจำนวนจำกัดและเป็นที่ต้องการสูง ดั้งนั้นการเข้าร่วมกิจกรรมต้องมีความรวดเร็วหลังจากที่เริ่มกิจกรรม โดยแต่ละกิจกรรมจะมีระยะเวลาที่แตกต่างกัน มี ผลตอบแทนที่แตกต่างกัน

2.4 ETH 2.0 Staking

ETH 2.0 เป็นการปรับปรุงระบบเครือข่าย Ethereum ที่ใช้ระยะเวลานาน โดยจะแบ่งออกเป็น 3 เฟสดังนี้

Phase 1 จะเป็นการ Stake เหรียญ ETH

Phase 2 แจกจ่ายเหรียญ BETH

Phase 3 ถอน ETH ออกจาก pool

โดยมีจุดประสงค์เพื่อที่จะทำให้ระบบเครือข่าย ETH มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสามารถที่จะปรับเปรียบขนาดของเครือข่ายได้และยั่งยืนและไม่สูญเสียการรักษาความปลอดภัยและการเป็น Decentralization การที่เราได้เอาเหรียญ Ethereum เข้ามา Staking ใน Binance นั้นทาง Binance จะให้เหรียญ BETH ตอบแทนออกมาที่มีมูลค่า 1:1 กับ ETH เราสามารถที่จะเปลี่ยนเหรียญ BETH กลับเป็น ETH 2.0 เมื่อ Phase 1 เริ่มทำงาน โดยที่จะได้รับจำนวน ETH เท่ากับ จำนวนเหรียญ BETH ที่ครอบครอง โดยการคำนวณ ผลตอบแทนจะขึ้นอยู่กับการคำนวณของ Binance และเครือข่าย Ethereum อีกทั้งยังเกี่ยวกับจำนวน ETH ที่ถูก Stake โดยยิ่งมีคน Stake จำนวนมากผลตอบแทนก็จะน้อยลง

3. High-Risk Product (ผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูง)

ผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูงประกอบไปด้วย

DeFi Staking

Dual Investment

Liquid Swap

ซึ่งแต่ละผลิตภัณฑ์จะมีความเสี่ยงที่แตกต่างกันดังนี้

3.1 DeFi Staking

การทำ DeFi Staking ในปัจจุบันยังมีความยุ่งยากอยู่มากเนื่องจากผู้ใช้ต้องทำการทำ Smart contract ที่อยู่บน Blockchain ในทุกวันนี้ข้อเสียของ DeFi และ Dapp ผู้ใช้งานยังขาดระดับความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญและความซับซ้อนของโปรแกรม Smart contract ดังนั้น Binance จึงได้ทำผลิตภัณฑ์ DeFi Staking ขึ้นมาเพื่อทำให้ทุกขั้นตอนง่ายขึ้น

3.2 Dual Investment

การออมแบบ Dual Investment เป็นการออมคริปโตเคอร์เรนซีและได้รับผลตอบแทนขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ทั้งสอง เมื่อผู้ใช้ได้ออมเหรียญที่ถือไว้แล้วทำการล็อค yield หรือผลตอบแทนแล้ว ผู้ใช้งานจะได้รับกำไรมากขึ้นถ้ามูลค่าของคริปโตเคอร์เรนซีที่ได้ทำการออมไว้เพิ่มขึ้น ผลตอบแทนที่ได้จะขึ้นอยู่กับผลที่ออกมาที่ Stake ไว้ ของวันสิ้นสุดผลิตภัณฑ์ เมื่อคริปโตเคอร์เรนซีที่เราได้ถือไว้เพิ่มกว่าจำนวนของอัตราผลตอบแทนที่ออม ผู้ใช้จะได้ผลตอบแทนคืนที่มากขึ้น แต่ถ้ามูลค่าของคริปโตเคอร์เรนซีมีน้อยกว่าอัตราผลตอบแทนที่ได้ของการออม ผู้ใช้จะได้ผลตอบแทนที่ได้จากการออมแทน

3.3 Liquid Swap

ผลิตภัณฑ์ Liquid Swap เป็น Liquidity Pool ที่ทำมาบนพื้นฐานของ AMM (Automate Market Maker) หรือเรียกง่ายๆ ว่าการนำเอาปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาคำนวณมูลค่าของคริปโตเคอร์เรนซี โดยที่ผู้ใช้จะได้รับผลตอบแทนจาก ส่วนแบ่งของการทำธุรกรรมและดอกเบี้ยจาก Flexible โดยคริปโตเคอร์เรนซี่ในแต่ละ Pool จะประกอบไปด้วยเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี่สองชนิด หรือทรัพย์สินที่เป็น Fiat
โดยในหน้าของ Binance Earn ผู้ใช้งานจะสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดในหน้านี้
Binance Earn
ผลิตภัณฑ์นี้เข้ามาช่วยตอบโจทย์ในการบริหารความเสี่ยงของพอร์ต ทำให้เราสร้างรายได้และรักษาสมดุลไปได้ในเวลาเดียวกันทั้ง Long terms และ Short terms ในเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูงเราสามารถลองพิจารณา Binance Earn และปรับใช้ให้เข้ากับสไตล์ของเรา

09/01/2022

# # # วันนี้แอดมินเรามาทำความรู้จัก DeFi คืออะไร? ทำความรู้จักกับโลกการเงิน ที่ไม่ต้องพึ่งธนาคาร
DeFi หรือ Decentralized Finance คืออะไร
DeFi หรือ Decentralized Finance นั้น เกิดจากการรวมตัวกันของคอมมูนิตี้ Ethereum Developer ในโปรเจกต์ต่าง ๆ เช่น MakerDao Kybernetwork Compound และอื่น ๆ โดยเป็นการพูดถึงแนวคิดของการสร้างระบบการเงินไร้ตัวกลาง ที่สามารถทำในสิ่งที่ระบบการเงินปัจจุบันหรือธนาคารทำอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการ สร้างสินทรัพย์ กู้ยืม ค้ำประกัน โอนสินทรัพย์ รวมไปถึงสิ่งอื่น ๆ ที่ระบบการเงินปัจจุบันทำได้ ซึ่งอาจจะรวมไปถึงตลาดเงิน สินทรัพย์ หรือแม้แต่หุ้นเลยทีเดียว

Bitcoin และ Ethereum รากฐานของ DeFi
DeFi คืออะไร? ทำความรู้จักกับโลกการเงิน ที่ไม่ต้องพึ่งธนาคาร

จริง ๆ แล้ว ถ้าเรามองในแง่การโอนเงิน Bitcoin ก็เป็น DeFi ประเภทหนึ่งที่สามารถสร้างระบบที่สามารถสร้างมูลค่าแก่เหรียญ มอบความปลอดภัย และความสามารถในการโอนสินทรัพย์แบบไร้ตัวกลางได้ แต่ Bitcoin นั้นเป็นเพียง Proof of concept ของ DeFi สำหรับการทำธุรกรรมที่ไม่อาศัยตัวกลางเท่านั้น เพราะว่าในแง่การใช้งานนั้นมันจำกัดมาก เราไม่สามารถเขียนคำสั่งที่ซับซ้อนลงไปใน Bitcoin ได้เลยด้วยซ้ำ

แนวคิดของ Ethereum จึงเกิดขึ้นด้วยแนวคิด Programable Money ด้วย Ethereum นั้นทำให้นักพัฒนาสามารถสร้างคำสั่งที่ซับซ้อนที่เคยมีในระบบการเงินลงไปได้ (หรือมากกว่านั้น) Ethereum กลายเป็นแพลตฟอร์มพื้นฐานที่ก่อให้เกิดแนวคิดของ Smart Contract ที่เป็นสัญญาอัจฉริยะที่จะทำงานอย่างถูกต้อง ก่อให้เกิด Application ที่ทำงานไร้ตัวกลางอย่าง Daap และต่อยอดไปยัง DeFi

โลกแห่งสินทรัพย์ดิจิทัลจุดมุ่งหมายของ DeFi
DeFi คืออะไร? ทำความรู้จักกับโลกการเงิน ที่ไม่ต้องพึ่งธนาคาร

ถ้าเราจะพูดถึง DeFi หนึ่งในสิ่งที่เราจะลืมพูดไม่ได้คือ Digital Asset หรือโลกที่สินทรัพย์ทุกอย่างบนโลกนั้นกลายเป็นดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็น ทองคำ น้ำมัน หุ้น ที่ดิน หรืออาจจะเป็นอะไรก็ตามที่คุณไม่สามารถจินตนาการได้ว่ามันจะกลายเป็นสินทรัพย์ได้ และสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่เป็นสิ่งที่แลกเปลี่ยนได้แต่มันจะทำได้มากกว่านั้น

ในอนาคตเราอาจจะนำที่ดินไปซื้อของได้ เอาสัญญาเช่าไปแลกกับทองคำ เอาทองคำหรือแม้แต่หุ้นมาเป็นหลักประกันในการกู้ และเราอาจจะไม่ได้กู้เป็นตัวเงินเพื่อไปซื้อบ้าน เราอาจจะกู้เป็นตัวบ้าน เป็นสัญญาเช่าหรืออาจจะเป็นสิ่งอื่นๆ

นี่อาจจะเป็นภาพที่ใครหลายคนมองว่ายังไกลตัว แต่นี่เป็นแนวคิดในภาพปลายทางของ Digital Asset และมันยังทำงานแบบไร้ตัวกลางเสียด้วย DeFi เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้แนวคิดนี้เป็นไปได้เพียงแต่มันอาจจะต้องใช้เวลาเท่าไรนั้นไม่มีใครรู้

DeFi Ecosystem
DeFi คืออะไร? ทำความรู้จักกับโลกการเงิน ที่ไม่ต้องพึ่งธนาคาร

DeFi คืออะไร? ทำความรู้จักกับโลกการเงิน ที่ไม่ต้องพึ่งธนาคาร

DeFi คืออะไร? ทำความรู้จักกับโลกการเงิน ที่ไม่ต้องพึ่งธนาคาร

ใน Ecosystem ของ DeFi นั้นจะประกอบด้วยหลายส่วน (เราจะเห็นว่า Bitcoin เองก็เป็นส่วนประกอบหนึ่ง) ซึ่งถ้าเราจะเล่าให้หมดนั้นอาจจะยาวเกินไปเราจะมา Break down Component ที่น่าสนใจกัน

Stablecoin และการสร้างสินทรัพย์แบบไร้ศูนย์กลาง
DeFi คืออะไร? ทำความรู้จักกับโลกการเงิน ที่ไม่ต้องพึ่งธนาคาร

หนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานของ DeFi ที่เป็นตัวจุดประกายกระแสนี้คือ MakerDAO แอปที่คนสามารถเอา ETH มาค้ำ 150% ของมูลค่าเพื่อสร้าง DAI (Stablecoin ที่มูลค่าเทียบเท่ากับ USD) ไปใช้ได้ โดยต้องจ่ายดอกเบี้ยเมื่อเอา DAI มาคืนแลกกับ ETH ที่ค้ำไว้ การมาของ DAI ทำให้เกิดแนวคิดของการสร้าง Virtual Asset ที่รองรับด้วยสินทรัพย์ดิจิทัลอีกที

นั่นหมายความว่า เราอาจจะสร้างสินทรัพย์เสมือนในรูปแบบดิจิทัลได้ DeFi อย่าง Synthetix จึงนำแนวคิดนี้ไปใช้โดยใช้เหรียญ SNX ของมันเองไปค้ำ (750%) เพื่อสร้างสินทรัพย์จำลองที่มีมูลค่าเทียบเท่ากับโลกจริงได้ เช่น ดอลลาร์ ยูโร เยน ทอง เงิน หุ้น และอื่น ๆ

Security Token Framework สะพานแห่งโลกความจริงและโลกเสมือน
DeFi คืออะไร? ทำความรู้จักกับโลกการเงิน ที่ไม่ต้องพึ่งธนาคาร

แม้ว่าเราจะสร้างสินทรัพย์เสมือนได้ แต่แน่นอนว่า ถ้าเราดูมูลค่าของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล มันคงไม่เพียงพอต่อสินทรัพย์ทั้งโลกใบนี้ นั่นทำให้มีคนสร้าง Framework ขึ้นมาเฉพาะสำหรับ Tokenize สินทรัพย์ที่เป็นหลักทรัพย์ เช่น หุ้น พันธบัตร สินทรัพย์พวกนี้ต้องมีหลักเกณฑ์จากหน่วยงานกำกับควบคุม ตัวอย่างเช่น Polymath ที่เป็น Platform สำหรับ การสร้าง Security Token

Oracle ฐานข้อมูลในโลก Decentralized
DeFi คืออะไร? ทำความรู้จักกับโลกการเงิน ที่ไม่ต้องพึ่งธนาคาร

เมื่อเราสร้างสินทรัพย์ขึ้นมาได้แล้วขั้นตอนต่อไปคือ การสั่งให้มันทำงานอย่างอัตโนมัติด้วย Smart Contract ซึ่งจุดนี้เอง Oracle หรือ Platform ที่เป็นตัวเชื่อมข้อมูลบนโลกจริงกับโลกดิจิทัล Oracle นั้นเป็นเหมือนฐานข้องมูลในโลก Decentralized ที่จะรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น Price Feed ของ Cryptocurrency, หุ้น, ที่ดิน เพราะหาก Defi หรือ Dapp ใดที่แม้จะเขียน Smart Contract อย่างถูกต้องแต่ข้อมูลที่เลือกใช้นั้นเป็นข้อมูลที่ผิดก็อาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย ๆ ตัวอย่าง Oracle เช่น Band Protocol , Chainlink

Decentralized Exchange ตลาดแลกเปลี่ยนไร้ตัวกลาง
DeFi คืออะไร? ทำความรู้จักกับโลกการเงิน ที่ไม่ต้องพึ่งธนาคาร

ตลาดแบบไร้ตัวกลางที่ใช้แลกเปลี่ยนเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญ เพราะมันคือ Protocol หรือตลาดที่จะสามารถแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ทุกสิ่งทุกอย่างแบบไร้ตัวกลาง มันมีชื่อว่า Decentralized Exchange หรือ DEX ปกติแล้วเราใช้ Exchange ทั่วไป ระบบเหล่านั้นจะทำงานอยู่บน Server Client ที่มีผู้ดูแลเป็นตัวกลางตัวหนึ่ง

แต่กลับกันแนวคิดของ Decentralized Exchange นั้นมันจะทำงานอยู่บน Blockchain การแลกเปลี่ยนจะเกิดขึ้นบน Blockchain จริง ๆ ทำให้ในแง่ความปลอดภัย Decentralized Exchange นั้นความปลอดภัยต่อการใช้งานอย่างมาก เพราะผู้ใช้งานต้องเป็นคนคุม Private key ด้วยตัวเอง ตัวอย่าง Dex เช่น Uniswap, Kyber, Kulap

DeFi Lending borrowing การปล่อยกู้และกู้ยืมด้วย DeFi
DeFi คืออะไร? ทำความรู้จักกับโลกการเงิน ที่ไม่ต้องพึ่งธนาคาร

เมื่อมีสินทรัพย์มีตลาดต่อไปคือ การทำในสิ่งที่ซับซ้อนขึ้น นั้นคือการปล่อยกู้และกู้ยืมนั่นเอง ในปัจจุบันมี Platform ที่เราสามารถกู้สินทรัพย์ได้ เพียงแต่ว่าเราต้องสินทรัพย์มาค้ำประกันเช่นกันและมักจะเป็นการค้ำประกันที่มากกว่าสินทรัพย์ที่กู้ยืม เช่น หากเราจะกู้ Eth มูลค่า $75 เราจะต้องมีเงินค้ำประกันราวๆ $100 ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบสินทรัพย์อื่น ๆ ซึ่งผู้กู้ต้องเสียดอกเบี้ยและผู้ปล่อยกู้ก็สามารถได้ดอกเบี้ยที่ผู้กู้จ่าย ระบบนี้คล้ายกับโรงรับจำนำที่สามารถเปลี่ยนสินทรัพย์หนึ่งเป็นอีกแบบหนึ่งได้ ตัวอย่าง Platform ประเภทนี้ เช่น Compound

Liquidity pool การเพิ่มสภาพคล่องแก่ตลาด
DeFi คืออะไร? ทำความรู้จักกับโลกการเงิน ที่ไม่ต้องพึ่งธนาคาร

ปัญหาที่มีมาตลอดในโลก DeFi คือการขาดสภาพคล่อง เมื่อเทียบกันแล้วปริมาณการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลส่วนใหญ่ยังอยู่กับตัวกลาง จึงเกิดแนวคิดของ Liquidity Pool ที่สามารถทำ Liquidity Mining ได้ โดยหลักการคือการที่ผู้ใช้งานสามารถฝากสินทรัพย์เข้าไปใน Pool และรับค่าธรรมเนียมเมื่อ Pool นั้นถูกใช้งานโดยตรง เป็นการเพิ่มแรงจูงใจให้คนทั่วไปเพิ่มสภาพคล่องแก่ตลาดในโลก DeFi ได้ ตัวอย่าง Liquidity Pool เช่น Balancer, Uniswap

ความเสี่ยงของ DeFi
DeFi คืออะไร? ทำความรู้จักกับโลกการเงิน ที่ไม่ต้องพึ่งธนาคาร

ในโลกของ DeFi เราจะสามารถขจัดความเสี่ยงของคนกลางในกรณีที่มีผู้สร้างนั้นต้องการจะยักยอกเงินได้ แต่แม้โปรแกรมจะทำงานอย่างถูกต้องผ่าน Smart Contract แต่ไม่ได้แปลว่าถ้าโปรแกรมตอนแรกเขียนมามีช่องโหว่มันก็ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่เกิดขึ้น มีกรณีมากมายที่ Smart Contract นั้นมีช่องโหว่ต่าง ๆ ที่ถูกโจมตีบนโลกของ DeFi

ช่วง Black Friday ในเดือนมีนาคมปี 2020 ที่ผ่านมาได้เกิดการ Crash ของตลาด Crypto ครั้งใหญ่ ส่งผลทำให้ราคา Crypto มากมายปรับตัวลดลง ทำให้เกิดหนี้เสียใน MakerDao สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Ethereum ที่ค้ำประกันนั้นเกิดการ Liquidate โดยปกติอัตราส่วนของ Ethereum จะมากกว่าเหรียญ Dai ที่กู้เพื่อป้องกันการ Liquidate แต่เมื่อราคา Ethereum ลดลงอย่างรวดเร็วทำให้เกิดการ Liquidate และนำ Ethereum นั้นไปประมูลขาย ปรากฎว่ามีช่องว่างให้คนสามารถประมูล Ethereum จำนวนหนึ่งไปที่ราคา 0 ได้ผลก็คือเกิดหนี้เสียราว 28 ล้านดอลลาร์ขึ้นมาในระบบ โดยเครือข่ายของ MakerDao แก้ไขปัญหานี้ด้วยการเสกเหรียญ MKR ขึ้นมาแล้วขายในจำนวนเทียบเท่ากับหนี้เสีย ซึ่งวิธีนี้คล้ายกับการที่เมื่อรัฐบาลก่อหนี้ก็สร้างพันธบัตรมารองรับหนี้หรือปล่อยให้มันกลายเป็นหนี้สาธารณะ ซึ่งไม่ได้มีแค่ MakerDao เท่านั้น Balancer หรือ Dydx ก็เคยเกิดความเสียหาย

การเติบโตของและอนาคตของ DeFi
DeFi คืออะไร? ทำความรู้จักกับโลกการเงิน ที่ไม่ต้องพึ่งธนาคาร

DeFi คืออะไร? ทำความรู้จักกับโลกการเงิน ที่ไม่ต้องพึ่งธนาคาร

ปัจจุบันมีมูลค่าสินทรัพย์ที่อยู่ในแพลตฟอร์ม DeFi หรือที่เรียกว่า Total Locked Value (TVL) มีมูลค่ามากถึง 99.57 พันล้านดอลลาร์แล้ว จุดเริ่มต้นที่ทำให้ DeFi เกิดเป็นกระแสคือแพลตฟอร์ม Compound ที่มีการให้ reward ในรูปแบบ governance token ของตัวเอง ทำให้มีหลายแพลตฟอร์มเริ่มนำโมเดลนี้ไปใช้ เช่น Sushiswap และประสบความสำเร็จจนทำให้มีผู้ใช้งานถล่มทลาย และกลายเป็นการจุดกระแสของ DeFi ขึ้นมา ปัจจุบันมีแพลตฟอร์ม ที่ประสบความสำเร็จมากมาย ไม่ว่าจะเป็น แพลตฟอร์มการให้กู้ยืมเงินอย่าง AAVE ที่มี TVL สูงเกือบหมื่นล้านดอลลาร์ หรือแพลตฟอร์มที่ให้บริการ stablecoin swaps อย่าง curve ที่เติบโตตามปริมาณการใช้ stablecoin ที่มากขึ้น

ถ้าเราสังเกตดี ๆ ทั้งการสร้าง Asset, การปล่อยกู้, การค้ำประกัน ทั้งหมดนี้เป็นฟังก์ชันที่ถูกผูกขาดโดยธนาคารและสถาบันการเงินที่ต้องมีการขอใบอนุญาต รวมไปถึงค่าธรรมเนียม แต่มันสามารถเกิดขึ้นได้แล้วใน DeFi ถ้าเราดูในแง่ของคอนเซ็ปต์ทางเทคโนโลยี ก็เป็นไปได้ว่ามันอาจจะกลายเป็นธนาคารหรือระบบการเงินในอนาคตที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้

09/01/2022

# # # วันนี้แอดมินเราไปรู้จักคำว่า NFT
NFT คืออะไร เหมือนกับการเล่นคริปโตหรือไม่ แล้วทำไม NFT หรือ Crypto Art ถึงสามารถทำเงินได้เป็นหลักแสน หลักล้าน ลองมาทำความเข้าใจกันหน่อย
ในโลกสินทรัพย์ดิจิทัล นอกจากคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) หรือเหรียญดิจิทัลอย่าง Bitcoin, Ethereum, Dogecoin ฯลฯ จะมาแรงสุด ๆ แล้ว อีกหนึ่งสินทรัพย์ที่กำลังเป็นกระแสไม่แพ้กันก็คือ NFT ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในกลุ่มศิลปินและนักสะสม ไม่ว่าจะเป็นวงการศิลปะ เกม แฟชั่น ฯลฯ ต่างโดดเข้ามาร่วมวง NFT จนมีเม็ดเงินหมุนเวียนอย่างมหาศาล ดังนั้นถ้าใครไม่อยากตกเทรนด์ ต้องรู้จัก NFT กันหน่อยแล้ว
NFT คืออะไร
NFT
NFT ย่อมาจาก Non-Fungible Token เป็นชื่อเรียกของ Cryptocurrency ประเภทหนึ่ง เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก ไม่สามารถทำซ้ำหรือคัดลอกได้ ต่อให้มีการก๊อบปี้ไป แต่ต้นฉบับของจริงจะมีอยู่เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ส่วนโทเคน NFT ก็เป็นเหมือนโฉนด เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ชิ้นนี้

ด้วยคุณสมบัติเช่นนี้ NFT จึงอยู่ในรูปแบบของสินทรัพย์ที่มีความเฉพาะตัวสูง เช่น ผลงานศิลปะ หรือที่เรียกว่า Crypto Art ภาพถ่าย ภาพ Meme เพลง วิดีโอ ของสะสม การ์ดเกม กีฬา การ์ตูน รวมทั้งงานแฟชั่นด้วย พูดง่าย ๆ ว่าอะไรก็ตามที่เป็นเอกลักษณ์ชิ้นเดียวในโลกก็สามารถนำมาแปลงให้อยู่ในรูปแบบ NFT ได้ทั้งสิ้น

NFT กับ Cryptocurrency ทั่วไป ต่างกันตรงไหน
ทั้ง NFT กับ Cryptocurrency ล้วนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ทำงานอยู่บนบล็อกเชน (Blockchain) ทั้งคู่ แต่ก็มีจุดที่แตกต่างกันอยู่ คือ
1. NFT แต่ละเหรียญมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทดแทนกันไม่ได้
NFT เป็นสินทรัพย์ที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่สามารถนำ NFT หรือโทเคนอื่นมาทดแทนได้ ต่างจากเงินจริง ๆ หรือ Cryptocurrency ที่เป็น Fungible Token คือ ทุกเหรียญในสกุลเงินนั้นไม่มีความแตกต่างกัน สามารถใช้ซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยนแทนกันได้หมด

ยกตัวอย่างเช่น เพื่อนขอยืมเงิน 100 บาท เราให้แบงก์ร้อยไป เมื่อเพื่อนนำเงินมาคืน ก็ไม่จำเป็นต้องเอาแบงก์ร้อยใบเดิมมาคืนก็ได้ จะนำเหรียญห้า เหรียญสิบ แบงก์ยี่สิบ แบงก์ห้าสิบ หรือแบงก์ร้อยใบอื่นมาคืนก็ไม่มีใครว่า เพราะมีมูลค่าเท่ากัน สามารถใช้ทดแทนกันได้

ส่วน NFT ก็เหมือนกับงานศิลปะ ถ้าเราตั้งใจจะซื้อภาพนี้ ก็ต้องได้โทเคนของภาพนี้เท่านั้น จะเอาโทเคนอื่นมาให้แทนไม่ได้ เนื่องจากเป็นคนละภาพกัน

2. NFT ใช้แลกเปลี่ยนซื้อ-ขายสินค้าไม่ได้
เราสามารถนำ Cryptocurrency ไปใช้เป็นตัวกลางในการทำธุรกรรม หรือนำไปซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยนสินค้า ใช้แทนเงินสดได้ในร้านค้าหรือบริการที่รับชำระด้วยเหรียญดิจิทัล เช่น นำอีเธอเรียม (Ethereum) ไปจ่ายค่าอาหาร, ใช้บิตคอยน์ซื้อรถยนต์ เป็นต้น

แต่สำหรับ NFT จะไม่สามารถนำไปใช้ซื้อ-ขายสินค้าอื่นได้เลย นอกจากจะนำตัว NFT ออกมาขายเอง

3. ต้องซื้อ-ขาย NFT แบบเต็มหน่วยเท่านั้น
ปกติเวลาซื้อเหรียญดิจิทัลที่เป็นคริปโทเคอร์เรนซี สามารถซื้อเป็นหน่วยย่อยแค่ 0.000001 หน่วย ตามเงินลงทุนที่เรามีก็ทำได้ ขณะที่ NFT ต้องซื้อมูลค่าเต็ม 1 หน่วยเท่านั้น จะซื้อเป็นหน่วยย่อยไม่ได้ คนขายก็ต้องขายทั้งรูป คนซื้อก็ต้องซื้อทั้งรูป เพราะผู้ที่ถือครองต้องเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว
NFT มีจุดเด่นตรงไหน ทำเงินได้อย่างไร
NFT
หากเราสร้างผลงานขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ คลิปวิดีโอ ของสะสม เสื้อผ้า แสตมป์ การ์ดเกม ฯลฯ ที่ถือเป็นของชิ้นเดียวในโลก เป็นลิขสิทธิ์ของเราเอง ก็สามารถแปลงผลงานเหล่านั้นให้อยู่บนออนไลน์ในรูปแบบโทเคน NFT จากนั้นนำ NFT ไปขายต่อและโอนกรรมสิทธิ์โดยไม่ต้องมีคนกลาง เพราะทำผ่านระบบบล็อกเชนที่มีความปลอดภัยสูง ทุกธุรกรรมสามารถตรวจสอบได้ และแทบจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลไม่ได้เลย และแม้ว่าผลงานจะถูกขายต่อ เปลี่ยนมือไปเรื่อย ๆ แต่ก็ยังตรวจสอบย้อนหลังได้ว่ามีใครเคยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในผลงานชิ้นนี้มาแล้วบ้าง

นอกจากนี้เรายังสามารถนำ NFT ออกประมูลได้ด้วย ซึ่งถ้าเป็นแรร์ไอเทมก็จะดึงดูดให้คนอยากได้และต้องสู้ราคากัน เป็นการเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัลอีกหลายเท่า ใครชนะการประมูลก็จะได้รับโทเคนในการยืนยันความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ชิ้นนั้น

ด้วยเหตุนี้ คนที่ซื้อ-ขายงาน NFT จึงไม่ได้มีแค่ศิลปินหรือนักสะสม แต่ยังมีนักลงทุนหลายคนที่ตั้งใจเข้ามาซื้อเก็งกำไร แล้วนำไปขายต่อให้ผู้ที่สนใจได้ในราคาสูงขึ้น เนื่องจากงาน NFT หลายชิ้น เป็นคอลเล็กชั่นพิเศษ หรือของหายากที่มีคุณค่าและมูลค่าสูงในกลุ่มนักสะสม

09/01/2022

# # วันนี้แอดมินพาไปทำความรู้จก 5 อันดับเหรียญ DeFi ที่น่าจับตามองในปี 2022
ภาคการเงินแบบกระจายอำนาจ (DeFi) ของตลาดคริปโตเคอเรนซีมีมูลค่ามากกว่า 1.68 แสนล้านดอลลาร์ โดยมีสินทรัพย์ที่ซื้อขายมากกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา บทความนี้คริปโตสยามจะพาผู้อ่านไปดูเหรียญ DeFi 5 อันดับแรกที่น่าจับตามองในปี 2022 โดยเรียงตามมูลค่าตามราคาสินทรัพน์จากต่ำสุดไปสูงสุด

อันดับ 5 PancakeSwap (CAKE) – 3.9 พันล้านดอลลาห์
Cake
หนึ่งในเหรียญโปรดสำหรับนักเทรดหลายๆ คนคือ PancakeSwap ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนแบบกระจายอำนาจอันดับหนึ่งบน Binance Smart Chain (BSC) ซึ่งเป็นคู่แข่งกับ Uniswap ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนแบบกระจายอำนาจบนเครือข่าย Ethereum

การที่ CAKE อยู่บน Binance Smart Chain ทำให้ PancakeSwap มีข้อได้เปรียบสำคัญเหนือ Uniswap คือ ค่าธรรมเนียมที่ต่ำมาก

ในฐานะที่เป็นแพลตฟอร์ม DeFi PancakeSwap ยังให้ผู้ใช้ได้รับ reward จาก Yield Farming คุณสามารถเสริมสภาพคล่องให้กับ PancakeSwap และรับรางวัลเป็นโทเค็นได้ ซึ่งนักเทรดสามารถแปลงเป็นสกุลเงินดิจิทัลใดก็ได้ที่เลือก

ในฐานะแฟลตฟอร์มแลกเปลี่ยนแบบกระจายอำนาจชั้นนำบน BSC PancakeSwap มีแนวโน้มระยะยาวที่ดีในปี 2022 เนื่องจากตลาดคริปโตจะกลายเป็นกระแสหลักมากขึ้น แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยน PancakeSwap จะได้เห็นผู้ใช้งาน และปริมาณการทำธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การประเมินมูลค่าโดยรวมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

อันดับ 4 Fantom (FTM) – 5.51 พันล้านดอลลาห์
Fantom
Fantom เป็นโทเค็นแบบ proof-of-stake ที่นำเสนอ DeFi stack ที่สร้างขึ้นโดยใช้แพลตฟอร์มสัญญาอัจฉริยะ (smart contract) แบบ Directed Acyclic Graph (DAG) ซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถซื้อ ขาย ให้กู้ และยืมสินทรัพย์สังเคราะห์ (synthetic assets) บนแพลตฟอร์มได้

Fantom มีแอพที่ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งผู้ใช้สามารถใช้เพื่อสร้างรายได้ด้วยสกุลเงินดิจิตอลที่มีอยู่ โดยมีหลายวิธีในการหารายได้ รวมถึงการ staking โทเค็น Fantom ที่มีอยู่ ปล่อยกู้ และยืมสินทรัพย์โดยใช้โทเค็นของคุณเป็นหลักประกัน และอีกมากมาย

Fantom เป็นแพลตฟอร์ม DeFi ที่กระจายอำนาจอย่างสมบูรณ์ ซึ่งมีประโยชน์มากมายในแง่ของเทคโนโลยี ผู้ใช้ไม่ต้องละทิ้งการควบคุมเงินทุน ซึ่งเป็นวิธีใหม่ในการซื้อขายแบบกระจายอำนาจ

เนื่องจากพื้นที่ DeFi ยังคงเติบโตต่อไป Fantom จึงเป็นอีกหนึ่งในโปรเจ็คที่แข็งแกร่งที่สุดในพื้นที่ โดยเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิก DeFi ที่มีการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง ในฐานะที่เป็นโปรเจ็ค DeFi ที่ใหญ่เป็นอันดับ 6 ตามมูลค่าตลาด Fantom จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับปี 2022

อันดับ 3 Uniswap (UNI) – 1.35 หมื่นล้านดอลลาห์
Uniswap E1637141949600
เหรียญโปรดของเหล่านักเทรดอีกเหรียญคือ Uniswap ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนอันดับต้น ๆ บนเครือข่าย Ethereum โดย Uniswap ถือว่าเป็นราชาแห่งการแลกเปลี่ยนแบบกระจายอำนาจ และแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยน DeFi ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตลาด

ผู้ใช้ยังสามารถสร้างรายได้จาก Uniswap โดยการเป็นผู้ให้บริการสภาพคล่อง กระบวนการนี้ง่ายดายมากและช่วยให้นักเทรดสามารถรับ reward จาก Yield Farming ด้วยโทเค็นที่มีอยู่ได้

Uniswap และ PancakeSwap มีความคล้ายคลึงกันมาก ความแตกต่างที่สำคัญคือ Uniswap มีโทเค็นที่หลากหลาย เนื่องจากโทเค็นส่วนใหญ่เป็น ERC-20 ไม่ใช่ BEP-20 ซึ่งโทเค็นเหล่านี้ลิสต์อยู่ใน Uniswap นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ Uniswap มีการประเมินมูลค่าตลาดที่สูงกว่า

แต่หากเราดูตัวเลขต่าง ๆ เช่น ปริมาณการซื้อขาย Uniswap มีมูลค่าอยู่ที่ 255 ล้านดอลลาร์ เทียบกับ PancakeSwap ที่มีปริมาณการซื้อขาย 431 ล้านดอลลาร์ของ ปริมาณการซื้อขายที่สูงกว่าของ PancakeSwap นั้นสมเหตุสมผล เนื่องจาก Binance Smart Chain มีค่าธรรมเนียมน้อยกว่ามาก

โดยรวมแล้ว Uniswap มีมุมมองในระยะยาวที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีผู้ใช้จำนวนมากขึ้นที่เข้าใจวิธีใช้ MetaMask และแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนแบบกระจายอำนาจ

อันดับ 2 TERRA (LUNA) – 1.84 หมื่นล้านดอลลาห์
Terra
ในฐานะที่เป็นโครงการ DeFi ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองตามมูลค่าตลาด TERRA ถือเป็นหนึ่งในราชาแห่ง DeFi ซึ่ง TERRA เป็นโปรโตคอลบล็อกเชนที่มีเซ็ตเหรียญ stablecoins ที่ส่งเสริมระบบนิเวศโดยนำเทคโนโลยี DeFi มาสู่มวลชน

วิธีการทำงานของ TERRA คือการออกเซ็ต stablecoin ที่ติดตามราคาของสกุลเงินปกติ (fiat currency) LUNA เป็นโทเค็นสำหรับ staking และการกำกับดูแลของ TERRA

กลไกนี้ทำให้ผู้ใช้สามารถเก็งกำไรในราคา LUNA ได้ ในขณะที่เพลิดเพลินกัประโยชน์ของการได้รับ reward ผ่านการ stake และ Yield Farming

ในฐานะที่เป็นโครงการ DeFi ที่ได้รับความนิยมสูงสุดเป็นอันดับสองในพื้นที่ TERRA เป็นตัวเลือกระยะยาวที่ยอดเยี่ยมสำหรับปี 2022

อันดับ 1 Avalanche (AVAX) – 2.13 หมื่นล้านดอลลาห์
Avalanche 1
ราชาแห่งแพลตฟอร์ม DeFi ทั้งหมดคือ Avalanche ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสัญญาอัจฉริยะ (smart contract) ที่เร็วที่สุดในอุตสาหกรรม ข้อดีอย่างหนึ่งของ Avalanche คือเครือข่ายที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เนื่องจาก AVAX เป็นเหรียญที่ใช้กลไลแบบ Proof-of-Stake (PoS) จึงไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองพลังงานในการขุด และโปรโตคอลแบบ PoS นี้จะให้รางวัลแก่ผู้ที่ stake เหรียญด้วย

นอกจากนี้ ผู้ใช้ Ethereum ยังสามารถใช้แพลตฟอร์ม Avalanche เพื่อสร้าง dApps ที่ใช้ภาษา Solidity ได้ ซึ่งเป็นภาษาของ ETH ที่อยู่บน smart contract นั่นเอง สิ่งนี้จะช่วยให้ทุกคนสร้าง smart. contract บนแพลตฟอร์มได้อย่างง่ายดาย

ผู้ถือ Avalanche สามารถ stake โทเค็นของตน เพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยของเครือข่าย และรับ reward ได้ โดย Avalanche ไม่ได้เป็นเพียงโปรเจ็กต์ DeFi เท่านั้น แต่ยังเป็นระบบนิเวศของการแลกเปลี่ยน กระเป๋าเงิน marketplace และอื่นๆ อีกมากมาย

ในฐานะโปรเจ็กต์ DeFi อันดับต้น ๆ ในตลาด Avalanche เป็นตัวเลือกระยะยาวที่ยอดเยี่ยมในปี 2022

เมื่อพื้นที่ DeFi เติบโตขึ้น ผู้ใช้จำนวนมากขึ้นก็เข้าร่วมระบบนิเวศ เราได้เห็นฐานผู้ใช้และการนำแอปพลิเคชันการเงินแบบกระจายอำนาจเพิ่มขึ้นอย่างมากในปีที่ผ่านมา แนวโน้มดังกล่าวคาดว่าจะดำเนินต่อไปตลอดปี 2022 ซึ่งหมายถึงการประเมินมูลค่าโปรเจ็คที่สูงขึ้นด้วย

DISCLAIMER: การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงและความผันผวนสูง มุมมองและความคิดเห็นจากผู้เขียนมีวัตถุประสงค์เพื่อในการให้ข้อมูลเท่านั้น และไม่ได้เป็นการให้ข้อมูลทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่น ๆ ใด นักลงทุนควรศึกษาจากปัจจัยหลาย ๆ อย่างประกอบกันและมีการควบคุมความเสี่ยงอยู่เสมอ

08/01/2022
ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน กทม?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่

กทม